On The Main Stand

ก่อนถึงวันชี้ชะตา : เปิดเงื่อนไขเข้ารอบน็อกเอาท์ของแต่ละทีมในฟุตบอลโลก 2018




มาถึงตอนนี้ ทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ก็ลงเตะไปทีมละ 2 นัดแล้ว บางทีมก็รู้ชะตากรรมตัวเองแล้วว่าเส้นทางของพวกเขาสิ้นสุดเพียงเท่านี้ ส่วนบางทีมก็ได้ไปต่อในรอบน็อกเอาท์แน่ๆ แต่ก็ยังมีอีกมากที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาตลอดเส้นทางก่อนหน้า ต้องมาตัดสินใน 90 นาทีสุดท้าย โอกาสการเข้ารอบของแต่ละทีมมีอย่างไรบ้าง Main Stand รวบรวมมาให้ทุกท่านเป็นข้อมูลก่อนเชียร์แล้ว

 

แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า เกณฑ์การจัดอันดับของแต่ละทีมในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2018 มีอะไรบ้าง ซึ่งก็ตามนี้ ...


1. คะแนนรวม
2. ผลต่างประตูได้-เสีย
3. จำนวนประตูที่ทำได้

หาก 2 หรือ 3 ทีมในกลุ่มมีทุกอย่างใน 3 ข้อแรกเท่ากันหมด จะต้องจัดอันดับกันต่อตามนี้

4. คะแนนที่ได้ในเกมเจอกันเอง (ผลเฮดทูเฮด)
5. ผลต่างประตูได้-เสียในเกมเจอกันเอง
6. จำนวนประตูที่ทำได้ในเกมเจอกันเอง
7. คะแนนแฟร์เพลย์

ซึ่งจะหักลบคะแนนตามจำนวนใบเหลืองและใบแดงที่ได้รับในแต่ละเกมดังนี้

- ใบเหลืองแรก ลบ 1 คะแนน
- ใบแดงจากใบเหลืองที่สอง ลบ 3 คะแนน
- ใบแดงโดยตรง ลบ 4 คะแนน
- ใบเหลือง และใบแดงโดยตรงในเกมเดียวกัน ลบ 5 คะแนน
โดยนักเตะแต่ละคนจะถูกตัดคะแนนในแต่ละเกมได้เพียงหัวข้อเดียวเท่านั้น


8. จับสลาก

 

จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ของศึกฟุตบอลโลกมีความแตกต่างจากศึกชิงแชมป์ทวีปอย่าง ฟุตบอลยูโร หรือ เอเชี่ยนคัพ อยู่พอสมควร เพราะรายการที่เราเพิ่งกล่าวไปข้างต้นจะใช้ผลเฮดทูเฮดตัดสินก่อนประตูได้เสีย ยิ่งไปกว่านั้น หากทีมที่ต้องมาวัดผลโคจรมาเจอกันในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก จะไม่มีการดวลจุดโทษชี้ขาดเหมือนในศึกยูโรอีกด้วย

 

และสถานการณ์ของทั้ง 8 กลุ่มในตอนนี้ ก็มีแนวโน้มความเป็นไปได้ ที่ทุกอย่างจะมาตัดสินกันด้วยกฎข้อสุดท้ายอย่างการจับสลากเช่นกัน แต่กลุ่มไหนสถานการณ์เป็นอย่างไร เราจะมาไล่กันทีละกลุ่มไปเลย

 


กลุ่ม เอ

รัสเซีย : 6 คะแนน (+7), อุรุกวัย : 6 คะแนน (+2), อียิปต์ : 0 คะแนน (-3). ซาอุดิอาระเบีย : 0 คะแนน (-6)

 

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่อะไรๆ ง่ายสุดแล้ว เนื่องจากรัสเซียและอุรุกวัยที่คว้าชัย 2 นัดรวดเข้ารอบแน่นอน 100% ส่วนอียิปต์กับซาอุดิอาระเบียตกรอบจากการแพ้รวดเช่นกัน แต่เจ้าภาพกุมความได้เปรียบอยู่ไม่น้อยจากประตูได้เสียที่ห่างกันถึง 5 ลูก

 

นั่นทำให้โจทย์ในเกมชิงแชมป์กลุ่ม ซึ่งทีมหมีขาวต้องมาเจอกับทีมจอมโหดพอดีนั้นมีเพียงไม่กี่ข้อ กล่าวคือหากรัสเซียไม่แพ้ก็คว้าแชมป์กลุ่มทันที ส่วนอุรุกวัยจำเป็นต้องชนะให้ได้เท่านั้น

 

กลุ่ม บี

สเปน : 4 คะแนน (+1), โปรตุเกส : 4 คะแนน (+1), อิหร่าน : 3 คะแนน (0), โมร็อกโก : 0 คะแนน (-2)

 

ตัดโมร็อกโกที่แพ้รวด 2 นัดตกรอบก่อนเพื่อนออกไป 3 ทีมที่เหลือต่างมีโอกาสเข้ารอบทั้งสิ้น

 

เริ่มที่สองทีมเต็งอย่างสเปนและโปรตุเกส ที่ประตูได้เสีย, ประตูได้ รวมถึงผลเฮดทูเฮดเท่ากัน แต่แชมป์โลกปี 2010 ขึ้นนำจากการโดนใบเหลืองน้อยกว่า (สเปน 1, โปรตุเกส 2) แม้พวกเขาขอแค่เสมอในเกมสุดท้ายที่ทีมกระทิงดุจะพบโมร็อกโก และทัพฝอยทองพบอิหร่าน จะเข้ารอบ 100% ทั้งคู่ แต่ก็จำต้องยิงให้เยอะเข้าไว้ เพราะทีมไหนยิงได้เยอะกว่า จะเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มทันที และหากผลแข่ง, ผลต่างฯ รวมถึงประตูได้จากเกมสุดท้ายเท่ากัน คราวนี้ก็ต้องมาว่าที่คะแนนแฟร์เพลย์ ซึ่งอาจต้องว่าถึงการจับสลาก อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุพลิกล็อกขึ้นในคู่ใดคู่หนึ่ง ทีมที่แพ้อาจมีโอกาสตกรอบได้เลยเช่นกัน

 

ส่วนอิหร่าน ตัวเลือกพวกเขามีไม่มากนัก คือจำเป็นต้องชนะโปรตุเกสเท่านั้น แต่หากทำได้เพียงเสมอก็ยังพอมีหวัง ซึ่งก็ต้องพึ่งโมร็อกโกให้ช่วยชนะสเปนขาดๆ ด้วย

 


กลุ่ม ซี

ฝรั่งเศส : 6 คะแนน (+2), เดนมาร์ก : 4 คะแนน (+1), ออสเตรเลีย : 1 คะแนน (-1), เปรู : 0 คะแนน (-2)

 

ถึงตอนนี้มีเพียงฝรั่งเศสที่ชนะ 2 นัดรวดซึ่งเข้ารอบแน่นอนแล้ว ส่วนเปรูก็ตกรอบหลังแพ้รวดเช่นกัน แต่การตัดสินแชมป์กลุ่มยังต้องว่าถึงเกมสุดท้ายอยู่ดี

 

โดยในเกม ฝรั่งเศส-เดนมาร์ก ถือเป็นการตัดสินแชมป์กลุ่มได้เลย เมื่อทีมตราไก่ขอแค่เสมอก็จะเข้าป้ายแชมป์ ส่วนทัพโคนม แม้ผลเสมอจะเพียงพอต่อการเข้ารอบ แต่หากต้องการเป็นแชมป์กลุ่มก็จำเป็นต้องชนะเท่านั้น

 

ส่วนออสเตรเลีย ชะตาการเข้ารอบไม่ได้อยู่ในมือตัวเองแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องชนะเปรูเท่านั้น แล้วหวังให้ฝรั่งเศสชนะเดนมาร์กเพื่อแซงเข้ารอบด้วยประตูได้เสีย

 

กลุ่ม ดี

โครเอเชีย : 6 คะแนน (+5), ไนจีเรีย : 3 คะแนน (0), ไอซ์แลนด์ : 1 คะแนน (-2), อาร์เจนติน่า : 1 คะแนน (-3)

 

กลุ่มนี้มีเพียงโครเอเชียที่การันตีการเข้ารอบ 16 ทีมจากการชนะ 2 นัดรวด ซึ่งพวกเขาขอแค่มีแต้มในเกมสุดท้ายที่จะพบไอซ์แลนด์เท่านั้นก็จะคว้าแชมป์กลุ่ม แม้ประตูได้เสียที่เหนือกว่ามากจะทำให้ทัพตราหมากรุกจองตำแหน่งนี้แบบแทบแบเบอร์ก็ตาม แต่การหาอีกทีมที่จะตามเข้ารอบไปเนี่ยสิ เรื่องนี้มันหนังชีวิตชัดๆ

 

เริ่มจากไนจีเรียที่สถานการณ์ดีสุด พวกเขาขอแค่พลิกล็อกโค่นอาร์เจนติน่าให้ได้ก็เพียงพอต่อการเข้ารอบ แต่หากไอซ์แลนด์ชนะโครเอเชียไม่ได้ ทัพอินทรีมรกตขอแค่เสมอก็เพียงพอ

 

ขณะที่ไอซ์แลนด์ พวกเขาจำเป็นต้องชนะโครเอเชียให้ได้ก่อน แล้วหวังให้ไนจีเรียไม่ชนะอาร์เจนติน่าเพื่อเข้ารอบ หากทีมอินทรีมรกตเสมอ ทัพนักรบน้ำแข็งจำเป็นต้องชนะด้วยสกอร์ขาดลอยเพื่อแซงชนะด้วยลูกได้เสีย แต่หากอาร์เจนติน่าชนะ งานของไอซ์แลนด์จะง่ายขึ้นนิดหน่อย คือขอแค่ชนะด้วยสกอร์เท่ากับทีมฟ้าขาวก็เพียงพอ เนื่องจากพวกเขายังไม่โดนใบเหลืองเลย ส่วนทัพฟ้าขาวโดนไป 3 ใบเหลืองแล้ว

 

ส่วนอาร์เจนติน่า หนึ่งในทีมเต็งแชมป์ที่ทำตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ก็เป็นอีกทีมที่ชะตาการเข้ารอบไม่ได้อยู่ในมือตัวเอง พวกเขาจำเป็นต้องชนะไนจีเรียให้ได้เสียก่อน แล้วต้องไปลุ้นผลอีกคู่ โดยหากไอซ์แลนด์ไม่ชนะ พวกเขาจะเข้ารอบทันที แต่หากไอซ์แลนด์ชนะด้วย ผลนัดสุดท้ายของทั้งคู่จะเป็นตัวตัดสิน ฝ่ายไหนทำดีกว่า เข้ารอบ

 


กลุ่ม อี

บราซิล : 4 คะแนน (+2), สวิตเซอร์แลนด์ : 4 คะแนน (+1), เซอร์เบีย : 3 คะแนน (0), คอสตาริก้า : 0 คะแนน (-3)

 

กลุ่มนี้มีเพียงคอสตาริก้าที่แพ้รวด 2 นัดตกรอบแน่นอนแล้วเพียงทีมเดียว ส่วนการลุ้นทีมเข้ารอบ ต้องมาตัดสินเอาในเกมชิงดำ

 

เริ่มที่บราซิลซึ่งนำจ่าฝูง งานของพวกเขานั้นแสนง่าย ขอแค่เสมอเซอร์เบียก็เพียงพอต่อการเข้ารอบทันที

 

ด้านสวิตเซอร์แลนด์ การแซงชนะเซอร์เบียในนัดก่อนนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้งานในนัดสุดท้ายง่ายขึ้น ทัพจากแดนนาฬิกาขอแค่มีแต้มในเกมสุดท้ายที่พบคอสตาริก้าก็จะเข้ารอบ หรือหากบราซิลชนะเซอร์เบียก็พอเช่นกัน แต่หากสวิสฯ แพ้คอสตาริก้า 1 ลูก ขณะที่เซอร์เบียเสมอ คราวนี้ต้องมาวัดที่ลูกได้เสีย ซึ่งหากผลต่างฯ และประตูได้เท่ากัน สวิสฯ จะเข้ารอบจากชัยชนะเกมที่พบกันทันที

 

อย่างไรก็ตาม หากบราซิลและสวิตเซอร์แลนด์ชนะหรือแพ้ทั้งคู่ ซึ่่งจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้ารอบนั้น ผลการแข่งขันนัดสุดท้ายจะเป็นอะไรที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะฝ่ายที่ทำผลงานได้ดีกว่าจะเป็นทีมที่คว้าแชมป์กลุ่ม ซึ่งหากสวิสฯ ชนะด้วยผลต่างที่ดีกว่า 1 ลูก ก็มีความเป็นไปได้ที่ต้องวัดจากคะแนนแฟร์เพลย์หรือการจับสลาก

 

ส่วนเซอร์เบีย งานของพวกเขายากไม่น้อย พวกเขาต้องชนะบราซิลให้ได้เพื่อเข้ารอบ หรือหากทำได้เพียงเสมอ ก็ต้องลุ้นให้สวิสฯ แพ้คอสตาริก้าแบบขาดลอยด้วย

 

กลุ่ม เอฟ

เม็กซิโก : 6 คะแนน (+2), เยอรมนี : 3 คะแนน (0), สวีเดน : 3 คะแนน (0), เกาหลีใต้ : 0 คะแนน (-2)

 

นี่คือกลุ่มที่การตัดสินทีมเข้ารอบดูยากที่สุด เพราะตามทฤษฎี ทุกทีมยังมีลุ้น แม้กระทั่งเกาหลีใต้ที่แพ้รวดมา 2 นัดก็ตาม

 

เริ่มที่เม็กซิโกก่อน งานของพวกเขาง่ายสุด เพราะขอแค่เสมอสวีเดนก็จะเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มทันที หรือหากเยอรมนีไม่ชนะ ทัพจังโก้ก็เข้ารอบเช่นกัน

ด้านเยอรมนี ที่เพิ่งแซงชนะสวีเดนในเสี้ยววินาทีสุดท้าย งานของพวกเขาคือต้องชนะเกาหลีใต้ไว้ก่อน โดยต้องชนะ 2 ประตูขึ้นไป หรือดีกว่าผลคู่สวีเดนเพื่อการันตีการเข้ารอบ หากเสมอ ต้องลุ้นให้อีกคู่เสมอด้วย โดยทีมอินทรีเหล็กต้องเสมอด้วยสกอร์สูงกว่าหรือเท่ากับสวีเดนจึงจะเข้ารอบ

ฝั่งสวีเดน พวกเขาสามารถเข้ารอบได้ด้วยการชนะเม็กซิโก หรือมีผลนัดสุดท้ายที่ดีกว่าเยอรมนี ยิ่งหากพวกเขาชนะ แล้วทีมอินทรีเหล็กไม่ชนะ พวกเขาจะแซงคว้าแชมป์กลุ่มด้วยซ้ำ แต่หากทำได้เพียงเสมอ ต้องเสมอด้วยสกอร์สูง แล้วหวังให้เยอรมนีเสมอด้วยสกอร์ต่ำเพื่อเข้ารอบ เพราะทัพไวกิ้งเสียเปรียบเฮดทูเฮดไปแล้ว

ส่วนเกาหลีใต้ แม้ยังมีหวัง แต่งานของทัพโสมขาวนั้นยากยิ่ง เมื่อพวกเขาต้องพลิกโค่นเยอรมนีให้ได้ก่อน แล้วไปลุ้นให้สวีเดนแพ้เม็กซิโก เพื่อไปตัดสินด้วยกฎมินิลีกหาทีมเข้ารอบตามเม็กซิโก

ขณะเดียวกัน หากสวีเดนและเยอรมนีชนะ ทั้งสองทีมจะมี 6 คะแนนเท่ากับเม็กซิโก และก็จะต้องตัดสินด้วยผลมินิลีกเช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ สวีเดนจะเข้ารอบก่อนเพื่อน ปล่อยให้เม็กซิโกและเยอรมนีต้องไปแย่งเข้ารอบอีกทีม

 

ถือเป็นกลุ่มผลออกได้ทุกหน้าอย่างแท้จริง

 


กลุ่ม จี

อังกฤษ : 6 คะแนน (+6), เบลเยียม : 6 คะแนน (+6), ตูนิเซีย : 0 คะแนน (-4), ปานามา : 0 คะแนน (-8)

 

กลุ่มนี้แม้อังกฤษและเบลเยียมที่ชนะรวด 2 นัดจะควงแขนเข้ารอบ ปล่อยให้ตูนิเซียและปานามาที่แพ้รวดต้องผิดหวัง แต่การตัดสินแชมป์กลุ่มยังไม่จบ

สถานการณ์ตอนนี้ พวกเขามีคะแนน ผลต่างประตูได้เสีย และประตูได้เท่ากันพอดี แต่ด้วยการที่อังกฤษโดนใบเหลืองน้อยกว่าเพียง 1 ใบ เลยนำจ่าฝูง ซึ่งทุกอย่างต้องมาวัดกันในนัดสุดท้ายที่สองทีมพบกันเอง

ซึ่งเกมดังกล่าว หากใครชนะก็จะคว้าแชมป์กลุ่มทันที แต่หากเสมอ คราวนี้จะต้องมาวัดที่คะแนนแฟร์เพลย์ หากยังเท่ากันอีก จับสลากสถานเดียว

และด้วยการที่กลุ่มนี้แข่งทีหลังสุด บางทีเราอาจได้เห็นมหกรรมเรียกใบเหลืองจากทั้งสองฝั่ง เพื่อเป้าหมายที่สูงกว่า คือหนีทีมแข็งๆ ในรอบน็อกเอาท์ก็เป็นได้

 

กลุ่ม เอช

ญี่ปุ่น : 4 คะแนน (+1), เซเนกัล : 4 คะแนน (+1), โคลอมเบีย : 3 คะแนน (+2), โปแลนด์ : 0 คะแนน (-4)

กลุ่มนี้มีเพียงโปแลนด์ที่ตกรอบแบบหมดสภาพทีมวางแน่นอนแล้ว 100% ส่วนการลุ้นเข้ารอบยังเปิดกว้าง

เริ่มจากญี่ปุ่นกับเซเนกัลที่ต่างมี 4 คะแนนเท่ากัน พวกเขาขอเพียงแค่แต้มเดียวในนัดสุดท้ายก็จะเพียงพอต่อการเข้ารอบทั้งคู่ ทีนี้ต้องมาวัดกันว่าฝ่ายไหนทำผลงานได้ดีกว่า ซึ่งจะทำให้ฝ่ายนั้นเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม หากทำผลงานได้เท่ากัน ก็จะต้องมาวัดด้วยคะแนนแฟร์เพลย์ ซึ่ง

ตอนนี้ทัพซามูไรบลูดีกว่าจากการที่โดนใบเหลืองน้อยกว่า รวมถึงการจับสลาก

ส่วนโคลอมเบีย พวกเขาจำเป็นต้องชนะเซเนกัลเพื่อการันตีการเข้ารอบ แต่หากญี่ปุ่นแพ้โปแลนด์ พวกเขาขอแค่เสมอก็เพียงพอต่อการเข้ารอบ รวมถึงสามารถเป็นแชมป์กลุ่มได้เช่นกันหากนักรบแดนกาแฟชนะเซเนกัลได้ แล้วญี่ปุ่นไม่ชนะ

 

 

 

แหล่งที่มา

https://www.fifa.com/worldcup/news/tie-breakers-for-russia-2018-groups

https://www.fifa.com/worldcup/groups/

http://global.espn.com/football/fifa-world-cup/4/blog/post/3535353/world-cup-group-permutations-who-can-qualify-for-the-round-of-16



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง