On The Main Stand

ความเชื่อหรือข้อเท็จจริง : ดื่มอย่างไรให้ฟอร์มร้อนแรง ในสนามแข่งขัน?



จริงอยู่ที่การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มมึนเมานั้นดีต่อสุขภาพ รวมถึงสมรรถภาพร่างกายมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าของเหล่านี้จะมีแต่โทษ เพราะการเลือกบริโภคอย่างเหมาะสม ก็นำมาซึ่งคุณประโยชน์เช่นกัน คำถามคือ เราควรจะดื่มแบบไหนดีล่ะ?
 

ประวัติศาสตร์ในความเกี่ยวพันของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับวงการกีฬานั้นต้องย้อนกลับไปถึงสมัยโบราณกาล ในหนังสือ Mud, Sweat, and Beers: A Cultural History of Sport and Alcohol โดย โทนี่ คอลลินส์ และ เวรย์ แวมพลิว ระบุถึงสมัยวิคตอเรียที่มีความเชื่อว่า แอลกอฮอล์สามารถเสริมสร้างความอึดให้กับร่างกาย ก่อนที่ในช่วงศตวรรษที่ 19 ร้านเหล้า ผับ บาร์ ต่างๆ ในอังกฤษ จะเริ่มให้การสนับสนุนการแข่งขันกีฬา ทั้งม้าแข่ง, คริกเก็ต จนถึงฟุตบอล โดยมีเบียร์ฟรีเป็นค่าตอบแทน ก่อนจะขยายตัวสู่การแข่งขันอื่นๆ ไปทั่วโลก

ซึ่งหากจะกล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับกีฬา ถือเป็นเนื้อนาบุญกันในยุคสมัยหนึ่งก็คงไม่ผิดอะไรนัก เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีอย่างมหาศาล ได้ถูกนำไปอุดหนุนวงการกีฬาหลากหลายชนิดให้เติบโต โดยผู้ผลิตก็มีผลพลอยได้เป็นการโฆษณาสินค้าของตนผ่านทีม หรือแม้กระทั่งการแข่งขัน

ทว่าในระยะหลัง โดยเฉพาะนับตั้งแต่เข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ทุกคนคงสังเกตเห็นว่า ชื่อสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มหายจากหน้าสื่อ รวมถึงวงการกีฬามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากผลการวิจัยมากมายที่บ่งชี้ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นมิตรต่อสุขภาพเหมือนความเชื่อในอดีตแล้ว แต่กลับเป็นยาพิษที่ค่อยๆ บั่นทอนร่างกายให้ทรุดโทรมก่อนเวลาอันควร ดังจะเห็นได้จากอดีตนักกีฬาดังหลายราย ทั้ง จอร์จ เบสต์ หรือแม้กระทั่ง พอล แกสคอยน์ ที่ถูกโรคพิษสุราเรื้อรังเล่นงานจนหมดสภาพความรุ่งโรจน์ในอดีต

นอกจากนี้ ผลการวิจัยจากหลายสำนัก ทั้ง American Journal of Public Health และ College Alcohol Study ต่างก็ระบุตรงกันว่า การมีอยู่ของโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่สูงขึ้น ซึ่งผู้ดื่มอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสังคมได้ในอนาคต ทำให้หลายประเทศออกกฎหมายห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่บางประเทศก็ออกกฎหมายจำกัดการโฆษณา ส่งผลให้วงการกีฬาได้เงินสนับสนุนจากส่วนนี้ลดลงเรื่อยๆ

สำหรับนักกีฬานั้น นอกจากตัวอย่างของผู้ที่เสียคนเพราะแอลกอฮอล์ที่มีให้เห็นเป็นระยะๆ แล้ว วิทยาศาสตร์การกีฬา ก็ยังก้าวเข้ามามีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น และส่งผลให้การปฏิบัติตนของนักกีฬาทั้งในการฝึกซ้อมและลงแข่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแล้วกับการเมาหัวราน้ำแบบเปิดเผยเหมือนในอดีต ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมา กลับจะถูกประณามโดยสื่อและสังคมอีกด้วย

ทว่าอย่างไรก็ตาม เราก็คือมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ และมีสังคม บางครั้งเราก็จำเป็นต้องดื่มบ้างในการออกงาน พบปะเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งบางครั้ง ก็อยากจะให้รางวัลกับตัวเองหลังผ่านเรื่องราวหนักๆ รวมถึงประสบความสำเร็จอะไรบางอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาจากหลายสำนักยังระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเหมาะสม ก็ส่งผลดีต่อร่างกายเช่นกัน

และนั่นนำมาซึ่งคำถามสำคัญ…จะดื่มอย่างไรเพื่อให้ดีทั้งกับร่างกาย, จิตใจ รวมถึงผลงานในสนามล่ะ?


ดื่มอะไร?

สำหรับนักดื่มคงรู้ดีว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่ได้มีแต่เพียง เหล้า, เบียร์ และ ไวน์ เท่านั้น เพราะ 3 ประเภทที่เรากล่าวไปข้างต้น เป็นเพียงการแบ่งจำพวกอย่างหยาบๆ หากจะกล่าวอย่างละเอียดว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอะไรบ้างนั้น ให้เล่าทั้งวันคงไม่หมด

ซึ่งหากวัดดัวยพลังงานที่ได้รับจากการดื่มนั้น Spirits หรือสุรากลั่นจำพวก วิสกี้, วอดก้า, เตกีล่า, รัม หรือ จิน ดูจะมีภาษีดีกว่าเบียร์และไวน์ เมื่อข้อมูลจาก CalorieKing ระบุว่า เหล้าจำพวกนี้ที่มีแอลกอฮอล์ 40% ปริมาณแก้วละ 45 มิลลิลิตร (1.5 ออนซ์) ให้พลังงานที่ราว 97-103 แคลอรี่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นชนิดใด ซึ่งไม่หนีกันมากเท่าไหร่

ขณะที่ไวน์ 1 แก้ว ปริมาณ 150 มิลลิลิตร (5 ออนซ์) ให้พลังงาน 120 แคลอรี่หากเป็นไวน์ขาว ส่วนไวน์แดงให้พลังงาน 127 แคลอรี่ สำหรับเบียร์ปริมาณ 350 มิลลิลิตร (12 ออนซ์ คิดง่ายๆ ก็เท่ากับ 1 กระป๋องหรือขวดเล็ก) ให้พลังงาน 153 แคลอรี่สำหรับเบียร์ปกติ แอลกอฮอล์ 5% ขึ้นไป ส่วนไลท์เบียร์ ซึ่งมีแอลกอฮอล์น้อยกว่านั้นให้พลังงาน 103 แคลอรี่ ซึ่งเมื่อดูจากตัวเลขข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า กระบวนการกลั่นทำให้เหล้าชนิดต่างๆ มีแคลอรี่ที่ต่ำกว่าเบียร์หรือไวน์ที่เกิดขึ้นจากการหมัก

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สีของเครื่องดื่ม เรื่องนี้ ดร.ดามาริส โรเซนฮาว แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ได้ทดลองโดยให้กลุ่มตัวอย่างดื่มโคล่าปราศจากคาเฟอีน ผสม เบอร์เบิน, วอดก้า และ โทนิค พบว่า กลุ่มที่ดื่มเบอร์เบินรู้สึกไม่สดชื่นมากกว่ากลุ่มอื่นหลังจากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซึ่งโรเซนฮาว รวมถึงนักวิจัยอย่างอีกหลายรายพบว่า ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีเข้ม มีสารอินทรีย์ที่ส่งผลข้างเคียงให้ผู้ดื่มรู้สึกเมาค้างมากกว่าเครื่องดื่มสีอ่อนถึงกว่า 30 เท่า

จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงอาจสรุปได้ว่า เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับนักกีฬามากที่สุด คือสุรากลั่นจำพวก วอดก้า, เตกีล่าใส หรือ รัมใส ซึ่งให้แคลอรี่น้อย และมีความเสี่ยงต่ออาการเมาค้างน้อยกว่าสุรากลั่นสีเข้มๆ รองลงมาคือ ไวน์ ซึ่งแม้จะมีรายงานวิจัยหลายหลากที่พิสูจน์แล้วว่า ในไวน์มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งช่วยยับยั้งการเป็นมะเร็ง รวมถึงชะลอความแก่ แต่อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ในสีของไวน์ โดยเฉพาะไวน์แดงซึ่งหลายผลการวิจัยระบุว่าดีต่อสุขภาพกว่าไวน์ขาวนั้น มีสารอินทรีย์ที่ส่งผลให้คุณเมาค้างได้ง่ายกว่า ส่วนเบียร์นั้น ดูจะเป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุด จากแคลอรี่ที่สูงกว่าใครเพื่อน

ประเด็นก็คือ ในบรรดาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายเหล่านี้ เบียร์คือตัวเลือกที่หาได้ง่ายสุด มีราคาถูกสุด และดื่มง่ายสุด จึงไม่แปลกที่ผู้คนมากมายจะเลือกเครื่องดื่มสีอำพัน (อาจมีสีดำบ้างตามแต่รสนิยม) ฟองฟู่นี้ก่อนอย่างอื่น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีคำถามว่า หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เบียร์แบบไหนล่ะที่เหมาะสำหรับเหล่านักกีฬาที่สุด?

เรื่องดังกล่าวได้มีการทดลองอย่างลับๆ โดย ดร.โยฮานเนส เชอร์ แพทย์ชาวเยอรมันเมื่อปี 2009 โดยให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักวิ่งในการแข่งขัน มิวนิค มาราธอน ทดลองดื่มเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ที่ทำจากข้าวสาลีทุกวันในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนแข่งขัน และ 2 สัปดาห์หลังแข่งขัน ผลที่ออกมาถือว่าน่าแปลกใจ เมื่อกลุ่มตัวอย่างที่ดื่มเบียร์แอลกอฮอล์ 0% มีการอักเสบ และติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนภายหลังจากการแข่งขันน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก

ด้วยเหตุนี้ หมอเชอร์ที่ต่อมาได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำทีมสกีของทีมชาติเยอรมัน จึงอนุญาตให้นักกีฬาที่เขาดูแลดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ได้ระหว่างการซ้อม แถมยังอนุมัติให้มีการขนส่งเบียร์กว่า 3,500 ลิตรมายังหมู่บ้านนักกีฬา เพื่อให้ตัวแทนทีมชาติเยอรมันดื่มระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ที่เมืองพยองชาง ประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา

ซึ่งนักกีฬาของทีมอินทรีเหล็กอย่าง ลินุส สตราสเซอร์ และ ไซม่อน เชมป์ ต่างก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยกล่าวว่า “เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ดีต่อสุขภาพ แถมยังรสชาติดี เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการดื่มทันทีหลังจากฝึกซ้อมหรือลงแข่ง”

และบางที เบียร์ไร้แอลกอฮอล์นี้อาจเป็นเบื้องหลังของผลงาน 14 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง ที่ทัพนักกีฬาเยอรมันร่วมกันคว้าจนพาทีมจบอันดับ 2 บนตารางเหรียญวินเทอร์โอลิมปิกที่พยองชางก็เป็นได้

 

ดื่มแค่ไหน?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราคงเคยได้ยินข่าวนักกีฬาเมาหัวราน้ำมาแล้วนักต่อนัก บางคนอย่าง ไบรอัน ร็อบสัน อาจดีหน่อยที่แม้จะดื่มหนักแค่ไหน ก็ยังสามารถควบคุมตัวเอง จนสามารถตื่นมาซ้อมในตอนเช้าโดยปราศจากอาการแฮงค์โอเวอร์ได้สำเร็จ ทว่าหลายคนก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ขนาดนั้น จนสร้างเรื่องกลายเป็นข่าวใหญ่โต ล่าสุดก็เห็นจะเป็น 4 นักเตะ เวสต์บรอมวิช อย่าง จอนนี่ อีแวนส์, แกเร็ธ แบร์รี่, เจค ลิเวอร์มอร์ และ โบอาซ มายฮิลล์ ที่เมาแล้วไปขโมยรถแท็กซี่ระหว่างที่ทีมยกพลไปซ้อมหนีหนาวที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน

ซึ่งตัวอย่างที่กล่าวมาก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วนักกีฬา หรือแม้กระทั่งเราๆ เองล่ะ ควรจะดื่มมากน้อยแค่ไหนถึงดีกับตัวเองมากที่สุด?

แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนมีคอที่แข็ง มีความสามารถในการดื่มได้ไม่เท่ากัน บางคนกระดกเป็นสิบแก้วยังไม่เป็นไร ขณะที่บางคนแค่แก้วเดียวก็คอพับคออ่อนเสียแล้ว ดังนั้น มาตรฐานการดื่ม หรือ standard drink จึงถูกนำมาใช้เพื่อชี้ให้ชัดๆ ว่าปริมาณที่พอเหมาะพอควรเป็นอย่างไร ทว่าแต่ละประเทศต่างก็มีมาตรฐานการดื่มที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เราจะขอใช้เกณฑ์ของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ตั้ง เนื่องจากเข้ากับบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีขายตามท้องตลาดมากที่สุด

โดย 1 ดื่มมาตรฐาน เท่ากับแอลกอฮอล์ 14 กรัม หรือปริมาณเครื่องดื่ม อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้

            - เบียร์ แอลกอฮอล์ 5% 350 มิลลิลิตร (12 ออนซ์)

            - เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำจากมอลต์ (malt liquor) แอลกอฮอล์ 7% 270 มิลลิลิตร (9 ออนซ์)

            - ไวน์ แอลกอฮอล์ 5% 150 มิลลิลิตร (5 ออนซ์)

            - สุรากลั่น แอลกอฮอล์ 40% ไม่ผสม 45 มิลลิลิตร (1.5 ออนซ์)

 

ซึ่งหลายองค์กร นำโดย NCAA หรือสมาคมนักกีฬามหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้นักกีฬาชายควรดื่มไม่เกิน 1-2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ขณะที่นักกีฬาหญิงควรดื่มไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวัน

 

แต่คำถามยังมีอยู่ว่า ที่สุดแล้วนักกีฬาควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ่อยแค่ไหนถึงจะดีต่อร่างกายกว่ากัน?

 

เรื่องนี้มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมสซี่ย์ของประเทศนิวซีแลนด์ ที่แบ่งผู้ทดลองเป็นสองกลุ่ม ออกกำลังกายส่วนขาแล้วปิดท้ายด้วยการดื่มเครื่องดื่ม ซึ่งกลุ่มหนึ่งดื่มน้ำส้ม อีกกลุ่มดื่มวอดก้าผสมน้ำส้มในสัดส่วน แอลกอฮอล์ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ผลปรากฎว่าแม้ทั้งสองกลุ่มจะไม่รู้สึกถึงความเมื่อยล้าที่แตกต่างกันในวันรุ่งขึ้น แต่กลุ่มที่ดื่มวอดก้าผสมน้ำส้มกลับสูญเสียความแข็งแกร่งมากกว่ากลุ่มที่ดื่มแต่น้ำส้มอย่างเดียวถึงเท่าตัว

หลังจากนั้นก็ได้มีการทดลองต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนของแอลกอฮอล์เหลือ 0.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งผลออกมาพบว่า แทบไม่มีความแตกต่างในกระบวนการฟื้นตัว ด้วยเหตุนี้จึงพอจะสรุปได้ว่า ยิ่งดื่มน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อการฟื้นตัวของร่างกายเท่านั้น


ดื่มอย่างไร?

ได้ทราบชนิดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ควรดื่มแล้ว รู้ปริมาณที่ควรดื่มต่อวันก็แล้ว ทีนี้มาถึงอีกปัญหาคือ จะดื่มอย่างไรดีถึงดีที่สุด?

ก่อนอื่นเลยเรามาเริ่มที่ตัวเครื่องดื่ม ซึ่งถ้าเป็นเบียร์หรือไวน์ เรื่องนี้คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่ เพราะปกติเครื่องดื่มจำพวกนี้ใส่แก้ว, ขวด หรือกระป๋องบรรจุขายมาอย่างไร เราก็ซดไปทั้งอย่างนั้นอยู่แล้ว ทีนี้ปัญหาจะมาเกิดก็ตรงสุรากลั่น ซึ่งแม้เราจะกล่าวไปข้างต้นว่ามีแคลอรี่น้อยที่สุด แต่เครื่องดื่มจำพวกนี้ก็มีวิธีการดื่มหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพียวและผสม

แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ ดื่มแบบเพียวๆ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงแล้ว การดื่มแบบที่ไม่เติมสิ่งอื่นๆ เข้าไปผสม ยังเป็นการลดโอกาสที่จะได้รับแคลอรี่แฝงจากมิกเซอร์ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ซึ่งการันตีได้ว่า แคลอรี่สูงทั้งนั้น

แต่สำหรับบางคน รสชาติแบบเพียวๆ ก็ดูขมคอไป วิธีแก้ก็คือ เลือกผสมมิกเซอร์ที่มีแคลอรี่ต่ำ อย่างน้ำเปล่า และโซดา ซึ่งมี 0 แคลอรี่ก็ได้เช่นกัน ส่วนสายคอกเทลนั้น บลัดดี้ แมรี่ คือตัวเลือกที่คุณควรมองหา เพราะนอกจากวัตถุดิบหลักอย่างวอดก้าแล้ว ส่วนผสมอื่นๆ อย่าง น้ำมะเขือเทศ, ซอสทาบาสโก้, เกลือ และพริกไทยนั้น ยังมีแคลอรี่ต่ำและดีต่อสุขภาพ แถมรสชาติที่เผ็ดร้อน ยังแทบจะทำให้คุณสร่างเมาในทันทีอีกด้วย

อีกสิ่งที่นักกีฬาสายนักดื่มควรทำคือ ดื่มน้ำตามมากๆ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะเข้าไปดูดซึมน้ำในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ การดื่มน้ำตามหลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยให้ร่างกายได้น้ำชดเชยจากที่เสียไป ช่วยคืนความสดชื่นกลับมาได้เร็วขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่า เราสามารถดื่มหลังจากการออกกำลังกายทุกวันได้หรือไม่ แม้ตามหลักการถือว่าทำได้ แต่ในการปฏิบัติจริงก็ถือว่าไม่ควรเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ออกกำลังกายหนักมา เพราะจากการศึกษาของจากมหาวิทยาลัยแมสซี่ย์ ก็พอจะสรุปได้ว่า แอลกอฮอล์มีผลทำให้การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อลดลง ดังนั้นหากผ่านวันหนักๆ หรืออยู่ในช่วงการแข่งขัน อดใจไว้สักนิดเป็นวันถัดไปจะดีที่สุด ส่วนถ้าช่วงพักผ่อนนั้น ก็ขอให้ประมาณตนให้พอดี

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน คือหากคิดที่จะดื่มแล้ว ขอให้ดื่มอย่างรู้จักประมาณตน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ดื่มไม่ขับ ไม่ไประรานผู้อื่น ไม่ดื่มจนเกิดเหตุการณ์ภาพตัด รู้สึกตัวอีกทีก็ทำอะไรไปแล้วบ้างก็ไม่รู้ เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวผู้ดื่มและสังคม

 

แหล่งที่มา

Collins, T., & Vamplew, W. (2002). Mud, sweat, and beers: A cultural history of sport and alcohol. Oxford: Berg.
https://www.mensjournal.com/food-drink/8-ways-drink-athlete/
https://www.runtastic.com/blog/en/can-alcohol-sports-go-together-7-rules-for-athletes/
http://aje.oxfordjournals.org/content/140/10/912
https://www.ncaa.org/sites/default/files/Alcohol%20and%20Athletic%20Performance%20Fact%20Sheet.pdf
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11093684
https://www.medicaldaily.com/4-health-benefits-beer-drinking-antioxidants-b-vitamin-and-protein-are-there-dont-overdo-it-258658
https://www.medicaldaily.com/lets-get-drunk-healthiest-ways-drink-alcohol-269583
https://www.wired.com/2009/12/dark-liquor-makes-for-worse-hangovers/
https://hms.harvard.edu/news/new-study-validates-longevity-pathway-3-7-13
https://academic.oup.com/aje/article/155/9/853/58292
http://circ.ahajournals.org/content/102/19/2347.full
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22285424?report=abstract
https://www.bmj.com/content/329/7465/539
https://www.nytimes.com/2018/02/19/sports/olympics/germany-olympics-beer.html
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/shortcuts/2018/feb/20/prost-how-to-drink-beer-like-a-german-olympic-athlete
https://www.esquire.com/food-drink/drinks/a18345720/olympians-drink-non-alcoholic-beer/
https://www.puori.com/blog/2016/06/29/best-alcohol-for-athletes#
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/?term=Effects+of+alcohol+hangover+on+cytokine+production+in+healthy+subjects
http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0950329313001304
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2641776/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21659904
https://www.runnersworld.com/sweat-science/how-alcohol-affects-muscle-building
https://www.theglobeandmail.com/life/health-and-fitness/fitness/will-a-few-holiday-drinks-today-affect-my-workout-tomorrow/article4268211/
https://www.coach.ca/alcohol-and-athletes-p154620

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง