On The Main Stand

ซับซ้อนแต่ไม่ซ่อนเงื่อน : ไขข้อข้องใจทำไมนักฟุตบอลยุคใหม่ถึง พีคไว-พังเร็ว?



วิทยาศาสตร์การกีฬาในปัจจุบัน ช่วยให้นักบอลมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น แต่เหตุใดกัน แข้งยุคใหม่จำนวนมาก ถึงมีช่วงเวลาพีคสุดได้สั้นลง และหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว


 

ในอดีตมักมีคำกล่าวที่ว่า อาชีพนักฟุตบอล จะพุ่งไปถึงจุดพีค เมื่อผ่านวัย 27 ปี ขึ้นไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกาย และฝีเท้า ถูกพัฒนาขึ้นมาถึงขีดสูงสุด

ด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา บวกกับองค์ความรู้ และรูปแบบฟุตบอลสมัยใหม่ ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า นักฟุตบอลอาชีพรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวัย 27 ปี ก็สามารถแตะถึงจุดพีคของการค้าแข้งตัวเองได้แล้ว ตั้งแต่อายุ 23-26 ปี

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแจ้งเกิดไว หรือโด่งดังมีชื่อเสียงคับฟ้า ก่อนวัยอันควร แต่ผลที่ตามมา ก็คือ การยืนระยะรักษาจุดพีคของ นักบอลสมัยใหม่ กลับทำได้สั้นลงกว่าอดีต

มีแข้งหลายรายโผล่มาดังเปรี้ยงปร้างแค่ 1-2 ปี แล้วก็หายสาบสูญไม่สามารถกลับมาเป็น ผู้เล่นตัวท็อปของวงการ ได้อีกเลย โดยเฉพาะในโตโยต้า ไทยลีก ที่ผู้อ่านเห็นคงผู้เล่นจำพวกนี้ไม่น้อย

จึงเป็นคำถามที่น่าคิดว่า เหตุใดกัน แม้จะมีวิทยาศาสตร์กีฬาเข้ามาช่วยให้ นักฟุตบอลอายุน้อยไต่ถึงจุดพีคได้เร็วกว่าเดิม แต่ไฉนพวกเขากลับรักษาจุดสูงสุดของค้าแข้งได้สั้นลง Main Stand จะขอพาไปไขข้อข้องใจนี้
 

รากแน่น โตเร็ว

หากเปรียบ “ฟุตบอลอาชีพ” ในปัจจุบัน ก็เปรียบได้ดั่ง โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลก ที่มีแรงงานจำนวนมาก และเงินสะพัดหมุนเวียนอยู่มหาศาล

ถึงกระนั้นต้นทุนของกีฬาชนิดนี้ยังคงเป็น  นักฟุตบอล ซึ่งเป็นเพียง “มนุษย์ปุถุชน” ที่ไม่สามารถเร่งรัดใส่ปุ๋ย ฉีดยา ให้โตเร็วได้เหมือนต้นไม้

เมื่อมองลงไปถึงต้นทางก็จะพบว่า รากฐานของฟุตบอลนั้นมาจาก เยาวชน ที่ถูกบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านร่างกาย และการเล่น จนสามารถเติบโตขึ้นมาเป็น “นักฟุตบอลอาชีพ” ที่สร้างรายได้จากการแข่งขันกีฬาลูกหนัง ในช่วงวัยทำงาน

ด้วยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬาที่รุดหน้าไปมาก เราจึงเห็นว่า นักฟุตบอลอายุแค่ 18-20 ก็สามารถมีร่างกาย พละกำลัง ความเข้าใจเกมที่ดีพอจะเล่นฟุตบอลอาชีพได้ แตกต่างจากอดีตที่กว่าดาวรุ่งคนหนึ่ง จะก้าวข้ามกำแพงรุ่นพี่ภายในทีม หรือมีโครงสร้างร่างกาย ความเข้าใจด้านแท็คติก ที่ดีพอจะเป็น “เดอะ แบก” ได้นั้น ต้องใช้เวลาสะสมชั่วโมงบินอยู่หลายปี

“ผมว่าการเข้าถึงองค์ความรู้ฟุตบอลสมัยนี้ มันง่ายกว่าในอดีตมาก ทุกวันนี้ ผมสามารถเปิดเว็บไซด์ดูแผนการเล่น ดูแท็คติกของฟุตบอลสมัยใหม่ได้ มันจะมีการอธิบายหมดว่า แต่ละแผน มีข้อดีอย่างไร นักฟุตบอลควรยืนตำแหน่งอย่างไร ต้องเคลื่อนที่ และจ่ายบอลแบบไหน พอลองมาคิดถึงตอนตัวเองเป็นเด็ก แทบไม่เคยมีใครสนเราเรื่องการเคลื่อนที่เลย นั้นเป็นข้อได้เปรียบของนักบอลยุคใหม่”

อาจารย์ต๋อย - ดร.วิรัตน์ สนธิ์จันทร์ ประธานสาขาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย และการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา พูดถึงการที่ นักเตะรุ่นใหม่ ถูกสอนและเรียนรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เมื่อมีโอกาสได้ลงเล่น ก็ปรับตัวได้ไม่ยากนัก แตกต่างจากนักฟุตบอลรุ่นเก๋าที่บางรายปรับตัวเข้ากับบอลสมัยใหม่ได้ยาก

ภาพดาวรุ่งมากมายทั่วโลก ถูกส่งลงสนามเล่นฟุตบอลอาชีพ เป็นภาพที่เราคุ้นชินตากับฟุตบอลยุคใหม่ ที่กำลังถูกยึดครองพื้นที่ทำกินจาก คนรุ่นใหม่ ผู้เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง และชั้นเชิงฟุตบอล ที่ดีขึ้น เข้ากับตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

“แน่นอนครับ ฟุตบอลสมัยนี้ใช้พลังงานเยอะกว่าเดิมมาก มีการพาสซิ่งเยอะมาก ทำให้นักฟุตบอลต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทั้งเกมรุกและรับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นักบอลมีความเข้าใจแท็คติก ระบบดีขึ้น ใน 1 เกม โค้ชอาจเปลี่ยนระบบมากกว่า 2 แผนก็ได้ ซึ่งก็แตกต่างกับบอลยุคก่อน ที่มักจะฝากบอลไว้กับคนที่ความสามารถเฉพาะตัวคนหนึ่ง และไม่ค่อยเปลี่ยนระบบระหว่างเกม” ดร.วิรัตน์ กล่าวเริ่ม

“แต่คนชอบคิดกันไปเองว่า นักฟุตบอลไม่ใช่นักวิ่ง จะใช้แรงเยอะได้อย่างไร ผมเทียบง่ายๆ นักฟุตบอลคนหนึ่งวิ่งเป็น 10 กิโลเมตรต่อ 1 เกม แบบนี้ไม่ซ้อมวิ่งได้อย่างไร แล้ววิ่งตัวเปล่า กับวิ่งแบบมีบอลเนี่ย อย่างหลังใช้พละกำลังเยอะกว่าอีกนะ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า ฟุตบอลในยุคปัจจุบันเมื่อเทียบกับ ปี 1966 มีการค่าเฉลี่ยการวิ่งต่อ 1 เกม เพิ่มขึ้นถึง 4 กิโลเมตร”

 

อยากพีคก็ต้องเสี่ยง

ดร.วิรัตน์ สนธิ์จันทร์ อธิบายต่อถึงโครงสร้างร่างกายนักฟุตบอลผู้ชาย โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน ไปจนถึงอายุ 26 ปี นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ในอดีต  จึงมีคำกล่าวที่ว่า นักฟุตบอลจะเริ่มพีคตั้งแต่อายุ 27 ปีเป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงเวลาสะสมพละกำลัง และประสบการณ์ การเรียนรู้ด้านฟุตบอล มาเต็มพิกัดแล้ว

แต่ในปัจจุบันศาสตร์ลูกหนังนั้น ถูกย่อยลงมาป้อนให้ นักฟุตบอลรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้เร็วขึ้น ประกอบกับในช่วงที่ร่างกายยังผลิตฮอร์โมนออกมา นักเตะอายุน้อย จึงดูได้เปรียบกว่าจอมเก๋า เพราะพวกเขามีทั้ง เรี่ยวแรง และการฟื้นตัวที่รวดเร็ว ทำให้นักเตะยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 27 ปี ก็สามารถไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพได้แล้ว

ดังนั้น การที่นักฟุตบอลสามารถไปถึงจุดพีคได้เร็วขึ้น ย่อมเป็นผลดีต่อทีมฟุตบอล ที่จะได้ใช้งานนักฟุตบอลแบบเต็มศักยภาพ ตั้งแต่อายุยังน้อย เหมือนอย่างที่ ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด มีช่วงจุดพีคยาวนานนับทศวรรษกับสโมสร

เมื่อโครงสร้างฟุตบอลอาชีพ ถูกครอบงำด้วยธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากบรรดาแข้งดาวรุ่งยุคใหม่ ที่ถูกผลักดันเข้าสู่อุตสาหกรรมฟุตบอลเร็วขึ้น และใช้จุดเด่นในเรื่องของความสด ที่อยู่ในวัยพัฒนาด้านร่างกายลงไปแข่งขันกับนักฟุตบอลที่อายุเยอะกว่า โดยมีวิทยาศาสตร์คอยเข้าไปช่วยเสริมสร้าง

คีลิยัน เอ็มบัปเป นักเตะที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกด้วยวัยเพียง 19 ปี คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนสุด เพราะนอกจาก พรสรรค์, ทักษะ เทคนิค การตัดสินใจ การอ่านเกม และความเด็ดขาดในเกมรุกแล้ว หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส ยังมีความสมดุลของร่างกายที่น่าทึ่งมาก ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง โมนาโก ต้นสังกัดเก่า และ เปแอสเช สโมสรปัจจุบัน ต่างก็ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาสมัยใหม่เข้าช่วยดูแลสภาพร่างกาย โกลเดนบอยแห่งยุค 

“วิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ใช่ยาวิเศษนะ” ดร. วิรัตน์ เปิดประเด็นได้อย่างน่าสนใจ

“มันก็เป็นส่วนเสริมให้นักฟุตบอล มีโอกาสบาดเจ็บน้อยลง และมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น อย่างในทีมกีฬาระดับโลก เขาจะใช้องค์ความรู้หลายๆด้านเข้ามาสนับสนุนพัฒนาการของ นักกีฬาอายุน้อย ตามช่วงอายุ เพราะเรื่องวัยมันไม่สามารถเร่งกันได้ ถ้าคุณต้องการให้นักฟุตบอลแข็งแรง จู่ๆ คุณจะจับเด็กอายุ 13 ปี ไปเทรนไม่ได้ บางอย่างต้องรอเวลา”

“ผมเห็นบ้านเราอายุ 6-7 ขวบ นี่เริ่มคัดตัวเข้าอคาเดมีแล้ว อายุแค่นี้ บางทีมีเกมแล้ว ซึ่งต่างจากเมืองนอก เด็กวัยนี้เขายังปล่อยให้เล่นตามธรรมชาติไปก่อน จากนั้นค่อยมาฝึกเรื่องการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้มีอาการบาดเจ็บ แล้วค่อยเจอเกมจริงๆ ส่วนบ้านเรามีเกมตั้งแต่เด็ก แต่พอโตแล้วเคลื่อนที่ไม่ถูก แม้แต่ในไทยลีกบางเกม ผมดูก็งงว่า เขาเป็นนักกีฬาอาชีพได้ยังไง จังหวะวิ่ง การเคลื่อนที่ ยังไม่ถูก”

นอกจากนี้ โปรแกรมการฝึกซ้อมของแต่ละสโมสร ก็มีส่วนต่อการพัฒนา ด้านร่างกายของนักฟุตบอล โดยเฉพาะโค้ชชาวไทยบางส่วน ที่ยังมีความเชื่อในแบบของตัวเอง และไม่ได้นำเอา วิทยาศาสตร์การกีฬา มาประยุกต์กับการฝึกประจำวันมากนัก จึงทำให้ลูกทีม สุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูอันดับ 1 ของนักกีฬาอย่างเรื่อง “อาการบาดเจ็บ”

“จากที่เคยได้ยินลูกศิษย์ไปทำงานตามสโมสรต่างๆ เขาจะเล่าให้ฟังว่า โค้ชไทยบางส่วน กับ ต่างชาติ จะฝึกซ้อมต่างกัน โค้ช สมมุติบอลแข่งวันเสาร์ วันธรรมดาก็จะมาให้วิ่งๆ พอถึงวันพฤหัสบดี ค่อยจะมาอัดหนัก แล้วปล่อยให้พักฟื้นวันศุกร์ ส่วนโค้ชต่างชาติ อย่าง โค้ชญี่ปุ่น เขาจะอัดหนักวันเดียวคือ อังคาร ส่วนพุธ-พฤหัสฯ จะเน้นเรื่องความเข้าใจเกม แท็คติกมากกว่า เรื่องการดูแลตัวเอง เขาปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักฟุตบอล ถ้าถึงเวลาฟิตไม่ถึง นักบอลคนนั้นก็ไม่ได้ลง ส่วนโค้ชไทยบางส่วน ยังไม่ปล่อยเลยเรื่องนี้ ถึงเวลานักเตะเจ็บก็เข็นลง เพราะเขาไม่ได้คำนึงเรื่องวิทยาศาสตร์เท่าไหร่”

วิทยาศาสตร์การกีฬา จึงเป็นแค่ตัวช่วยให้ นักฟุตบอลอายุมีความพร้อมด้านร่างกายมากขึ้น แต่ส่วนสำคัญในการตัดสินใจนั้นอยู่ที่สโมสร ที่ใช้งานผู้เล่นอายุน้อยอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงวัย และความต้องการของสโมสร

เพื่อที่สุดท้ายปลายทาง แข้งดาวโรจน์ เหล่านั้น จะสามารถก้าวข้าม อาการบาดเจ็บ อยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพได้อย่างยาวนาน


Photo : Bangkok Glass FC - สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส

ศิวกร แสงวงศ์ กองกลางตัวรับของ บีจีเอฟซี เป็นหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เขาเป็นดาวรุ่งที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ที่สามารถวิ่งได้ไม่มีหมด รวมถึงการตัดเกมที่แม่นยำ ในเวลาที่แจ้งเกิดเมื่อปี 2015 เขาแทบจะเป็น กองกลางตัวตัดเกมอันดับ 1 ที่ทีมขาดไม่ได้

หน้าที่ของเด็กวัย 18 ปี เช่นเขา คือลงไปปัดกวาดแดนกลางให้กับพวกรุ่นพี่ จนเจ้าตัวประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ภายในระยะแค่ 1 ปี แต่การใช้แรงที่เกินตัว เกินวัย ซ้ำๆ ทุกสัปดาห์ ก็ทำให้ “เจ้าทอร์ช” ที่เคยมีอาการบาดเจ็บหนักในวัยเด็ก กลับมาเจ็บหนักอีกครั้ง จนกลายเป็นอาการบาดเจ็บที่เรื้อรังกว่า 2 ปี กว่าจะกลับมาได้ก็เมื่อช่วงปลายฤดูกาล 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งก็สายเกินกว่าจะช่วยให้ทีมอยู่ในลีกสูงสุดเสียแล้ว  

นั่นคือ ความเสี่ยงที่สโมสรต้องเจอ หากคิดจะใช้งาน ผู้เล่นดาวรุ่งพรสรรค์สูง อย่างที่ผู้อ่านเห็น มีดาวรุ่งระดับโลกมากมายที่ต่างตกม้าตาย ด้วยอาการบาดเจ็บ จากการถูกใช้งานหนักก่อนวัยอันควร

 

ชื่อเสียง อีโก โซเซียล

ไม่ว่านักฟุตบอลคนนั้นมีฝีเท้าขั้นเทพ หรือ สโมสรจะมีการนำเข้าองค์ความรู้ต่างๆ จ้างนักวิทยาศาสตร์การกีฬา มาดูแลนักกีฬาในสังกัดดีเยี่ยมแค่ไหน แต่หากสภาพจิตใจ และพฤติกรรมของนักฟุตบอล ไม่พร้อม ก็คงไม่ต่างอะไรกับที่ นักบอลหันหลังให้กับจุดสูงสุดอาชีพ ตั้งแต่ยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ

“การที่นักฟุตบอลประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่ต้องรับมือกับชื่อเสียง แรงกดดันที่เข้ามา แต่ละคนก็มีความพร้อม และการรับมือได้ไม่เหมือนกัน บางคนเกิดอาการ Over Training ที่นักฟุตบอลเกิดความเบื่อหน่ายในการเล่น ไม่อยากซ้อม ขาดแรงจูงใจในการลงสนาม จากการใช้งานซ้ำๆ บ่อยๆ จนมากเกินไป แล้วไม่สามารถปรับฟื้นร่างกายได้ทัน จนส่งผลไปถึงสภาพจิตใจ”

“พอดังเร็ว มีชื่อเสียงมาก บางคนอาจรู้สึกหมดแรงกระหายที่จะพัฒนาตัวเอง คิดว่าพอแล้วเอาแค่นี้ก็ได้ ย่อมมีโอกาสที่จะฟอร์มตกได้ง่ายมาก ไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่ทุกกีฬาก็เป็นหมด”

“เวลาสอนลูกศิษย์ ผมจะชอบยกตัวอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เขาอายุ 36 ปีแล้ว เลยจุดพีคมาหลายปีแล้ว แต่ทำไมยังเล่นเทนนิสระดับสูงได้ เพราะเขายังคงรักษาระดับแรงจูงใจได้ดี รู้จักร่างกายตัวเอง ว่าสมรรถนะร่างกายสู้วัยรุ่นไม่ได้ ก็เลือกเล่นเฉพาะรายการใหญ่ที่มีคะแนนสะสมเยอะๆ อาจผิดฟอร์มไปบ้างใน วิมเบิลดันหนนี้ แต่ทุกรายการที่เขาลงแข่ง ก็ยังตีได้ดีอยู่”

“คริสเตียโน โรนัลโด ก็เช่นกัน เป็นคนที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองได้ตลอด แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว ผมมองว่าอีกเหตุผลที่เขาย้ายจากลีกสเปน ไปอิตาลี ก็เพราะว่า บอลอิตาลีช้ากว่าที่สเปน ที่นั่นเขายังพอเล่นได้เหนือกว่าคนอื่นอยู่ อย่างฤดูกาลที่แล้ว ก็จะเห็นว่า บางเกม โรนัลโด้ เหมือนเล่นไม่เต็มที่ เจอทีมเล็กไล่เพรสซิ่งที่ถึงตัวไวๆ เริ่มทำอะไรไม่ได้ แต่พอเกมสำคัญ ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ โรนัลโด้ ยังเล่นได้ดีเหมือนเดิม” ดร. วิรัตน์ กล่าว

เรื่องชื่อเสียง และเงินทองที่เข้ามามากมาย ย่อมทำให้นักฟุตบอลมีโอกาสว่อกแว่กและเบนความสนใจจากแค่เรื่องฟุตบอล ไปสู่อบายมุข หรือการดูแลตัวเองที่ไม่ดีพอ อาทิตย์ สุนทรพิธ เคยให้สัมภาษณ์กับ FourFourTwo Thailand ถึงสาเหตุที่เขาไม่สามารถรักษาจุดพีคอาชีพได้ยาวนานอย่างที่หลายคนคิดไว้ มาจากตัวของเขาเอง


Photo : สโมสรฟุตบอลพีทีที ระยอง เอฟซี

“เราเลือกใช้ชีวิตกลางคืนจริงๆ เลือกใช้ชีวิตแบบแบดบอยเอง ไม่ได้มีใครบังคับ พอเรามาเจอเพื่อนใหม่ ทุกอย่างเข้ามาเร็วมาก เราก็ใช้สิ่งที่ได้มาใหม่ไม่เป็น (เงินทอง) เพื่อนชวนไปไหนก็ไป ถึงไหนถึงกัน ดื่มกินเที่ยวตลอด”

“ผมใช้ชีวิตแบบนั้นมาเรื่อยๆ ดื่มกินแทบทุกวัน จนตอนที่ผมเจ็บ พักไปเกือบครึ่งปี กลับมาก็เป็นตัวสำรอง พอเป็นตัวสำรองในยุคโค้ชเฮง ผมก็เริ่มงอแง ด้วยความเป็นเด็ก ทัศนคติยังไม่ดี ผมก็ไม่พอใจแกมากเลยแหละ แกบอกให้ผมทำอะไร ผมก็ทำอีกอย่าง พอแกพูดอะไรมา ผมก็เถียง ผมผิดอะไรครับ ผมทำอะไรผิดครับ ผมเลือกที่จะไม่ฟัง ไม่สนใจ เรียกได้ว่า แย่มาก ทัศนคติตอนนั้น ผมแย่มากจริงๆ”

“ตอนนี้นะ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้แต่คิดว่า ตอนนั้น กูทำอะไรลงไปวะเนี่ย”

เปรมวุฒิ วงศ์ดี อดีตดาวโรจน์อีกหนึ่งคนจากค่าย “ฉลามชล” ที่เคยได้รับการยกย่องจาก สื่อบราซิล ถึงพรสรรค์ในฝีเท้า แต่ท้ายที่สุดการดูแลร่างกายที่ไม่ดีพอ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงอาการบาดเจ็บ และการสิ้นสุดจุดพีคของอาชีพไปตั้งแต่ไก่โห่

“ฟุตบอลสมัยนี้ การแข่งขันมันสูงขึ้น แต่ละสโมสรมีตัวเลือกเยอะมาก คนที่ยังไม่เก่ง พอเห็นว่ามันมีคนที่ทำได้ สร้างรายได้ได้จริง เล่นแล้วประสบความสำเร็จ มันก็พยายามไต่ขึ้นไป แต่คนข้างบนที่สบายๆ ดังแล้ว มีชื่อเสียง ติดทีมชาติ อาจจะนิ่งนอนใจ พอมารู้ตัวอีกทีก็โดนแซงไปแล้ว แบบนี้ก็มี” ดร.วิรัตน์ กล่าวเริ่ม

“มีนักการตลาด ได้วิเคราะห์ว่า มูลค่าของนักฟุตบอลอาชีพนั้น สูงเกินความเป็นจริง แต่สโมสรก็ต้องจำยอมจ่ายเกินมูลค่า เพราะมันคือธุรกิจ ทำให้นักฟุตบอลไม่ได้รู้มูลค่าที่แท้จริงของตัวเอง และคิดว่าตัวเองมีรายได้เยอะแล้ว ขาดการวางแผนด้านการเงิน และลืมไปว่ายังต้องพัฒนาฝีเท้าอยู่เรื่อยๆ” ดร.วิรัตน์ กล่าว

มูลค่า ชื่อเสียง เงินตราที่หลั่งไหลเข้ามาหานักฟุตบอลง่ายขึ้น ยิ่งในยุคที่ โซเซียลเน็ตเวิร์ก เชื่อมต่อ แฟนบอลกับนักฟุตบอลอาชีพ ให้ใกล้กันแค่ปลายนิ้ว ก็ยิ่งเป็นส่วนเสริมให้ นักเตะอายุน้อย สามารถเป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้างได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต

แต่ดาบอีกคมหนึ่งจากแง่มุมนี้ ก็ทำให้ สตาร์อายุน้อย ไม่สามารถจัดการอีโก้ หรือการรับมือกับจากกระแสต่างๆได้ดีนัก จนสุดท้ายสิ่งเหล่านั้น ย้อนกลับมาทำลายอาชีพตัวเอง

มาริโอ บาโลเตลลี กองหน้าดีกรีทีมชาติอิตาลี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เขามีคุณสมบัติด้านฝีเท้าที่ดีพอจะเล่นให้ทีมไหนในโลกก็ได้ แต่ด้วยอีโก้ และการเป็นนักฟุตบอลที่ยากจะปกครอง สุดท้ายในวัย 27 ปี เขากลับเล่นได้แค่ สโมสรระดับกลางของฝรั่งเศส อย่าง นีซ แทนที่จะเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของโลก อย่างที่ควรจะเป็น

“นักกีฬาต้องมีการบริหารจัดการความสำเร็จให้ดี ไม่งั้นจิตใจอาจเตลิดได้ เพราะเงินทองมันได้มาง่ายและเยอะ ถ้าเขาโฟกัสผิดนิดเดียว อยู่ในสนามไปคิดหรือกังวลเรื่องอื่น ก็อาจส่งผลต่อฟอร์มการเล่น เพราะฟุตบอลมันเป็นเกมที่คิดเร็ว ทำเร็ว และทุกคนในสนามต้องเคลื่อนที่หมด”

“อย่างนักกีฬาอเมริกัน เกมส์ เขาจะควบคุมเรื่องการดราฟท์ตัว เพดานเงินเดือน และมีผู้จัดการส่วนตัว คอยดูแลเรื่องนอกสนาม นักกีฬามีหน้าที่คือ เล่น อย่างเดียว ไม่ต้องมาคิดเรื่องพวกนี้”

“แต่ที่ไทย ผมว่านักฟุตบอลไทยบางส่วน ยังตัดเรื่องโซเซียลไม่ได้ ยังไปเปิดอ่านคอมเมนท์อยู่ ถ้าคนที่สภาวะจิตใจมั่นคง ก็จะไม่หวั่นไหว แต่บางคนอาจตบะแตก เสียสมาธิไปได้ จนกดดันตัวเอง มากไป ทำไมปีก่อนดีกว่าตอนนี้  ทำไมปีนี้ถึงโดนด่า ก็ทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมนักกีฬาระดับโลกต้องจ้าง นักจิตวิทยามาดูแล แต่ในเมืองไทย ยังแทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้มากนัก”

“ยกตัวอย่าง เอรียา จุฑานุกาล ปีที่แล้วเขาฟอร์มดร็อปลงไป ก็ลงทุนจ้างนักจิตวิทยาส่วนตัว พอมาปีนี้ เขาก็ประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์เมเจอร์ได้ ก็เหมือนคำพูดที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว แหละครับ ต่อให้สมรรถนะร่างกายดีแค่ไหน ถ้าจิตใจไม่พร้อม ร่างกายก็ไม่ไปเหมือนกัน” ดร. วิรัตน์ ทิ้งท้ายถึงประเด็นนี้

 

ทำอย่างไรให้รักษาจุดพีคได้ยาวนาน

ยอดปรารถนาของนักฟุตบอลอาชีพทุกคน คงมุ่งหวังที่จะรักษาการเล่นให้ ท็อปฟอร์ม ไปต่อเนื่องยาวนานที่สุดเท่าที่สุดจะทำได้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า อาชีพที่ใช้แรงเช่นนี้ ไม่ได้มีวงจรอายุที่ยืดยาวนัก

และต่อให้จะมีวิวัฒนาการทางการแพทย์, วิทยาศาสตร์กีฬา, การดูแลที่ดีจากสโมสรมากแค่ไหน หากนักฟุตบอลอาชีพ ปราศจากวินัยในการดูแลตัวเอง ย่อมไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จเป็น ดาวค้างฟ้า ได้


Photo : Chonburi Football Club

เทิดศักดิ์ ใจมั่น ตำนานนักฟุตบอลอาเซียน ที่ผู้มีอาชีพการค้าแข้งในระดับลีกสูงสุดที่ยาวนานกว่า 20 ปี เล่าว่า เหตุผลที่เขาสามารถรักษาสภาพร่างกาย และระดับการเล่นไว้ได้อย่างยาวนานนั้น มาจากการพักผ่อนที่เป็นเวลา ตั้งแต่วัยหนุ่ม ลดการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรืออาหารที่มีไขมันสะสมสูง เน้นกินผักและปลา รวมถึงเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง โดยตลอดอาชีพนักเตะ เขามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาแค่ 1 กิโลกรัมเท่านั้น

เช่นเดียวกับ ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานนักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ผ่านการลงเล่นให้กับ ปีศาจแดง มากกว่า 600 นัด พูดถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองกับ The Independent  นับตั้งแต่มีอาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวาย ระหว่างการฝึกซ้อม ในปี 2001 เขาตัดสินใจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมตัวเอง และโปรแกรมฝึกซ้อมใหม่หมด เพื่อให้ตัวเองมีอาชีพการค้าแข้งที่ยืนยาว

“ผมจำเป็นต้องทำบางอย่าง ผมจำเป็นต้องเลิกดื่มแอลกอฮอล์ หันมาไดเอ็ต ทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง เท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่ตื่นนอน เพราะอาการบาดเจ็บครั้งนั้น ทำให้ผมระลึกว่า ตัวเองอาจเล่นได้แค่ 10-15 นัดต่อฤดูกาล ถ้าไม่หันมาดูแลตัวเอง”

โดย ดร.วิรัตน์ สนธิจันทร์ ได้กล่าวเสริมว่า “ต่อให้โค้ชจะเทรนนักกีฬาดีแทบตายแค่ไหน ถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ดีพอ ก็คงไม่มีผล เพราะเรื่องพวกนี้จะมาทำใกล้วันแข่งไม่ได้ ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายได้สะสมแหล่งพลังงาน และจดจำว่า การกิน, การพักผ่อนเป็นแบบไหน นักกีฬาควรวางแผนการเทรนให้เป็นวงจรรอบปี ปิดฤดูกาล ควรทำอะไร เปิดฤดูกาล ทำอะไร”

“อย่างนักฟุตบอลต่างประเทศ เราจะเห็นว่า พอปิดฤดูกาล เขามาพักผ่อน เที่ยวเมืองไทยก็จริง แต่เขาแทบไม่แตะเครื่องดื่มทีมีส่วนผสมโซดาเลย ยังเทรนร่างกายตัวเองอยู่ วิ่งสปีดวันละ 12 กิโลเมตร ผมเคยมีโอกาสคุยกับนักฟุตบอลต่างชาติที่มาพักผ่อนบ้านเรานะ ผมก็ถามว่า ปิดฤดูกาลทำไมยังเทรนอยู่ เขาก็บอกว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้ กลับไปจะเหนื่อยกว่าเพื่อน แต่นักกีฬาบ้านเรายังคิดว่า ทำงานแค่เฉพาะช่วงฤดูกาลเปิดเท่านั้น เลยไม่ได้ดูตัวเอง ดีเท่าที่ควรในช่วงปิดฤดูกาล”

ขณะเดียวกัน ดร.วิรัตน์ ยังได้ทิ้งท้ายถึง สโมสร และนักฟุตบอลดาวรุ่ง ถึงแนวทางที่น่าจะช่วยให้ นักเตะรุ่นใหม่ สามารถยืนระยะ และไม่ฟอร์มตกเร็วเกินไป  

“สโมสรควรวางแผนระยะสั้น กลาง ยาว กับนักฟุตบอลดาวรุ่ง ไม่ควรหวังผลระยะสั้นมากเกินไป เข้าใจว่าฟุตบอลคือธุรกิจ แต่อย่าคิดเรื่องธุรกิจเยอะเกินไป จนรอไม่ได้ การเทรน (ฝึกซ้อม) การพัฒนาสมรรถนะนักฟุตบอล จำเป็นต้องใช้เวลา และความอดทน เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะได้ผลผลิตที่ดี และเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของนักฟุตบอล”


Photo : Buriram United 

“แต่นักฟุตบอลที่ดีนั้น ต้องมีทั้งร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง ต้องรู้จักหน้าที่ และการดูแลรักษาสมรรถนะร่างกายตัวเองให้คงที่ หรือดีขึ้น มีความรับผิดชอบ และวินัยกับตัวเองให้สูงขึ้น ต้องรู้ว่าตัวเองควรทำอะไรตอนไหน การพักผ่อนเป็นอย่างไร ควรฝึกซ้อมเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงการรักษาแรงจูงใจในการเล่นจากภายใน”

“โอเค แรงจูงใจภายนอก เช่น เงินรางวัล ชื่อเสียง นั้นก็สำคัญ แต่มันแค่ฉาบฉวย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การสร้างแรงจูงใจจากภายใน ด้วยการตั้งเป้ากับตัวเองว่า เราจะประสบความสำเร็จ และยังอยากเล่นฟุตบอลอาชีพต่อไป ในเมื่อคุณทำสิ่งที่ถนัดสุด เป็นอาชีพที่สามารถสร้างได้”

“ดังนั้น คุณก็ต้องมีวินัยกับตัวเองและมุ่งมั่นที่จะรักษาสิ่งนี้เอาไว้กับตัวคุณให้นานที่สุด”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง