On The Main Stand

จากโมฮัมหมัด อาลี ถึง ศรีสะเกษ : เมื่อวันที่มวยรุ่นใหญ่... สู้รุ่นเล็กไม่ได้?



นักชกรุ่นเฮฟวีเวทหายไปไหน? จากพิกัดที่เคยได้รับความนิยมสูงสุด และสร้างตำนานมากมายประดับวงการมวยโลก สู่ยุคตกต่ำจนถูก เหล่าบรรดากำปั้นรุ่นเล็ก ยึดครองตลาดคนดู จนคนทั่วไปแทบไม่ได้สนใจมวยรุ่นยักษ์อีกต่อไปแล้ว…


 

ใครจะไปคาดดิดว่าวันหนึ่ง มวยรุ่นที่ว่ากันว่าสนุกที่สุด มีเสน่ห์ที่สุด และได้รับความนิยมมาตลอด อย่าง “เฮฟวี่เวต” จะกระแสตกลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ห้วงเวลาเดียวกัน กลายเป็นขาขึ้นของ มวยรุ่นกลาง-เล็ก ที่เข้ามายึดพื้นที่ความสนใจจากสื่อ-คนดู, สร้างมูลค่าจากการถ่ายทอดสดได้เป็นกอบเป็นกำ มีซูเปอร์สตาร์เกิดขึ้นมากมาย และขยายวงกว้างความนิยมไปได้กว่าที่ มวยไซส์ยักษ์ไม่จำกัดน้ำหนัก เคยสร้างมาตรฐานไว้เสียอีก

ทั้งที่ แชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวต ในปัจจุบัน ยัง 2 นักชกมือดีอย่าง "แอนโธนี่ โจชัว" (Anthony Joshua) ผู้ครองเข็มขัด ซูเปอร์แชมป์ WBA และ แชมป์ปกติของ IBF-WBO-IBO ที่มีสถิติไร้พ่าย ชนะ 22 (น็อก 21) และ "ดิออนเต้ ไวล์เดอร์" (Deontay Wilder) แชมป์โลก WBC อเมริกันผู้ยังไม่เคยปราชัยใคร  ชนะรวด 40 ไฟต์ แถมยังเป็นการชนะน็อกถึง 39 ครั้ง

แต่ทั้งสองราย กลับไม่สามารถสร้างแรงดึงดูด และเทียบเคียงชื่อเสียงกับบรรดานักชกรุ่นพี่ระดับตำนานในรุ่นเดียวกันได้เลย  ไม่หนำซ้ำ เหล่าบรรดานักชกรุ่นเล็ก จำนวนมาก ยังได้รับความนิยมแซงหน้าพวกเขาเสียอีก

แม้แต่ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น แชมป์โลกชาวไทยรุ่น ซูเปอร์ฟลายเวต สภามวยโลก (WBC) ยังมีอันดับเหนือกว่าเขา โดยถูกยกให้เป็น นักมวยอาชีพที่ดีสุดอันดับ 7 ของโลก เมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์ จากการจับอันดับของ เดอะ ริง แมกกาซีน ประจำเดือน มิ.ย.

ขณะที่ 2 กำปั้นแม่เหล็กรุ่นเฮฟวีเวต กลับไม่ติดโผ 1 ใน 10 ด้วยซ้ำ…. นั่นเป็นคำถามที่น่าคิด เกิดอะไรขึ้นกับมวยรุ่นใหญ่ไซส์พี่เบิ้ม? ในปัจจุบัน ปัจจัยอะไรที่ส่งผลทำให้การแข่งขันรุ่นเฮฟวีเวต สิ้นมนต์ขลัง และไม่ได้รับความนิยมเหมือนในอดีต

 

ยุคทองมวยยักษ์

"ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของผม คือ...การทำให้ไอ้โง่สองตัวมาต่อยกันได้ และกลายเป็นจุดขายให้ทุกคนอยากดู"  ดอน คิง โปรโมเตอร์ระดับตำนาน คือ ชายผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างยุคทองให้แก่มวยรุ่นเฮฟวีเวตอย่างแท้จริง

เฮฟวีเวต หรือที่แฟนๆ สังเวียนผ้าใบเรียกกันติดปากว่า “มวยรุ่นยักษ์” จัดเป็นพิกัดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมสูงสุด มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่มีการชกอาชีพเลยก็ว่าได้

ด้วยจุดเด่นในเรื่องของการที่ไม่จำกัดน้ำหนักผู้ชก (90.9 กิโลกรัม หรือ 200 ปอนด์ขึ้นไป) บวกกับการน็อกเอาท์ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้คนดูรู้สึกสนุก และแชมป์โลกมวยรุ่นใหญ่ ในสมัยก่อน ก็เปรียบเสมือน นักมวยที่เก่งสุดในโลกไปแบบกลายๆ

มวยรุ่นยักษ์ ได้รับความนิยมมาอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดในอเมริกา ไล่มาตั้งแต่ยุคมวยขาวดำ "บราวน์ บอมเบอร์" โจ หลุยส์ ,ร็อคกี้ มาร์เซียโน ในยุคแรก ก่อนเข้าสู่ยุคทองของมวยเฮฟวีเวต อย่างเต็มตัว ในยุคของ "แคสเซียส เคลย์" มูฮัมหมัด อาลี บุรุษแห่งศตวรรษ และ  "ไอออน ไมค์" ไมค์ ไทสัน

“ช่วงที่สำคัญของมวยรุ่นเฮฟวี่เวต เริ่มมาจากความโด่งดังของ มูฮัมหมัด อาลี มาเรื่อยๆ จนถึงยุคของ ไมค์ ไทสัน ที่ถือเป็นช่วงยุคทองอย่างแท้จริง แม้จะมีช่วงคั่นกลางก่อนหน้านั้นคือ  "สิงห์รถบรรทุก" ลาร์รี่ โฮล์มส์ แม้จะยังไม่ได้รับการยกย่อง ให้เป็นซูเปอร์สตาร์ เหมือนกับ อาลี และ ไทสัน แต่โฮล์มส์เป็นอีกหนึ่งนักมวยที่เก่งที่สุดของรุ่นเฮฟวี่เวต เพราะถึงเขาจะป้องกันตำแหน่งมานาน และชนะมาอย่างตลอดต่อเนื่อง” พูนเพชร เพชรใหม่ บรรณาธิการ อดีตนิตยสาร "เคโอ" ของเมืองไทย ผู้คว่ำหวอดอยู่ในวงการกำปั้นทั้งไทยและเทศมายาวนานกว่า 40 ปี กล่าวเริ่มผ่าน Main Stand  

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า มวยรุ่นยักษ์ มีเสน่ห์น่าติดตามโดยเฉพาะเรื่องการ น็อกเอาท์คู่แข่ง แต่แค่นั้นคงไม่เพียงพอต่อการทำให้ เฮฟวีเวต กลายเป็นที่นิยมอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุค มูฮัดหมัด อาลี จนถึง ไมค์ ไทสัน หากขาดนักจัดมือทองที่คอยสร้างมูลค่าและทำให้ มวยรุ่นเฮฟวีเวต น่าดูยิ่งขึ้นไปอีก ในช่วงเวลานั้น

“การทำมวยให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องยอมรับในฝีมือการเป็นโปรโมเตอร์ของ "ดอน คิง" เพราะจอมคนหัวฟูผู้นี้ เป็นคนที่เก่งมาก สามารถประกบคู่มวยธรรมดา ให้กลายเป็นศึกซูเปอร์ไฟต์ได้มากมายตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา”

“เขาเป็นผู้ที่ทำให้มวยรุ่นยักษ์คู่ระหว่าง โฮล์มส์ กับ เจอร์รี่ คูนี่ย์ เจ้าของฉายา "The Great White Hope กลายเป็นศึกใหญ่ที่ คนทั่วโลกหันมามองและให้ความสนใจ เพราะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่าง คนผิวสีที่ผูกขาดความสำเร็จมานาน โคจรมาพบกับความหวังของคนขาว เป็นแมตช์หยุดโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ (แข่งขัน เมื่อ 11 มิถุนายน 1982)" พูนเพชร เพชรใหม่ เล่าถึงความเก่งกาจของโปรโมเตอร์หัวฟู

ดอน คิง สร้างสตอรี่ให้กับมวยคู่หยุดโลกนี้ โดยเฉพาะการที่ทำให้คนขาวหันมาสนใจ และลุ้นว่า เจอร์รี คูนีย์ จะกลายเป็นนักชกผิวขาวคนแรกในรอบ 22 ปีหรือไม่ ที่ได้เข็มขัดแชมป์เฮฟวีเวต ประกอบกับ สถิติที่ทั้งคู่ยังไม่เคยแพ้ใคร ยิ่งทำให้คู่นี้น่าติดตามมากขึ้น แม้สุดท้ายจะเป็น โฮล์มส ที่ควบรถบรรทุกไล่ทุบ คูนีย์ จนน็อกเอาท์ในยกที่ 13

นอกจากนี้ ดอน คิง ยังดึงเอาเสน่ห์ของการน็อกเอาท์มาเป็นจุดขาย โดยเฉพาะยุคของ “มฤตยูดำ” ไมค์ ไทสัน ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ราชาน็อกเอาท์ ด้วยการสร้างกระแสให้ผู้คนอยากดู ไอออน ไมค์ ต่อยน็อกคู่แข่งคนแล้วคนเล่า จนเป็นภาพจำของ ไมค์ ไทสัน  
 

จุดล่มสลาย

"ช่วงที่มวยรุ่นยักษ์ เกิดวิกฤติหมดความนิยมลงไป ก็น่าจะเริ่มมาตั้งแต่ยุคของ "สองพี่น้องยูเครน" วิตาลี-วลาดิเมียร์ คลิตช์โก้ นี่แหละ ที่ทำลายความเป็นมวยดังลงไปจนหมด" พูนเพชร เพชรใหม่ แห่งนิตยสาร เค.โอ เปิดประเด็นได้อย่างน่าสนใจ
"ในความเป็นจริงแล้ว มวยอย่างสองพี่น้องวิตาลี และ วลาดิเมียร์ คลิตช์โก้ นั้นเป็นมวยที่เก่ง และถือว่าโคตรเก่งในยุโรปเลยก็ว่าได้ แต่พวกเขากลับไม่มีจุดขาย และปล่อยให้โอกาสทองนั้นหลุดลอยไป”

“ครั้นจะให้ สองพี่น้องนี้ หันมาต่อยกันเพื่อเรียกความนิยม ทั้งคู่ก็ปฏิเสธที่จะชกกัน และกลายเป็นแค่ความฝันในจินตนาการของแฟนมวยไปโดยปริยาย”

สองพี่น้องชาวยูเครนอย่าง วิตาลี และ วลาดิเมียร์ คลิตช์โก ก้าวขึ้นมาเป็นยึดครองความสำเร็จบนพื้นผ้าใบ ในพิกัดเฮฟวีเวต ได้ด้วยฝีมือที่เหนือกว่านักชกอเมริกัน เจ้าของพื้นที่และตลาดหลักของคนดูมวยรุ่นยักษ์ แต่ในแง่ของการยอมรับและความนิยมแล้ว พวกเขายังไม่สามารถไปได้สุดเหมือนกับ มูฮัมหมัด อาลี หรือ ไมค์ ไทสัน เลย

และการที่ สองพี่น้องคลิตช์โก ไม่สามารถตีตลาดอเมริกาแตก ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องให้ นักชกแถบ อเมริกัน, ละติน เริ่มเปลี่ยนแนวทางหันมาสร้างมวยรุ่นกลาง เพื่อแย่งชิงก้อนเค้กผู้ชม ในแผ่นดิน U.S. โดยเฉพาะในรายของ ออสการ์ เดอ ลาโฮยา กำปั้นหน้ามลเจ้าของฉายา “โกลเดน บอย” ที่สร้างรายได้ไปไม่น้อยตลอดอาชีพบนผืนผ้าใบ

“สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือทั้งคู่ไม่ใช่นักมวยในแถบอเมริกา สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ รายได้ทั้งหมดส่วนใหญ่จากการจัดมวยทั่วโลก เกินกว่าครึ่งนั้นเกิดขึ้นในอเมริกาทั้งนั้น แต่เมื่อมวยดังรุ่นยักษ์ ไม่ก่อให้เกิดส่วนแบ่งรายได้ขึ้นมา ก็เหมือนกับเป็นการทำลายตัวเอง ปล่อยให้ช่องทางทำเงินในส่วนนี้จึงหายไปเลย”

“พลอยทำให้ อเมริกา เริ่มฝากความหวังอยู่กับมวยรุ่นกลาง หรือรุ่นเล็กลงไป ซึ่งจริงๆแล้ว มวยรุ่นเล็กแรกเริ่มก็ไม่ใช่ว่า จะทำเงินได้มากมายสักเท่าไหร่ด้วยซ้ำไป” พูนเพชร กล่าวเสริม

ขณะที่ “แบงค์”  เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ฝ่ายต่างประเทศของค่าย นครหลวงโปรโมชั่น แสดงความเห็นว่า อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ มวยเฮฟวีเวต ลดเสน่ห์ของตัวเองลงไป คือการที่นักมวยเบอร์ใหญ่ เลี่ยงจะชกกันเอง เนื่องจากกลัวแพ้ และเสียคาแรกเตอร์โดยเฉพาะภาพจำ เรื่องการเป็นจอมน็อกเอาท์ การเป็นนักชกไร้พ่าย

“ที่ผ่านมา รุ่นใหญ่เขาก็ไม่ค่อยยอมต่อยกันเท่าไหร่ อาจเพราะว่าเขากลัวต่อยแล้วแพ้ก็เป็นได้ กลัวพลาด พลาดทีแล้วก็กลัวเสียหายอะไรแบบนี้ แต่รุ่นเล็กก็ยอมต่อยกันเยอะ พอยอมต่อยกันเยอะ พอคนเก่งๆ มาเจอคนเก่งๆ บ่อยๆ คนก็จะติดตามเยอะ มันก็จะมีซุปเปอร์สตาร์ขึ้นมา”

“ผมว่ามันเรื่องปกติเลยนะครับ ถ้ารุ่นไหนมีคนเก่งเยอะมากกว่า 1 คน หรือ รุ่นไหนมีคนเก่งเยอะกว่าสองคน แล้วยอมที่จะต่อยกันเอง มันก็เกิดกระแสขึ้นมา อย่างยุคปลาย โรมัน กอนซาเลซ (ตอนยังเป็นเบอร์ 1 ของโลกแบบปอนด์ต่อปอนด์) เขายอมต่อยกับคนเก่งๆหมด โรมัน, เอสตราด้า, ศรีสะเกษ, โคอาดาซ วนเวียนต่อยกันแบบนี้ แล้วที่สำคัญนักมวยที่เก่งสมัยนี้ มันมาจากทั่วโลกไม่ได้กระจุกตัวแค่แถบละติน หรืออเมริกา”


Photo : worldboxingnews.net

เฮฟวีเวต จึงกลายเป็น มวยที่ผูกขาดและขาดสีสันไปโดยปริยาย สวนทางกับมวยรุ่นเล็ก-กลาง ที่เริ่มเติบโตสร้างนักชกหน้าใหม่ แถมยังสร้างได้แชมป์แล้ว ยังกล้าส่งคนเก่งๆ ไปต่อยข้ามสถาบัน ข้ามข้ามรุ่นในพิกัดน้ำหนักใกล้เคียงกัน เพื่อมาชกกันเรียกความนิยมต่อเนื่อง

ขณะที่ ดรีมแมตช์ของมวยรุ่นยักษ์ อย่าง แอนโธนี โจชัว และ ดิออนเต้ ไวลเดอร์ ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น เนื่องจากทั้งคู่ยังเลี่ยงบาลีจะเจอกันอย่างจริงจัง (แม้จะมีการท้ากันไป-มา ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งก็ไม่แปลกหากสุดท้ายมันทำให้ภาพรวมของมวยเฮฟวีเวต ซบเซาไปกว่าอดีต


แม้แต่ วลาดิเมียร์ คลิตช์โก ยังเคยให้สัมภาษณ์เรื่องการผูกขาดความสำเร็จ และกระแสที่หดตัวลงของ มวยรุ่นยักษ์ว่า "จริงๆ วงการมวยสากลรุ่นเฮฟวี่เวทไม่ได้น่าเบื่อหรอกนะ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือเกลียดผมก็ตาม แต่ผมก็พอเข้าใจได้ที่หลายคนจะบอกว่ามันน่าเบื่อ โดยเฉพาะเมื่อมีใครสักคนพิชิตมาหมดทุกอย่างแล้ว"

 

รันวงการ

ในขณะที่มวยรุ่นใหญ่ยังขาดการแข่งขันที่น่าสนใจ จนได้รับความนิยมน้อยลง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ และ แมนนี่ ปาเกียว ก็เป็นสองตัวละครสำคัญของมวยไซส์รอง ที่พลิกวงการไปตลอดกาล

อดีตนักชกเหรียญทองแดง โอลิมปิกเกมส์ 1996 (รุ่นเดียวกับตอนที่ สมรักษ์ คำสิงห์ ได้เหรียญทอง) เบนเข็มเข้าสู่การชกอาชีพ และจัดเป็นนักมวยที่คาแรกเตอร์ สร้างสีสันได้ตลอด ทั้งในและนอกเวที จนเหมือนเป็นดาราคนหนึ่ง ที่ผู้คนต่างจับจ้องว่า ฟลอยด์ จะพูดหรือทำอะไร?

ประกอบกับสถิติที่ไม่เคยแพ้ใครตลอดอาชีพ 49 ไฟต์ พร้อมกับปราบมวยดังมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ออสการ์ เดอ ลาโฮยา, ฮวน มานูเอล มาร์เกวซ, ริกกี้ ฮัตตัน, มิเกล ค็อตโต, แมนนี่ ปาเกียว ฯ แถมยังเป็นคนอเมริกัน ยิ่งเป็นส่วนส่งเสริมให้ “เดอะ มันนี่” โด่งดังเป็นพลุแตก และทุกไฟต์ที่เขาต่อย สามารถเรียกคนดูถ่ายทอดสดได้มากมาย

ส่วน แมนนี่ ปาเกียว เขาได้รับการปลุกปั้นและพัฒนาฝีมือจากนักมวยธรรมดา โดย บ็อบ อารัม โปรโมเตอร์มือทองแห่งยุค ให้กลายเป็น นักชกที่มีความอันตราย โดยเฉพาะหมัดชุดที่รวดเร็ว และตื่นตาตื่นใจ แถมยังสร้างกระแสความตื่นตัวให้กับผู้ชมในเอเชีย ไม่ใช่เฉพาะแค่ในฟิลิปปินส์ ให้การเห็น ปาเกียว ไล่ยำนักมวยซูเปอร์สตาร์โลกคนแล้วคนเล่า

แม้สองคนจะมีความแตกต่างในเรื่องของสไตล์การชก แต่สิ่งที่เหมือนกันและปฏิเสธไม่ได้เลย ก็คือ พวกเขามีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เพราะการเติบโตของตลาดมวยรุ่นเล็ก ที่ได้ขยายตัวไปเป็นวงกว้าง และไม่ได้จำกัดอยู่ในยุโรป หรืออเมริกา อีกต่อไป

ข้อจำกัดของการสร้างนักมวยเฮฟวีเวต ก็คือเรื่อง สรีระ ซึ่งเป็นข้อคุณสมบัติพื้นฐานของมวยพิกัดนี้ ด้วยโครงสร้างด้านร่างกาย ทำให้ที่ผ่านมา มีแค่นักชกจากฝั่งยุโรป และ อเมริกา เท่านั้นที่จะมีรูปร่างยักษ์ใหญ่ เหมาะจะปั้นเป็นมวยรุ่นนี้ได้ ส่วนฝั่งละติน หรือทางเอเชีย แทบหมดสิทธิ์จะสร้างมวยเฮฟวีเวต

ประการต่อมา เมื่อมวยใหญ่มีทรัพยากรที่จำกัด ขาดการแข่งขันระดับสูงภายใน นักมวยต่อยกันเพลย์เซฟมากขึ้น ไม่ดุดันและเร้าใจเหมือนในอดีต

จึงทำให้ผู้ชมเริ่มเกิดความเบื่อหน่าย และมองหาสิ่งใหม่ ซึ่งในเวลาเดียวกัน โปรโมเตอร์ต่างๆ เริ่มหันมาสร้างมวยรุ่นกลาง รุ่นเล็ก ที่สามารถเสาะหาทรัพยากรนักชกได้ทั่วโลก พร้อมวางแผนโปรโมต ขยายตลาดไปให้ไกลกว่าเดิม แล้วทำลายจุดอ่อน มวยเฮฟวีเวต แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซะ

แมนนี่ ปาเกียว และ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ ต่างเป็นนักชกที่รูปร่างไม่สูงใหญ่ แต่เปี่ยมไปด้วยเทคนิคที่แพรวพราว และเริ่มทำให้ผู้คนเปิดใจ หันมาดูมวยเล็กมากขึ้น ซึ่งส่วนมากก็จะรู้สึกประทับใจกับ การชกมวยรุ่นเล็ก ที่มีเสน่ห์ในเรื่องการชกที่รวดเร็ว สนุก รวมถึงมีการแข่งขันที่สูงภายในแต่ละรุ่น

"อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ นักมวยที่กำลังจะโด่งดังก็คือ โรมัน กอนซาเลซ เท่านั้นนะ ยอดมวยนิคารากัวผู้นี้เคยได้รับการอวยให้เป็นเบอร์หนึ่งของโลกเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์ และมีค่าตัวสูงเกือบจะถึงหนึ่งล้านเหรียญอยู่แล้ว แต่ศรีสะเกษก็เอาชนะได้”  พูนเพชร เพชรใหม่ กล่าวให้ถึงการชกกันของมวยรุ่นเล็กที่ซูเปอร์สตาร์ ไม่กลัวที่จะเสียเข็มขัด


Photo : Twitter : TOP RANK BOXING @trboxing

มวยรุ่นเล็กและรุ่นกลาง เจาะตลาดมวยรุ่นยักษ์ และเอาชนะน็อกไปได้ขาดลอย ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น โดยเว็บไซต์ Uk.businessinsider ได้จัดอันดับไฟต์ที่มีผู้ชมเปย์-เปอร์-วิว (ถ่ายทอดสด) สูงสุดตลอดกาล

ผลการจับอันดับนั้นมีความสนใจตรงที่ 1-4 อันดับแรกเป็นการชกของ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ทั้งสิ้น ขณะที่อันดับดีสุดของ มวยเฮฟวีเวต คืออันดับ 5 ได้แก่การชกระหว่าง อีแวนเดอร์ โฮลีฟิวด์ กับ ไมค์ ไทสัน (ภาคสอง) เมื่อปี 1997

โดยอันดับ 1 นั้นเป็นการพบกันของ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กับ แมนนี ปาเกียว สองนักชกรุ่นเล็กผู้รันวงการ ที่มีการซื้อ เปย์-เปอร์-วิว สูงถึง 4.6 ล้าน PPV มากกว่าคู่ของ โฮลีฟิลด์-ไทสัน เกือบ 3 ล้าน PPV โดยคู่มวยเฮฟวีเวตแมตช์ตำนานนัดนั้น มีการซื้อ เปย์-เปอร์-วิว อยู่ที่ 1.9 ล้าน PPV

ขณะที่ไฟต์อันดับ 2 ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล คือ คู่มวยข้ามสายพันธุ์ระหว่าง คอเนอร์ แม็กเกร์เกอร์ สุดยอดนักชก UFC กับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ที่มีผู้ซื้อสูงถึง 4.3 ล้าน PPV มากกว่าแมตช์คลาสสิกมวยเฮฟวีเวต ระหว่าง เลนน็อก ลูอิส กับ ไมค์ ไทสัน เมื่อปี 2002 ที่มียอดเปย์-เปอร์-วิว 1.97 ล้าน PPV

 

เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ทิศทางของมวยรุ่นเล็ก หลังสิ้นสุดยุคของ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์  และ แมนนี ปาเกียว ในอคาคต อาจทำให้วงการหมัดมวยพิกัดนี้ ขาดสีสันไปบ้าง แต่เมื่อมองไปที่ด้านบนอย่าง เฮฟวีเวต ก็ยังถือว่ามวยเล็กในปัจจุบัน ยังกุมความได้เปรียบอยู่สอง-สามช่องตัว

อย่างน้อยที่สุด ทรัพยากรของมวยไซส์รอง มีมากกว่า ตลาดก็เริ่มเปิดกว้างกว่าเดิม น่าจะทำให้โปรโมเตอร์ และเทรนเนอร์ สามารถปลุกปั้นและสร้างตัวละครใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ด้วยเงื่อนไขและการแข่งขันที่เปิดกว้างกว่า มวยรุ่นยักษ์ ที่อาจต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะฟื้นตัว แถมยังต้องรื้อแนวคิดเดิมๆ และใช้การโปรโมตที่ดีเข้ามาช่วย

แต่หากมองในแง่ดี นี่เป็นโอกาสที่ดีโดยเฉพาะนักชกชาวไทย จะสามารถก้าวไปสู่ระดับโลกได้ จากประตูของมวยรุ่นเล็กที่เปิดกว้าง และขยายตลาดไปได้ไกลกว่าอดีต โดย แบงค์-เธียรชัย แห่ง นครหลวงโปรโมชั่น เล่าบางเรื่องที่คนไทยอาจไม่เคยรู้ให้ Main Stand ฟังว่า

“ผมเพิ่งรู้ว่าคนเชียร์ศรีสะเกษ ไม่ได้มีแค่คนไทยนะ แต่คนญี่ปุ่น เกาหลี หรือ ฟิลิปปินส์ เขาก็เชียร์เราหมด เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า เขาเคยไปตัดผมที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่รู้จักกับช่างเป็นการส่วนตัว เขาก็ชวนคุย พอรู้ว่าเป็นคนไทย เขาก็บอกว่า อ้าว ยู เป็นคนไทยเหรอ เขาชอบศรีสะเกษมากเลย ดูทุกไฟต์ เพื่อนเขาที่เป็นคนเกาหลีก็ชอบ ศรีสะเกษ เหมือนกัน ก็มาเล่าให้เราฟัง”

“พี่แหลม เขามีแฟนคลับตัวยงที่เป็นคนอังกฤษด้วยนะ ที่ผมเจอทุกไฟต์ ไม่ว่าจะต่อยที่ไหน” พอเจอศรีสะเกษ เขาก็จะมาเอาของ เอาเสื้อมาให้เซ็น ขอถ่ายอะไรแบบนี้ คือทุกวันนี้ ความนิยม และสื่อมันเข้าถึงกันหมดแล้ว ถึงจะไม่ได้เป็นมวยรุ่นใหญ่ แต่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ในระดับนี้”

ทั้งหมดคือเรื่องราวที่เกิดขึ้น บนเวทีสี่เหลี่ยมของมวยอาชีพระดับโลก ที่มวยรุ่นเล็กได้รับการชูกำปั้นเหนือกว่ามวยยักษ์ ในแง่ความนิยมและมูลค่า…

ความผิดพลาดของ มวยใหญ่ในอดีต คือบทเรียนที่ มวยรุ่นเล็ก ควรเรียนรู้เพื่อไม่ให้ล้มลง เช่นเดียวกับ การเติบโตของมวยเล็กในปัจจุบัน คือสิ่งที่มวยใหญ่ ควรต้องศึกษาและนำไปปรับใช้ เพื่อเรียกความนิยมกลับมา
 

อ้างอิง

http://uk.businessinsider.com/the-50-best-selling-pay-per-view-events-boxing-ufc-wrestling-tv-history-2017-8/#6-lennox-lewis-v-mike-tyson-197-million-ppv-buys-45
https://www.ringtv.com/ratings/

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สร้อย มั่งมี 
เรียบเรียงโดย : อลงกต เดือนคล้อย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง