On The Main Stand

สรีระหรือฐานะ : คลายปมสงสัยทำไมคนเชื้อสายแอฟริกัน ไม่ค่อยเป็นนักว่ายน้ำ?



หากกวาดสายตามองวงการกีฬาต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก อาจจะสงสัยว่า เหตุใดเราถึงไม่ค่อยพบคนเชื้อสายแอฟริกันในเวทีแข่งขันว่ายน้ำระดับโลกมากนัก เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด? จริงหรือไม่ที่ ‘คนเชื้อสายแอฟริกันว่ายน้ำไม่เป็น’ เหมือนที่คนเขาพูดกัน?

 

สังคมวงการกีฬาที่เปิดกว้างทางเชื้อชาติและสีผิวมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เราได้เห็นช้างเผือกที่ซ่อนอยู่ในป่าออกมาฉายแสงบนเส้นทางสายนี้มากมาย ซึ่งหากสังเกตก็จะเห็นว่า นักกีฬาระดับแนวหน้าในหลายชนิดเป็นคนซึ่งมีเชื้อสายแอฟริกัน

ถึงกระนั้นกลับมีสิ่งแปลกๆ ซ่อนอยู่ เมื่อเรากลับไม่พบนักกีฬาเชื้อสายแอฟริกันในการแข่งขันว่ายน้ำระดับโลกมากนัก ทั้งๆ ที่เมื่อดูลักษณะทางกายภาพ พวกเขาน่าจะสามารถครองวงการได้ไม่ยาก แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

 

สถิติที่น่าตกใจ

เราได้ค้นพบสถิติอีกอย่าง ซึ่งชี้ว่าไม่เพียงแต่เราจะไม่ค่อยได้เห็นคนเชื้อสายแอฟริกันเป็นนักกีฬาว่ายน้ำแล้ว คนเชื้อสายแอฟริกันไม่น้อยว่ายน้ำไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

เพราะจากผลการสำรวจที่สหพันธ์ว่ายน้ำของสหรัฐอเมริการ่วมกับมหาวิทยาลัยเมมฟิสจัดทำขึ้นเมื่อปี 2010 โดยสำรวจตัวอย่างกว่า 2,000 คนใน 6 เมืองของประเทศ พบว่าเด็กอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันถึง 68.9% ว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็ง รองลงมาคือเชื้อสายฮิสแปนิกที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็ง 57.9% และเด็กอเมริกันผิวขาวว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็ง 41.8%

ซึ่งการว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็งนี้ คือสาเหตุที่ทำให้เด็กอเมริกันอายุต่ำกว่า 14 ปีเสียชีวิตจากการจมน้ำมากที่สุดเป็นอันดับ 2 จากอุบัติเหตุทั้งหมด โดยในปี 2007 มีเด็กเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ถึง 3,443 คน และยิ่งหากเป็นเด็กเชื้อสายแอฟริกันแล้ว โอกาสเสียชีวิตจากการจมน้ำก็ยิ่งมีมากกว่าถึง 3.1 เท่าเลยทีเดียว

ส่วนที่อังกฤษ ซึ่งเป็นอีกประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก เมื่อผลสำรวจระบุว่า ชาวอังกฤษเชื้อสายแอฟริกันเชื้อสายแคริบเบี้ยน ว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็งสูงถึง 52% ส่วนเชื้อสายแอฟริกันว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็งที่ 46% ขณะที่คนผิวขาวว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็งเพียง 20% เท่านั้น

และด้วยสถิติที่กล่าวมา จึงไม่แปลกที่เราจะได้ยิน Stereotype หรือทัศนคติเหมารวมว่า ‘คนเชื้อสายแอฟริกันว่ายน้ำไม่เป็น’ จนกลายเป็นการนำมาล้อเลียนกันสนุกปากทั้งโลกออนไลน์ หรือความเป็นจริง

และนั่นนำมาซึ่งคำถามที่ว่า สถิติรวมถึงทัศนคติดังกล่าวมาเกิดขึ้นจากสาเหตุใด? จะเป็นเรื่องสรีระทางธรรมชาติ หรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้การว่ายน้ำกลายเป็นของแสลงสำหรับพวกเขากัน?

 

จุดอ่อนทางสรีระ

เรามักจะได้ยินว่า สรีระวิทยาของคนเชื้อสายแอฟริกันนั้นถูกสร้างมาเพื่อการเล่นกีฬาอย่างแท้จริง จากการมีกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแกร่ง รวมถึงสามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้มากกว่าคนผิวสีอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้นและเหนื่อยน้อยลง

ถึงกระนั้น แมตต์ บริดจ์ อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวและสรีระวิทยากล่าวว่า ในความเพอร์เฟกต์ที่ว่ามากลับมีจุดอ่อนซ่อนอยู่

“แม้ร่างกายของคนเชื้อสายแอฟริกันจะแข็งแกร่ง แต่โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายของพวกเขากลับลอยน้ำสู้คนผิวขาวไม่ได้เนื่องจากมวลกระดูกที่หนาแน่นและหนักกว่า ซึ่งหากเปรียบเทียบในส่วนของผู้ชายจะพบว่า คนเชื้อสายแอฟริกันมีมวลกระดูกหนักกว่าคนผิวขาวถึง 300 กรัม”

นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าว ยังมีเรื่องของสัดส่วนไขมันในร่างกายที่คนเชื้อสายแอฟริกันมีน้อยกว่า รวมถึงช่วงขาที่ยาวกว่า จึงทำให้พวกเขาเล่นกีฬาที่ต้องใช้พลังขามากอย่าง กรีฑา หรือ บาสเกตบอล ได้ดี แต่สำหรับกีฬาว่ายน้ำที่เน้นการใช้ร่างกายส่วนบนในการแหวกน้ำมากกว่า พวกเขากลับเสียเปรียบ

อย่างไรก็ตาม อาเลีย แอตกินสัน นักว่ายน้ำเชื้อสายแอฟริกันชาวจาไมก้า ที่คว้าเหรียญทองท่ากบ 100 เมตร ในการแข่งขันว่ายน้ำสระสั้นชิงแชมป์โลกถึง 2 สมัยกลับชี้ว่า เรื่องความแตกต่างทางสรีระที่มีผลกับการว่ายน้ำของคนสีผิวเดียวกับเธอนั้น เป็นเรื่องที่คิดกันไปเอง

“อันที่จริงมันไม่มีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์อย่างชัดเจนถึงเรื่องที่ว่า สรีระมีผลกับการว่ายน้ำนะ” แอตกินสัน เริ่มกล่าว

“อีกอย่างคือ ทุกคนเองก็คงเห็นว่านักว่ายน้ำจากยุโรปบางคนมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าคนเชื้อสายแอฟริกันอย่างพวกเราเสียอีก ดังนั้นฉันถึงมองว่า เรื่องความหนาแน่นของกระดูกหรือกล้ามเนื้ออะไรนั่นมันไม่ใช่ปัจจัยหลักสำหรับการว่ายน้ำ แต่เป็นเรื่องที่ว่าจะเคลื่อนที่ในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหนมากกว่า เพราะกีฬาว่ายน้ำเป็นกีฬาสำหรับทุกคน”

และความสำเร็จของแอตกินสันนี้เอง ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันที่ดีประการหนึ่งว่า ความแตกต่างทางสรีระไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่ค่อยมีนักกีฬาว่ายน้ำเชื้อสายแอฟริกันมากนัก เพราะหากได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้อง พวกเขาก็สามารถว่ายน้ำได้เร็วไม่แพ้คนผิวขาวเลยแม้แต่น้อย



บาดแผลทางประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ จำเลยของเหตุที่ทำให้การว่ายน้ำเป็นของแสลงสำหรับคนเชื้อสายแอฟริกัน จึงมาตกอยู่ที่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่ง ศ.เจฟฟ์ วลิทซ์ ผู้เขียนหนังสือ Contested Waters: A Social History of Swimming Pools in America ได้เผยถึงความจริงที่น่าเศร้าประการหนึ่งว่า

“ประวัติศาสตร์การแบ่งแยกทางสีผิวและชนชั้น เกี่ยวพันโดยตรงกับสถิติผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ หรือแม้กระทั่งจำนวนนักกีฬาว่ายน้ำ”

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1920-1930 ซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับเรื่องนี้ เมื่อการว่ายน้ำได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมสันทนาการของชาวอเมริกัน จากการสร้างสระว่ายน้ำสาธารณะมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งบางแห่งมีขนาดใหญ่กว่าสนามอเมริกันฟุตบอล กีฬายอดนิยมประจำชาติเสียอีก

ทว่าสระว่ายน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนผิวขาวสามารถใช้งานได้เท่านั้น คนเชื้อสายแอฟริกันหมดสิทธิ์

ศ.วลิทซ์กล่าวเสริมในประเด็นดังกล่าวว่า “ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันถูกปฏิเสธการเข้าไปใช้บริการสระว่ายน้ำอย่างกว้างขวางและเป็นระบบมากในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งนั่นทำให้การว่ายน้ำไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการสันทนาการสำหรับพวกเขาไปโดยปริยาย”

เรื่องราวดังกล่าวยิ่งถูกซ้ำเติมยิ่งขึ้นไปอีกในยุค 1950-1960 ซึ่งการว่ายน้ำถูกยกระดับให้เป็นกีฬา และคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่มีการยกเลิกการแบ่งแยกไม่ให้คนเชื้อสายแอฟริกันเข้าไปใช้งานสระว่ายน้ำสาธารณะ ถึงกระนั้นเรื่องราวดังกล่าวก็ยังไม่หมดไป เมื่อคนผิวขาวซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ตัดสินใจละทิ้งสระว่ายน้ำสาธารณะ หันไปใช้บริการของสปอร์ตคลับที่ตั้งอยู่ย่านชานเมือง ซึ่งยังมีการห้ามคนเชื้อสายแอฟริกันไม่ให้เข้าไปใช้บริการเช่นเดิม

เมื่อคนผิวขาวไม่ใช้บริการสระว่ายน้ำสาธารณะ ส่วนคนเชื้อสายแอฟริกันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ สระเหล่านี้จึงต้องปิดตัวลงไปโดยปริยาย และแม้จะมีการก่อจลาจลเรียกร้องสิทธิของคนเชื้อสายแอฟริกัน จนหลายเมืองยอมที่จะสร้างสระว่ายน้ำสาธารณะในย่านของคนเชื้อสายแอฟริกันให้ แต่สระดังกล่าวกลับมีขนาดเล็กและตื้น ซึ่งเหมาะกับการที่ให้เด็กมาเล่นน้ำมากกว่าที่จะให้มาว่ายน้ำอย่างจริงจัง และแน่นอนว่า ไม่เหมาะสำหรับการเรียนว่ายน้ำอีกด้วย

ส่วนในทวีปแอฟริกา สถานการณ์ของคนที่นั่นก็ไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มคนที่ต้องจากบ้านไปใช้ชีวิตในทวีปอื่นๆ เมื่อพวกเขาไม่สามารถใช้แหล่งน้ำตามธรรมชาติในการว่ายน้ำได้จากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว

ส่วนแหล่งน้ำที่กระแสน้ำนิ่งกว่า ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค หรือแม้กระทั่งตกเป็นเหยื่อของสัตว์อย่าง จระเข้ ครั้นจะไปใช้สระว่ายน้ำ พวกเขาก็ถูกกีดกันไม่ให้ใช้บริการ จากลัทธิแบ่งแยกทางสีผิวที่แผ่ขยายไปถึงดินแดนที่พวกเขาเปรียบเสมือนเจ้าบ้านเช่นกัน



 

ต้นทุนที่ต้องจ่าย

และแม้เรื่องราวการแบ่งแยกทางสีผิวจะค่อยๆ เริ่มลดน้อยลงตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ถึงกระนั้น กีฬาว่ายน้ำก็ไม่ใช่กีฬาที่ใครจะเข้าถึงได้ง่ายๆ เมื่อต้นทุนของมันถือว่าสูงเอาเรื่องหากเทียบกับกีฬาชนิดอื่นๆ เพราะนอกจากจะต้องซื้ออุปกรณ์แล้ว พวกเขายังต้องเสียค่าสมาชิกชมรมว่ายน้ำและค่าธรรมเนียมเข้าร่วมกิจกรรมเป็นเงินจำนวนมากด้วยเช่นกัน

โดยเด็กอเมริกันคนใดที่ต้องการตามรอย ไมเคิ่ล เฟลป์ส ด้วยการเข้าแคมป์เรียนว่ายน้ำ 3 วันที่ นอร์ธ บัลติมอร์ อควอติก คลับ ชมรมว่ายน้ำเดียวกับที่เจ้าของ 23 เหรียญทองโอลิมปิกฝึกซ้อม ก็ต้องเตรียมเงินไว้ถึง 675-850 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 23,000-28,000 บาท ยิ่งมีการจ้างโค้ชส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างฝีมือ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งพุ่งสูงอีกมาก ซึ่งพ่อแม่ของเด็กในประเทศอื่นๆ ที่ต้องการให้ลูกเรียนว่ายน้ำต่างก็เจอกับเรื่องราวที่ไม่ต่างกันนัก

ทว่าการจะสร้างรายได้ในฐานะนักว่ายน้ำเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฝีมือต้องดีพอถึงขนาดที่จะไปติดทีมชาติเสียก่อน ผู้สนับสนุนถึงจะเริ่มหันมอง หากไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ที่ลงเงินไปทั้งหมดก็เปรียบเสมื่อนการเรียนว่ายน้ำให้มีวิชาเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันเท่านั้น ยิ่งเมื่อนำปัจจัยทางสังคมเข้ามาพิจารณาด้วยแล้ว เชาว์นิธิศวร์ (นิธิ) อินทรพิชัย อดีตนักว่ายน้ำทีมชาติไทยที่เคยไปศึกษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมองว่า การที่ไม่มีคนเชื้อสายแอฟริกันก้าวสู่การเป็นนักว่ายน้ำมากนักไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

“ต้องยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความคิดของพวกเขา คือการหารายได้สูงๆ เพื่อพาตัวเองออกไปจากสภาพสังคมที่เกิดมา การเป็นนักกีฬาอย่างอเมริกันฟุตบอล หรือบาสเกตบอล ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า แถมมีต้นทุนการเล่นที่ต่ำกว่า จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำซึ่งกว่าจะถึงจุดที่สร้างรายได้ ก็ต้องลงทุนสูง แต่พวกเขาไม่มีเงิน มีต้นทุนพอที่จะไปถึงจุดนั้น”

 

ก้าวข้ามความกลัว

ร่องรอยจากการแบ่งแยกทางสีผิว รวมถึงสภาพสังคมปากกัดตีนถีบ ทำให้มีคนเชื้อสายแอฟริกันไม่น้อยที่ว่ายน้ำไม่เป็น ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เมื่อพวกเขาไม่กล้าส่งลูกเรียนว่ายน้ำจากความขัดสน และความกลัวว่าลูกๆ จะจมน้ำตั้งแต่ตอนเรียน

แต่สำหรับ คัลเลน โจนส์ หนุ่มเชื้อสายแอฟริกันดีกรีเหรียญทองว่ายน้ำโอลิมปิก 2 สมัยกลับชี้ชัดเลยว่า ความกลัวนี่แหละ คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับการว่ายน้ำ

“ตอนผมอายุ 5 ขวบ ผมเคยจมน้ำในสวนสนุก ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ผมไม่เคยเรียนว่ายน้ำ นั่นทำให้ไม่รู้เลยว่าจะเอาตัวรอดในสถานการณ์แบบนี้อย่างไร ผมจมอยู่ราว 30 วินาทีเห็นจะได้กว่าที่จะมีไลฟ์การ์ดมาช่วย และหลังจากรอดมาได้ แม่ผมก็พูดเลยว่า ‘ไม่เอาแล้ว แม่จะส่งลูกไปเรียนว่ายน้ำ จะเสียเงินขนาดไหนก็ยอม”


Photo : www.usaswimmingfoundation.org

“และจากเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมเชื่อเลยว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการว่ายน้ำไม่เป็นไม่ได้อยู่ที่พ่อแม่หรือเด็กเสียทีเดียวหรอก แต่ความกลัวนั่นแหละที่เป็นปัญหาใหญ่สุด”

ประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต และการก้าวข้ามความกลัวจนมาถึงจุดสูงสุดในอาชีพได้ ทำให้โจนส์ตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิ เมค อะ สแปลช (Make a Splash) เพื่อสอนว่ายน้ำแก่เด็กเชื้อสายแอฟริกันทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาแบบฟรีๆ หรือเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หวังล้างภาพลักษณ์ที่ว่า ‘คนเชื้อสายแอฟริกันว่ายน้ำไม่เป็น’ ให้ได้


Photo : www.usaswimmingfoundation.org

“แม้เรื่องการเหยียดผิวจะลดน้อยไปแล้ว แต่ต้นทุนที่สูงของการเรียนว่ายน้ำ กลับส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมเชื่อว่าการเข้าถึงหลักสูตรด้วยต้นทุนที่น้อยลง จะช่วยให้ลดการสูญเสียชีวิตจากการจมน้ำได้มาก”

“และไม่แน่ว่า ในบรรดาคนที่พวกเราฝึกสอนให้ว่ายน้ำจนเป็นเหล่านี้ อาจเติบโตขึ้นเป็นนักกีฬาว่ายน้ำระดับโลกในอนาคตก็เป็นได้” โจนส์ ผู้ที่ก้าวข้ามประสบการณ์เลวร้ายจากการจมน้ำจนเป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกกล่าวทิ้งท้าย

 

แหล่งที่มา

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-11172054
https://www.telegraph.co.uk/sport/olympics/swimming/11797332/Why-do-so-few-black-children-learn-to-swim.html
http://www.swimmingwithoutstress.co.uk/swimming-blog/black-men-cant-swim
https://www.theguardian.com/commentisfree/2008/aug/25/race.olympics2008
https://mediadiversified.org/2016/08/17/its-time-to-address-the-persistent-stereotype-that-black-people-cant-swim/
http://www.wnpr.org/post/history-racial-disparity-american-public-swimming-pools
http://www.jamaicaobserver.com/sport/Blacks--can-swim_18278301
https://abcnews.go.com/GMA/News/olympian-cullen-jones-challenging-stereotype-black-people-dont/story?id=56780930



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง