On The Main Stand

ถอดรหัสด้วยตัวเลข : ฤาฟุตบอลโลกจะเป็นโลกของคนหนุ่ม?





ทีมชาติฝรั่งเศสชุดไก่กระทงที่เต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่ง คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ไปได้ แข้งวัยหนุ่มมีดีอย่างไร? และเรื่องดังกล่าวสะท้อนอะไรถึงวงการลูกหนังยุคใหม่ได้บ้าง? Main Stand มีคำตอบ

 

เมื่อพูดถึงอายุ ประสบการณ์ และความสำเร็จ ก็มีอยู่ 2 ประโยคที่นำมาถกเถียงกันได้เสมอ ฝั่งหนึ่งเชื่อว่า “ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด” โดยมองจากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นตามวัยส่งผลให้คนเก่งขึ้น อีกฝั่งมองว่า “ถ้าคุณเก่งพอ คุณก็แก่พอ” โดยเชื่อว่าประสบการณ์สามารถเรียนรู้ได้แม้วัยยังน้อย บางครั้งปัจจัยบางอย่างกลับส่งผลให้วัยที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นผลเสริมในแง่ลบเสียอย่างนั้น และทุกครั้งที่มหกรรมกีฬาใหญ่มาถึง เรื่องดังกล่าวก็จะถูกนำมากล่าวถึงอยู่เสมอ

แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังสามารถถกเถียงต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ ทว่าในฟุตบอลโลก 2018 ที่เพิ่งผ่านพ้น ดูเหมือนสัญญาณที่ชี้ว่าพลังหนุ่มคือกำลังสำคัญสู่ความสำเร็จจะเด่นชัดกว่า กับการที่ทีมซึ่งใช้นักเตะอายุยังน้อยเป็นแกนหลักอย่างฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ได้ สัญญาณดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงอะไร?

ก่อนอื่น เราคงต้องดูก่อนว่าค่าอายุเฉลี่ยของ 32 ทีมในฟุตบอลโลกหนนี้เป็นอย่างไรบ้าง...

 

ค่าอายุเฉลี่ย 32 ทีมฟุตบอลโลก 2018

  • ปานามา - 29.6 ปี
  • คอสตาริกา - 29.6 ปี
  • เม็กซิโก - 29.4 ปี
  • อาร์เจนติน่า - 29.3 ปี
  • อียิปต์ - 29 ปี
  • รัสเซีย - 28.8 ปี
  • ซาอุดิอาระเบีย - 28.7 ปี
  • บราซิล - 28.6 ปี
  • ไอซ์แลนด์ - 28.6 ปี
  • ญี่ปุ่น - 28.6 ปี
  • สเปน - 28.5 ปี
  • โปรตุเกส - 28.4 ปี
  • โปแลนด์ - 28.3 ปี
  • สวีเดน - 28.2 ปี
  • ออสเตรเลีย - 28.1 ปี
  • อุรุกวัย - 28.1 ปี
  • โคลอมเบีย - 28.1 ปี
  • โครเอเชีย - 27.9 ปี
  • เกาหลีใต้ - 27.8 ปี
  • เบลเยียม - 27.6 ปี
  • เปรู - 27.4 ปี
  • โมร็อกโก - 27.2 ปี
  • อิหร่าน - 27.2 ปี
  • สวิตเซอร์แลนด์ - 27.2 ปี
  • เซเนกัล - 27.2 ปี
  • เดนมาร์ก - 27.1 ปี
  • เยอรมนี - 27.1 ปี
  • เซอร์เบีย - 26.8 ปี
  • ตูนิเซีย - 26.5 ปี
  • ฝรั่งเศส - 26 ปี
  • อังกฤษ - 26 ปี
  • ไนจีเรีย - 25.9 ปี

 

พลังหนุ่มสุดเกรียงไกร
 

เมื่อดูจากกราฟและแบ่งทั้ง 32 ทีมออกเป็น 4 กลุ่ม - 29 ปี, 28 ปี, 27 ปี กับ 26 ปีและน้อยกว่า พบว่ากลุ่มทีมที่มีค่าอายุเฉลี่ย 29 ปี ล้วนทำผลงานได้น่าผิดหวังทั้งสิ้น เมื่อเม็กซิโก กับ อาร์เจนติน่า จอดป้ายเพียงรอบ 16 ทีม ส่วนอีก 3 ทีมที่เหลือตกรอบแรก ขณะที่กลุ่มค่าอายุเฉลี่ย 28 ปี มีเพียง รัสเซีย, บราซิล, สวีเดน และ อุรุกวัย ที่ไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งทีมหมีขาวเจ้าภาพสามารถทำผลงานได้ประทับใจแฟนบอล ด้วยการยืนระยะครบ 120 นาทีบวกดวลจุดโทษทั้ง 2 นัดในรอบน็อกเอาท์ ส่วน ญี่ปุ่น, สเปน, โปรตุเกส กับ โคลอมเบีย จอดที่รอบ 16 ทีม ที่เหลือตกรอบแรก

ความแตกต่างเริ่มเห็นตั้งแต่กลุ่มค่าอายุเฉลี่ย 27 ปี เมื่อ โครเอเชีย สามารถไปได้ไกลถึงตำแหน่งรองแชมป์โลก ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องเล่นยาว 120 นาทีถึง 3 เกมในรอบน็อกเอาท์ เช่นเดียวกับ เบลเยียม ที่เข้าป้ายอันดับ 3 นอกจากนี้ยังมี สวิตเซอร์แลนด์ และ เดนมาร์ก ที่เข้าถึงรอบ 16 ทีม ส่วนที่เหลือตกรอบแรก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เยอรมนี แชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อนจะลงมาถึงจุดนี้

ส่วนกลุ่มอายุ 26 ปีและน้อยกว่าที่มีเพียง 5 ทีมนั้น ตัด 3 ทีมที่ตกรอบแรกออกไปก็จะเห็นว่า ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ทีมที่มีค่าอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วม สามารถทำผลงานได้น่าประทับใจอย่างยิ่ง เมื่อทีมสิงโตคำรามเข้าป้ายอันดับ 4 พร้อมล้างอาถรรพ์แพ้ดวลจุดโทษในฟุตบอลโลกได้สำเร็จ จนแกเร็ธ เซาท์เกต กุนซือของทีมได้รับคำชมอย่างมากในการเลือกใช้นักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก เมื่อ 11 ตัวจริงของทีมชุดนี้ มีเพียง แอชลี่ย์ ยัง คนเดียวเท่านั้นที่มีอายุมากกว่า 30 ปี

ขณะที่ทีมตราไก่สุดยอดยิ่งกว่า เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 2 ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ กัปตันผู้ชูถ้วยแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ถือเป็นอีกคนที่ได้รับคำชมไม่แพ้กัน เมื่อเขาตัดสินใจใช้ผู้เล่นดาวรุ่งที่มีความสดเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่แจ้งเกิดเต็มตัวด้วยการทำ 4 ประตู คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันไปครองอย่างคู่ควรที่สุด

 

ปัจจัยที่ทำให้แกร่ง

 

ประเด็นหนึ่งที่เหล่าเฮดโค้ชของทีมที่เข้ารอบลึกๆ ในฟุตบอลโลก 2018 พูดถึงลูกทีมของพวกเขาในแง่คำชม คือเรื่องทัศนคติ เพราะไม่ว่าจะเป็น ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์, แกเร็ธ เซาท์เกต หรือแม้กระทั่ง โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยม ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลูกทีมของพวกเขามีความแข็งแกร่งทางจิตใจที่ดีมาก กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และไม่กลัวที่จะล้มเหลว ซึ่งทัศนคติดังกล่าว ถือเป็นคุณสมบัติของคนรุ่นใหม่ขนานแท้

ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของคนรุ่นใหม่ คือพวกเขามีความกระหายที่จะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว และยิ่งเมื่อสมาคมฟุตบอลของหลายประเทศ เลือกที่จะใช้เฮดโค้ช รวมถึงผู้ช่วยโค้ชที่เป็นคนยุคใหม่ เคยเล่นทีมชาติในรุ่นที่นักเตะส่วนใหญ่ของทีมทันดูสมัยที่ยังลงเล่น เห็นได้จากตัวกุนซืออย่างเดส์ช็องส์, เซาธ์เกต รวมถึง เธียร์รี่ อองรี ผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเบลเยียม ซึ่งเคยเป็นนักเตะมีชื่อในอดีต ก็ยิ่งทำให้พวกเขามีไฟ มีความต้องการดำเนินตามรอยรุ่นพี่เหล่านี้ยิ่งขึ้น จากการที่มีนักเตะรุ่นพี่เป็นผู้ชี้แนะแนวทางนั่นเอง

อีกประการหนึ่งที่น่าสังเกตสำหรับทีมที่ใช้นักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก คือบรรยากาศในทีมดูจะมีความสามัคคีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผู้เล่นเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะมีอายุไล่เลี่ยกัน หรือเคยเล่นร่วมกันตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะเยาวชน เห็นได้จาก ฝรั่งเศส, เบลเยียม และ อังกฤษ ซึ่ง 11 ตัวจริงของทีมส่วนใหญ่มีอายุราว 24-27 ปี และหลายคนเคยเล่นทีมชาติรุ่นเล็กร่วมกัน ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องปรับตัวเข้าหากันมากนักแม้จะสังกัดสโมสรที่เป็นคู่ปรับกัน ซึ่งต่างจากยุคสมัยก่อนที่ความขัดแย้งระหว่างสโมสรได้แทรกซึมถึงแคมป์ทีมชาติ ทำให้หลายทีมที่มีนักเตะชั้นยอดกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างเช่นทีมสิงโตคำรามยุค 2000 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นยุคทอง แต่กลับไปได้ไม่ไกลกว่ารอบ 8 ทีมในรายการใหญ่เลย ต่างกับทีมในฟุตบอลโลกหนนี้ ที่แม้จะใช้ดาวรุ่งเป็นแกนหลักมากมาย ทว่ากลับทำผลงานเกินความคาดหมาย ถือเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงของ แกเร็ธ เซาท์เกต ซึ่งเจ้าตัวสะท้อนเรื่องราวดังกล่าวว่า

"เห็นได้ชัดว่าเราเป็นหนึ่งในทีมที่เด็กที่สุด ประสบการณ์น้อยที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งขนาดเราเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะไปได้ไกลขนาดไหน แต่ทุกคนคงเห็นด้วยสายตาตัวเองแล้วว่า พัฒนาการและความกระหายของนักเตะชุดนี้มีความเด่นชัดจนสังเกตได้ ซึ่งเราเชื่อว่า นักเตะแกนหลักอายุน้อยชุดนี้ จะพาทีมของเราก้าวไปข้างหน้าต่อไป"

ส่วนเรื่องในสนาม การมีนักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลักยังช่วยให้โค้ชสามารถเลือกแผนการเล่นที่หลากหลายได้มากขึ้น เมื่อสภาพร่างกายของแข้งเหล่านี้ยังสด อีกทั้งยังมีความเร็ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สามารถเสื่อมถอยได้ตามอายุ ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาการฟื้นตัวของนักเตะวัยนี้ยังดีกว่าผู้เล่นสูงวัยด้วยเช่นกัน

 

แข้งแก่ไม่ไร้ค่า
 

อย่างไรก็ตาม จุดด้อยที่สำคัญประการหนึ่งของนักเตะดาวรุ่งคือเรื่องประสบการณ์ การรับมือกับความกดดันในสนามที่ยังไม่ดีนัก ซึ่งมักจะส่งผลในเกมที่มีเดิมพัน ความกดดันสูง อย่างเช่นที่ อังกฤษ ประสบในเกมรอบรองชนะเลิศ เมื่อพวกเขาไม่สามารถรับมือกับความกดดันที่ โครเอเชีย โถมใส่ในช่วงครึ่งหลังและต่อเวลา จนทีมสิงโตคำรามพบกับความพ่ายแพ้แม้ออกนำก่อน

หลายทีมยังเลือกที่จะใช้งานนักเตะอายุมาก แต่ประสบการณ์สูงเป็นกำลังสำคัญเคียงข้างกับนักเตะดาวรุ่ง ซึ่งหากไม่นับทีมโครแอต ที่ตัวหลักอย่าง ลูก้า โมดริช, อีวาน ราคิติช, อีวาน เปริซิซ, มาริโอ มานด์ซูคิช, เดยัน ลอฟเรน และ โดมากอย วีด้า ล้วนมีอายุอยู่ในช่วง 28-32 ปี ทีมอย่าง เบลเยียม และ ฝรั่งเศส ต่างก็เลือกผู้เล่นอาวุโสลงตัวจริงเพื่อประคองทีมทั้งสิ้น

ถึงกระนั้น ปรัชญาการเลือกผู้เล่นอาวุโสลงสนามก็มีความแตกต่าง อย่างกรณีของทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป พวกเขาเลือกใช้ผู้เล่นวัยหลักสามเป็นแกนหลักในแดนหลัง ทั้ง แวงซ็องต์ ก็องปานี, แยน แฟร์ตองเก้น และ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ใช้ประสบการณ์, การอ่านเกม ไว้จัดการกับเหล่าตัวรุกคู่แข่ง รวมถึงประคองผู้รักษาประตูอย่าง ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ซึ่งเพิ่งอายุ 26 ปี เพิ่มความอุ่นใจในการยืนเฝ้าเสา

ส่วนทีมตราไก่นั้น การที่พวกเขามี อูโก้ โยริส นายทวารมากประสบการณ์ยืนเฝ้าเสา ทำให้พวกเขากล้าที่จะส่งผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ, ซามูเอล อุมติตี้, ราฟาเอล วาราน และ แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ ลงยืนแบ็กโฟร์ แต่ขณะเดียวกัน เดส์ช็องส์ก็มีแนวทางการเลือกผู้เล่นอายุมากเพื่อประคองทีมที่น่าสนใจ นั่นคือ แบลส มาตุยดี้ ที่เล่นได้สารพัดตำแหน่ง สามารถยืนได้ทั้งตำแหน่งตัวรุก รวมถึงถอยลงมาเป็นตัวรับเพื่อประคองแดนหลังร่วมกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ได้เช่นกัน

แต่สำหรับผู้เล่นในแนวรุก เห็นได้ชัดว่าแทบทุกชาติมักจะใช้ผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามในตำแหน่งนี้ทั้งสิ้น เมื่อนักเตะเหล่านี้ล้วนมีคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งคือ ความเร็ว ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการขึ้นเกมบุกรวมถึงเกมสวนกลับ อันเป็นแท็คติกที่หลายทีมเลือกใช้ อย่างที่ ฝรั่งเศส มี คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ทำลายแนวรับของคู่ต่อสู้ในหลายนัด เช่นเกมรอบ 16 ทีมที่ชนะ อาร์เจนติน่า และรอบชิงชนะเลิศที่ชนะ โครเอเชีย จนคว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมไปครอง รวมถึง อังกฤษ ซึ่ง แฮร์รี่ เคน ดาวซัลโวฟุตบอลโลกหนนี้เพิ่งจะมีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น

 

สู่ยุคคนรุ่นใหม่

เราได้เห็นค่าอายุเฉลี่ยของทีมต่างๆ ในฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย รวมถึงภาพรวมที่ทำให้ทีมที่มีนักเตะดาวรุ่งประสบความสำเร็จในมหกรรมลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติไปแล้ว แต่เทรนด์ดังกล่าวจะสะท้อนต่อเนื่องถึงเทรนด์ของทีมแชมป์โลกหรือไม่? ถึงตรงนี้เราคงต้องนำค่าอายุเฉลี่ยของทีมแชมป์ฟุตบอลโลกตลอดทั้ง 21 หนมาเทียบดูบ้าง

ค่าอายุเฉลี่ยทีมแชมป์ฟุตบอลโลก

  • 1962 บราซิล 30.7 ปี
  • 2006 อิตาลี 29.6 ปี
  • 1934 อิตาลี 29 ปี
  • 1954 เยอรมันตะวันตก 28.5 ปี
  • 1994 บราซิล 28.5 ปี
  • 1998 ฝรั่งเศส 28.3 ปี
  • 1982 อิตาลี 27.9 ปี
  • 1990 เยอรมันตะวันตก 27.8 ปี
  • 2010 สเปน 27.3 ปี
  • 1974 เยอรมันตะวันตก 27.1 ปี
  • 1930 อุรุกวัย 27 ปี
  • 1970 บราซิล 26.9 ปี
  • 1966 อังกฤษ 26.7 ปี
  • 1986 อาร์เจนติน่า 26.7 ปี
  • 2002 บราซิล 26.6 ปี
  • 1958 บราซิล 26.3 ปี
  • 2014 เยอรมนี 26.3 ปี
  • 1938 อิตาลี 26.2 ปี
  • 2018 ฝรั่งเศส 26 ปี
  • 1950 อุรุกวัย 25.9 ปี
  • 1978 อาร์เจนติน่า 25.7 ปี

 

 

จากกราฟข้างบนเราจะเห็นว่า แม้ค่าอายุเฉลี่ยของทีมแชมป์ฟุตบอลโลกจะมีลักษณะที่ขึ้นๆ ลงๆ แต่หากสังเกตตั้งแต่ปี 2006 ซึ่ง อิตาลี คว้าแชมป์โลกได้ด้วยทีมที่มีค่าเฉลี่ยอายุนักเตะมากสุดเป็นอันดับ 2 ก็จะเห็นว่าค่าเฉลี่ยเริ่มมีแนวโน้มที่ลดลงจนเป็นที่สังเกตได้

สาเหตุนั้นก็มาจากรูปเกมฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงไป สปีดเกมเริ่มเร็วขึ้น เน้นการครองบอลและผ่านบอล ทำให้การเลือกใช้งานนักเตะมีความแตกต่างไปตามยุคสมัย จากยุคที่เน้นนักเตะสูงใหญ่ แข็งแกร่ง ก็หันมาใช้นักเตะที่มีความเร็ว คล่องตัว และมีทักษะสูงมากขึ้น และใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยเสริมจุดเด่น รวมถึงลบจุดอ่อนที่มีตามธรรมชาติให้ลดลง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นนักฟุตบอลยุคใหม่ที่มีลักษณะทางกายภาพหลากหลาย บางคนอย่าง โรเมลู ลูกากู มีรูปร่างสูงใหญ่แต่คล่องตัว ขณะที่บางคนแม้จะตัวเล็ก แต่กลับมีความแข็งแกร่ง ซึ่งพิสูจน์แล้วด้วยผลงานของ สเปน ในฟุตบอลโลก 2010 ที่กำลังสำคัญของทีมหลายรายทั้ง ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และ ดาบิด ซิลบา ไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่ก็แข็งแกร่ง ครองบอลดี แย่งบอลยาก ทำให้สไตล์การเล่น ติกิ-ตาก้า ประสบความสำเร็จจนคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

นอกจากนี้ วิทยาศาสตร์การกีฬายังมีคุณูปการที่สำคัญอีกอย่าง คือการพัฒนาศักยภาพนักเตะให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดได้เร็วและยาวนาน ซึ่งเห็นได้จากทีมที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในระยะหลัง ที่มีนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญของทีมมากมาย

แม้ประสบการณ์ยังมีความสำคัญและจำเป็น แต่เห็นได้ชัดว่านักฟุตบอลหนุ่มเริ่มที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเพื่อตอบสนองรูปเกมที่เปลี่ยนไป ยิ่งเมื่อรวมกับทัศนคติ ความกระหาย ความสามัคคีของเหล่านักเตะดาวรุ่งด้วยแล้ว

บางทีการคว้าแชมป์โลกของ ฝรั่งเศส จึงอาจเปรียบเสมือนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยของนักเตะคนหนุ่มด้วยเช่นเดียวกัน

 

แหล่งที่มา

https://www.telegraph.co.uk/world-cup/2018/06/04/world-cup-squad-analysis-squad-youngest-clubs-best-represented/

https://www.statista.com/statistics/303661/fifa-world-cup-2014-brazil-teams-by-average-player-age/

https://www.bbc.com/news/magazine-28254123

https://www.thetimes.co.uk/article/rio-ferdinand-my-generation-killed-the-england-football-team-psg7chjqn

https://www.independent.co.uk/sport/football/world-cup/england-vs-croatia-world-cup-2018-team-news-lineups-gareth-southgate-press-conference-a8441096.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง