On The Main Stand

ยุทธวิธีหักปากกาเซียน : ทีมรองบ่อนจะคว้าแชมป์เหนือสโมสรมหาอำนาจได้อย่างไร?



บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำท่าจะผูกปีแชมป์ของลีกประเทศไทยเข้าไปทุกขณะ พวกเขาเเกร่งขึ้นเรื่อยๆ มีสมดุลมากกว่าใคร  มีประสบการณ์ในการเป็นผู้ล่า และผู้ถูกล่าแม้แต่เหล่าทีมเงินถุงเงินถังยังตามยาก...

 

ปลาใหญ่กินปลาเล็กคือวลีที่คู่กับวงการฟุตบอลมาอย่างช้านาน กล่าวคือทีมใหญ่ๆมีสิทธิ์เลือกก่อนเสมอด้วยศักยภาพที่ผ่านกันสั่งสมมาหลายปี แน่นอนว่าทีมเหล่านี้มีปลายทางที่การ "เป็นแชมป์" สว่างไสวยิ่งกว่าทีมใดๆ

อาจจะมีบ้างที่เหล่าทีมเล็กๆหรือทีมจากลีกรองสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยได้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นบอลแบบนัดต่อนัด ทุกอย่างถูกตัดสินในเวลาเพียง 90 นาที

กับฟุตบอลลีกที่ต้องใช้ความคงเส้นคงวาตลอดทั้งปี พอจะมีทางไหมที่เหล่าทีมเล็กๆ ที่เเรกเริ่มเดิมทีตั้งเป้าหมายแค่อยู่รอดและทำอันดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สามารถฝ่าด่านอรหันต์คว้าแชมป์ไปในแบบที่โลกต้องซูฮก เราจะลองย้อนไปดูองค์ประกอบที่เคยทำให้ทีมอย่าง เลสเตอร์, มงต์เปลลิเย่ร์, ลีลล์ และ ทเวนเต้ สามารถถีบตัวเองขึ้นมาเป็นแชมป์ลีกได้ และทำลายทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็กสำเร็จ

 

กุนซือต้องเก๋า

เราขอเลือกใช้คำว่า "เก๋า" แทนคำว่า "เก่ง" ดีกว่า เพราะหากลองมองย้อนกลับไปก่อนที่ เคลาดิโอ รานิเอเรี่ จะกลายเป็นกุนซือแชมป์พรีเมียร์ลีก เขาเองก็ยักเเย่ยักยันอยู่นาน โดนไล่ออกจากทีมนั้นเด้งไปอยู่ทีมนี้ ยาวไปจนกระทั่งการคุมทีมชาติกรีซและกล้าๆ แพ้ทีมอย่างหมู่เกาะแฟโรคาบ้าน  

กุนซือที่จะพาทีมเล็กเป็นแชมป์ลีก (5 ลีกใหญ่ยุโรป) ได้ล้วนแต่ต้องเป็นคนที่เคยผ่านงานมาหลายรูปแบบ พวกเขาอาจจะต้องมีประสบการณ์อยู่กับทีมระดับลุ้นแชมป์และมีประสบการณ์คุมทีมหนีตกชั้น ซึ่งการรู้จักกับเนื้อหาทั้ง 2 ส่วนเป็นอย่างดี จะทำให้พวกเขารู้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง สิ่งใดสำคัญ สิ่งไหนที่มองข้ามไปได้

สตีฟ แม็คคลาเรน คลุกคลีกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนฯ ยูไนเต็ดอยู่ 3 ปีเต็มๆในฐานะมือขวา ก่อนออกมาลิ้มลองประสบการณ์ในการคุมทีมโซนล่างของพรีเมียร์ลีกอย่าง มิดเดิลสโบรห์  ซึ่งช่วงแรกๆเขาจับผิดจับถูกอยู่นาน สุดท้ายก็ใช้เวลา 3 ปีพาสิงห์เเดงคว้าแชมป์ลีกคัพได้สำเร็จ

และในขณะที่เขาคุมทีมเล็กประสบความสำเร็จ เขาก็เคยล้มเหลวกับทีมใหญ่มาเช่นกัน บิ๊กแม็ค ก้าวไปคุมทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ด้วยองค์ความรู้จากการคุมทีมเล็ก ซึ่งผลก็คือมันเละไม่เป็นท่า

ทักษะการปกครองคนของ “บิ๊คเเม็ค” อาจจะเคยทำให้นักเตะอย่าง โจเซป ดิเซเร่ จ็อบ,ฟร้องค์ เกรอดูร์, ยูโก้ อีไฮอ็อก และ แกเรธ เซาต์เกธ อยู่ในโอวาทได้ ทว่ากับทัพทรีไลอ้อนส์เขาสอบตกในการปกครองทีมชนิดที่ว่าเป็นหนังคนละม้วน เขาเริ่มจากการถอดปลอกแขนกัปตันทีมจากเดวิด เบ็คแฮม ออกไปให้กับ จอห์น เทอร์รี่ และตัดชื่อนักเตะระดับสตาร์อย่างเบ็คส์, โซล แคมป์เบลล์ และ เดวิด เจมส์ ออกกจากทีมด้วยเหตุผลที่ว่า "เป้าหมายของทีมกับนักเตะต่างกัน" ผลก็คือทีมฟอร์มย่ำแย่ ส่ออดไปเล่นฟุตบอลยูโร 2008  สุดท้ายก็ต้องเรียก เบ็คแฮม กลับมาติดทีมชาติตอนเข้าตาจน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ทันการณ์ อังกฤษ ไม่ผ่านรอบคัดเลือก และเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ที่พวกเขาไม่ได้เล่นทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ และแม็คคลาเรน รับกรรมด้วยการออกจากตำแหน่ง

นี่คือเรื่องคล้ายๆกัน ก่อนที่ อ็อตโต้ เรห์ฮาเกล ผู้ล่วงลับจะพาไกเซอร์เสลาเทิร์น คว้าแชมป์บุนเดสลีกา ในฤดูกาล 1997-98 เขาก็เคยโดนไล่ออกจาก บาเยิร์น มิวนิค ในชวงยุค '80 เช่นกัน

และก่อนที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จะได้มาคุมเชลซีและโดนเชิญออกจากตำแหน่งเขาก็เคยพาทีมกลางๆ อย่าง บาเลนเซีย และ ฟิออเรนติน่า คว้าแชมป์มาก่อน ชีวิตพวกเขาเหล่านี้ขึ้นๆลงๆเสมอมา ถึงแม้มันจะไม่เพอร์เฟ็คต์ ทว่าพวกเขาได้เห็นอะไรมาเยอะ และมีมุมมองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มากกว่านั่นเอง

"ผมอายุ 64 ปีแล้ว ผมต่อสู้มาอย่างยาวนาน แต่ผมมองโลกในแง่ดีมาตลอด" รานิเอรี กล่าวในวันที่เขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ เลสเตอร์  "ผมคิดเสมอว่าผมจะคว้าแชมป์ลีกสักแห่งได้ในที่สุด ผมยังเป็นคนเดิม ผู้ซึ่งโดนกรีซไล่ออก บางทีผู้คนที่นั่นคงลืมผลงานในอาชีพของผม ผมอยากบอกว่า ผมยังเป็นคนเดิมกับคนที่นั่งในม้านั่งสำรองของกรีซ ผมไม่เคยเปลี่ยน"      

ที่สำคัญคือกุนซือจอมเก๋าเหล่านี้สามารถรับมือกับเหล่าผู้บริหารได้อย่างยอดเยี่ยม รานิเอรี่ กับสนิทสนมกับบอร์ดบริหารจาก คิง พาวเวอร์, เรเน่ ชิราร์ด สนิทสนมกับ หลุยส์ นิโคแล็ง ประธานสโมสร มงต์เปลลิเย่ร์ จนถึงขั้นที่เรียกกันว่า "ครอบครัว" ได้เต็มปาก

ความเก๋าทำให้พวกเขา “อยู่เป็น” ทั้งการเเข่งขันในสนาม และการเจรจาบนโต๊ะประชุม เมื่อพวกเขาอยู่ใกล้กับเจ้าของสโมสรเก้าอี้ของพวกเขาก็ปลอดภัย จนมีเวลาหาทีมที่ใช่ได้เร็วที่สุด

สุดท้ายคือกุนซือเหล่านี้ไม่เคยกลัวทีมใหญ่ พวกเขาเจอเสือสิงห์กระทิงแรดมาทั้งชีวิต และเมื่อลูกพี่ไม่หงอ มีหรือลูกทีมจะไม่สู้  ตัวอย่างคือ ชิราร์ด ที่เคยหาญกล้าเล่นเกมจิตวิทยากับกุนซือระดับแชมป์ยุโรปอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ซึ่งสุดท้าย เปแอสเช ก็ยางแตกพลาดไปเองและมอบแชมป์ให้ มงต์เปลลิเยร์ในบั้นปลาย

"ผมพยายามจะโยนตวามกดดันใส่ คาร์โล อันเชล็อตติ และ เปแอสเช เสมอ พร้อมทำการบ้านหนักมากก่อนที่จะถึงช่วงเพรสคอนเฟอร์เรนซ์ (แถลงข่าวก่อนเกม) คุณจะต้องมีแพชชั่นในการพูดออกไป มันจะทำให้ลูกทีมของคุณไม่กดดัน"


Photo : www.madeinfoot.com

"ตอนที่เราตามหลัง เปแอสเช เหลือ 1-2 แต้ม ผมพูดเสมอฝากไปถึง เปแอสเช ว่า "พวกเขานู่นตัวเต็ง เรื่องลุ้นเเชมป์ไม่เกี่ยวกับทีมผม และช่วง 10 เกมสุดท้ายของฤดูกาลผมจะถูกนักข่าวถามตลอดว่าทีมของคุณจะเป็นชนะทีมนี้ได้ไหมเนี่ย? เป็นได้หรือเปล่าที่ทีมรองบ่อนอย่างคุณจะไปถึงแชมป์? ตอบหน่อยสิ เรเน่?  ผมก็แค่ตอบไป "ไม่อะ เราทำไม่ได้" แค่นี้ก็จบ เราโยนความกดดันให้ทีมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เปแอสเช”

 

เสริมทัพต้องเฉียบขาด

แน่นอนว่าการเสริมทัพคือสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากไม่ว่ากับสโมสรใดๆก็ตามบนโลกนี้ หากพวกเขาหยิบนักเตะถูกตำแหน่ง และถูกสถานการณ์ก็ย่อมจะนำพามาซึ่งการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่สำหรับการทำให้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ ย่อมต้องการอะไรที่พิเศษกว่าการจ่ายเงินแน่นอน

ครั้งที่ ไกเซอร์เสลาเทิร์น คว้าแชมป์บุนเดสฯ พวกเขาซื้อตัว ซิเรียโก้ สฟอร์ซ่า เพลย์เมคเกอร์ชาวสวิส ที่ถูกโละจาก อินเตอร์ มิลาน มาร่วมทีม เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่างมาเรียน ฮริสตอฟ ที่ตอนแรกเป็นแค่ดาวยิงภูธรในลีกบัลเเกเรีย และ อันเดรียส บุค มิดฟิลด์ที่อายุ 31 ปีจาก สตุ๊ตการ์ท   ทั้ง 3 คนนี้ส่งผลต่อการเป็นแชมป์ของไกเซอร์เป็น พวกเขา "พึ่งพาได้" อย่างน่าเหลือเชื่อ ภายในราคาที่ถูกแสนถูก สฟอร์ซ่า กลายเป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในบุนเดสลีกา เขาโดดเด่นจนมีชื่อเข้าชิงบัลลงดอร์ หลังจากที่พาทีมคว้าแชมป์ลีก ขณะที่ ฮริสตอฟ ยิงไป 5 ลูกจาก 22 เกม และ บุค ยึดตัวจริงสร้างสมดุลให้เเดนกลางของทีมตลอดทั้งฤดูกาล

ขณะที่ ทเวนเต้ ของ แม็คคลาเรน ชุดกระชากแชมป์ดัตช์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรก็ไม่ต่างกัน เขาได้ตัวนักเตะคุณภาพดีราคาถูกอย่าง ไบรอัน รุยซ์ ตัวรุกจาก เกนท์ ที่สุดท้ายแล้วจบฤดูกาลด้วยการยิง 22 ประตูเป็นดาวซัลโวไปแบบสวยๆ, มิโลสลาฟ สตอช ปีกดาวรุ่งจากเชลซี ที่ยืมตัวมาและยิงได้ถึง 10 ลูก เบอร์นาร์ด ปาร์คเกอร์ ที่ไปขุดมาจากลีกเซอร์เบีย และยิงได้อีก 10 ประตู

และตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดสำหรับยุคนี้คงหนีไม่พ้น เลสเตอร์ ที่คว้าตัว ริยาด มาห์เรซ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาจากลีกรองในฝรั่งเศส...ซึ่งสุดท้ายแล้วมาห์เรซ กลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีก ขณะที่ก็องเต้ คือ 1 ในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้

พวกเขาทั้งหมดที่กล่าวมาคือเฟืองชิ้นใหญ่ในราคาแสนถูก การเพิ่มนักเตะที่มีคุณภาพที่ทีมต้องการจริงๆเพียง 1 หรือ 2 คนบางครั้งอาจจะมีประโยชน์กว่านักเตะที่หว่านซื้อมาพร้อมๆกัน 4-5 ตัวด้วยซ้ำ ฟันเฟืองชิ้นเดียวที่มีประสิทธิภาพจะทำให้เครื่องจักรสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจะเกินขีดจำกัดได้เลยทีเดียว

"ที่ฮอลแลนด์มีจุดเด่นที่แตกต่าง เราจะคุยเรื่องแท็คติกกันเป็นชั่วโมงว่านักเตะคนใหม่ของเราจะมีคุณภาพสามารถเล่นได้หรือไม่ แต่ที่อังกฤษเราพูดกันที่เรื่องชื่อเสียงของนักเตะก่อน ซึ่งชาวดัตช์ไม่ใช่แบบนั้น"   แม็คคลาเรน กล่าวถึงการเสริมทัพที่ทรงประสิทธิภาพของ ทเวนเต้ ชุดเเชมป์ลีก ฤดูกาล 2011-12

 

ต้องยกมาตรฐานนักเตะเก่า

"เราเป็นทีมมหาชน แฟนบอลเป็นเจ้าของทีมส่วนหนึ่ง ดังนั้นเราอาจจะติดขัดเรื่องเงินอยู่บ้าง แต่เราต้องหาเพชรในตมให้ได้ และขัดมันด้วยมือของเราเอง" บิ๊คแม็ค ว่าถึงการทำทีมเล็กที่มีงบประมาณจำกัด

แน่นอนล่ะทีมเล็กๆเหล่านี้ ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะซื้อนักเตะทุกคนที่พวกเขาต้องการได้ ดังนั้นมันจะเป็นหนทางที่ดีกว่าหากพวกเขาเริ่มมองไปยังสิ่งที่มีและหาจุดเด่นของเขาเหล่านั้นให้เจอ การปัดฝุ่นนิดๆหน่อยๆ อาจจะทำให้เจอนักเตะที่เพชรในตม จนเหมือนได้นักเตะใหม่ขึ้นมาฟรีๆ เลยก็เป็นได้

เรเน่ ชิราร์ด กุนซือผู้พาทีมอย่าง มงต์เปลลิเย่ร์ คว้าแชมป์ลีกเอิงเหนือ "โคตรทีมเศรษฐี" อย่าง เปแอสเช ได้ในฤดูกาล 2011-12 ใช้การปัดฝุ่นนักเตะเก่ามากกว่าการซื้อนักเตะใหม่ ซึ่งถ้วนแชมป์ ก็ยืนยันไอเดียของเขาเเล้วว่ามันเวิร์คแค่ไหน

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าราคา 1.7 ล้านปอนด์ เคยยิงให้ มงต์เปลลิเย่ร์ เพียง 12 ลูกจากการลงเล่น 43 นัดในฤดูกาล 2010-11 กลับถูกเปลี่ยนให้เป็นดาวยิงที่มีประสิทธิภาพ ยิง 26 ประตูและทำไปถึง 12 แอสซิสต์ในฤดูกาลเดียว  ซึ่งจุดนี้เกิดจากการวางแท็คติกแนวรุก 3 ตัวของ ชิราร์ด ต้องการตัวเป้าที่แข็งแรงเก็บบอลได้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้แนวรุกคนอื่นๆในพื้นที่ที่แตกต่างทีม สิ่งนี้ตรงกับสิ่งที่ ชิรูด์ มีพอดิบพอดี และนั่นทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวและคนที่แอสซิสต์มากที่สุดในทีม

ส่วนอีกคนคือ ยูเนส เบลอองด้า ตัวรุกดาวรุ่งชาว โมร็อคโค ที่เคยเป็นปีกแนวพ่อเลี้ยง มีสถิติทั้งยิงและแอสซิสต์รวมกันเพียง 6 ลูก ตลอด 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ กลับกลายมาเป็นคนที่ยิง 13 ประตูและทำไปอีก 2 แอสซิสต์ในปีเดียว ซึ่งจุดนี้ ชิราร์ด ขยับเขาจากนักเตะริมเส้นลงมาเป็นเพลย์เมคเกอร์หลังกองหน้าแทนที่ของ ไรอัน กาเบลล่า ที่เป็นตัวหลักมาก่อน  ซึ่งทักษะการพาบอลของ เบลอองด้า ทำให้เขาเป็นเหมือนตัวกำหนดจังหวะเกมรุกของทีมในพื้นที่สุดท้าย (40 หลาหน้าจากหน้าปากประตูคู่แข่ง) หากคุณนึกภาพไม่ออกก็ขอให้ลองนึกถึง เอเด็น อาซาร์ ในขนาดย่อมๆลงมาก็เเล้วกัน

ตัวอย่างยังคงมีอีกเยอะ นักเตะกองหน้าตัวเก๋าของ ไกเซอร์เสลาเทิร์น อย่าง โอลาฟ มาร์สแชล ก็มีปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตอนที่เป็นลูกทีมของ "คิง อ็อตโต้" ยิงได้ถึง 21 ประตู และคว้ารางวัลรองดาวซัลโวไปครอง ซึ่งจำนวน 21 ลูกของเขาในฤดูกาล 1997-98 คิดเป็น 30% ของจำนวนประตูทั้งหมดของเขาที่ยิงให้ไกเซอร์ฯ มาตลอดช่วงเวลา 8 ปีนับตั้งแต่ปี 1994 - 2002 (ยิงทั้งหมด 59 ลูก)

เราคงไม่ต้องพูดถึงนักเตะอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, เเดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์, แคสปอร์ ชไมเคิล และ เวส มอร์แกน ให้เสียเวลา เพราะเชื่อว่าคุณคงรู้อยู่แล้วว่าเขาเหล่านี้เปลี่ยนตัวเองจากหลังมือเป็นหน้ามือในยุคที่มี รานิเอรี่ เป็นกุนซือ

"พวกเขาเป็นนักเตะที่เคยถูกสโมสรใหญ่ๆ มองว่าตัวเล็กไปหรือไม่ก็ช้าเกินไปทั้ง เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจมี่ วาร์ดี้, เวส มอร์แกน , แดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์ และ ริยาด มาห์เรซ แต่ตอนที่ผมมาคุมทีมซ้อมวันแรก ผมได้เห็นคุณภาพของนักเตะพวกนี้ ผมรู้ว่าพวกเขาฝีเท้าดีแค่ไหน"   

บางครั้งคำพูดง่ายๆแบบนี้ก็ส่งพลังถึงผู้รับได้แบบไม่น่าเชื่อเช่นกัน...

 

เกมรับต้องชั้น 1

พื้นฐานของการเป็นแชมป์ของเหล่าทีมเล็กคือการมีแท็คติกเกมรับที่เหนียวแน่น สถิติชี้ชัดว่า มงต์เปลลิเย่ร์ เสียเพียง 34 ประตูเท่านั้นสำหรับการคว้าแชมป์ลีก เอิง  (เปแอสเช อันดับ 2 เสีย 11 ประตู)

เลสเตอร์ ของ รานิเอรี เสียประตู 36 ลูก น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีกรองจาก สเปอร์ส และ แมนฯ ยูไนเต็ด (35 ลูกเท่ากัน) ในฤดูกาลที่พวกเขาเป็นเเชมป์พรีเมียร์ลีก


Photo : Facebook : Leicester City Football Club

ไกเซอร์เสลาเทิร์น เสียแค่ 39 ลูก น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก และ ทเวนเต้ เสียแค่ 24 ประตูจากการลงเล่น 34 นัดตลอดทั้งฤดูกาล...เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีค่าเฉลี่ยการเสียประตูต่อ 1 เกมไม่ถึง 1 ลูกเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเกมรับดีเกมรุกก็มั่นใจ หากผนวกหัวข้อนี้ รวมกับการปัดฝุ่นนักเตะเก่า จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นนักเตะแนวรุกทั้งสิ้นที่เปลี่ยนเป็น ยิงมากขึ้น แอสซิสต์มากขึ้น และเฉียบคมมากขึ้น  

ไม่มีมีนักเตะคนไหนอยากจะยืนอยู่ในเเดนตัวเองตลอด 90 นาทีหรอก ดังนั้นการมีนักเตะที่เข้าใจแท็คติกเกมรับ คือ สิ่งที่ทีมเล็กๆควรจะต้องหาให้ได้  พวกเขาเหล่านี้จะมุ่งมั่นในการไล่ล่าเอาบอลมาจากคู่แข่ง พวกเขาจะเล่นด้วยความอดทนตามคำสั่งโค้ช และที่สำคัญ คือ ยิ่งพวกเล่นเกมรับเหนียวแน่นมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้คู่แข่งยิ่งเร่งเร้าที่จะบุกมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นทีมที่เล่นเกมรับจะมีพื้นที่เหลือเยอะมากในการเล่นเกมสวนกลับ ซึ่งนำมาสู่การทำประตู   

ยิ่งพื้นที่เกมรับของคู่แข่งเปิดมากเท่าไหร่ หน้าที่ของนักเตะตัวรุกก็ง่ายขึ้นเท่านั้น ดังนั้นโอกาสเพียงครั้งเดียวจะทำให้ทีมเล็กๆนำผลการเเข่งขันที่ต้องการได้ นั่นคือเหตุผลที่ทั้ง เลสเตอร์, ไกเซอร์เสลาเทิร์น, มงต์เปลลิเย่ร์ และ ทเวนเต้ มักจะชนะคู่แข่งด้วยระยะห่างเพียงลูกเดียว

การเล่นเกมรับอาจจะทำให้โดนวิจารณ์ว่าทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล ทว่าความจริงแล้วคำพูดดังกล่าวน่าเป็นคำพูดจากพวกองุ่นเปรี้ยวมากกว่า

"ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่สามารถเอาตรรกะมาวัดได้เลย วันไหนเล่นดีก็อาจแพ้ได้ บางจังหวะไม่ฟาวล์แต่กรรมการเป่าให้ก็จบเหมือน"  อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซีอีโอของเลสเตอร์คนปัจจุบันเคยกล่าวเอาไว้แบบง่ายๆแต่สามารถทำให้เห็นภาพได้ในทันที


Photo : Facebook : Leicester City Football Club

ฟุตบอลคือกีฬาที่ทุกทีมต่างต้องงัดสิ่งที่เป็นจุดแข็งของตัวเองออกมาฟาดฟันกับคู่แข่ง  การจะได้ชัยชนะนั้นไม่เกี่ยงซึ่งวิธีการ ไม่มีแบบแผนตายตัว นี่ต่างหากคือเสน่ห์ที่แท้จริงของฟุตบอล   

 

สปิริตจะช่วยให้ทุกอย่างดูง่าย

การคว้าแชมป์ลีกอาจจะไม่ยากอย่างที่ใครๆให้คำนิยาม หากคุณที่ห่างเพื่อนร่วมลีกไกลไปหลายโยชน์อย่าง บาเยิร์น มิวนิค, เปแอสเช และ ยูเวนตุส ที่เป็นตัวอย่างการผูกขาดความสำเร็จในลีกของพวกเขา

แต่สำหรับทีมเล็กที่ไร้ซูเปอร์สตาร์นั้นคือสิ่งที่ยากและซับซ้อน เหตุผลทุกข้อที่กล่าวมาด้านบนจะดูเป็นรูปเป็นร่างและออกมาดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ หากทีมเล็กๆมีสิ่งที่เรียกว่า "ทีมสปิริต" หรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นเอง และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในทีมเล็กๆได้ง่ายกว่า นักเตะไม่ได้โด่งดัง ไม่มีค่าตัวแพง ค่าเหนื่อยก็แสนหยุมหยิม ดังนั้นทุกคนจะมีทิฐิและการทรนงตัวน้อยกว่าผู้เล่นทีมใหญ่

"ก่อนจะลงไปเอาชนะในสนาม คุณต้องชนะในห้องเเต่งตัวก่อน" นี่คือคำกล่าวที่ไม่ได้โก้เกินจริงแต่อย่างใด

โลร็องต์ นิโคเเล็ง ประธานสโมสร มงต์เปลลิเย่ร์ เองก็พูดถึงสปิริตในทีมชุดเเชมป์ว่า "เราเป็นสโมสรเดียวที่อยู่กันแบบครอบครัว  สิ่งนี้มันช่วยให้เรารู้จักนักเตะทุกคน ผมรู้ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเป็นประธานสโมสรของมงต์เปลิเยร์ว่าต้องทำเช่นนี้ ผมเกิดปี 1973 สโมสรเราก่อตั้งปี 1974 ผมโตมาพร้อมๆกับทีม ผมไม่เคยเปลี่ยนวิธีการทำงานของผม ที่แห่งนี้มีจิตวิญาณ  เรามี DNA ของนักสู้ เราไม่เคยยอมแพ้ก่อนเวลาหมด เรามองหานักเตะประเภทเดียวกันที่พวกเขาคิดว่าทีมคือครอบครัว ผมต้องการนักเตะแบบนี้ เพราะมันตรงกับแนวทางของมงต์เปลิเย่ร์ที่สุดเเล้ว"

ด้าน สตีฟ แม็คคลาเรน ให้คำจัดกัดความว่าเมื่อทีมมีสปิริต นักเตะในทีมจะเล่นบอลอย่างมีความสุข และได้ผลการเเข่งขันในเเง่บวก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่การพูดคุยกับลูกทีม และเช่นเดียวกันการพูดผ่านหน้ากล้องด้วย

บิ๊คแม็ค จะเตรียมคำตอบไว้เต็ม 1 หน้ากระดาษ A4 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคำถามที่นักข่าวจะถามเขา อดีตกุนซือของโบโร่ไม่เคยพูดผ่านช่วงเพรสคอนฯ เลยหากเขาไม่ได้รับคำปรึกษาจาก บิล เบสวิค นักจิตวิทยาทางการกีฬาของสโมสรเสียก่อน  

เบสวิค จะบอก แม็คคลาเรนว่า ทำอย่างไรพูดอย่างไรสถานการณ์ในทีมจะดีขึ้น   และส่วนสำคัญอีกอย่างคือเขาไปที่ฮอลแลนด์เพียงคนเดียว ไม่มีมือขวาชาวอังกฤษติดต่อไปเลย นั่นจึงทำให้เขาต้องสื่อสารด้วยตัวเองเสมอ จุดนี้ทำให้เขาเป็นกุนซือที่นักเตะสามารถสัมผัสได้โดยตรง

"ผู้ช่วยของผมเป็นดัตช์ พวกเขาเป็นคนหนุ่มที่ยอดเยี่ยม มันสำคัญมากที่ผมจะเข้าใจถึงวัฒณธรรมของสโมสรและฟุตบอลดัตช์ มากกว่าที่นำความแตกต่างเข้ามาสู่ทีม"

การให้ความเคารพก่อน ทำให้ แม็คลลาเรน ได้รับการเคารพกลับ และเขาให้นิยามถึง 2 ปีที่ ทเวนเต้ ว่า "ช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในชีวิตการเป็นกุนซือ"

ด้าน เคลาดิอ รานิเอรี่ ชายผู้สร้างตำนานแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ในฟุตบอลยุคใหม่คนสุดท้าย ให้ความสำคัญ เรื่องสปิริตทีมมากๆ เขาพูดถึงเรื่องเหล่านี้หลายครั้ง และยืนยันว่า สปิริตต่างหาก คือ สิ่งที่ทำให้เลสเตอร์ทำในสิ่งที่โลกไม่คิดว่าพวกเขาจะได้

"สปิริตของทีมเรายอดเยี่ยม บรรยากาศในห้องแต่ตัวของเราสุดยอด ในสนามเด็กๆของผมช่วยเหลือกันและกัน ต่อสู้เพื่อกันและกัน มหัศจรรย์จริง ๆ พวกเราเล่นไปด้วยกันทั้ง 11 คนเสมอ มันไม่ใช่ง่าย ๆ นะครับ นี่คือสปิริตที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตการคุมทีม รวมถึงในชีวิตค้าแข้งด้วย"  เคลาดิโอ รานิเอรี่ กล่าวในวันที่พวกเขาบุกไปเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และคว้าแชมป์ก่อนที่ฤดูกาล 2015-16 จะจบลง

จะฝันเล็กหรือฝันใหญ่คุณอยากจะฝันแบบไหนก็ย่อมได้ ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ฝันทั้งสิ้น แต่การลุกขึ้นมาทำความฝันอย่างมีแบบแผน อาจจะทำให้ “ฝันเล็ก” หรือ “ฝันใหญ่” กลายมาเป็น "ความจริง" ได้ในสักวันเหมือนกับพวกเขาเหล่านี้ที่เราได้กล่าวไปทั้งหมด

 

แหล่งอ้างอิง :

https://www.theguardian.com/football/2010/apr/16/steve-mcclaren-fc-twente-eredivisie
https://www.bbc.com/sport/football/35717228
https://www.ligue1.com/ligue1/article/montpellier-it-s-a-family-affair.htm
https://www.thenational.ae/sport/mcclaren-spirits-are-lifted-again-1.59786



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง