On The Main Stand

ขนาดนั้นสำคัญไฉน? จริงหรือไม่ที่ส่วนสูงสัมพันธ์กับความสำเร็จของแชมป์โลก



“ขนาดนั้นสำคัญไฉน?” คือหนึ่งในคำถามที่มักจะมีการถามกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน หรือเรื่องวาบหวามอย่างเรื่องทางเพศก็ตาม ว่าแต่หากเป็นเรื่องของลูกกลมๆ ที่ว่ามันจะช่วยให้ทีมสักทีมประสบความสำเร็จอย่างการเป็นแชมป์โลกล่ะ เรื่องนี้สำคัญสุดๆ หรือแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย? Main Stand ไปเสาะหาคำตอบมาให้อ่านกัน

 

หลังจากที่ทีมชาติสก็อตแลนด์ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 ไปแบบหมดสภาพ กอร์ดอน สตรัคคั่น กุนซือทีมกองทัพตาร์ตันในขณะนั้นได้ออกมาเปิดใจผ่านสื่อว่า สาเหตุหนึ่งที่สก็อตแลนด์ไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของศึกใหญ่ คือการขาดนักเตะซึ่งสูงและแข็งแกร่ง

 

แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นนักเตะหลายราย ที่แม้จะมีจุดด้อยด้านส่วนสูง แต่ก็ประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า ของทีมชาติอาร์เจนติน่า, ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรียส อิเนียสต้า ของทีมชาติสเปน โดยเฉพาะทีมกระทิงดุ ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า พวกเขาเสียเปรียบในเรื่องความสูงไม่น้อย แต่ก็ใช้ทักษะและระบบ นำทีมคว้าแชมป์โลกปี 2010 มาได้อย่างยิ่งใหญ่

 

นั่นจึงเป็นที่มาของคำถามว่า จริงหรือเปล่าที่การมีนักเตะสูงๆ ในทีม จะเป็นตัวช่วยให้ทีมชาติสักทีมไปถึงฝั่งฝันกับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกัน

 

ทีมใดสูงสุด-เตี้ยสุดฟุตบอลโลกคราวนี้?

เริ่มแรกเราคงต้องมาดูกันก่อนว่า จาก 32 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ ทีมใดคือทีมที่มีค่าเฉลี่ยส่วนสูงมากที่สุด

 

ซึ่งผลปรากฎว่า เซอร์เบีย คือทีมที่มีส่วนสูงเฉลี่ยสูงสุดที่ 186.70 เซนติเมตร รองลงมาคือ เดนมาร์ก 186.61 เซนติเมตร และ เยอรมนี 185.78 เซนติเมตร ทว่านักเตะที่สูงที่สุดในฟุตบอลโลกหนนี้คือ ลอฟเร คาลินิช ผู้รักษาประตูสำรองทีมชาติ โครเอเชีย ซึ่งสูงถึง 201 เซนติเมตร ขณะที่ทัพตราหมากรุกมีส่วนสูงเฉลี่ยที่ 185.26 เซนติเมตร เป็นอันดับ 7 ของทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย

 

ส่วนทีมที่มีค่าเฉลี่ยส่วนสูงน้อยสุด หรือให้เรียกแบบไม่เกรงใจว่า เตี้ยที่สุด นั้น ปรากฎว่า เปรู คือทีมนั้น ด้วยส่วนสูงเฉลี่ย 177.61 เซนติเมตร รองลงมาคือ ซาอุดิอาระเบีย 177.65 เซนติเมตร และ ญี่ปุ่น 178.78 เซนติเมตร โดยนักเตะที่เตี้ยที่สุดในฟุตบอลโลกหนนี้มี 2 คน คือ ยะหยา อัล-เชห์รี่ ของ ซาอุดิอาระเบีย กับ เซอร์ดาน ชากิรี่ สตาร์เบอร์ 1 ทีมชาติ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสูงเพียง 165 เซนติเมตร เท่ากันทั้งคู่เท่านั้น

 

และจะแบ่งทั้ง 32 ทีมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ โดยใช้ส่วนสูง 180 เซนติเมตรเป็นเกณฑ์ ก็จะพบว่า กลุ่มทีมชาติที่ส่วนสูงเฉลี่ยของนักเตะอยู่ที่ 180 เซนติเมตรหรือมากกว่านั้นมีมากถึง 25 ทีม ขณะที่กลุ่มนักเตะส่วนสูงเฉลี่ยไม่ถึง 180 เซนติเมตรมีเพียง 7 ทีม ประกอบด้วย สเปน, โปรตุเกส, เม็กซิโก, อาร์เจนติน่า, ญี่ปุ่น, ซาอุดิอาระเบีย และ เปรู เท่านั้น

 

เห็นได้ชัดว่า จำนวนทีมที่มีนักเตะส่วนสูงเฉลี่ยไม่ถึง 180 เซนติเมตรในฟุตบอลโลกหนนี้มีไม่ถึง 1 ใน 4 ซึ่งหากไม่นับ สเปน, โปรตุเกส และ อาร์เจนติน่า ก็จะเห็นว่าทีมเต็งแชมป์คราวนี้ล้วนมีทีมซึ่งมีส่วนสูงเฉลี่ยเกิน 180 เซนติเมตรทั้งสิ้น  แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นนี้เกิดจากอะไร? เทรนด์ฟุตบอลที่เปลี่ยนไป หรืออะไรที่เปลี่ยนแปลง?

 

ส่วนสูงของแชมป์โลก

เราขอย้อนไปถึงแค่ฟุตบอลโลก 1974 ทำไมน่ะเหรอ? เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนมาใช้ถ้วยฟุตบอลโลกใบใหม่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน และยังเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากฟุตบอลสไตล์คลาสสิก สู่ฟุตบอลที่เริ่มเน้นแท็คติกมากขึ้นด้วย

 

โดยในยุค 1970 ทีมแชมป์โลกในสมัยนั้นก็ใช่ว่าจะมีความสูงเฉลี่ยมากนัก อย่าง เยอรมันตะวันตก แชมป์ปี 1974 แม้จะมีตัวหลักที่สูงเกิน 180 เซนติเมตรอย่าง เซปป์ ไมเออร์ กับ ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ก็จริง แต่กำลังสำคัญคนอื่นอย่าง แกร์ด มุลเลอร์ และ พอล ไบรท์เนอร์ ล้วนสูงน้อยกว่า 180 เซนติเมตร ยิ่ง แบร์ตี้ โฟกส์ นั้นสูงไม่ถึง 170 เซนติเมตรด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับ อาร์เจนติน่า แชมป์ปี 1978 ที่ มาริโอ เคมเปส คือตัวหลักเพียงไม่กี่รายที่สูงเกิน 180 เซนติเมตร ขณะที่อีกหลายรายอย่าง ออสซี่ อาร์ดิเลส และ แดเนี่ยล พาสซาเรลล่า สูงไม่ถึง 180 เซนติเมตรทั้งสิ้น

 

ก้าวเข้าสู่ยุค 1980 และ 1990 ค่าเฉลี่ยส่วนสูงของทีมแชมป์โลกในช่วงเวลาดังกล่าวดูจะกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย โดยอยู่ที่ราว 177-179 เซนติเมตรเกือบทุกครั้ง (อิตาลี แชมป์ปี 1982 - 178.27 เซนติเมตร, อาร์เจนติน่า แชมป์ปี 1986 - 177.82 เซนติเมตร, เยอรมันตะวันตก แชมป์ปี 1990 - 179.23 เซนติเมตร, บราซิล แชมป์ปี 1994 - 179.64 เซนติเมตร) จะมีเพียง ฝรั่งเศส แชมป์โลกปี 1998 ที่มีส่วนสูงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาตังกล่าว กับความสูงเพียง 175.04 เซนติเมตร

 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อ วิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก สหภาพโซเวียต ในยุค 1980 เริ่มคืบคลานเข้าสู่วงการฟุตบอลเต็มตัวตั้งแต่ปลายยุค 1990 เป็นต้นมา ทำให้การพัฒนาศักยภาพนักเตะในด้านต่างๆ โดยเฉพาะสรีระร่างกาย เริ่มเป็นที่เด่นชัดมากขึ้นทั้งในระดับชาติและสโมสร

 

และนั่นทำให้ตั้งแต่เข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ค่าเฉลี่ยส่วนสูงของทีมต่างๆ ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากทีมแชมป์ที่ล้วนมีความสูงเฉลี่ยเกิน 180 เซนติเมตรทั้งสิ้น เริ่มจาก บราซิล แชมป์ปี 2002 สูงเฉลี่ย 180.91 เซนติเมตร, อิตาลี แชมป์ปี 2006 สูงเฉลี่ย 183.30 เซนติเมตร, สเปน แชมป์ปี 2010 สูงเฉลี่ย 181.13 เซนติเมตร และ เยอรมนี แชมป์ปี 2014 ที่นักเตะในทีมมีความสูงเฉลี่ยถึง 185.35 เซนติเมตร

 

แต่ขณะเดียวกัน ภูมิภาคสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นกลุ่มชาติที่ประชากรมีส่วนสูงเฉลี่ยอันดับต้นๆ ของโลกด้วยสรีระร่างกายที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ กลับทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักในศึกฟุตบอลโลก โดยผลงานดีที่สุดของชาติในกลุ่มนี้คือ สวีเดน ที่คว้ารองแชมป์โลกตั้งแต่ปี 1958 ในบ้านของตัวเอง แต่หากนับเฉพาะยุคสมัยใหม่ คือการคว้าอันดับ 3 เมื่อปี 1994 ขณะที่ผลงานดีที่สุดของ เดนมาร์ก คือการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายปี 1998 ส่วน นอร์เวย์ คือการเข้ารอบ 16 ทีมปีเดียวกัน

 

และนั่นคือหลักฐานที่ชัดเจนประการหนึ่งว่า แค่ส่วนสูงที่เหนือกว่า ก็ใช่ว่าจะเพียงพอสำหรับการนำทีมไปถึงความสำเร็จ

 

เทรนด์ลูกหนังที่เปลี่ยนไป

นอกจากเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ก้าวหน้า แท็คติกลูกหนัง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งในวงการฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคเช่นกัน

 

เพราะเทรนด์ฟุตบอลยุค 1970-1990 คือการใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกายในการเอาชนะคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรปที่มีสรีระเหนือกว่า จึงมักใช้แท็คติกนี้ในการเอาชนะคู่แข่งได้บ่อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือทีมจากสหราชอาณาจักร ที่ขึ้นชื่อลือชากับฟุตบอลสไตล์ Kick & Hope สาดโด่งแล้วให้กองหน้าใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาชนะตัวประกบ และพวกเขาก็ทำผลงานในศึกฟุตบอลโลกยุคอดีตได้ไม่เลวเลย โดยมี อังกฤษ ที่ก้าวขึ้นไปคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 1990 เป็นหัวหอกสำคัญ

 

อีกเทรนด์หนึ่งที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น คือแผนการเล่นที่ใช้เซ็นเตอร์แบ็ก 3 คน อย่าง 3-5-2 ที่จะมีกองหลังอีกคนเป็นตัวซ้อน หรือ สวีปเปอร์ และสามารถโจมตีได้ทั้งทางริมเส้นโดยวิงแบ็ก หรือเจาะตรงกลางให้ศูนย์หน้าเข้าทำ แผนนี้มี อิตาลี และ เยอรมันตะวันตก เป็นเจ้ายุทธจักร ซึ่งมีตำแหน่งแชมป์โลกเป็นเครื่องพิสูจน์มาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป แท็คติกหลังสามแบบมีสวีปเปอร์ก็เริ่มถูกจับทางได้ หลายทีมจึงกลับมาใช้ระบบหลังสี่ กับแผนคลาสสิกอย่าง 4-4-2 อีกครั้ง จนจุดเปลี่ยนสำคัญของแผนการเล่นในระดับทีมชาติมาถึงอีกครั้งช่วงปลายยุค 2000 เมื่อ สเปน นำระบบ 4-3-3 มาใช้พร้อมสไตล์การเล่น ติกิ-ตาก้า ที่เน้นการเคาะบอลสั้นๆ ให้ผู้เล่นและบอลเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว

 

แน่นอนว่า สเปน ในฐานะผู้คิดค้นถือเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จกับแผนการเล่นนี้สูงสุด เมื่อทีมกระทิงดุสามารถคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้อย่างยิ่งใหญ่กับแท็คติกนี้เมื่อปี 2010 ซึ่งหลังจากนั้น หลายทีมก็ได้นำระบบ 4-3-3 เน้นการเคาะบอลสั้นนี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับนักเตะของตัวเอง บางทีมปรับตำแหน่งการยืนในบางเกมใหม่เป็น 4-2-3-1 เพื่อแพ็คเกมกลางสนามให้แน่นขึ้น

 

ซึ่งมรดกดังกล่าวยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน เพราะแม้ สเปน ที่เป็นต้นตำรับของระบบนี้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ตกรอบแรกในอีก 4 ปีถัดมา แต่ทีมอย่าง อาร์เจนติน่า, ฮอลแลนด์, ฝรั่งเศส รวมถึง เยอรมนี ที่ได้นำระบบดังกล่าวไปปรับใช้ก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบลึกๆ ตั้งแต่รอบ 8 ทีม จนถึงการคว้าแชมป์โลก อย่างที่ทีมอินทรีเหล็กทำได้สำเร็จเมื่อ 4 ปีก่อน และหลายทีมก็ยังคงใช้ระบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน

 

สถิติจากศึกใหญ่

เมื่อว่าด้วยเรื่องของความสูงแล้ว สิ่งแรกที่แฟนบอลทุกคนต้องนึกถึง คือโอกาสการทำประตูที่เพิ่มมากขึ้นจากลูกโหม่ง ทว่าเมื่อย้อนกลับไปดูสถิติในฟุตบอลโลก 5 ครั้งหลังสุด กลับพบว่าไม่ได้มีการทำประตูจากลูกโหม่งมากอย่างที่คิด

 

เพราะจำนวนประตูจากลูกโหม่งที่เกิดขึ้นกลับมีจำนวนขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็จะอยู่ที่ราวๆ 20-40 ประตูทุกครั้ง เริ่มจากฟุตบอลโลก 1998 ที่มีประตูจากลูกโหม่งเกิดขึ้น 31 ประตู ก่อนจะเพิ่มเป็น 37 ประตูในปี 2002 ทว่าปี 2006 ก็ลดลงเหลือ 27 ประตู และลดกว่าเดิมลงนิดเหลือ 26 ประตูเมื่อปี 2010 ก่อนที่สถิติดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2014 เป็น 32 ประตู

 

ซึ่งเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ก็จะเห็นได้ว่า สัดส่วนประตูที่ได้จากการโหม่งในศึกฟุตบอลโลกคิดเป็นเพียงราว 20% เท่านั้น เป็นการพิสูจน์ว่าไม่ว่าอย่างไรเสีย สองเท้าก็ยังสำคัญในการพังตาข่ายคู่ต่อสู้มากกว่าอยู่ดี

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาเส้นทางสู่แชมป์โลกตลอด 5 ครั้งหลังสุดก็พบว่า แชมป์โลกในแต่ละครั้งก็มีอัตราส่วนการทำประตูจากลูกโหม่งที่ราว 20% หรือน้อยกว่าทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ ฝรั่งเศส ในปี 1998 ที่ 15 ประตูตลอดเส้นทางสู่แชมป์โลกสมัยแรกในบ้านตัวเองเกิดขึ้นจากลูกโหม่งเพียง 4 ประตู โดย ซีเนดีน ซีดาน ทำไปคนเดียว 2 ประตู ในนัดชิงชนะเลิศ และ คริสตอฟ ดูการ์รี่ กับ ดาวิด เทรเซเก้ต์ คนละประตู

 

ขณะที่ อิตาลี แชมป์ปี 2006 มีประตูจากลูกโหม่งเพียง 3 จาก 11 ประตูที่ทำได้ตลอดทัวร์นาเมนต์ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ดาวซัลโวร่วมของทีมอย่าง มาร์โก มาเตราซซี่ ทำทั้ง 2 ประตูในบอลโลกคราวนั้นจากลูกโหม่งทั้งหมด ส่วนอีกลูกเกิดจาก ลูก้า โทนี่ อีกหนึ่งดาวซัลโวร่วมของทัพอัซซูรี่นั่นเอง

 

ด้าน สเปน แชมป์โลกปี 2010 เน้นสไตล์การเคาะบอลแบบ ติกิ-ตาก้า จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะทำประตูจากลูกโหม่งได้เพียงลูกเดียวเท่านั้น จาก คาร์เลส ปูโยล ในรอบรองชนะเลิศ สิ่งที่น่าแปลกกลับเป็นจำนวนประตูรวม ซึ่งมีเพียง 7 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ หรือเฉลี่ยนัดละเพียง 1 ประตูเท่านั้น ส่วน เยอรมนี แชมป์โลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2014 ซึ่งทำไปถึง 18 ประตู ก็มีประตูจากลูกโหม่งเกิดขึ้นเพียง 3 ลูก โดย มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ เหมาไป 2 ประตู และ มาริโอ เกิทเซ่ อีกประตู

 

แต่ที่สุดเหลือเชื่อและไม่น่าแปลกใจไปพร้อมกันก็เห็นจะเป็น บราซิล แชมป์โลกปี 2002 ซึ่ง 18 ประตูสู่แชมป์สมัย 5 เกิดขึ้นจากปลายสตั๊ดทั้งหมด ถือเป็นการตอกย้ำแนวคิดฟุตบอลของดินแดนแซมบ้าว่า ฟุตบอลต้องเล่นบนพื้น อย่างแท้จริง

 

สำคัญที่สองเท้า

เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้คงพอจะเห็นได้ว่า ค่าเฉลี่ยส่วนสูงของทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ตลอดจนแชมป์โลก ล้วนมีแนวโน้มที่สูงขึ้นกันทั้งสิ้น ทว่าสาเหตุนั้นไม่ใช่แนวคิดที่หวังใช้ความแข็งแกร่งของสภาพร่างกายในการเอาชนะคู่ต่อสู้แต่อย่างใด แต่กลับเป็น วิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ทำให้นักฟุตบอลสมัยใหม่มีส่วนสูงและความแข็งแกร่งมากกว่าในอดีต จากการฝึกและโภชนาการที่ถูกคำนวณไว้อย่างมีหลักการ ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์ลูกหนังยังเปลี่ยนไป จากยุคสมัยที่เน้นความแข็งแกร่งของร่างกายในอดีต ฟุตบอลสมัยใหม่กลับเน้นการเล่นที่เป็นทีมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนทักษะฝีเท้า รวมถึงส่วนสูง ความแข็งแกร่งทางร่างกาย ได้ถูกลดความสำคัญไป แต่สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นยังถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักฟุตบอลควรมี เพราะรากฐานที่แข็งแกร่งย่อมนำมาซึ่งสิ่งก่อสร้างที่แข็งแรงฉันใด พื้นฐานที่ดี ก็จะช่วยให้ทีมฟุตบอลก้าวสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้นฉันนั้นเช่นกัน

 

 


 

แหล่งที่มา

 

https://www.bbc.com/news/uk-scotland-41549709

https://tournament.fifadata.com/documents/FWC/2018/pdf/FWC_2018_SQUADLISTS.PDF

http://www.skysports.com/football/news/12098/11394820/world-cup-2018-players-the-key-stats-you-should-know

https://resources.fifa.com/image/upload/korea-japan-2002-part-500841.pdf?cloudid=bw96axitsmtrojpaeugz

https://resources.fifa.com/mm/document/afdeveloping/technicaldevp/50/08/34/fwc_2006_germany_1_1_263.pdf

https://www.fifa.com/mm/document/affederation/technicaldevp/01/29/30/95/reportwm2010_web.pdf

https://www.fifa.com/mm/document/footballdevelopment/technicalsupport/02/42/15/40/2014fwc_tsg_report_15082014web_neutral.pdf

https://www.worldatlas.com/articles/countries-with-the-tallest-average-heights.html

https://www.theguardian.com/football/blog/2011/aug/27/david-james-sports-science

https://www.theguardian.com/football/2015/aug/02/science-fine-tuning-elite-footballers

 

 


 

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

สถิติการยิงประตู ฟุตบอลโลก 5 ครั้งหลังสุด

1998 ยิง 119 โหม่ง 31 จุดโทษ 17 ทำเข้าประตูตัวเอง 4 รวม 171

2002 ยิง 108 โหม่ง 37 จุดโทษ 13 ทำเข้าประตูตัวเอง 3 รวม 161

2006 ยิง 103 โหม่ง 27 จุดโทษ 13 ทำเข้าประตูตัวเอง 4 รวม 147

2010 ยิง 108 โหม่ง 26 จุดโทษ 9 ทำเข้าประตูตัวเอง 2 รวม 145

2014 ยิง 122 โหม่ง 32 จุดโทษ 12 ทำเข้าประตูตัวเอง 5 รวม 171

 

ส่วนสูงเฉลี่ยทีมแชมป์โลก 5 ครั้งหลังสุด

1998 ฝรั่งเศส - 175.04 เซนติเมตร

2002 บราซิล - 180.91 เซนติเมตร

2006 อิตาลี - 183.30 เซนติเมตร

2010 สเปน - 181.13 เซนติเมตร

2014 เยอรมนี - 185.35 เซนติเมตร

 

10 ชาติที่ประชากรมีความสูงเฉลี่ยสูงสุด

 

1. ฮอลแลนด์ - 183.8 เซนติเมตร

2. มอนเตเนโกร - 183.2 เซนติเมตร

3. เดนมาร์ก - 182.6 เซนติเมตร

4. นอร์เวย์ - 182.4 เซนติเมตร

5. เซอร์เบีย - 182 เซนติเมตร

6. เยอรมนี - 181 เซนติเมตร

7. โครเอเชีย - 180.05 เซนติเมตร

8. สาธารณรัฐเช็ก - 180.31 เซนติเมตร

9. สโลวีเนีย - 180.3 เซนติเมตร

10. ลักเซมเบิร์ก - 179.9 เซนติเมตร



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง