On The Main Stand

ขุดเบื้องหลังกีฬาสร้าง "โครเอเชีย" : ทำอย่างไรให้ชาติเล็กยิ่งใหญ่?




หากนับตั้งแต่ปีที่พวกเขาประกาศเอกราช จนถึงวันนี้ “ประเทศโครเอเชีย” เพิ่งจะมีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น ไม่ใช่ประเทศเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี

พวกเขาไม่ใช่ประเทศที่ชื่อชั้นใหญ่โตสำหรับรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ไม่ใช่สเปน, เยอรมนี , อิตาลี , บราซิล, อาร์เจนตินา หรือแม้กระทั่งอังกฤษ

เป็นเพียงประเทศที่ก่อตัวขึ้นมาจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติศาสนา, กว่าจะจดทะเบียนเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ก็เมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ย้อนไปเปิดดูประวัติของนักฟุตบอลทีมชาติโครเอเชียแต่ละคน ลูก้า โมดริช, อิวาน ราคิติช, เดยัน ลอฟเรน ทุกคนต้องหอบผ้าหอบผ่อนหนีภัยสงคราม ใช้ชีวิตในบ้านที่ไร้ความปลอดภัย ได้ยินแต่เสียงระเบิดข้ามหัวไปมา

มองผิวเผิน พวกเขาไม่ใช่ชาติที่เป็นมหาอำนาจ มีพลังเงินมหาศาล ที่จะสร้างอาณาจักรความสำเร็จในวงการกีฬาด้วยฟ่อนธนบัตร แต่อีกมุมหนึ่ง ประเทศที่ก่อตัวมาพร้อมกับความวุ่นวายภายในประเทศแบบนี้แหละ ที่ “กีฬา” กลายมาเป็นส่วนสำคัญ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้

ที่น่าแปลกคือ ไม่ใช่ฟุตบอลเท่านั้น ที่สร้างชื่อให้กับ “โครเอเชีย” แต่กีฬาชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส คุณคงคุ้นชื่อของ มาริน ซิลิช อดีตแชมป์ยูเอส โอเพ่น เมื่อปี 2014, นอกจากนี้พวกเขายังมี บลังก้า วลาซิช นักกีฬากระโดดไกลอดีตแชมป์โลกสองสมัยมาส่งเข้าประกวด

ดราเซน เปโทรวิช (เสียชีวิตแล้ว) และ โทนี่ คูคอช คือสองนักยัดห่วงโครแอตที่เคยไปโลดแล่นในเอ็นบีเอมาแล้ว ขณะเดียวกัน ทีมแฮนด์บอล และ โปโลน้ำ ของโครเอเชีย เคยก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์โลกมาได้

“พวกเราชาวโครแอตมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬา ที่พระเจ้ามอบให้” อิกอร์ สติมัช อดีตแนวรับชุดอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 1998 ว่าเอาไว้อย่างนั้น

ชาวคริสต์ที่กำลังอ่านบทความนี้อาจพยักหน้าเห็นด้วย อาจใช่ แต่พระศาสดาหลายองค์ก็สอนสาวกเหมือนกันว่า “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย หากขาดซึ่งความพยายาม”

คำว่า “พรสวรรค์” ที่สติมัชหมายถึง คงไม่ได้มาจาก “พรจากสวรรค์” เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องมีอะไรพิเศษมากกว่านั้น ถึงสามารถสอดแทรกชื่อของประเทศตัวเองในสื่อกีฬาทั่วโลกได้ด้วยอายุประเทศเพียง 27 ปีเท่านั้น

ทุกอย่างย่อมมีเหตุและผล…

 

ไปด้วยกัน สู้ด้วยกันทั้งครอบครัว

ประเทศโครเอเชียไม่ได้เป็นประเทศที่โดดเด่นด้านธุรกิจ, การค้า ฉะนั้นหลายครอบครัวจึงใช้ชีวิตแบบใจสู้, ปากกัดตีนถีบ และแน่นอนเมื่อลูกน้อยมีความฝันหรือมีพรสวรรค์ด้านใด พวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่

จากลูก้า โมดริช ที่พ่อแม่จูงมือหนีตายจากหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางสงคราม อพยพมาสู่อีกเมืองหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวของ อิวาน ราคิติช ลี้ภัยจากโครเอเชียไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน ก่อนที่กองกลางจากบาร์เซโลน่า จะลืมตาดูโลกที่นั่น
 

ในความเป็นจริงคือนักกีฬาหลายคนไม่มีบ้านที่แท้จริง คำว่า ‘บ้าน’ ในที่นี้อาจหมายถึงการที่ครอบครัว มีความสุขและได้อยู่กับพร้อมหน้า

และไม่ใช่แต่เพียงบ้านของ ราคิติช และ โมดริช เท่านั้น แต่ยังหมายถึงบ้านของสองพี่น้อง ยานิก้า กับ อิวิก้า คอสเตลิช เจ้าของแชมป์โลกอัลไพน์สกี … ใช่ เรากำลังพูดถึงอัลไพน์สกี กีฬาที่ต้องเล่นบนเขา 

โครเอเชียแทบไม่มีภูเขาอยู่ในแผนที่ประเทศเลย

ครอบครัวของ คอสเตลิช ก็หาเช้ากินค่ำ แต่ทำอย่างไรลูกของพวกเขาถึงก้าวขึ้นไปเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกในวงการสกีได้?

“พวกเรานอนในเต้นต์และรถบ้าน ขณะที่เดินทางไปแข่งและฝึกซ้อมตามที่ต่างๆ” ยานิก้า เปิดปากเล่าถึงการอุทิศตนของครอบครัว คอสเตลิช

“ไม่มีเคล็ดลับพิเศษใดๆหรอก มีแต่คำว่าศรัทธาและความรักเท่านั้น ที่ทำให้พวกเรามาจนถึงจุดนี้”

“ที่สำคัญ การทุ่มเทตรงนี้ต้องใช้เวลา เหยาะแหยะไม่ได้ ความสม่ำเสมอของลูกอย่างพวกเรา และแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดของพ่อแม่ ทำให้เราประสบความสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรคต่างๆมากมายก็ตาม”

เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังตัวหลักของ “ตาหมากรุก” เป็นอีกคนที่ยืนยันว่า กีฬาสำคัญต่อครอบครัวของพวกเขามากขนาดไหน

“ผมอายุ 9 ขวบ ตอนที่โครเอเชียเข้ารอบรองชนะเลิศครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี 1998”

“ผมจำได้ว่าแม่ของผมกรีดร้องลั่นและร่ำไห้แบบไม่อายใคร หลังจากฝรั่งเศสเอาชนะพวกเราไปได้”

“พวกเราโครเอเชีย แม้จะอยู่ในสถานะม้ามืดหรือทีมรองบ่อน แต่พวกเราก็ไม่กลัว เราชอบ พวกเราเป็นทีมรองบ่อนมาตั้งแต่แรกแล้ว เราพอใจกับสถานะนี้”

 

หัวใจที่แข็งแกร่ง
 

เหลือเชื่อที่ชาวโครเอเชียทำผลงานด้านกีฬาได้อย่างยอดเยี่ยมมาเสมอ โดยเฉพาะฟุตบอล พวกเขาเข้าแข่งขันเมเจอร์ทัวร์นาเม้นต์รายการแรกคือ ศึกยูโร 96 ที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยการเอาชนะแชมป์เก่าในขณะนั้นอย่าง เดนมาร์ก ก่อนแพ้ให้กับ เยอรมนี ที่ก้าวขึ้นไปชูถ้วยในบั้นปลาย

ต่อด้วยความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลก 1998 อย่างที่เราทราบกัน กับการคว้าอันดับที่ 3 และแจ้งเกิดดาวซัลโวในปีนั้นอย่าง ดาวอร์ ซูเคอร์

แม้จะยังไม่ถึงกับคว้าแชมป์ แต่นั่นคือการสร้างปรากฎการณ์ ซึ่งมันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นหลัง ว่ามาตรฐานผลงานทางกีฬาของประเทศโครเอเชียล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับที่สูงมาก ฉะนั้นทายาทรุ่นหลังก็ต้องทำผลงานให้ดีไม่แพ้กัน

“นักกีฬาคือฑูตที่ดีที่สุดให้กับประเทศของเรา เป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวโลก และทำให้ทุกคนรู้จักถึงตัวตนของประเทศโครเอเชีย” สติมัช ว่าไว้

“พวกเราภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนประเทศนี้ แม้ว่าจะมีบาดแผลทางสงคราม แต่มันช่วยหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งมากขึ้น และลงแข่งขันกีฬาทุกประเภทด้วยพลังใจที่ไม่แพ้ใคร”

“พวกเราไม่จำเป็นต้องสอนเด็กๆร้องเพลงชาติ ผมไม่ได้บอกว่าพวกเขาเป็นคนชาตินิยม แต่พวกเขามีความภาคภูมิใจที่เป็นคนโครเอเชีย พวกเขารู้ว่าพวกเขาต้องสู้ตาย”


ใจรักเสียอย่าง กระเป๋าสตางค์ไม่ต้อง


ติน เซอร์บิช วัย 21 ปี  นักยิมนาสติกศิลป์คนแรกของโครเอเชีย ที่คว้าแชมป์โลกได้ในประเภทบาร์เดี่ยว ซ้อมในอาคารเก่าๆ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ขณะที่ ซานดร้า เพอร์โควิช นักขว้างจักรสาว ก็เป็นอีกคนที่พาตัวเองคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ แม้จะขาดแคลนอุปกรณ์และสถานที่ในการซ้อม

“มันเป็นการดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ผมอธิบายแบบนี้ดีกว่า” สลาฟโก้ โกลูซ่า อดีตนักแฮนด์บอลที่เคยคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย ให้กับโครเอเชีย เริ่มอธิบาย

“พวกเราอยู่ในสภาพที่ไม่มีสนามซ้อมดีๆ , ไม่มีอุปกรณ์การซ้อมที่มีคุณภาพ”

“ไม่มีเงิน , ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีอะไรเลย มีแต่ตราธงชาติโครเอเชีย กับความรักในผืนแผ่นดินเกิดเท่านั้น”

“ตั้งแต่ฟุตบอล ไปถึงแฮนด์บอล พวกเราร่วมกันสร้างจิตวิญญาณนักสู้ หัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง ทำให้เรามีภาพความทรงจำแห่งความสำเร็จร่วมกัน” โกลูซ่า สรุป

นิโก้ โควัช ผู้จัดการทีม บาเยิร์น มิวนิค คนปัจจุบันพยักหน้าเห็นด้วย เขาเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศ ในการซ้อมกีฬาของเด็กๆในประเทศโครเอเชีย

“พวกเขาไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน , ไม่ได้มีอาคารหรือสนามแห่งใหม่ แต่ผมรับประกันได้ พวกเขามีแป้นและห่วงบาสเก็ตบอลติดอยู่ในทุกโรงเรียน, พวกเขามีสนามฟุตบอล และสนามแฮนด์บอลอยู่แทบทุกแห่ง”

“แต่จุดที่น่าสังเกตอยู่ที่ ความสำเร็จของนักกีฬาโครเอเชียส่วนใหญ่ เป็นกีฬาที่ใช้ลูกบอลในการเล่น เพราะลูกบอลมีราคาถูก หาซื้อง่าย ไม่เหมือนกับอุปกรณ์กีฬาชนิดอื่นๆ” ผู้สื่อข่าวจาก เอเอฟพี เผย


“12-16” ช่วงวัยสำคัญในการพัฒนา

แน่นอนว่าการจะสร้างนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จได้นั้น สิ่งสำคัญคือต้องเกิดจากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเรื่องนี้หลายชาติทราบดี แต่มีแนวทางในเชิงปฏิบัติการที่แตกต่างกัน

หากเจาะลึกไปที่นักกีฬาฟุตบอล มองไปที่ขุนพลนักเตะโครเอเชียชุดฟุตบอลโลก 2018 มีนักเตะที่เล่นอยู่ในลีกตัวเองเพียง 2 คนคือ โดมินิค ลิวาโควิช (ผู้รักษาประตูมือ 3 เล่นอยู่กับ ดินาโม ซาเกร็บ) และ ฟิลิป บราดาริช (กองกลาง เล่นอยู่กับ ริเยก้า) แต่สองรายนี้แทบไม่ได้โอกาสลงสนามให้กับทีม

การวางโครงสร้างทางฟุตบอลของโครเอเชีย ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้วในวงการลูกหนัง นั่นคือ ส่งนักเตะดาวรุ่งที่มีไปเล่นต่างแดนตั้งแต่อายุยังน้อย

นั่นหมายความว่า แข้งที่มีแววโดดเด่นตั้งแต่แรก จะไม่ต้องเล่นฟุตบอลอยู่ในลีกของประเทศ ใครเก่งพอ หรือมีศักยภาพที่จะโดดเด่นในอนาคต คุณบินออกนอกประเทศไปเลย

โครเอเชียตัดสินใจที่จะ “ไม่เน้น” กับกีฬาในระดับสโมสร เราอาจเห็นชื่อของ ดินาโม ซาเกร็บ และ ไฮจ์ดุ๊ก สปลิท ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือก (หรือรอบแบ่งกลุ่ม) แต่พวกเขาแทบไม่มีโอกาสเข้าสู่รอบลึกได้

“ทีมกีฬาระดับสโมสรต้องการผู้สนับสนุน, ต้องการเม็ดเงินเป็นอาวุธ, ต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีไม่มากพอในประเทศโครเอเชีย” เพตาร์ สกานซี่ โค้ชบาสเก็ตบอล ทีมชาติโครเอเชีย เผย

“ในโลกที่เงินคือพระเจ้า โครเอเชียจะแข่งขันได้เฉพาะในนามทีมชาติ แต่ระดับสโมสร พวกเราคงสู้กับพวกประเทศยักษ์ใหญ่ในยุโรปไม่ได้”

แต่การสร้างนักเตะดาวรุ่งให้ไปเล่นที่สโมสรชื่อดังของโลก ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาติอื่นก็ต้องการส่งนักเตะไปเล่นลีกใหญ่ๆเช่นกัน การวางแผนสร้างเด็กไปเล่นต่างแดน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากของสหพันธ์ฟุตบอลโครเอเชีย

“เราตีโจทย์ไว้ที่อายุ 16 ปี” โรเมโอ โจซัค คณะกรรมการด้านเทคนิคสหพันธ์ฟุตบอลโครเอเชีย อธิบายเรื่องนี้

“ช่วงเวลาการสร้างเสริมเทคนิคการเล่นให้กับวัยรุ่น จะอยู่ที่อายุ 12-16 ปี ตอนนั้นพวกเขาต้องซ้อม ต้องฝึกอยู่ที่โครเอเชีย มันเป็นการฝึกกีฬาที่แก่น ที่พื้นฐาน”

“เมื่อพื้นฐานตรงนั้นแน่นแล้ว การไปเล่นที่ต่างแดนก็ไม่น่าห่วงอะไร พวกเขาจะใช้พื้นฐานตรงนั้นต่อยอดให้กลายเป็นสุดยอดนักกีฬาได้ในอนาคต”

 

อัจฉริยะสมองกล


Picture : https://www.stats.com

แม้จะไม่มีสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อมในการฝึกซ้อม แต่ทุกวันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์ได้

และนั่นคืออีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทีมชาติโครเอเชียใช้ในฟุตบอลโลกหนนี้ พวกเขาให้บริษัท STATS ผู้ให้บริการด้านการเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลกีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวช่วย

องค์กรนี้ระบุว่า โครเอเชีย เป็นชาติเดียวที่ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อ STAT Edge วิเคราะห์ข้อมูลของทีมตัวเอง และทีมคู่ต่อสู้ มันสามารถวิเคราะห์รูปแบบการขึ้นเกมรุก เซตเกมรับของทั้งสองทีม แถมยังเจาะลึกถึงวิธีการเล่นลูกตั้งเตะได้ด้วย

“โครเอเชีย เป็นชาติแรกที่ใช้เทคโนโลยีของเรา” ดร. แพทริค ลูซี่ย์ รองประธานของ STATS ว่าถึงนวัตกรรมล่าสุดของบริษัท

“ผมบอกคุณง่ายๆ ถ้าคุณดูการถ่ายทอดสด สถิติในเกมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถบอกถึงทีมที่คว้าชัยชนะ ผมยกตัวอย่างฟุตบอลโลก 2014 บราซิล มีโอกาสยิงมากกว่า แต่สุดท้าย เยอรมนีเอาชนะไป 7-1”

“อังกฤษที่เล่นได้ดีในรายการนี้ ครองบอลได้มากกว่าทีมอื่น แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้ดีคือการเพรสซิ่งสูง เพื่อชิงการครองบอลเอาไว้”

“และเกมกับโครเอเชียเป็นเกมที่พวกเขาครองบอลได้น้อยกว่า พวกเขาพยายามเล่นบอลยาว แต่มันห่วยบรม มันแทบทำอะไรไม่ได้เลย” ดร.ลูซี่ย์ พูดถึง “สิงโตคำราม” ที่เพิ่งจบฟุตบอลโลกด้วยอันดับ 4

“แม้ว่ากีฬามันจะเป็นเรื่องของการสุ่ม บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของโชค แต่บางทีมันมีอะไรมากกว่านั้น โลกทุกวันนี้มันก้าวไกลไปกว่าที่คิด และชัยชนะก็ตัดสินที่การใช้ข้อมูล”

“แต่คุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมายกับมัน บางทีคุณต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมง วิเคราะห์เกมเกมเดียว และ 24 ชั่วโมง เพื่อดูแมตช์ย้อนหลัง 5 เกม แต่จะดีกว่าหรือไม่ที่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย พวกเราตัดให้คุณดูแค่จังหวะสำคัญ ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์จริงๆ และมันใช้เวลาไม่นานเลย” รองประธานของ STATS กล่าวทิ้งท้าย
 

สมาชิกสหภาพยุโรป อาจเป็นจุดเปลี่ยน

ผลงานของเหล่านักเตะตาหมากรุกทั้ง 23 คน ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำให้แฟนกีฬาทั่วโลกได้รู้จักกับชาวโครแอตมากขึ้นกว่าครั้งไหนๆ

เรื่องราวแห่งการปากกัดตีนถีบของพวกเขา จะเป็นที่พูดถึงไปในวงกว้างมากขึ้นนับจากนี้ แต่เชื่อว่าคนโครแอตเอง โดยเฉพาะเด็กรุ่นหลัง ก็คงไม่อยากซ้อมกับลูกฟุตบอลเก่าๆ และสนามซ้อมรุ่นปู่ย่าไปตลอดชีวิต

“ผมเชื่อว่าการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ” สติมัช หย่อนความเห็นส่วนตัว

“เรามาไกลแล้วกับการสู้ด้วยใจแต่ขาดความพร้อม เรามีแค่โค้ชที่ดีและนักกีฬาที่ดีเท่านั้น”

“เราต้องการก้าวหน้าต่อไปอีก ถ้าเรายังคงทำงานหนักต่อไปนับจากนี้” เขาทิ้งท้าย

ใจอย่างเดียวอาจจะพอไปไหว แต่ถ้าคำว่า “เงิน” เข้ามาผนวกช่วยด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขารอคอยมานานแสนนาน

บางทีในอีกไม่กี่ปี โครเอเชีย อาจกลายเป็นชาติยักษ์ใหญ่อย่างแท้จริงในวงการกีฬา ทิ้งฉายา “รองบ่อน” หรือ “ม้ามืด” ที่พวกเขาไม่เคยอยากได้ไปเสียที

แหล่งข้อมูล

https://bleacherreport.com/articles/2785918-revealed-the-technology-that-is-driving-croatias-world-cup-fairytale

https://www.stats.com/press-releases/croatia-stats-first-world-cup-team-customer-with-stats-edge-goes-on-historic-run-to-final/

https://www.bbc.com/news/world-europe-22338370

https://www.afp.com/en/news/207/croatia-factory-sporting-talent-doc-17k3sr3

https://www.telegraph.co.uk/world-cup/2018/07/12/strong-mentality-good-love-making-keys-croatias-sporting-success/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง

On The Main Stand