On The Main Stand

ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ : การ Rebrand สโมสรกีฬา… ทำแล้วได้อะไร?



ดูเหมือนว่าสโมสรกีฬาอาชีพทั่วโลก กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยการ Rebrand สโมสร... อะไรเป็นเหตุผลที่ทีมกีฬาอาชีพ ต้องลุกขึ้นมาปรับโฉมตัวเอง สร้างภาพจำใหม่ ผลตอบแทนที่คาดหวังมีมากกว่าเปลี่ยนแค่ภาพลักษณ์หรือไม่?

 

ยูเวนตุส เรียกเสียงฮือฮาให้ผู้คนในแวดวงลูกหนัง ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเปลี่ยนโลโก้สโมสร จนมาถึงดีลบรรลือโลก คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่สร้างมูลค่าการตลาด เม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ทีม ภายในช่วงเวลาแค่ข้ามคืน

เป้าหมายที่ชัดเจนของ เจ้าม้าลายแห่งตูริน ในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเดินหน้าเข้ายุคใหม่ ในการไล่ล่าความสำเร็จระดับยุโรป ทั้ง เรื่องในสนามและนอกสนาม อย่างการทำธุรกิจ หลังผูกขาดความยิ่งใหญ่ในอิตาลี ด้วยการคว้าแชมป์ลีก 7 สมัยติดต่อกัน

หากสำรวจไปรอบๆทีมกีฬาอาชีพระดับโลก ก็จะพบว่า สโมสรส่วนใหญ่ล้วนเคยผ่าน การเปลี่ยนแปลง รีแบรนด์จากต้นฉบับดั้งเดิมทั้งสิ้น ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ อาทิ การเปลี่ยนสโลแกน, โลโก้, ฟอนท์, ชื่อทีม หรือแม้กระทั่งย้ายถิ่นฐานทีม แบบนี้ก็มีให้เห็นมาแล้ว

รวมไปถึงตัวลีกกีฬาเอง ที่ยังมีการปรับเปลี่ยนรีแบรนด์ของเดิม เพื่อสร้างภาพจำใหม่ๆ เช่น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่โลโก้ปัจจุบันเหลือแค่ หัวสิงโตสีม่วง แทนที่ โลโก้สิงโตเหยียบลูกฟุตบอล ที่เราคุ้นชินตามานานหลายปี


Photo : Facebook : Premier League

นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ของการรีแบรนด์ในแวดวงกีฬาอาชีพ Main Stand จะพาไปค้นหาเหตุผลที่สโมสรกีฬายอมลงทุนปฏิวัติภาพลักษณ์ ผลดี ผลเสียที่ได้รับกลับมา แล้วทำไมมันจึงกลายเป็นเทรนด์ของทีมกีฬาอาชีพในทุกวันนี้

 

ทำไมต้องรีแบรนด์

ไม่มีใครปฏิเสธว่าในอดีต ความจงรักภักดีจากแฟนคลับท้องถิ่น คือ รากฐานสำคัญในการดำรงอยู่ของทีมกีฬาอาชีพ เช่นเดียวกับ ในปัจจุบัน ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กีฬาอาชีพ นั้นถูกขับเคลื่อนให้เติบโตขึ้นมาได้ด้วย ภาคธุรกิจ

วิวัฒนาการของกีฬาอาชีพที่มานานกว่าร้อยปี ทำให้เรามองเห็นภาพสโมสรกีฬาอาชีพ ในศตวรรษที่ 21 มีความพยายามที่จะปรับภาพลักษณ์ของตัวเอง ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่มากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆ เหมือนแบรนด์สินค้าทั่วไป นั่นคือ การรีแบรนด์ตัวเอง


Photo : Facebook : Juventus

“การรีแบรนด์ ก็คือ การแก้ไข ทำใหม่ เพราะของเก่าหรือสิ่งที่มีอยู่ อาจดูไม่เหมาะกับยุคสมัย ส่วนใหญ่ทีมกีฬาอาชีพ จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพราะบางอย่างก็ดีอยู่แล้ว”

“แต่บางอย่างก็ต้องปรับ เพราะเกิดปัญหาเรื่อง Brand Identity (การสร้างอัตลักษณ์ให้แบรนด์) เช่น ตราสัญลักษณ์ อาจถูกออกแบบในยุคที่ยังเป็น ทีมสมัครเล่น ผู้ออกแบบอาจไม่ได้คิดว่า ตราสัญลักษณ์ เมื่อเอาไปทำอย่างอื่น เช่น ปักบนผ้า, ใส่ในสินค้าของที่ระลึก แล้วมันจะเกิดปัญหาหรือเปล่า”

“ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งต้องเอาโลโก้ไปขึ้น จอ LED ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งโซเซียลเน็ตเวิร์กจะมีพลังขนาดนี้ หรือทีมกีฬา ควรต้องมีฟอนต์เฉพาะตัว”

แต๊บ - วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ  ผู้ก่อตั้ง Farmgroup และนักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังการรีแบรนด์มากมายกับฟุตบอลไทย  อาทิ โลโก้ไทยลีก, ตราสัญลักษณ์ 100 ปี สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย รวมถึงในระดับสโมสรที่ได้ออกแบบโลโก้ ชลบุรี เอฟซี, นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เล่าถึงที่มาที่ไปในการ รีแบรนด์ ของทีมกีฬาผ่าน Main Stand


Photo : Facebook : Chonburi Football Club

มีคำกล่าวจากนักวิจัยด้านการตลาดบอกว่าการรีแบรนด์ เปรียบเสมือนการค้นหาความจริง ที่ต้องใช้หลักการวิเคราะห์ธุรกิจในอนาคต และความคิดสร้างสรรค์ มาจับต้อง เพื่อสื่อสาร และนำเสนออัตลักษณ์ของสโมสรออกมา ผ่านสิ่งเหล่านี้ ที่ผู้คนจะมองเห็นเป็นอันดับแรก
 

การรีแบรนดิ้งของทีมกีฬาอาชีพ สามารถทำได้ในหลายๆส่วน เช่น การเปลี่ยน สโลแกน, สี, โลโก, ชื่อ ฯ แต่โดยส่วนมากแล้ว จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องทั้งหมด เพราะเนื่องจากสโมสรในต่างประเทศ ส่วนมากจะมีประวัติศาสตร์ และความเกี่ยวพันกับชุมชุน ฐานที่ตั้ง และความเชื่อของกลุ่มผู้ก่อตั้งทีมอยู่

“แบรนด์ของทีมกีฬาฯ มันจะมีเอกลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ สภาพความเป็นอยู่ของเมือง ที่ตั้ง เช่น ชาลเก้ 04 กับ ดอร์ทมุนด์ ที่มีต้นกำเนิดมาจาก กลุ่มแรงงานทำเหมืองถ่านหิน และช่างตีเหล็ก ก็ไม่สามารถบิดตัวตนของทีมออกไปได้มากนัก, ทีมการท่าเรือ แฟนบอลส่วนใหญ่ก็เป็นคนคลองเตย, สเปอร์ส ก็มาจากพวกคนยิวในลอนดอน”

“สมัยก่อน ทีมฟุตบอล ยังมีหน้าที่แค่เป็น ทีมประจำเมือง ที่สะท้อนอัฒลักษณ์คนเชียร์ใน ท้องถิ่น เท่านั้น แต่พอธุรกิจกีฬามันกระจายไปทั่วโลก ทีมก็ต้องเริ่มมองหาการออกไปทำธุรกิจนอกจากถิ่นฐานตัวเองบ้าง ก็จะเห็นว่า ชาลเก้ 04 ออกมาทำตลาดในเมืองจีนบ้างแล้ว”

“แต่พูดถึงภาพรวม การรีแบรนด์ของทีมกีฬา ยังเป็นไปในลักษณะ Minor Change มากกว่า เปรียบกับรถยนต์ก็ไม่ได้แบบเปลี่ยนรุ่นเลย แค่ปรับโครงสร้างด้านนอกเล็กน้อย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นของใหม่ แต่ตัวถัง แกนรถยนต์ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนทั้งหมด” อ.อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปรียบให้เห็นภาพการรีแบรนด์ของสโมสรกีฬากับรถยนต์
 

เงื่อนไขและใครกำหนด?

แต่การรีแบรนด์นั้นก็ยังมีกลไก ข้อจำกัด และเงื่อนไข ของแต่ละสโมสรที่ไม่เหมือนกัน แถมไม่ใช่ทุกทีมจะสามารถแล้วประสบความสำเร็จ
อ.อาจินต์ ทองอยู่คง จากคณะสังคมฯ มธ. ชี้ให้เห็นว่า ทัศนคติมุมมองของผู้บริหารนั้น มีส่วนสำคัญต่อการรีแบรนด์ โดยเฉพาะกับสโมสรที่เจ้าของ มีอำนาจผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ จะสามารถกระทำได้ง่ายกว่า ทีมที่มีจารีต วัฒนธรรม หรือมีแฟนบอลเข้ามาถือหุ้น

“ตามธรรมชาติแฟนบอลท้องถิ่น ไม่มีใครชอบการเปลี่ยนแปลงหรอก ยิ่งอะไรที่มันเป็นสิ่งที่สื่อถึงความเป็นท้องถิ่น สื่อถึงตัวตนพวกเขา แฟนบอลไม่อยากให้เปลี่ยนหรอก”

“การตัดสินใจรีแบรนด์นั้นส่วนมากจะมาจาก ผู้บริหาร เจ้าของสโมสร หรือผู้ที่มีอำนาจ ที่ต้องการปรับตัวผลทางเพื่อธุรกิจ และอยากสร้างภาพลักษณ์ไปยังคนนอกเมืองด้วย”


Photo : Facebook : Buriram United

“โดยมากฝั่งอเมริกาจะรีแบรนด์ได้ง่ายกว่าฝั่งยุโรป ที่บางประเทศยังมีเรื่องจารีตแบบยุโรป และแฟนบอลยังมีอำนาจต่อรองกับสโมสร”

“ฝั่งอเมริกา เขาจะมีแนวคิดแบบธุรกิจชัดเจนว่า ลีกกีฬา คือบริษัทๆหนึ่ง สโมสร เป็นเพียงแค่แฟรนไชส์ ถ้าทีมขายเมืองนี้ไม่ได้ ทำไม่เวิร์ก ก็ย้ายเมืองไปอีกที่เลย แต่ถ้ายุโรป สโมสรมีรากและความผูกพันกับเมืองอยู่ เช่น บาร์เซโลนา จะรีแบรนด์ไม่นำเสนอความเป็น คาตาลัน ได้ไหมละ ก็ยังทำไม่ได้เพราะทีมมีรากมาจากตรงนั้น ”

“หรืออย่างทีมในบุนเดสลีกา มีกฏระบุชัดเจนว่า แฟนบอลต้องมีส่วนรวม มีสิทธิ์ออกเสียง และมีหุ้นในสโมสร ทำให้การเปลี่ยนแปลงอะไรมากๆ ถ้าขัดกับความรู้สึกแฟนๆก็ถูกตีตกได้ง่าย แต่ถ้าเป็นทีมที่เจ้าของควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่มีปัญหาหากจะเปลี่ยนแปลง ที่เมืองไทยก็ยังเป็นแบบนั้น ที่อำนาจการตัดสินใจยังผูกขาดกับเจ้าของอยู่”

แต่ก็ใช่ว่า ไอเดียจากผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจได้เลย จะรีแบรนด์ได้ผลเสมอไป?

กรณีของ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เจ้าของสโมสร วินเซนต์ ตัน จัดการเปลี่ยนสีและโลโก้จากสโมสร จาก เดอะ บลูเบิร์ด สีน้ำเงิน มาเป็น มังกร สีแดง ในปี 2012 เขาถูกแฟนบอลต่อต้านหนักมาก ถึงขนาดแฟนบอลเดินประท้วง ก่อนที่ ตัน จะยอมเปลี่ยนสีคืนในปี 2015 พร้อมกล่าวขอโทษถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงในการเดินหมากรีแบรนด์พลาดครั้งนี้


Photo : Facebook : Cardiff City Football Club

หรือในเคสของ วิมเบิลดัน ที่มีการเทคโอเวอร์ เปลี่ยนที่ตั้งสโมสร พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น มิลตัน คีนส์ ดอนส์ (ดอนส์ มาจากชื่อท้ายของ วิมเบิลดัน) ก็ถูกแฟนบอลวิมเบิลดัน ดั้งเดิม บอยคอตจนไปตั้งสโมสรใหม่ชื่อว่า AFC วิมเบิลดัน และขึ้นบัญชี เอ็มเค ดอนส์ เป็นทีมคู่อริของพวกเขาไปโดยปริยาย

ดังนั้นบรรดาซีอีโอสโมสร จึงเป็นผู้ที่ส่วนสำคัญต่อการรีแบรนด์ทีมกีฬา ที่จะต้องกำหนดอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของสโมสร ก่อนนำโจทย์ไปส่งมอบต่อให้ นักออกแบบ ทำการพัฒนารีแบรนด์ต่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าที่แบรนด์ๆ หนึ่ง จะเผยโฉมออกมาสู่สาธารณะ

วรทิตย์ เครือวานิชกิจ ผู้ออกแบบตราสัญลักษณ์ไทยลีก จนไปคว้ารางวัล Good Design Award สาขาอัตลักษณ์แบรนด์ยอดเยี่ยม (Brand Identity) จัดโดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Institute for Design Promotion) กล่าวว่า

“ผู้บริหารที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องรีแบรนด์ เพราะเขามองเห็นมูลค่าที่มากกว่าแค่ตัวกีฬา มันนำไปต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้นได้ ตามภาพลักษณ์ที่องค์กรอยากนำเสนอตัวเองออกมา”

“ถามว่านักออกแบบคำนึงถึงแฟนบอลไหม ก็ใช่ แต่ผมอยากจะเปรียบแบรนด์ กับ ทีมฟุตบอล นักออกแบบมีหน้าที่ เหมือน โค้ช ถ้าเรามัวแต่ฟังเสียงแฟนบอลทั้งหมด มันจะเกิดอะไรขึ้นกับทีมแหละ เช่นกัน มีนักออกแบบคีย์บอร์ด เต็มไปหมด แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องชัดเจนในคอนเซปท์ และการนำเสนอของเราต้องตรงกับตัวตน เป้าหมายขององค์กรนั้นๆ ให้มากที่สุด”

“เขาอาจไม่รู้ว่า กว่าจะรีแบรนด์อะไรออกมาให้เห็นคนสักครั้งหนึ่ง นักออกแบบต้องผ่านอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ดีไซน์ออกมาแล้วจะเขาจะโอเคเลย ต้องเอาไปนำเสนอผ่านสายตาผู้ใหญ่เป็น 10 คน ที่บางคนแทบไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบเลยด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งผ่านสายตา ผู้มีอำนาจทางการเมือง ดังนั้น ข้อแม้ ข้อจำกัด มีเยอะครับ กว่าจะเป็น แบบสุดท้ายที่คนได้เห็นกัน”

“โจทย์ของการครีเอทีฟแบรนด์นั้น นักออกแบบก็จำเป็นต้องรู้ ประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป และอนาคตว่า ทีมหรือองค์กร ต้องการไปทางไหน พาร์ทเนอร์คือใคร อย่างตอนทำ โลโก้ ชลบุรี เอฟซี ก็ต้องออกแบบให้ โลโก้ ดูโมเดิร์น เพื่อให้เข้ากับ ไนกี้ ผู้สนับสนุนทีมด้วย”

“สุดท้ายเราต้องชัดเจนในสิ่งที่เรานำเสนอ เรื่องแฟนบอล ผมก็เข้าใจแหละ เพราะผมก็เป็นแฟนบอลคนหนึ่งมาก่อน เข้าใจว่าคงไม่ได้ชอบการเปลี่ยนแปลงมากนัก มันเป็นหน้าที่ของนักออกแบบ ที่จะต้องตัดสินใจว่า สิ่งไหนเหมาะสม เราจะให้อะไรใหม่ๆจากการรีแบรนด์บ้าง เพราะสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนจะเห็นแล้วบอกได้ว่า มันโอเคขึ้นหรือแย่ลง”

สอดคล้องกับบทความจากเว็บไซต์ Themeboy ที่เขียนถึงใจความสำคัญของการออกแบบแบรนด์นั้น สโมสรและคนออกแบบ ต้องชัดเจนและเป็นตัวของตัวเอง โดยอย่าสนใจคนอื่นมากนัก

เพราะการสร้างแบรนดิ้งที่ดีสุด เกิดขึ้นจากความเข้าใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่ถ้าไปฝืนไม่เป็นตัวเอง ทุกคนย่อมดูออกว่า นั่นไม่ใช่การออกแบบที่ดี แถมยังไม่เกิดประโยชน์ในเชิงบวกเลยต่อสโมสร

 

ขยับตัวสู่ธุรกิจ

การรีแบรนด์ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี นอกจากจะทำให้ทีมของคุณ มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึง แฟนบอล, สปอร์เซอร์ภาคธุรกิจ ให้เกิดความรู้สึกด้านบวก และต้องการจะสนับสนุนทีมต่อไป


Photo : Facebook : Manchester City

เพราะการที่สโมสร มีภาพลักษณ์ที่ดี และเหมาะสมกับยุคสมัยนั้น ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ภาคธุรกิจเกิดการลงทุน และเข้ามาสนับสนุนทีม โดยเฉพาะทีมที่มูลค่าสูงๆ ที่ผู้สนับสนุนมองเห็นว่า สโมสรนี้ มีภาพลักษณ์ดี มีผลงานดี ฐานแฟนบอลเยอะ คุ้มค่าที่จะลงทุน

ซึ่งคงไม่มีทีมสปอนเซอร์เจ้าไหน จะเลือกลงทุนกับทีมที่ภาพลักษณ์ไม่ดี อย่างที่ อ.อาจินต์ ทองอยู่คง กล่าวไว้ สโมสรที่ทำการรีแบรนด์นั้น มีเหตุผลหลักมาจากเรื่องธุรกิจ ที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาพลักษณ์ใหม่ที่สโมสรได้สร้างขึ้นมา

“เรามาที่นี่เพื่อนำเสนอสิ่งที่จะเป็นอนาคตของยูเวนตุส โลโก้ใหม่จะเป็นสิ่งที่ให้คำนิยามถึงสิ่งที่เรามีและตัวตนของเรา ซึ่งจะช่วยในการสื่อสารความเป็นตัวเรา” อันเดรีย อันเญลลี ประธานสโมสรยูเวนตุส พูดถึงการรีแบรนด์โลโก้สโมสร ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำพูดของ จานนี่ อันเญลลี่ อดีตประธานสโมสรผู้ล่วงลับ ที่เคยกล่าวว่า “ผมตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร J”


Photo : Facebook : Juventus

“ยูเวนตุส คือตัวอย่างที่ผมรู้สึกว่าเขาเจ๋ง เพราะเป็นการรีแบรนด์ที่ตอบสนองความทะเยอทะยานของสโมสร ว่าสิ่งที่เขาออกแบบมา สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง แล้วสร้างมูลค่าได้แค่ไหน”  แต๊บ วรทิตย์ นักออกแบบโลโกไทยลีก กล่าวเริ่ม

“เอาง่ายๆ แค่ตัวหนังสือสีขาวที่ยืดบนพื้นหลังสีดำว่า RONALDO บางคนอาจจะไม่เก็ต แต่ตัวหนังสือนั้น สื่อออกมาชัดเจนว่าเป็น ทางม้าลาย ซึ่งม้าลายก็คือ ยูเวนตุส โดยแทบจะไม่ต้องมาใส่สัญลักษณ์อะไรอื่นเลย เพราะสีขาว สีดำมันทำหน้าที่ออกตัวเองแล้ว ถือว่าฉลาดมาก รวมทุกอย่างไว้แค่ตัวอักษร”

“แต่แค่ มีแบรนด์ที่ดีอย่างเดียวไม่พอหรอก ทีมกีฬา ต้องทำควบคู่กับการโปรโมต ประชาสัมพันธ์ และสื่อสารให้สม่ำเสมอด้วย”

นโยบาย โปรโมชั่นด้านการตลาด อาจทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและติดตลาดในระยะสั้น แต่การ รีแบรนด์ที่ชัดเจนนั้น จะทำให้แบรนด์ได้ผลในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อผู้คนคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของทีมกีฬาอาชีพ และได้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือของสโมสร

แบบเดียวกับ ยูเวนตุส ที่ไม่ได้แค่การเปลี่ยนโลโก้ แต่มีการนำเสนอแบรนด์ ผ่านสื่อแทบทุกช่องทาง อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสโมสรที่ดูน่าจับตามองในฤดูกาลใหม่นี้ รวมถึงก้าวต่อไปในอนาคต

โดย แต๊บ-วรทิตย์ กล่าวอีกว่าการลงทุนกับด้านภาพลักษณ์ แม้จะไม่ได้ผลตอบแทนออกมาเป็นเงิน เหมือนกับการซื้อขายนักฟุตบอล แต่ดีไซน์ที่ดีนั้น จะสร้างความรู้สึกเชิงบวกกับภาคธุรกิจ รวมถึงแฟนบอล โดยเฉพาะแฟนบอลหน้าใหม่ ที่มีกำลังการซื้อกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในเมืองถิ่นฐานอีกต่อไป

“มันมีคำกล่าวที่ว่า ไม่มีใครใหญ่กว่าสโมสร ฉะนั้นผู้บริหารบางทีม จึงเลือกที่จะ Invest กับภาพลักษณ์ เพราะมันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และรสนิยมทีม ถ้าทีมนั้นมีภาพลักษณ์ดี วางโพสสิชั่นตัวเองเหมาะสม ใครๆก็อยากมาเป็นพาร์ทเนอร์”
 

“แบรนด์ที่มีความแข็งแรง สามารถสร้างมูลค่าได้มากเลยนะ แค่โลโก้ เส้นโค้งสั้นๆ ของ ไนกี้ วางบนเสื้อเปล่าสีดำ กับ เสื้อเปล่าตัวเดียวกัน ที่ไม่มีโลโก้ไนกี มูลค่าต่างกันคนละเรื่องเลยนะ” วรทิตย์ กล่าว

 

เปลี่ยนเพื่ออนาคต

การปรับปรุงให้แบรนด์สโมสรให้ดีขึ้น นอกเหนือจากจะสร้างความรู้สึกที่ดีจาก สปอนเซอร์ภาคธุรกิจแล้ว ยังมีผลต่อไปถึง เรื่องความจงรักภักดี และการสนับสนุน จากแฟนบอลทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่

โดยพื้นฐานของมนุษย์นั้น ย่อมถูกดึงดูดจากสิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวเราได้ง่าย เช่นเดียวกับ ทีมกีฬา ถ้าสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้กับกองเชียร์ หรือสโมสรมีตัวตนที่คล้ายกันกับแฟนคลับ ก็มีโอกาสที่ ผู้คนจะเลือกสนับสนุนทีมเหล่านั้น

ยกตัวอย่าง สโมสร ที่มีการพัฒนาแบรนด์ให้ดูทันสมัย สไตล์การเล่นที่สวยงาม เร้าใจ รวมถึงยังใส่ใจรายละเอียด และมีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสารที่ดี ก็ย่อมมีเปอร์เซนต์ที่จะชนะใจแฟนคลับ ซึ่งเมื่อไหรก็ตามที่ศรัทธาเกิดขึ้น ทุกอย่างจะดูง่ายขึ้นมาทันที

ในยุคที่การสื่อสาร เชื่อมต่อถึงกันทั่วโลก ต่อให้คุณจะไม่เคยไปเหยียบ เรอัล มาดริด, ลิเวอร์พูล, เซลซี, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ฯ คุณก็สามารถเทใจให้กับทีมเหล่านี้ได้เช่นกัน หากสโมสรมีการสื่อสารและปรับตัวเข้าหากลุ่มแฟนใหม่ ตลาดใหม่ได้ดี

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ ทีมกีฬาทั่วโลก จึงหันกลับมามองที่แบรนด์ของตัวเอง และพิจารณาว่า ภาพลักษณ์ที่เป็นอยู่นั้น ตอบโจทย์ด้านธุรกิจ รวมถึงตอบโจทย์แก่แฟนบอลทั่วไปมากน้อยแค่ไหน

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่เป็นอนาคตของฟุตบอล และมีพลังในการซื้อ สนับสนุนทีมคุณ เป็นมูลค่ามหาศาล หากสามารถมัดใจพวกเขาได้ เพราะทุกวันนี้ กีฬาอาชีพ เดินทางมาไกลกว่าการเป็นแค่ทีมประจำท้องถิ่น หรือกองเชียร์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว

ตัวอย่างที่ไม่ไกลตัวมากนัก อย่างเช่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สองทีมของไทยลีก นั้นแสดงให้เห็นแล้วว่า  ฐานแฟนบอลของพวกเขาไปไกลกว่าแค่ท้องถิ่นนิยม ภายในจังหวัดบุรีรัมย์ หรือภายในปริมณฑล


Photo : Facebook : Buriram United

แต่ยังกระจายตัวไปอยู่ทั่วประเทศ และบางส่วนในต่างประเทศ… ด้วยแบรนด์ที่แข็งแรง ชัดเจน และมีการสื่อสารที่สม่ำเสมอ

“แบรนด์มันไม่มีวันตาย มันมีคุณค่าในตัวเอง เพียงแต่ต้องผ่านการสร้างและใช้เวลา” วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ กล่าวทิ้งท้ายกับ Main Stand

 

อ้างอิง
https://www.themeboy.com/blog/sports-team-branding/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง