On The Main Stand

ค่าของคน หรือ คนของใคร : ทฤษฏีลูกรักโค้ชทีมชาติมีจริงหรือไม่?



มักซิมิเลียโน เมซา ตกเป็นจำเลยลูกหนังของอาร์เจนตินา หลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงตลอด 4 เกมที่ ฮอร์เก ซามเปาลี มอบโอกาสให้… อะไรคือเหตุผลที่ กุนซือทีมชาติ มักส่งผู้เล่นฟอร์มฝืดหน้าเดิมๆ ลงสนามซ้ำๆ สรุปแล้วทฤษฏี “ลูกรักทีมชาติ” นั้นมีจริงอยู่ใช่ไหม?

 

“Put the right man on the right job.”  วลีอมตะของโลกการทำงาน ที่ยังคงหยิบมาใช้ได้ไม่มีวันเอาท์ ในการเลือกสรรคนให้เข้ากับงาน

ในหนึ่งช่วงอายุงานที่แสนสั้นของนักฟุตบอล นอกเหนือจากการค้าแข้งเพื่อเลี้ยงชีพ, ชื่อเสียง และ ความสำเร็จกับสโมสรแล้ว “เกียรติยศและความภาคภูมิใจ” ในการได้รับใช้ชาติ ก็เป็นหนึ่งในความใฝ่ฝัน ของนักเตะแทบทุกจะคนบนโลก ที่จะได้เป็นตัวแทนประเทศ ไปแข่งขันเกมระดับนานาชาติ

เพราะทีมชาติเป็นของทุกคนในชาติ ใครบ้างละ จะไม่อยากได้รับเลือกให้ติดธงบนหน้าซ้าย? ดังนั้น ความคาดหวังของแฟนบอล และนักเตะทุกคน แทบไม่แตกต่างกันก็คือ การหวังจะได้เห็น ผู้เล่นที่เก่งและฟอร์มดีที่สุดในสโมสร ได้รับผลตอบแทน ในการถูกเรียกเข้ามาติดทีมชาติ จากผู้ที่ทำหน้าที่โค้ช

แต่ภายใต้ความคาดหวังจากคนทั้งประเทศ เราจึงมักเห็นว่า บางครั้ง คนๆเดียวที่มีอำนาจเด็ดขาดตัดสินใจอย่าง “เฮดโค้ช” กลับเลือกที่จะไม่ทำตาม มวลกระแสแฟนบอล ซ้ำร้ายบางครั้ง กุนซือทีมชาติ ยังเลือกใช้งาน ผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีสุด หรือคนที่ไม่เหมาะสมสนาม ตามมุมมองของผู้ชม

ผู้เล่นเหล่านั้นจึงไม่อาจปฏิเสธคำข้อครหาว่าเป็น “ลูกรักทีมชาติ” ออกจากตัวไปได้ มันจึงเป็นเครื่องหมายคำถามที่ว่า สรุปแล้วในการทำฟุตบอลทีมชาติ โค้ชควรเลือก คนที่พร้อมที่สุด หรือคนที่อยู่ในดวงใจกันแน่

Main Stand จะพาไปพูดคุยถึงทฤษฏีสมคบคิดเกี่ยวกับ ลูกรักทีมชาติ ทำไมต้องมี? นักเตะแบบไหนคือลูกรักโค้ช? ข้อดี ข้อเสียของการมีนักเตะคนโปรดในทีม ผ่านมุมมองของ อดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทย, ผู้บริหารสโมสรอาชีพ ตลอดจน นักวิเคราะห์ฟุตบอลชื่อดัง ที่จะมาขยายภาพให้เราเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น

ทำไมต้องมีลูกรัก

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ทีมชาติ กับ สโมสร นั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โมเดลในการทำทีมชาติให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ถ้าไม่ใช่เจเนอเรชั่นของผู้เล่น โค้ชคนนั้นก็ต้องเก่งมากๆ ไปย้อนดูชาติที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลได้เลย ต้องมีอันใดอันหนึ่ง หรือมีทั้งสองอย่างอยู่ในทีม” วิศรุต สินพงศพร ผู้สื่อข่าวสายฟุตบอล และเจ้าของเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” กล่าวเริ่ม

“สมมุติสโมสรฟุตบอล มีปัญหาเรื่องแบ็กขวา เขาสามารถไปหาดึงใครก็มาได้จากทั่วโลก เพื่อมาอุดรอยรั่วตรงนี้ แต่กลับทีมชาติมันไม่สามารถทำแบบนั้น ด้วยข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร บางทีในประเทศนั้น อาจไม่มีแบ็กขวาที่สามารถเล่นได้ตามที่โค้ชต้องการจริงๆ หรือมีแค่คนเดียว ก็ต้องซื้อใจกันไปในระยะยาว ยอมใช้งานผู้เล่นคนนั้น”

เป็นธรรมดาที่เรามักจะเข้าใจว่า การเป็นโค้ชทีมชาตินั้น มีวัตถุดิบให้เลือกใช้ในมือมากกว่า การเป็นโค้ชสโมสร แต่ฟุตบอลยังเป็นเกมที่เล่นกัน 11 คน บางตำแหน่งอาจมีผู้เล่นให้เลือกใช้เหลือล้น แต่บางตำแหน่งเมื่อสำรวจไปหมดประเทศแล้ว อาจไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวที่พอหยิบมาใช้งาน เอาไปแข่งกับประเทศอื่นๆได้เลย

ประกอบระยะเวลาการเก็บตัว การเตรียมทีม และโปรแกรมการแข่งขันที่ไม่อาจพลาดได้ ยิ่งเป็นข้อจำกัดที่บีบให้โค้ช ไม่สามารถปรับเปลี่ยนทีมได้ตลอดเวลา เหมือนกับการคุมสโมสร ดังนั้นเราจึงเห็นว่า กุนซือทีมชาติ มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนระบบ และตัวผู้เล่น มากนัก

ไม่แปลกหากคนที่ถูกเรียกติดทีมชาติซ้ำๆ แถมยังฟอร์มตก ไม่ค่อยได้เล่นกับต้นสังกัด แล้วดันได้เล่นให้ทีมชาติ จะถูกตีตราว่าเป็น “ลูกรัก”

“ทีมชาติ มันไม่มีโอกาสได้มาทดลองตัวผู้เล่นมากนักหรอก โค้ชทีมชาติจำเป็นต้องมีแผนที่เซ็ทไว้ในใจ ไม่เหมือนกับการคุมสโมสร ที่มีโปรแกรมลีก 30 กว่านัด ถ้าผู้เล่นหรือแผนไม่เวิร์ก ก็ปรับเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่าง เซลซี ปีที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ยุค อันโตนิโอ คอนเต้ ก็ออกสตาร์ทไม่ดี ก่อนเปลี่ยนแผนจาก แบ็กโฟร์ มาเล่นกองหลัง 3 คน แล้วก็เวิร์ก แต่กับทีมชาติ ทำได้แบบนั้นยากมาก”

“โดยเฉพาะรายการสำคัญอย่าง ฟุตบอลโลก คุณพลาด 3 นัดก็ตกรอบแบ่งกลุ่มแล้ว ในเมื่อคุณเซ็ทระบบไว้ แต่ตัวเลือกในประเทศนั้นไม่มี โค้ชก็จำเป็นต้องมองหาใครสักคนมาเล่นแบบที่เขาต้องการ โดยไม่ได้สนหรอกว่า นักเตะจะชอบไม่ชอบ คุ้นเคยหรือไม่ แค่มั่นใจว่าเขาเล่นได้ก็พอ” 

“ลองดู ทีมชาติอังกฤษ ที่เล่นกองหลัง 3 คน แต่ไม่สามารถหาเซ็นเตอร์แบบ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้าได้ เกแรธ เซาธ์เกต แก้ปัญหาด้วยการจับ ไคล์ วอล์กเกอร์ ซึ่งไม่ได้เล่นตำแหน่งนี้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาใช้งาน แล้วก็ได้ผล” วิศรุต สินพงศพร เล่าต่อ

นอกจากนี้ แรงกดดันที่โค้ชต้องเผชิญ ทั้งจากผลงานทีม หรือคำถามจากสื่อและสังคม รวมถึงเป้าหมายจากทางสมาคมฯ ภายใต้สัญญาจ้างงานที่อาจจะไม่ได้ยืดยาวนัก ก็มีส่วนที่ทำให้ ผู้ฝึกสอน ต้องเลือกคนที่คุ้นเคย คุ้นมือ มาใช้งานบ่อยๆ เพราะหากเปลี่ยนแปลงมากเกินไปแล้วพลาด ก็อาจหมายถึง โอกาสถูกเลิกจ้างงานนั้นมีสูง

“โค้ชทีมชาติทุกคน ล้วนเจอแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะฝั่งเอเชียที่ต่อสัญญากันแบบปีต่อปี โอเค ครึ่งปีแรก อาจจะเป็นช่วงฮันนีมูนของคุณ กับ สมาคมฯ ผิดพลาดนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่พอผ่านไปได้สัก ปีครึ่ง ทีนี้คุณจะไม่มีเวลามาเล่นๆแล้ว ต้องจริงจังทุกเกม แพ้ไม่ได้เลย แล้วก็จะมีคำถามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถึงคุณว่า ทำไมไม่ลองตัวใหม่ๆ ทำไมไม่ทำอย่างนู้น อย่างงี้” 

“เอาจริงๆ ผมเข้าใจในมุมแฟนบอลนะ ที่อยากเห็นนักเตะใหม่ๆ ที่ฟอร์มดีกับสโมสร ได้เล่นทีมชาติบ้าง แต่ในเมื่อสมาคมฯ จ้างโค้ชมาแล้ว มันก็เป็นหน้าที่ของโค้ชแหละ ที่จะเลือกว่า เขาพอใจใช้นักเตะคนไหน ระบบอะไร” 

“เราเข้าใจได้แหละว่า แฟนบอลอาร์เจนตินา คงไม่ชอบหน้า ฮอร์เก ซามเปาลี ที่ไม่ส่ง (เปาโล) ดีบาลา ลงสนาม แต่แฟนบอลคงไม่ไปเปลี่ยนอะไรเรื่องตัวผู้เล่นไม่ได้ มันเป็นโครงสร้างของฟุตบอลทีมชาติ สมาคมจ้างโค้ช โค้ชเลือกนักเตะ ถ้าแฟนบอลไม่เห็นด้วย ก็คงทำได้ไปแค่กดดันสมาคมฯ ให้เปลี่ยนโค้ช” เจ้าของเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงกรอบที่โค้ชทีมชาติ ถูกบีบด้วยเรื่องผลงาน และสัญญาจ้าง

 

เคมีที่เข้ากัน

ความประทับใจชอบพอกันระหว่าง โค้ชทีมชาติ กับ นักฟุตบอล อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่มีเกณฑ์ไหน มาเป็นตัวชี้วัดและบอกได้ว่า ลูกรักทีมชาติ มีจริงหรือไม่? 


แต่ในแง่ความรู้สึกแล้ว เราก็คงพอตีความได้ว่า ลูกรักทีมชาตินั้น คงหมายถึง นักฟุตบอลที่มีลักษณะเคมีเข้ากับ โค้ช ได้ทั้งในสนามและนอกสนาม พูดให้เห็นภาพก็คือ คนที่เล่นได้ตามระบบ หรือแนวทางที่โค้ชต้องการ, สามารถปกครองได้ แม้อาจจะไม่ได้อยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นดีที่สุดก็ตาม

“ถามว่า ลูกรักทีมชาติ มีไหม? มันก็พูดลำบากนะ เพราะความชอบของโค้ชแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราก็ได้แต่คิดเองเออเองว่า ไอ้นั้นเด็กเส้น เด็กนี้เด็กโค้ช แล้วทำไงได้ มันเป็นพึงพอใจความของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ อยาง โค้ช ที่จะเป็นคนเลือกนักเตะเข้าสู่ทีมชาติ มันก็มีแบบนี้แทบทุกที่แหละ”

“เอาเป็นว่า ไม่ต้องไปถึงทีมชาติ แค่ระดับสโมสร โค้ชคนหนึ่งยังมองนักเตะไม่เหมือนกัน ชอบไม่ชอบไม่เท่ากันหรอก โค้ชเฮง อ่ะ มีลูกรักไหม เด็กในอคาเดมีเขาปั้นมาเองหมด แต่เขาก็รักไม่เท่านั้น ไอ้ยิม (วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ) อาจจะมากหน่อย ไอ้แจ๊บ (สหรัฐ สนธิสวัสดิ์) ไอ้แระห์ (กฤษดา กาแมน) รักรองลงมา อะไรแบบนี้ แต่วัดได้ไหมละเรื่องพวกนี้ ก็ในเมื่อโค้ชเขาชอบนิ”อรรณพ สิงห์โตทอง รองประธานสโมสร ชลบุรี เอฟซี กล่าวถึงเรื่องนี้


Picture : www.fourfourtwo.com

ส่วน วิศรุต สินพงศพร จากเพจวิเคราะห์บอลจริงจัง เผยถึงอีกด้านของโค้ช ที่นอกจากจะต้องวางแผนหาผู้เล่นเข้ากับระบบแท็คติก ยังต้องรักษาบรรยากาศในห้องแต่งตัว ยิ่งเป็น “ทีมชาติ”  ยิ่งต้องการความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวของผู้เล่นมากที่สุด

 

“เราอาจเห็นว่า ทำไมผู้เล่นบางคนเก่งๆ ถึงไม่ถูกเรียก ในบางกรณีมันก็มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะ เพราะในทัวร์มาเมนต์ทีมชาติ โค้ชจำเป็นต้องสร้างความกลมเกลียวของผู้เล่นทุกตำแหน่งให้ได้ ผิดใจกันนิดเดียว อาจพังได้เลย”

“ยกตัวอย่าง รัดยา เนียงโกลัน เขาเป็นผู้เล่นที่ดีมากๆของ เบลเยียม แต่ก็เคยมีปัญหากับ โรแบร์โต มาร์ติเนซ โค้ชต้องดูว่าถ้าเอามาแล้วบรรยากาศทีมจะเป็นอย่างไร ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แม้จะอายุมาก แต่โดยรวมแล้ว เขาก็ยังเก่งกว่ากองหน้าสวีเดนทุกคน ในบอลโลกหนนี้ แต่ด้วยบุคลิกที่แข็งกร้าว ก็อาจจะมีอิทธิพลต่อทีม แล้วเพื่อนร่วมทีมคนอื่นจะคิดยังไง เพราะ ซลาตัน ก็ไม่ได้เล่นรอบคัดเลือกเหมือนคนอื่นๆ หรืออย่าง เมาโร อิคาร์ดี ที่เคยมีเรื่องกับ มักซี โรดริเกวซ โค้ชคงไม่ได้ดูแค่เรื่องความสามารถอย่างเดียว เขาต้องชั่งน้ำหนักหลายแง่ หลายมุมแหละ ก่อนจะตัดสินใจ”

เรื่องการปกครองผู้เล่น และมองคนที่เข้าระบบก่อน ไม่ใชมีแค่ในต่างประเทศ เพราะในทีมชาติไทย การทำทีมในลักษณะนี้ก็เคยมีให้เห็นมาช้านาน

โมเดลที่โด่งดังและประสบความสำเร็จมากสุด คงเป็น ยุคดรีมทีม ที่มีการเก็บตัวซ้อมด้วยกัน นานแรมปี และผูกขาดทีมชาติกับ นักเตะรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง จน ช้างศึก ได้นักเตะอย่าง ตะวัน ศรีปาน, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ดุสิต เฉลิมแสน และอีกมากมายหลายคนในยุคนั้น มาประดับทีมชาติไทย สร้างที่มีชื่อเสียง และมูลค่าที่สูงขึ้นให้ นักเตะเหล่านั้น


Picture : Facebook : FA Thailand

แม้แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในยุคที่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ เฮดโค้ชทีมชาติไทย เขาก็เริ่มเซ็ทซีโร สร้างทีมชาติชุดใหม่ ด้วยกลุ่มผู้เล่นอายุน้อยที่ต่อยอดมาจาก ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ผสมผสานกับแกนเก่ารุ่นพี่ทีมชาติเพียงไม่กี่ราย ภายในจุดยืน “วินัยและระบบ” ต้องมาก่อนผู้เล่น

ผลก็คือ ทีมชาติไทย กลับมาทวงคืนความสำเร็จในระดับภูมิภาคอาเซียน เริ่มมีผลงานในระดับทวีป สไตล์การเล่นเปลี่ยนแปลงไป เล่นบอลเท้าสู่เท้าสวยงาม รวมถึง นักฟุตบอลทุกคนมีมูลค่าสูงขึ้น


Picture : Facebook : FA Thailand

แต่ในวันที่ผลงานดร็อปลง “ซิโก้” ไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องตอบคำถามว่า “นักเตะที่เข้าระบบ” แบบเบ็ดเสร็จที่เขาเรียกใช้งานซ้ำๆ นั้น แท้จริงแล้ว นักเตะคนนั้นมีความสามารถ คู่ควรติดทีมชาติกว่าคนอื่น หรือเป็นเพียงผู้เล่นที่สามารถปกครองได้ง่ายกว่า

“เรารู้กันอยู่แล้วว่า ซิโก้ ไม่มีทางเอา ก้อง (เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์) ออกจากทีมชาติ เพราะมันมีเงื่อนไขบางอย่าง เรื่องโฆษณา มันก็เป็นความผิดของสมาคมฯ ที่ Offer ซิโก้ มากเกินไป ประกอบกับ ซิโก้ ก็นำตัวเองเข้าไปติดกับกระแส เข้าไปอยู่กับมวลชน เลยยอมหมด” เดอะ เซนต์ แห่งชลบุรี เอฟซี กล่าวเริ่ม

“จริงๆ ผมไม่ได้มีอะไรกับซิโก้ นะ สนิทกัน มีอะไรก็โทรมาปรึกษากันอยู่ แต่นั้นเป็นแนวคิดของเขาในการสร้างทีม แรกๆ เขาไม่ค่อยกดดันหรอก ด้วยบารมีเขา ด้วยสิ่งที่เขามี ก็ประสบความสำเร็จดี”

“แต่สุดท้ายเขาก็มาแพ้ภัยตัวเอง จากการเรียกตัวซ้ำๆ ตัวใหม่เข้าไป ก็คัดออก บอกไม่เข้าระบบ ตัวใหม่เข้าไป ก็คัดออก บอกไม่เข้าระบบ พอถึงจุดหนึ่ง ซิโก้ ก็ต้องถอยออกมา”

 

ปัจจัยภายนอก

มีความเชื่อหนึ่งที่ว่า การได้เล่นสโมสรใหญทำให้ นักฟุตบอล ก้าวไปสู่ทำเนียบทีมชาติได้ง่ายขึ้น และมีผลต่อการเลือกนักเตะของโค้ช

วิทยา เลาหกุล - อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันรับบทบาทเป็น ประธานพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้บอกกับ Main Stand ถึงสมมุติฐานข้างต้นว่า “ ก่อนอื่นมันก็เป็นเครดิตของนักเตะคนนั้นก่อนนะ ที่สโมสรใหญ่เห็นความสำคัญนะ เพราะสโมสรเป็นด่านแรกในการเลือกนักเตะอยู่แล้ว อันดับสองก็คือ คุณภาพของผู้เล่นคนนั้นๆนะครับ”      


Picture : Facebook : FA Thailand

“แต่ก็ไม่ปฏิเสธนะว่า นักเตะทีมใหญ่มีสิทธิ์มากกว่าทีมเล็ก เเพราะว่าโค้ชมีโอกาสที่จะได้เห็นมากกว่า อย่างสมัยก่อน ยังไม่มีใครเขาถ่ายทอดสดทีมเล็กๆ หรอก เขาก็ดูถ่ายทอดสดแต่ทีมใหญ่ๆ เหมือนในยุโรป เราก็ดูแต่พรีเมียร์ลีก เราจึงรู้จักนักเตะพรีเมียร์ลีกมากกว่านักเตะในลีกอเมริกาใต้” 

“ฉะนั้นการเล่นทีมใหญ่ๆ หรือ ผู้เล่นที่มีสื่อให้ความสนใจมากกว่า ก็เป็นสิ่งที่ใครๆ ต้องมองอยู่แล้ว และโอกาสมันก็มีเยอะกว่าทีมที่เล็กๆ ที่บางคน โค้ชเนี่ยแทบไม่ได้ไปดูเลยแบบนี้ บางทีดูผ่านๆ ดูแต่ผลการแข่งขัน อยู่ทีมบ๊วยๆ ไม่ชนะเลย ไม่มีใครมองหรอกครับ มันก็มองดูทีมที่อยู่ต้นๆ หรือก็มีการถ่ายทอดบ่อยๆ แบบนี้”

“การติดทีมชาติเนี่ย มันก็เป็นชื่อเสียงของตัวเอง และวงศ์ตระกูลอยู่แล้ว ผู้เล่นย่อมรู้ตัวเองดีว่าความสามารถของตัวเอง เหมาะจะติดทีมชาติไหม ส่วนใหญ่ที่ย้ายกันก็คือ ผู้เล่นคนนั้น มีความสามารถอยู่แล้ว ทีมใหญ่จึงต้องการตัว แทบไม่ต้องไปบอกหรอกว่า ย้ายมาเล่นทีมใหญ่แล้วจะติดทีมชาติ”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมนักเตะสำรองทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลก บางทีก็ยังมีลุ้นติดทีมชาติ มากกว่าการเป็นตัวหลักทีมเล็ก 

เพราะการอยู่สโมสรยักษ์ใหญ่ ก็ถือเป็นโอกาสในการพิสูจน์ขั้นหนึ่งของ นักเตะ แถมยังมีโอกาสอยู่ในสายตา โค้ช และถูกเรียกตัว ง่ายกว่า ทีมระดับกลางๆ หรือทีมระดับรองลงมา

แต่นั้นก็ยังไม่ใช่ปัจจัยภายนอกเพียงด้านเดียว ที่มีอิทธิพลต่อโค้ช เพราะในเรื่องของ การเมือง, สังคม แม้ปัจจุบัน เราจะว่า คนในแวดงกีฬา พยายามเรื่องบ้านเมืองออกจากกีฬา แต่ก็ใช่ว่าในอดีตไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

โดย “เฮงซัง” เล่าย้อนกลับไปในสมัยที่ตนเองรับงานคุมทีมชาติไทย อำนาจในการเลือกผู้เล่นไปแข่งรายการต่างๆ  ไม่ได้อยู่ในมือเฮดโค้ช เฉกเช่นปัจจุบัน

“สมัยผมทำเนี่ย ผมไม่มีโอกาสที่จะได้เลือกนักเตะด้วยตัวเองเลยนะ สมาคมฯ จะเลือกมาให้อยู่แล้ว เขาจะมีนักเตะให้เราชุดนี้ การที่เราจะไดืเลือกนักเตะเองนั้น เป็นเรื่องยากมาก เรามีหน้าที่แค่ คุมทีมไปแข่งเท่านั้น”

“ยุคนั้น ทีมที่มีความสัมพันธ์ดีกับ สมาคมฯ ก็มีโอกาสดันเด็กตัวเองไปอยู่ในทีมชาติได้ เพราะมันเป็นชื่อเสียงของสโมสรด้วย พอผลงานไม่ดี แทนที่จะเป็นความผิดชอบของสมาคมฯ ที่เป็นคนจัดผู้เล่นมาให้ กลับโยนมาให้ โค้ช ต้องรับผิดชอบแทน มันไม่ถูกต้อง นั้นเป็นนโยบายที่แตกต่างจากยุคนี้โดยสิ้นเชิง”

“สมัยนี้อำนาจการเลือกนักเตะจะอยู่ที่โค้ชหมด ในการเลือกผู้เล่นที่เหมาะสมกับแนวทางของตัวเอง การลงไปก้าวก่าย หรือล้วงลูกโค้ชนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว ลองนึกถึงว่า ถ้าลูกตัวเองไม่สบายเข้า ICU ตัวเองจะต้องเข้าไปในห้องแล้วบอกหมอว่าเอามีดมานี่ ผมจะผ่าตัดเอง มันจะทำได้ไหมล่ะ?” 

“เพราะหน้าที่ของสมาคมฯ คือการสรรหาโค้ชที่มีความสามารถ แล้วให้เขาไปจัดการ แนวทางการทีม การเลือกผู้เล่นเอง  พอถึงเวลาก็ให้เขารับผิดชอบเรื่องนี้เต็มตัว ถ้ามันไม่ดีเนี่ย แน่นอน ก็ไม่มีใครเข้าไปผ่าตัดในห้องได้ หากไม่ใช่หมอ ซึ่งหมอข้างในห้องก็คือ โค้ช เท่านั้น ไม่ใช่ผู้จัดการทีม หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ”

อีกหนึ่งในประเด็น ที่มีคนนำมาพูดถึงก็คือเรื่อง ชาติพันธุ์ โดยในสารดคี เกาะขอบสนาม ส่องชีวิตเบนเซมา (Le K Benzema) ทาง Netfix

ได้ยกคำพูดของ เอริค คันโตนา ที่ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ การ์เดียน ว่า “เบนเซมา และ เบน อาร์กฟา ต่างเป็นผู้เล่นที่ดีของฝรั่งเศส แต่จะไม่ได้ไปเล่น ยูโร 2016 เพราะทั้งคู่มีเชื้อสายแอฟริกาเหนือ เชิญถกเถียงกันต่อได้”

สอดคล้องกับที่ คาริม เบนเซมา ที่ให้สัมภาษณ์กับ มาร์ก้า โจมตีว่า ดิดิเยร์ เดส์ชองก์ (หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติฝรั่งเศส) พ่ายแพ้ต่อแรงกดดันต่อพวกที่เหยียดชาติพันธุ์ในฝรั่งเศส และ (โนแอล เลอ แกรต) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลฯ รวมถึงฝ่ายการเมือง ที่มีส่วนกดดัน เดส์ชองก์ เลือกที่จะไม่เรียกเจ้าตัวติดทีมชาติ โดยกุนซือทีมชาติฝรั่งเศส ได้คงยืนกรานว่าจะไม่เรียก เบนเซมา แม้จะพ้นมลทินจากคดีความเซ็กส์เทป ในภายหลังแล้วก็ตาม

ทำให้อดคิดไม่ได้ การที่ เลรอย ซาเน ที่มีเชื้อสายแอฟริกัน (พ่อเป็นชาวเซเนกัล) อยู่ครึ่งร่างกายนั้น มีส่วนทำให้เขาถูกมองข้ามไปด้วยเหตุผลข้อนี้หรือไม่? ขณะที่ เมซุส โอซิล ดาวเตะเชื้อสายเติร์ก ก็โดนโจมตีอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่ ทีมชาติเยอรมัน ตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยประเด็นเรื่องการเมือง ที่เจ้าตัวไปพบกับ ประธานธิบดีของตุรกี ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์

“ผมว่ายุคนี้มันไม่มีแล้ว เรื่องของการเมืองแทรกแซง หรือเรื่องเหยียดชาติพันธุ์ แล้วโค้ชจะไม่เลือกนักเตะคนนั้น ยิ่งฝรั่งเศสเขามีนโยบายแคมเปญ รวมเป็นหนึ่งเดียว ยิ่งไม่น่าเกี่ยวกัน” 

“ด้วยสื่อ เทคโนโลยีสมัยนี้ สามารถตรวจสอบได้หมดเลยว่า 23 คนที่คุณเลือกมานั้น คนไหนผลงานดี คนไหนผลงานแย่ เล่นเป็นอย่างไร พฤติกรรมเป็นแบบไหน เราเช็คได้ ดังนั้นมันไม่มีหรอกอิทธิพลจากเบื้องบนที่จะมากดดันโค้ชได้ ขึ้นอยู่ที่โค้ชจะเรียกใครแค่นั้นเอง เรื่องการเมือง เรื่องเชื้อชาติ ผมไม่ค่อยเชื่อเลยเท่าไหร่ เป็นประเด็นที่ตัดข้ามไปได้เลย” วิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจวิเคราะห์บอลจริงจัง มองเห็นต่างจาก เอริค คันโตนา 

นั่นคือสิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนจากฟุตบอลในอดีต ที่สมาคมฯ ยังมีบทบาทและอิทธิพล ต่อการเลือกผู้เล่น มาสู่ยุคปัจจุบันที่อำนาจเด็ดขาด อยู่ในอุ้งมือของ “เฮดโค้ช” ที่จะเป็นด่านแรกในการรับทั้งดอกไม้ และก้อนอิฐ หลังสิ้นสุดนกหวีดยาว 90 นาที …

แล้วโค้ชที่ดี ยังควรจะมี “ลูกรัก” เก็บไว้ในทีมอยู่หรือไม่?

 

เลือกแบบไหน

วกกลับมาที่ ทีมชาติไทย ในยุคปัจจุบัน หลังผ่านการทำงานไป 1 ปี มิโลวาน ราเยวัช เองก็เริ่มถูกตั้งคำถามเช่นกัน ถึงการเรียกตัวผู้เล่นซ้ำๆ หน้าเดิมๆ และไม่กล้าเสี่ยงใช้งานพวกหน้าใหม่ที่เรียกมาติดธงมากนัก 


Picture : Facebook : FA Thailand

โดยเฉพาะเกมอุ่นเครื่องที่แพ้ จีน 0-1 ผู้เล่นอย่าง สุมัญญา ปุริสาย ที่กำลังฟอร์มดี และอยู่ในกระแส กลับไม่ได้รับโอกาสลงสนาม แม้แต่นาทีเดียว

ผิดกลับผู้เล่นบางคนในสนาม อย่าง บดินทร์ ผาลา, สิโรจน์ ฉัตรทอง, มงคล ทศไกร ฯ ยังคงได้ลงเล่น ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดีสุด จึงเป็นคำถามที่น่าคิดว่า สรุปแล้ว “โค้ชทีมชาติ” ควรยึดมั่นในแนวทางตัวเอง หรือหันมาฟังเสียงจากแฟนบอลบ้าง


Picture : Facebook : FA Thailand

“ผมว่ากระแสเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะโค้ชก็จะได้จับตามองมากขึ้น ผมเชื่อว่าเขารับฟังแหละ แต่ขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจ โค้ชก็จะคงทบทวนอีกทีว่า จะเรียกดีไหม” วิศรุต จาก วิเคราะห์บอลจริงจัง กล่าวเริ่ม
“สุดท้ายโค้ช จะดูแค่ว่า นักเตะที่เรียกมาตามกระแสนั้น สามารถเล่นได้อย่างที่เขาต้องการไหม อย่างเคส พิภพ อ่อนโม้ ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นกระแสในพันทิปแรงมาก เชียร์ให้ พิภพ ติดทีมชาติ แต่พอได้มาเล่นจริงๆ เขาก็ปรับตัวไม่ได้ดีนัก กระแสก็หายไปเอง”

ด้าน อรรณพ สิงห์โตทอง เชื่อว่าต่อให้ โค้ช จะเรียกนักเตะประเภท ลูกรัก เข้ามาอยู่ในทีม แต่หากศักยภาพไม่ถึงจริง แฟนบอล หรือแม้คนในวงการ ก็สามารถมองออกได้ว่า นักเตะคนนั้นคู่ควรกับทีมชาติหรือไม่ 

“มันกล่าวหาไม่ได้ว่า ใครเส้นใครไม่เส้น แต่ผมว่า นักเตะที่ซ้อมด้วยกัน ตัวนักกีฬาเอง เขารู้อยู่แก้ใจ มันมองกันออกว่า ใครเล่นได้ ใครเล่นไม่ได้ ใครเล่นตำแหน่งนี้ดีกว่ากัน แล้วพอลงไปจริงๆ ถ้ามันเล่นไม่ดีจริง คนอื่นก็มองออกเหมือนกันว่า ไอ้นี้ไม่เหมาะ”


Picture : Facebook : FA Thailand

การที่ผู้เล่นบางคน กลายเป็น คนในใจของโค้ชทีมชาติ อาจเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์นัก สำหรับนักเตะคนอื่นๆ ในประเทศเดียวกัน ที่กำลังรอคอยอยากได้รับโอกาสจาก ผู้กุมชะตาทีมชาติ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ แนวทางหนึ่งที่ โค้ช จะเลือกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ หากเทียบกับระยะเวลาที่กุนซือแต่ละคน สามารถเรียกนักเตะมาซ้อม มาแข่ง มาทดลอง ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดด้านอื่นๆ

เพราะใช่ว่าการเลือกผู้เล่นลูกรัก จะไม่มีประโยชน์ และมีแต่ด้านที่เลวร้ายเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า นักเตะคนนั้นๆ สมควรแล้วหรือไม่ ที่จะได้รับโอกาสจาก เฮดโค้ช

 

“ข้อดีก็คือ นักเตะคนนั้นจะมีความมั่นใจ และใจสู้มากขึ้นกว่าเดิม พยายามเค้นพลังออกมา ยกตัวอย่าง ซิโก้ จำได้ว่าตอนที่ มุ้ย กลับมาสเปนใหม่ๆ เกมแรกที่ลงสนามเจอกับ เวียดนาม มุ้ยโดนโห่ทุกครั้งที่จับบอลได้ จบเกมชนะ 1-0 แต่มุ้ยไม่ได้ยิงนะนัดนั้น ก็โดนวิจารณ์หนักว่า กลับมาจากสเปน ทำไมเล่นได้แค่นี้เหรอ ซิโก้ เองก็โดนเหมือนกันในฐานะคนที่ส่งลงสนาม”


Picture : Facebook : FA Thailand

“แต่ ซิโก้ ยังเชื่อใจ มุ้ย แม้อยู่ในช่วงที่ฟอร์มตก สูญเสียความมั่นใจ ส่งลงเล่นต่อในเกมกับ ไต้หวัน ปรากฏว่า มุ้ย ยิง 2 ประตู ทีมชาติไทยชนะ แล้วตั้งแต่นั้น มุ้ย ก็ตอบแทนให้ ซิโก้ ได้อีกมามาย ลองคิดกลับกันนะ ถ้าตอนนั้น ซิโก้ เลือกทำตามกระแส ไม่อยากโดนด่า ยอมดร็อป มุ้ย ไม่ส่งลงสนาม เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มุ้ย ตอนนี้จะเป็นอย่างไร อาจจะเสียความมั่นใจกับทีมชาติ ไม่เหมือนเดิมเลยก็ได้”

“อย่างไรซะมันก็มีข้อเสีย ตรงที่ แฟนบอลอาจรู้สึกว่า การเรียกตัวผู้เล่นมันไม่หลากหลาย ไม่เปิดกว้าง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่โค้ชต้องรับผิดชอบ เพราะในเมื่อจ้างคุณมาแล้ว ให้อำนาจเบ็ดเสร็จ ในการเลือกใครก็ได้ แต่ถ้าผลงานยังไม่ดี คุณก็โดนไล่ออกแค่นั้นเอง ง่ายๆ”

“สำคัญที่สุดก็คือ โค้ช เลือกไว้ใจถูกคนหรือเปล่า ถ้าเชื่อใจถูกคน คุณจะได้รับการตอบแทนที่ดีคืนมาจากนักเตะแน่ แต่ถ้าเชื่อใจผิด ก็จะเหมือนกับ ฮอร์เก ซามเปาลี ที่เชื่อใจ (คริสเตียน) ปาวอน, (มักซิมิเลียโน) เมซา นั้นแหละ” วิศรุต สินพงศพร กล่าวทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง