On The Main Stand

คนหายเพราะขายแพง : ค่าตั๋วบอลไทยราคาสูงเกินไปหรือเปล่า?



ปริมาณผู้ชมในสนามของศึกลูกหนังไทยลีก กำลังลดลง สวนทางกับค่าตั๋วเข้าชมที่นับวันยิ่งราคาสูงขึ้น คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้น? กับลีกอาชีพเบอร์ 1 อาเซียน ที่ถูกมองว่าเติบโตขึ้นทุกด้าน แต่ไม่ใช่กับยอดคนเข้าสนาม


 

เข้าสู่ฤดูกาลที่ 10 ของฟุตบอลไทยลีกยุคใหม่ นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งสำคัญ เมื่อปี 2009 นับเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในแง่ของความนิยม อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในลีกอาชีพบ้านเรา

 

กระแสความนิยมดังกล่าวได้พลิกโฉม จากลีกที่แทบไม่มีมูลค่า ให้กลายเป็น ลีกอาชีพพันล้าน ที่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์ทีวี ด้วยมูลค่าสูงถึง 4,200 ล้านบาท และมียอดผู้ชมทางทีวีในไทย สูงแซงหน้า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกยอดฮิตอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

ขณะเดียวกันในแง่คุณภาพลีกไทย ก็มีการเติบโตพัฒนาขึ้นไปมาก จนมีค่าสัมประสิทธิ์แซงหน้า ลีกออสเตรเลีย ขึ้นมาเป็นลีกอันดับ 8 ตามการเก็บคะแนนของ เอเอฟซี (AFC Technical Ranking)

 

แต่สิ่งที่ดูสวนทางกับการเจริญเติบโตในทุกๆมิติของ ลีกอาชีพที่มีเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี คือจำนวนผู้ชมในสนาม ที่สะท้อนออกมาผ่านตัวเลข และภาพที่เห็นในจอทีวี จนเกิดคำถามว่า ทำไมผู้คนถึงหันหลังให้สนามฟุตบอลมากขึ้น
 

ใน พ.ศ.ที่ ความบันเทิงในรูปแบบการชมเกมไทยลีก ติดขอบสนาม ไม่ใช่ของฟรี และราคาถูกอีกต่อไป ดังนั้น ราคาค่าตั๋วเข้าชมฟุตบอล จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ที่แฟนบอลต้องตัดสินใจว่าจะ “จ่าย” หรือ “ไม่จ่าย” ภายใต้ปัจจัยรอบด้านทางสังคม และเศรษฐกิจ  

 

Main Stand จะมาเจาะลึกถึงต้นตอปัญหาแฟนหด คนหาย ในสนามฟุตบอลไทยลีก แท้จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่? ผ่าน 3 มุมมองของ แฟนบอล, อาจารย์คณะสังคมฯ และคนทำทีมฟุตบอล ผู้คลุกคลีและอยู่กับ ไทยลีกยุคใหม่ มาตั้งแต่วันแรกที่ตั้งไข่ จนถึงปัจจุบัน

 

ถึงมุมมอง ความคิดเห็น และข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ ค่าตั๋วฟุตบอลไทย ยุค 4.0


จุดเปลี่ยนลีกไทย



...แม้ว่าต้นกำเนิดของฟุตบอลไทยลีก จะเริ่มต้นขึ้นใน ฤดูกาล 1996-97 (พ.ศ.2539-2540) แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ชุบชีวิตลีกอาชีพที่แห้งเหี่ยวแห่งนี้ ให้ไปต่อได้นั้น กลับเป็นช่วงรอยต่อในฤดูกาล 2008 ถึงฤดูกาล 2009
 

หากยังจำกันได้ นี่คือช่วงเวลาแห่งการ “รวมลีก” ระหว่าง ไทยลีก ลีกสูงสุด ที่มีผู้เล่นระดับทีมชาติค้าแข้ง โดยสโมสรส่วนใหญ่ ยังเป็นทีมองค์กร หน่วยงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ และจัดแข่งกันเอง อยู่พื้นที่รอบๆ กรุงเทพปริมณฑล กับ โปรวินเชียล ลีก หรือ โปรลีก การแข่งขันลีกสมัครเล่น ที่เป็นการฟาดแข้งกันของทีมระดับจังหวัดทั่วไทย

ใครเล่าจะไปคิดว่า การรวมลีกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะเปรียบเสมือน ขั้วบวก ขั้วลบ ที่สร้างความลงตัว และมูลค่ามหาศาลให้ ไทยลีก เหลือคณานับอย่างที่เห็นในวันนี้

 

“กระแสที่เกิดขึ้นมาได้นั้น มันเป็นผลต่อเนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง เมื่อก่อนสโมสรในไทยลีกจะกระจุกตัวเตะกันอยู่ในกรุงเทพ แต่คนดูน้อย กลับกันโปรลีกในต่างจังหวัด คนดูบอลเยอะ แต่นักบอลเก่งๆมีน้อย พอมีการเอาสองลีกมารวมกันในช่วงปี 2008-2009 มันจึงเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน”

 

“ประกอบกับ ในช่วงเวลานั้น  เอเอฟซี ได้ออกข้อบังคับให้ สโมสรในไทยลีก ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ และดำเนินการสโมสรอาชีพให้เป็นรูปแบบธุรกิจมากยิ่งขึ้น ส่วน ไทยลีก ก็ต้องจัดการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพตามไปด้วย ผลที่ตามมา ในเรื่องของการตลาด การจัดการองค์กร, สื่อ รวมถึงการโปรโมต มีการพัฒนามากขึ้นจากเดิม”

อ.โจ้ - อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแฟนบอลตัวยงทีม การท่าเรือ เอฟซี เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของลีกสูงสุดไทย ในห้วงปีดังกล่าว ผ่าน Main Stand

หากแต่การเกิดใหม่ของลีกสูงสุดเพียงอย่างเดียว อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เราสามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือ จุดเปลี่ยนลีกไทย

 

อ.อาจินต์ ผู้ทำวิจัยด้านฟุตบอลไทย ในแง่มุมของมิติสังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจการเมือง ยังได้พูดถึงอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้าง แรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ต่อลีกฟุตบอลบ้านเรา


“ในช่วงปี 2009-2010 คุณจะเห็นว่ามี นักการเมือง จำนวนมาก นำเงินมาลงทุนกับฟุตบอล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่อยู่ในระหว่างการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถ้ามองในแง่การเมือง พวกเขาจำเป็นต้องรักษาฐานเสียงเอาไว้ เมื่อมีคนนำเงินมาลงทุนกับฟุตบอลมากขึ้น ตั้งแต่ระดับลีกล่าง ก็ทำให้การแข่งขันมันสูงขึ้น”

 

“ซึ่งมันเป็นช่วงจังหวะเวลาพอดีกับที่ ทางสมาคมฯ ผลักดันให้เกิดลีกภูมิภาคจริงๆ ในช่วงปี 2009 ตอนนั้นแทบทุกจังหวัดมีทีมฟุตบอลในลีก ครอบคลุมทั่วประเทศ มันจึงทำให้เกิดกระแส “ท้องถิ่นนิยม” ขึ้นมา”
 

ลีกภูมิภาค หรือดิวิชั่น 2 เดิม ถือเป็นย่างก้าวที่ทรงพลังของ ลีกไทย โดยเฉพาะกฏเรื่องการส่งเข้าร่วมการแข่งขัน ในปี 2009

เดิมทีสโมสรจะเข้าร่วมการแข่งขัน ดิวิชั่น 2 นั้น ต้องไต่เต้าขึ้นมาจากฟุตบอลถ้วย ข. ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ต้องใช้เวลา และการลงทุนประมาณหนึ่ง ในยุคที่ยังไม่มีใครมองเห็นว่า ลีกรากหญ้า จะทำเงินและมีกระแสความนิยมได้อย่างไร

แต่เมื่อสมาคมฯ ผ่อนปรนและเปิดทางให้ สมาคมกีฬาจังหวัดฯ สามารถเป็นเจ้าของสิทธิ์ได้ตามนิตินัย สามารถยื่นขอส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันได้ ผสมกับทีมจังหวัดที่เคยส่งแข่งโปรลีก และทีมที่มีอยู่ในดิวิชั่น 2 เดิม

ผลที่ตามก็คือ จากจำนวน 22 ทีมที่เข้าแข่งขันในดิวิชั่น ปี 2008 ก็พุ่งสูงขึ้นเป็น 52 ทีม ในปี 2009 (แบ่งออกเป็น 5 โซน) และเพิ่มเป็น 74 ทีม ในปี 2010


กลุ่มคนที่เข้ามาทำทีมฟุตบอลในยุคนั้น มาจาก กลุ่มคนจากภาคการเมือง มากที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มคนจากภาคธุรกิจ, เอกชน ประกอบกับ ต้นทุนในทำฟุตบอลระดับลีกรากหญ้า ยุคนั้น ยังไม่สูงมากนัก มีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้าน ทำให้การเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลแห่งหนึ่งในไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังทรัพย์

แถมยังสามารถดึงดูดมวลชนได้ง่าย ราคาค่าเข้าชมก็ไม่ได้แพงนักเพียง 20-40 บาท จึงทำให้ผู้คนแทบไม่ต้องลังเลใจเลยว่า จะตัดสินใจเข้าไปเชียร์ทีมบ้านเกิด ลงแข่งลีกอาชีพในสนามหรือไม่?

 

“เมื่อก่อน คนทั่วไปจะรู้สึกฟุตบอลลีกเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของคนแค่ไม่กี่จังหวัดที่มีทีมแข่ง แต่พอมันมีทีมมากมายเกิดขึ้นในลีกภูมิภาค มันก็ทำให้คนภายในจังหวัด ให้ความสนใจ และอยากเข้าไปสนับสนุนทีมบ้านเกิด หรือทีมที่เป็นถิ่นฐานของตัวเอง”

“กระแสท้องถิ่นนิยม นี่แหละคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ ฟุตบอลไทย บูมขึ้นมา ถ้าอธิบายตามหลัก สังคมศาสตร์  “ท้องถิ่นนิยม” มันเกิดขึ้นภายหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี พ.ศ.2540 ที่ไทยกำลังหึกเหิม อยากจะเติบโตด้านเศรษฐกิจ แต่ดันออกไปแพ้ย่อยยับในตลาดโลก ทำให้คนไทยหันกลับมาที่รากเหง้าตัวเอง และเกิดความรักในถิ่นฐานบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น กระแสท้องถิ่นนิยม เลยถูกจุดติดขึ้นมาได้”

 

การผุดกำเนิดของลีกภูมิภาคในครั้งนั้น นับเป็นหนึ่งในรากฐานที่มั่นคงของ ไทยลีก ในเวลาต่อ เพราะหากดูจากจำนวน 18 สโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขันในฤดูกาลนี้

 

1 ใน 3 ของทั้งหมด คือทีมที่ไต่ขึ้นมาจากลีกรากหญ้ายุคใหม่ ประกอบด้วย ชัยนาท ฮอร์นบิล, พีที ประจวบ เอฟซี, สุโขทัย เอฟซี, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

 

“ผมเข้ามาเชียร์ เชียงราย ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้งเลย และก็ยังเชียร์จนถึงปัจจุบัน เหตุผลง่ายๆครับ เราผูกพันกับสโมสรนี้โดยทางสายเลือดอยู่แล้ว ในความเป็นคนเชียงราย”
บุ๋ม - วงศ์สกุล รุ่งเรือง แฟนคลับตัวยงของกว่างโซ้งมหาภัย พูดถึงเหตุผลที่เลือกสนับสนุนสโมสร ที่มีต้นกำเนิดจากลีกภูมิภาคแห่งนี้

ไทยลีกยุคใหม่ เดินหน้าสู่ความนิยมในทุกหย่อมหญ้าของประเทศ และได้รับกระแสตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่บนความสำเร็จที่มาอย่างรวดเร็ว ก็เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆมากมาย ในภายหลัง

 

ทั้งเรื่อง ของสิทธิ์การเป็นเจ้าของทีมที่ทับซ้อนกันในดิวิชั่น 2 การแบ่งสิทธิประโยชน์ระหว่างสโมสรกับสมาคมฯ มาตรฐานของผู้ตัดสิน รวมถึงการปิดตัวของสโมสร ที่แบกต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว การทำสัญญา-ยกเลิกสัญญากันระหว่าง นักเตะกับสโมสร ที่แต่ละปัญหาค่อยๆ แตกตัวออกมา ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ตามหน้าสื่อ

 

“สมาคมฯ ชุดนี้จุดแข็งคือการสร้างความน่าเชื่อถือ แฟนบอลมั่นใจในการตัดสินของกรรมการมากขึ้น เราไม่ได้พูดนะว่า กรรมการตัดสินถูกต้องหรือเปล่า แต่ผู้คนเชื่อมั่นกว่าเดิม ซึ่งแตกต่างกับ สมาคมฯ ชุดก่อนๆ ที่สร้างความเชื่อมั่นได้น้อย ดูได้จากเมื่อก่อน แฟนบอลไปประท้วงโคตรบ่อยเลย”

“แต่เรื่องที่ผมว่า สมาคมฯ ชุดนี้น่าเป็นห่วง คือการไปรื้อโครงสร้างลีกภูมิภาค แล้วมาจากจัด T3 T4 T8 อะไรนั้นหนะ เพราะการเป็นการจัดลีกใหม่ที่มั่วซั่ว ทำลายจุดเด่นของตัวเอง”


“อย่าลืมว่าในปี 2009 จุดเปลี่ยนสำคัญของฟุตบอลไทย คือการเกิดขึ้นของลีกภูมิภาค เกือบทุกจังหวัดมีทีมฟุตบอล มีแฟนบอลของตัวเอง ลองคิดถึงทีมจากเหนือแข่งกันเอง ทีมจากใต้แข่งกันเอง มันคือเสน่ห์นะ อย่าง ลำพูนเจอเชียงใหม่, ยโสธร เจอ ร้อยเอ็ด, นราฯ เจอ ยะลา มันดึงดูดแฟนบอลด้วยตัวของมันเอง ด้วยความเป็นทีมบ้านใกล้เรือนเคียง”

 

“เวลาได้แชมป์แล้วพูดว่า นี่คือแชมป์โซนภาคอิสาน แชมป์ภาคเหนือ มันให้ความรู้สึกแตกต่างกับ แชมป์โซนบน โซนล่างนะ ลีกภูมิภาคมันแข็งแรงได้ เพราะทุกสโมสรรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟุตบอลไทย ไม่ใช่อย่างตอนนี้ ที่เหมือนกำลังถูกแบ่งแยก ตามชั้นระดับของลีก”

“ฟุตบอลมันไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรหรอก อย่างดีก็เสมอตัว ในยิ่งทีมระดับล่างในเมืองไทย ไม่ต้องพูดถึงเลย พอมันทำแล้วขาดทุน ทำแล้วไม่โต มันก็ล้มหายตายจากกันไป มันก็น่าเป็นห่วงนะ แต่ถ้ามองแบบธุรกิจ เมื่อมีผู้ชนะ ก็ย่อมต้องมีผู้แพ้ ผู้แพ้ก็ต้องยอมรับผลไป”
อาจินต์ ทิ้งท้าย

 

ดังนั้นในการทำธุรกิจที่ไม่สร้างกำไรอย่าง ทีมฟุตบอล  “ยอดผู้ชมในสนาม” จึงมีความสำคัญไม่น้อย ต่อการอยู่รอดของทีมต่างๆ  ถ้าแฟนบอลลดลงหรือไม่มีคนดู ก็เท่ากับว่ารายได้ของสโมสรหายไป ทั้งทางตรง และทางอ้อม…

ขณะเดียวกัน โจทย์ในการเรียกแฟนบอลเข้าสนามนั้น ยิ่งยากเข้าไปอีก ในยุคที่ใครๆ สามารถชมฟุตบอลได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว จนไม่อยากออกจากบ้านไปดูที่สนาม

 

ในสนามหรือในจอ

 

“ไม่ใช่แค่ ชลบุรี เอฟซี จากที่ได้พูดคุย สอบถาม พบว่าทุกสโมสรกำลังประสบปัญหาเดียวกันคือ ยอดแฟนบอลเข้าสนามน้อยลง”

“อันดับแรก คนไทยยังไม่ได้มีวัฒนธรรมการเชียร์ที่ฝังรากลึก เหมือนกับ อังกฤษ ที่เขาไม่ได้มาเชียร์เพียงเพราะผลงานทีม ยกตัวอย่าง เซาแธมป์ตัน, นิวคาสเซิล ไม่ว่าทีมจะประสบความสำเร็จ หรือตกต่ำ แฟนบอลเข้าสนามเต็มตลอด ตั๋วปีขายดีทุกปี แต่กับไทยลีก วัฒนธรรมฟุตบอลเรายังไปไม่ถึงขนาดนั้น” จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.ฝ่ายการตลาดและสื่อ ชลบุรี เอฟซี เผยถึงมุมมองของคนทำทีม ถึงปัญหาเรื่องคนดูถดถอย

 

เมื่อ ไทยลีก กำลังเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มูลค่าของมันจึงเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทย จากช่วงต้น ที่แทบไม่มีมูลค่า และออกอากาศทางฟรีทีวี (ช่อง NBT) เพียงแค่ละสัปดาห์ละคู่

ไม่กี่ปีต่อมา ทรูวิชั่นส์ ตัดสินใจลงทุนหลายพันล้านบาทเพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทางทีวี

“พอลีกได้รับความนิยม ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลทางทีวี ก็เพิ่มขึ้นสูงตามมูลค่า ต้องยอมรับว่ารายได้หลักของอุตสาหกรรมฟุตบอล ไม่ว่าจะลีกไหนก็ตามบนโลก ไม่ได้มาจากการขายบัตร แต่มันมาจาก 2 ส่วนสำคัญคือ ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด รองลงมาคือ ค่าโฆษณาสปอนเซอร์ และลำดับสุดท้ายคือ ค่าตั๋วเข้าชม ค่าขายสินค้าที่ระลึก” อ.อาจินต์ กล่าวเริ่ม

 

“อยากให้นึกถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตพัดลม ต้นทุนในการผลิตพัดลม 1 ตัว ต้องใช้พลาสติก 1 กิโล ถ้าผลิต 100 ตัว ก็เท่ากับใช้พลาสติก 100 กิโลเมตร แต่การถ่ายทอดสด เมื่อเราส่งสัญญาณไปบนอากาศ แล้วยิงกลับมายังเครื่องรับ คุณสามารถผลิตซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนเลย ผลิตได้มากเท่าที่เครื่องรับ และทีวี จะสามารถรับสัญญาณนั้น ได้ทั่วโลก”

“ฉะนั้น ต้นทุนมันนิ่งมาก ฟุตบอลจึงเป็นธุรกิจที่ไปได้สวยกับ การถ่ายทอดสด อยู่แล้ว เพราะคงมีน้อยคนมากที่กลับมาดูเทป แล้วจะมีความรู้สึกตื่นเต้น สนุก เท่ากับตอนดูสดๆ”

“พอมีการซื้อลิขสิทธิ์มูลค่าที่สูงมากๆ ในไทยลีก ผลที่ตามมาก็คือ ทรู ที่ลงทุนไปก็ย่อมต้องผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้น หากเทียบกับช่วงปี 2009-2010 ตอนนั้นมีการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี ก็จริง แต่คุณภาพของภาพ มุมกล้องต่างๆ ยังไม่ดี เหมือนกับปัจจุบัน ที่คุณสามารถอยู่บ้าน นั่งชมเกมการถ่ายทอดสด ด้วยคุณภาพที่ดีก็ได้”

ตัวเลขมูลค่าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทย เติบโตขึ้นเกือบ 2 เท่า ในช่วงเวลาแค่ 3 ปี โดยการประมูลครั้งล่าสุดของ ทรูวิชั่นส์ มีลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอล 4 ราย (ไทยลีก 1-2, เอฟเอ คัพ, ลีกคั พ) มีมูลค่าสูงถึง 4,200 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1,050 ล้าน ภายใต้สัญญา 4 ปี (2017-2020) เพิ่มขึ้นจากสัญญาฉบับแรกในช่วงปี 2014-2016 ที่มีมูลค่า 1,800 ล้าน เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 600 ล้านบาท ในกรอบสัญญา 3 ปี

การเพิ่มเงินมากขึ้นสองเท่า ในการแย่งชิงสิทธิ์มาครองของ “ทรูวิชั่นส์” ทำให้พวกเขาพัฒนารูปแบบการถ่ายทอดสดให้ดูมีความทันสมัย และปรับตัวตามเข้ากับยุคที่ โซเซียลมีเดีย ที่เริ่มมีอิทธิพลกับพฤติกรรมผู้คนมากขึ้น

ข้อมูลสำรวจจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในปี 2016 ระบุว่า มีการรับชมการแข่งขันฟุตบอลไทยทางทีวี เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 75.0  จากเท่าเดิมที่มีผู้ชมทางทีวี คิดเป็นร้อยละ 17.4 ซึ่งแน่นอนว่าหากเทียบกับตัวเลขจำนวนผู้ชมในสนามของปีดังกล่าว กับฤดูกาลก่อนหน้านั้น ในปี 2015 จะพบว่า จำนวนแฟนบอลที่เข้าสนามลดลง สวนทางกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของผู้ชมในจอ

ในการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2015 มียอดผู้ชมในสนามทั้งหมด 1,926,278 คน เฉลี่ยนัดละ 5,428 คน ขณะที่ ฤดูกาล 2016 มียอดผู้ชมในสนามทั้งหมด 1,485,038 คน เฉลี่ยนัดละ 5,361 คน* และลดลงไปอีก ในฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมา มียอดผู้ชมในสนามทั้งหมด 1,399,728 คน เฉลี่ยนัดละ 4,604 คน

 

นอกเหนือจาก การพัฒนาเรื่องของความคมชัดของภาพ, มุมกล้อง และคอนเทนต์ที่ผลิตแล้ว  ทรูวิชั่นส์ ยังปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางการรับชม และขยับตัวเอง ไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ในจอทีวี เพียงอย่างเดียว  โดยเฉพาะถ่ายทอดสดทางออนไลน์ และผ่านทางแอปพลิเคชั่น

ทำให้แฟนบอลชาวไทย สามารถเข้าถึงการชมฟุตบอลได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ไม่สูงเหมือนในอดีต เมื่อเทียบกับหลายปีก่อน ที่การถ่ายทอดสด และโซเซียลมีเดีย ยังไม่ได้แพร่กระจายและมีอิทธิพลกับพฤติกรรมผู้คนมากเท่าทุกวันนี้


“เทคโนโลยี และสื่อออนไลน์ ทำให้เราเข้าถึงการดูฟุตบอลไทยง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่คู่เดียว แต่เราสามารถดูสดพร้อมกันถึง 4-5 คู่ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ผ่านมือถือ ผ่านแทปเลต ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่คนเลือกดูสดมากขึ้น แทนที่จะเข้าสนามแบบเมื่อก่อน นั่นเป็นโจทย์ที่สโมสร และ สมาคมฯ ต้องคิดหาวิธีแก้ไข เพื่อให้คนเข้าสนามมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้” จีระศักดิ์ ตัวแทนของ ชลบุรี เอฟซี ยอมรับว่าการถ่ายทอดสดในปัจจุบัน มีแรงดึงดูดทำให้แฟนบอลเลือกจะชมเกมอยู่บ้านมากขึ้น  
 

ไม่เพียงแค่เรื่องการถ่ายทอดสด และการเติบโตของช่องทางออนไลน์ ที่ทำให้ ผู้คน ปฏิเสธจะจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าไปนั่งชมเกมไทยลีกบนอัฒจันทร์

 

เพราะเรื่องหนึ่งที่ สโมสร ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ก็คือ “ผลงานในสนาม” นั้นก็มีส่วนต่อตัดสินใจของแฟนบอลเช่นกัน

 

“สาเหตุที่คนเข้าสนามน้อยลง อย่างแรกคือเรื่องของฟอร์มการเล่น จากที่ผมสังเกตุดู ส่วนมากแล้ว แฟนบอล คาดหวังอยากเห็น ทีมเล่นให้สนุกก่อน ไม่ได้ยึดติดว่า สโมสรต้องมีซูเปอร์สตาร์ไหม อย่าง เชียงราย ตอนไม่มี ฐิติพันธ์ ไม่มี ธนบูรณ์ คนดูก็ยังมีกัน 3-4 พันคนเหมือนเดิม เพราะคนที่เข้าสนาม เขาซื้อบัตรเข้าดู เพราะตราบนหน้าอกเสื้อ ไม่ใช่ชื่อด้านหลัง”

“ปัจจัยอื่น นอกจากฟอร์มการเล่น ผมว่ายังมีเรื่องสิ่งอำนวยสะดวกในสนาม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับแฟนบอล ก็มีผลกับผู้ชม ว่าจะยอมเสียเงินเข้ามาดูหรือไม่” วงศ์สกุล แฟนคลับเชียงรายฯ กล่าว

ขณะที่ในมุมของ คนทำทีม จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.สื่อ ฉลามชล ก็กล่าวในทำนองเดียวกันกับแฟนฟุตบอลว่า “แน่นอนครับ ถ้าช่วงไหน ทีมมีผลงานดี หรือเป็นเกมใหญ่ ก็จะเป็นแรงดึงดูด ที่ทำให้แฟนบอลเข้าสนามมากขึ้น แต่ถ้าผลงานดร็อป ฟอร์มไม่ดี คนดูจะเริ่มหายไป นี่คือเหตุผลที่สโมสร ต้องพยายามรักษาผลงาน และมาตรฐานทีมไว้ให้ได้ ควบคู่กับการคิดหาแนวทาง วิธีการดึงแฟนบอลกลับมาครับ”

อีกหนึ่งส่วนที่ยึดโยงกระแสความนิยมเข้าไว้ด้วยกัน นั่นก็คือผลงานของ “ทีมชาติ” ที่ส่งผลทางอ้อมต่อความนิยมในลีก นี่ไม่ใช่เรื่องมโนหรือคิดไปเอง เพราะจากตัวเลขสถิติในช่วงปี 2013-2015 ลีกฟุตบอลอาชีพของไทย มียอดแฟนบอลเข้าสนามมากขึ้น ทั้งเกมระดับทีมชาติ และสโมสร


ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ตรงกับยุคเกิดใหม่ของทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทัพของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2014 ที่คว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี จนเกิดปรากฏการณ์คนแห่ต้อนรับทะลักเมือง

 

ส่งผลให้ในฤดูกาลต่อมา ยอดผู้ชมในสนามไทยลีก พุ่งขึ้นสูงถึง 1.9 ล้านคน  

 

“ความนิยมของลีก ถูกนำไปผูกติดกับผลงานของทีมชาติไทยเสมอ อย่างในช่วงปี 2014-2015 ยุคที่ซิโก คุมทีมชาติไทย เราได้แชมป์อะไรมากมาย กระแสมันเริ่มมา คนอยากเข้าไปดูบอลในสนามมากขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะเกมทีมชาติ แต่ยังรวมถึงในไทยลีกด้วย จะเห็นว่ายอดผู้ชมพุ่งขึ้นสูงมากๆ จนเคยมียอดเฉลี่ยสูงถึง 6,300 คนต่อเกม”


“ต้องเข้าใจว่า อะไรก็ตามที่เป็นกระแส มันจะมีวงจรของมัน เมื่อขึ้นไปถึงจุดพีคสูงสุด มันจะค่อยๆ ถอยกลับมาอยู่ที่ฐานของมัน อย่างที่เห็นกัน ฟุตบอลไทยลีก บางเกมมีคนดูในสนาม 10,000-20,000 คน แต่มันไม่สามารถเป็นแบบนี้ทุกเกมได้ เพราะฐานกองเชียร์ขาประจำไม่ได้มีจำนวนมากขนาดนั้น”

“ซึ่งไม่มีอะไรน่าตกใจหรอก หากยอดผู้ชมจะลดลงไป เพราะไทยลีกกำลังอยู่ในช่วงปรับฐาน ไปสู่ตัวเลขที่แท้จริง ภายในช่วง 1-2 ปีนี้ เราจะได้เห็นยอดผู้ชมที่แท้จริง มีเท่าไหร่ ก็เหมือน เจลีก ช่วงแรกที่มีการจัด ยอดคนผู้ชมในสนาม ก็พุ่งไปสูงมาก แต่พอถึงจุดหนี่งมันจะเริ่มคงที่ อยู่ประมาณหลักหมื่นมาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้”
อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมฯ อธิบายปรากฏการณ์นี้ให้เราเข้าใจแบบง่ายๆ

 

*หมายเหตุ ฤดูกาล 2016 แข่งขันไม่จบโปรแกรม 34 นัด เพราะมีประกาศยุติลีกก่อนในเกมที่ 31



จำเป็นหรือสิ้นเปลือง


เรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีนโยบายตรึงราคา และลดราคาค่าตั๋ว มาอย่างต่อเนื่อง หลายปี ก็คือ คนในวัยหนุ่มสาว ดันเลือกที่จะเข้าสนามฟุตบอลเพื่อชมเกมน้อยลง จากผลสำรวจ Price of Football 2017 ของ BBC

 

ผลสำรวจนี้ยังลงลึกไปอีกว่า กลุ่มคนวัยรุ่นอายุ 18-24 ปี คือผู้ที่ซื้อตั๋วปีสโมสรน้อยที่สุด และหันไปสนใจกิจกรรมอื่นๆ หรือใช้เวลากับอย่างอื่นมากขึ้น รวมถึงให้เหตุผลด้วยว่า การซื้อตั๋วดูบอลในสนาม คือค่าใช้จ่ายที่วัยรุ่น รู้สึกว่า “แพง” เกินกว่าจ่ายเพื่อแลกมา

และหากคุณยังเป็นคนหนึ่งที่เข้าสนามฟุตบอลไทย อยู่ตลอด ก็คงจะพบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่วงวัยนี้ ดันกลายเป็นคนส่วนน้อยในสนาม ที่มีแต่เด็ก และผู้ใหญ่เต็มไปหมด แต่ขาดพลังเชียร์จากวัยรุ่น ซึ่งเรื่องนี้ อ.อาจินต์ มองว่ามันคือพฤติกรรมของยุคสมัย ที่อาจส่งผลต่อความนิยมของลีกไทยในระยะยาว

 

“เหตุผลที่คนรุ่นใหม่ เข้าสนามฟุตบอลน้อยลง ผมว่าเป็นไปตามเทรนด์ของโลก สมัยนี้คนมีกิจกรรมให้ทำมากขึ้น มากกว่าแค่เตะฟุตบอล อย่างตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชาย 70-80% เตะบอลกันอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้อาจเหลือเพียง 30-40% เปอร์เซนต์เท่านั้น”

“ที่เหลือก็ไปทำกิจกรรมอื่นๆในเวลาว่าง เช่น เล่นเกม, อ่านหนังสือ, วิ่งฯ เพราะว่ามันมีกิจกรรมให้มนุษย์ทำหลากหลายขึ้น แต่ฟุตบอลก็ยังเป็นกิจกรรมของคนส่วนใหญ่อยู่นะ เพียงแต่มันไม่ได้ชนะขาดแบบเมื่อก่อนแล้ว”

“ในระยะสั้นอาจยังไม่ส่งผลหรอก แต่ในระยะยาว ถ้าไม่มีคนหนุ่มสาวเข้าสนาม สนามฟุตบอลก็จะเหลือแต่ผู้ใหญ่ที่แก่ขึ้นทุกๆปี สนามฟุตบอลจำเป็นต้องมี วัยรุ่น มาปลดปล่อยพลังบ้าง ไม่งั้นก็จะเหมือนสนุกเกอร์ที่นั่งชมกันแบบเงียบๆ”

 

ฟุตบอลจึงเป็นกิจกรรมที่ คนรุ่นใหม่บางส่วน มองว่าสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลา แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่กลุ่มอายุหนึ่งเท่านั้น เพราะหากลองถามไปที่ คนเข้ามาดูฟุตบอลจริงๆ

พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สภาพเศรษฐกิจ ตั้งหาก ที่มีส่วนต่อการทบทวนว่า ค่าใช้จ่าย ที่เสียไปในการไปชมฟุตบอลที่สนาม เป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองหรือไม่


“สภาพเศรษฐกิจ มีผลต่อการตัดสินใจอยู่แล้ว เพราะฟุตบอลมันเป็นของฟุ่มเฟือย ไม่ดูบอลก็ไม่ตาย ไม่เหมือน ข้าว ที่ต้องกิน”

“คนจะไปดูบอลที่สนามได้ ต้องมีทั้งเงิน และเวลาที่เหลือ ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี คุณจะเริ่มหันมากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งฟุตบอลมันเป็นเรื่องที่คนสามารถตัดออกได้ง่าย เพราะดูทางทีวีก็ได้เหมือนกัน”


“ต้องอย่าลืมว่าการไปสนามแต่ละนัด มันสิ้นเปลืองมากแค่ไหน ไม่ได้จบแค่ค่าตั๋ว 200 บาทนะ ไหนจะค่าเดินทางอีก ค่ากินอีก ถ้าเอาตามมาตรฐานแบบคนที่ดื่มนิดหน่อย 1-2 ขวด รวมทั้งหมดแล้ว ตกอยู่ที่นัดละ 500-600 บาท (ในกรุงเทพ)”

“ส่วนเกมเยือนคูณสองไปได้เลย ยังไงก็ต้องมีหลักพันขึ้น จะ 1,000-2,000 บาท ก็ขึ้นอยู่ว่าคุณเดินทางแบบไหน พักค้างคืนหรือเปล่า แม้บางสโมสรจะมีจัดทริป ทำให้ค่าใช้จ่ายเกมเยือนลดลง แต่ยังไงก็เกิน 1,000 บาทอยู่ดี ต่อ 1 เกม” อ.อาจินต์ กล่าวถึงค่าใช้จ่ายของการเป็นแฟนบอลในกรุงเทพฯ

 

ไม่ใช่แค่แฟนบอลในเมืองเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจาก พิษเศรษฐกิจ “บุ๋ม” วงศ์สกุล รุ่งเรือง แฟนคลับสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ได้ขยายความเรื่องนี้ต่อในมุมของแฟนบอลต่างจังหวัดว่า “

“ค่าใช้จ่ายต่อนัดของแฟนบอล ถ้าเป็นต่างจังหวัดอย่างผม ขับรถไปดูเอง เกมเหย้า ค่าตั๋ว ค่าน้ำมัน ค่ากิน รวมๆแล้ว ตกอยู่ที่นัดละประมาณ 500 บาท แล้วถ้าโปรแกรมมันถี่ มีเตะบอลถ้วย มีเตะกลางสัปดาห์ เดือนหนึ่งมี 6 นัด ก็ต้องเสียอย่างน้อยเดือนละ 3,000 บาท อันนี้แบบคิดแบบอย่างน้อยนะ”

 

“ส่วนเกมเยือน สมุมติแข่งที่กรุงเทพฯ ตกอยู่ประมาณ 3,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่ว่าจองตั๋วเครื่องบินยังไง หรือขับรถไป-กลับเอง ถ้าค้าง พักโรงแรมแบบไหน สมมุติไปเยือนใกล้ๆ อย่าง สุโขทัย ก็ต้องเสียอย่างน้อย 2,000 บาท”

 

ไม่แปลกหากยอดผู้ชมในสนามจะลดลงไป เพราะเมื่อผู้คนเริ่มกังวล และคิดถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียในการไปดูบอลที่สนามแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยๆเลย ในช่วงที่เศรษฐกิจยังซบเซาเช่นนี้

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น การจัดโปรแกรม ที่มีเกมกลางสัปดาห์บ่อยครั้งของ ไทยลีก ส่งผลโดยตรงต่อ รายได้ของสโมสร ที่แฟนบอลหดหายไปมาก ในเกมมิดวีก

 

จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.สื่อฯ ชลบุรี เอฟซี เผยกับ Main Stand ว่า “โปรแกรมของสมาคมฯ ไม่ได้ออกมาเอื้อให้ แฟนบอลเข้าชมเกมในสนามมากนัก เราจะเห็นว่า โปรแกรมที่เตะกันถี่ๆ ส่งผลต่อการตัดสินใจของแฟนบอล ในการเลือกเข้ามาดูที่สนามอย่างมาก เพราะเท่ากับว่า แฟนบอลต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก”


“การจะมาชมฟุตบอลในสนามสักคู่ ต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมา แล้วมันไม่ได้จบแค่เกมเดียว ตามปกติเดือนหนึ่งจะมี 4 นัด แต่ถ้าเดือนไหนมีกลางสัปดาห์เข้ามาด้วย ก็จะเพิ่มเป็น 6-8 เกม แล้วถามว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ แฟนบอลจะเข้ามาตามชมในสนามได้สักกี่นัด ยิ่งถ้าเป็นเกมเยือน ยิ่งยากเลย ยกเว้นว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ พอมีรายได้หน่อย หรือเป็นพวกแฟนผลัดถิ่น”

 

ส่วนในมุมของแฟนบอล วงศ์สกุล รุ่งเรือง และ อาจินต์ ทองอยู่คง ก็ต่างพูดถึงจัดโปรแกรมของ ไทยลีก ที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งในแง่ของ เวลา และค่าใช้จ่ายของพวกเขามากนัก

 

โดย อาจินต์ ทองอยู่คง กล่าวว่า  “เรื่องโปรแกรมถี่ มีผลอย่างแน่นอน เพราะถ้าเตะทุกพุธ-เสาร์ มันก็เท่ากับว่า คุณต้องสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นไป ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ฟุตบอลเป็นกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของ อังกฤษ มันจะมีคำกล่าวว่า “When Saturday Comes” เมือวันเสาร์มาถึง ก็จะไปดูบอลกันให้สนุกสุดเหวี่ยง หลังจากทำงานมาทั้งสัปดาห์ จบเกมก็ไปกินดื่มกันเต็มที่”

“ลองนึกถึง บอลเตะวันพุธ คนทั่วไปกว่าจะเลิกงานก็ 5-6 โมงเย็นแล้ว กว่าจะเดินทางไปถึงสนาม บอลก็เริ่มเตะไปแล้ว จบเกมก็ต้องรีบกลับบ้านเพื่อพักผ่อน รอทำงานวันต่อไป แล้วจะไปทำให้ตัวเองเหนื่อยล้าทำไม ในเมื่อกลับมาบ้าน ดูถ่ายทอดสดเอาก็ได้”

“ไปเช็คตัวเลขสถิติได้เลยว่า ยอดผู้ชมวันพุธ น้อยกว่าช่วงสุดสัปดาห์มาก ถ้าเศรษฐกิจดี ก็ไม่มีปัญหาหรอก คนจ่ายได้อยู่แล้วเรื่องค่าตั๋ว แต่ฟุตบอลมันไม่ใช่ศูนย์กลางของทุกอย่างนะเว้ย ที่คนจะต้องเอาทั้งชีวิตไปผูกไว้กับมัน มันเป็นแค่กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ นี่คือปัญหาที่ผู้บริหารองค์กรฟุตบอล ยังมองว่า ฟุตบอลน่ะมันสำคัญที่สุด ขายแต่ฟุตบอลอย่างเดียว”

 

ส่วน วงศ์สกุล รุ่งเรือง กล่าวเสริมว่า “มันน่าตลกตรงที่ สมาคมฯ ไปหยุดช่วงเตะหน้าหนาว แต่มาแข่งหน้าฝน แถมโปรแกรมก็ยังเตะแบบอัดให้กันตายตอนท้ายๆฤดูกาล ช่วงไหนมีแข่ง ก็จะแข่งติดๆกัน ช่วงไหนหยุดก็หยุดยาว ทีมใหญ่ก็คงไม่มีปัญหาหรอก หมุนเวียนนักเตะได้ แต่ทีมเล็กจะตายเอาแบบนี้”

 

นอกจากนี้ จีระศักดิ์ โจมทอง ตัวแทนของชลบุรีฯ ยังบอกอีกว่า การปรับเปลี่ยนโปรแกรมบ่อยครั้งของ สมาคมฯ ทำให้แฟนบอลไม่สามารถวางแผนการเดินทาง หรือลางาน เพื่อไปชมเกมได้ เพราะโปรแกรมที่ถูกปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด มีผลต่อ แฟนบอลบางส่วนที่เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และโอกาสไป

 

การสัมภาษณ์พูดคุยกับ แฟนฟุตบอล และ อาจารย์นักวิจัยผู้คลุกคลีกับแวดวงฟุตบอลไทย อย่าง อ.อาจินต์ ทองอยู่คง ทำให้เราได้ทราบข้อมูลอีกด้วยว่า ตั๋วทีมเยือน จะถูกจำหน่ายในราคาที่สูงกว่า ตั๋วแฟนบอลเจ้าบ้านมาก

 

เรื่องนี้กระทบโดยตรงต่อกองเชียร์ที่ต้องแบกต้นทุนทั้ง ค่าเดินทางไกล, ค่าที่พัก และค่าตั๋วเข้าชมของทีมเยือน ที่ไม่สามารถคาดเดาราคาได้เลย

และนี่คงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ คนดูในสนามฟุตบอลไทยลีก บางตาลงไป จากความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างที่เกิดขึ้น

 

“สิ่งหนึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย คือ การขายตั๋วทีมเยือนแบบขูดรีด ผมก็ไม่รู้ว่าต้นไอเดียนี้มาจากไหน เพราะไทยลีกช่วงปี 2010-2011 ตั๋วทีมเหย้า ทีมเยือน ก็ยังราคาพอๆกัน แต่พอมีการขึ้นราคามา ก็เป็นการเอาคืนกันไปกันมามากกว่า ว่าต้องปรับให้ราคาทีมเยือน ให้แพงกว่าเจ้าบ้าน แล้วจับยัดอยู่โยนในโซนที่ดูยากๆ”

“ซึ่งนโยบายตรงนี้มันสวนทางกับ พรีเมียร์ลีก เลยที่เขาจะมีการกำหนดราคาเลยว่า ตั๋วทีมเยือน ต้องห้ามเกินเท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขูดรีดกับทีมเยือน และรักษาผลประโยชน์ทีมที่ต้องเดินทางมาเชียร์”

 

“ลองจินตนาการสนามที่ไม่มี กองเชียร์ทีมเยือน มันไม่สนุกหรอก มีแต่กองเชียร์เจ้าบ้าน มันก็ไม่สมบูรณ์ เพราะบรรยากาศของฟุตบอลที่สนุก มันต้องมีทั้งกองเชียร์ทีมเหย้า และเยือน ค่อยส่งเชียร์โต้ตอบกัน ซึ่งก็แปลกที่สโมสรในไทย กลับกีดกัน และไม่อยากให้แฟนทีมเยือนจ่ายเงินเข้าสนามตัวเอง ด้วยการขายแพง”
 

ลดหรือเพิ่มราคา?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มูลค่าของลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงขึ้น บวกกับค่าสปอนเซอร์ที่ภาคธุรกิจ หนุนหลังสโมสรด้วยเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ รายได้ของทุกสโมสรดีขึ้น และกล้าที่จะลงทุนกับ เงินเดือนนักเตะ หรือทุ่มเงินซื้อตัวนักฟุตบอล มากกว่าเดิม
 

แต่ทรัพยากรทุกอย่าง ย่อมมีวันหมด “เงินทุน” ก็เช่นกัน เมื่อมีรายรับเข้ามา ก็ต้องมีรายจ่ายที่เสียไป การรักษาสมดุลของธุรกิจที่ดูเหมือนจะไม่สร้างกำไรอย่าง ฟุตบอล จึงเป็นโจทย์ที่ยากของสโมสร ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คนเข้าสนามน้อยลง

คำถามก็คือ ในเมื่อการแข่งขันมีคุณภาพสูงขึ้น สโมสรควรเรียกเก็บค่าตั๋วจากแฟนบอลเพิ่มขึ้น หรือลดราคาลง เพื่อดึงดูดให้คนกลับมาสนาม ในบริบทเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

 

“การเพิ่มราคาค่าตั๋วเพื่อหวังเงินตรงนี้ ผมว่ามันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกนะ เพราะรายได้จากตรงนี้ มันแค่เศษเงินเท่านั้น เกมหนึ่งคุณเก็บค่าตั๋วได้แค่หลักแสน เอาไปจ่ายเงินเดือนนักฟุตบอลยังไม่ได้เลย”

“รายได้หลักสโมสรอยู่ตรงโน้น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสปอนเซอร์ อย่าลืมว่าในธุรกิจฟุตบอล แฟนบอลที่เข้าสนาม ก็เป็นหนึ่งในต้นทุนของสโมสรนะ ถ้าคุณเป็นทีมที่มีแฟนบอลเยอะ คุณก็สามารถเอายอด ไปขอเงินจากสปอนเซอร์ได้มากกว่า เงินที่ได้จากการขายตั๋วซะอีก”

 

“ผมตอบไม่ได้หรอกว่า ราคาตั๋วไทยลีกตอนนี้แพงเกินไปหรือเปล่า? แต่มันขึ้นเร็วไปหน่อย เทียบง่ายๆ เมื่อช่วงปี 2008-2009 ค่าตั๋วยังอยู่ที่ 20-50 บาท ตอนนี้ขยับไป 100-300 แล้ว ขึ้นมา 3-5 เท่าตัว ในช่วงไม่กี่ปี มันขึ้นเร็วไปไหม”

 

“ถ้าทุกทีมมี ซัพพอร์ตเตอร์ เยอะๆ มันก็ทำให้บรรยากาศคึกคัก ภาพที่ออกไปจากการถ่ายทอดสดก็ดูดี ลิขสิทธิ์มันก็สูงขึ้น ฉะนั้นสโมสรต้องหาจุดลงตัวให้เจอ ระหว่าง ราคาที่แฟนบอลพร้อมจ่าย และเงินที่สโมสรต้องการ พูดง่ายๆก็คือ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก พยายามลดค่าตั๋วมา 5 ปีแล้ว แล้วบอลไทยลีก ยังกล้าขึ้นอีกเหรอ” อ.อาจินต์ แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา

เช่นเดียวกับ วงศ์สกุล รุ่งเรือง ที่เป็นทั้งแฟนบอล และแอดมินกลุ่มคลับพญากว่างโซ้ง ได้พูดถึงเรื่องราคาตั๋วด้วยว่า “โชคดีหน่อยที่ เชียงราย เริ่มขายราคาแรกที่ 60 บาท กองเชียร์เลยรู้สึกว่าไม่ได้ขึ้นมาสูงมากนัก ปัจจุบันราคาก็อยู่ที่ 100 บาท และ 200 บาท ในโซนวีไอพี”

“ถ้าพูดถึงราคาค่าตั๋วของไทยลีก ทุกวันนี้ ผมว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่คนไทยรับได้นะ แต่มาตรฐานการตัดสิน การจัดแข่งขัน ก็ต้องยกระดับให้มันสอดคล้องกัน”

 

“ทีมฟุตบอลควรบริหารงานแบบมืออาชีพได้แล้ว ทีมระบบแบบข้าราชการ นายต้องมาก่อน ต้องไม่มีแล้ว เปรียบเสมือนคุณทำโรงแรม ทำร้านอาหาร ถ้าคุณบริการไม่ประทับใจ ทำตัวแข็ง แต่คุณยังอยากได้เงินจากลูกค้า ไม่เกินรอบสามหรอก ลูกค้าเขาก็ไม่เอาอุดหนุนแล้ว”

“สโมสรต้องมองให้ออกว่า กลุ่มลูกค้าของคุณคือใคร สาขาอาชีพอะไร สมมุติสโมสรจัดงาน มีต แอนด์ กรี๊ต แต่ดันไปจัดในห้าง ผมแค่วนรถหาที่จอดในห้างก็ไม่อยากไปแล้ว ลองเปลี่ยนมาจัดศาลากลางไหม หรือจุดใดจุดหนึ่งที่ผู้คน ผ่านไปมาได้ง่าย ไม่ต้องหรูหรา แต่ให้แฟนบอลเข้าถึงได้ง่าย ดีกว่าไหม”



ขณะที่ในมุมมองสโมสร จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.สื่อฯ ชลบุรี เอฟซี ชี้ว่าทีมฟุตบอล จำเป็นต้องปรับตัว และวางนโยบายให้เหมาะสมกลุ่มแฟนบอล ซึ่งแนวทางการเพิ่มค่าตั๋วนั้น ไม่สามารถใช้ได้กับทุกสโมสร

“เราบอกไม่ได้ว่า การขึ้นราคาตั๋วนั้นเป็นแนวทางที่ผิดหรือถูก ขึ้นอยู่กับแต่ละสโมสรด้วยว่า วางตำแหน่งตัวเองว่าเป็นทีมระดับไหน อย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ดฯ ชัดเจนว่าฐานกองเชียร์ เป็นคนกลุ่มในเมือง ซึงมีรายได้ และกำลังในการจ่าย ก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ในการเพิ่มค่าตั๋ว”

“แต่แนวทางแบบนี้ก็ใช้ไม่ได้กับ บุรีรัมย์ หรือ ชลบุรี เพราะฐานผู้ชมเราไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงมากนัก”

“ชลบุรี มีการลงพื้นที่ทำวิจัยสำรวจว่า แฟนบอลของเราคือคนกลุ่มไหน สาขาอาชีพอะไร ก็พบว่า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ทำงานโรงงาน รายได้อยู่ที่ 8,000 ถึงหลักหมื่นต้นๆ ดังนั้นเราคงไม่สามารถไปเก็บค่าตั๋วแฟนบอลแพงๆได้ หรือผลักภาระให้แฟนบอลตัวเอง เราจึงมีด้วยกัน 3 ราคา 100,150,200 ตามกำลังของแฟนบอล และสโมสรมีแผนที่จะลดราคาตั๋วลงมาอีก ในฤดูกาลหน้า เพราะเราไม่ต้องการซ้ำเติมแฟนบอลตัวเอง”

 

ดังนั้น ราคาตั๋วฟุตบอลแพง จึงไม่ใช่ประเด็นหลักเสมอไป ในตัดสินใจการเลือก “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” ของแฟนบอล หากแต่หัวใจสำคัญของธุรกิจฟุตบอลนั้น คือ ความจริงใจ และการสร้างความรู้สึกร่วม ระหว่าง สโมสรกับแฟนบอล ที่ทำให้ “ศรัทธา” นั้นเกิดขึ้นมาได้

“ผมว่าทุกวันนี้สโมสรต่างๆ ทำกิจกรรมกับแฟนบอลน้อยลง ย้อนกลับไปดูช่วงปี 2009-2011 ทุกสโมสรพยายามเรียกร้องหาแฟนบอล จัดกิจกรรมกับกองเชียร์อยู่ตลอด ทั้งก่อนแข่ง หลังแข่ง หรือแม้แต่วันที่ไม่มีแข่ง แต่พอการแข่งขันมันสูงขึ้น ทุกสโมสรก็เลยไปมุ่งเน้นเรื่องฟุตบอล มากเป็นอันดับ 1 จนลืมทำกิจกรรมร่วมกับแฟนบอล”

“ทั้งที่ความจริง กองเชียร์ที่ดูฟุตบอลจริงๆ เขาไม่ได้สนใจ เรื่องผลการแข่งขันเป็นอันดับแรกหรอก เขาสนใจว่า สโมสรจะ Treat (ปฏิบัติ) เขายังไง เข้ามาทำทีมด้วยความจริงใจหรือเปล่า ผลการแข่งขันเป็นแค่เรื่องรอง แต่คนทำฟุตบอล กลับมุ่งแต่เน้นเรื่องในสนามมากไป จนลืมเรื่องนอกสนาม”
อ.โจ้ แฟนบอลสิงห์เจ้าท่า ทิ้งท้ายแง่คิดผ่าน Main Stand


“นอกเหนือจากการลดราคาค่าตั๋วแล้ว ชลบุรี จะทำปัจจัยอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อดึงแฟนบอลเก่าๆ หรือแฟนบอลหน้าใหม่ ให้กลับเข้าสนามเราอีกครั้ง เรียกว่าเราจะทำทุกวิถีทาง และเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาแฟนบอลเอง” จีรศักดิ์ โจมทอง ตัวแทน ชลบุรี เอฟซี กล่าวเริ่ม

 

“เพราะฟุตบอลอาชีพ ถ้าไม่มีแฟนบอลหนุนหลัง ก็ไม่มีทางที่สโมสรนั้นๆ จะประสบความสำเร็จได้”

ขอขอบคุณภาพจาก
สโมสรชลบุรี เอฟซี
สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 
สโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
สโมสรสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง