On The Main Stand

กล้ำกลืนฝืนทน? : ไขความจริงเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2002 … จากนั้นรักกันไหม?




เกาหลีใต้และญี่ปุ่นถือเป็นคู่แข่งในหลายๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ถือเป็นอริเบอร์หนึ่งของทวีปเอเชีย แต่ถ้าย้อนไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว ทั้ง 2 ประเทศเคยจับมือกันเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้กับประชาคมโลกไม่น้อย

 

อะไรเป็นสาเหตุให้คู่กัดในโลกลูกหนังเอเชียเป็นเพื่อนร่วมงานเฉพาะกิจกันได้? และหลังจากจบฟุตบอลโลก 2002 แล้ว ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ชาติเป็นอย่างไร? Main Stand ไปหาคำตอบมาให้แล้ว

 

อริทางการเมืองโหมไฟในเกมลูกหนัง

ญี่ปุ่นรุกรานและปกครองเกาหลีถึง 35 ปี ระหว่างปี 1910-1945 จนทำให้เกิดความเกลียดชังกันของคนทั้ง 2 ชาติ ดังนั้นกีฬาจึงเป็นสัญลักษณ์ในการช่วงชิงชัยชนะของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี และกีฬาที่มีบทบาทต่อสายตาชาวโลกมากที่สุด หนีไม่พ้น “ฟุตบอล”

 

เกมฟุตบอลระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการฟาดแข้งกันในศึกฟุตบอลโลก 1954 รอบคัดเลือก ซึ่งเตะกันหลังจากที่เกาหลีใต้ปลดแอกจากการปกครองของญี่ปุ่น 9 ปี (ตอนนั้นเกาหลีแยกออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ตั้งแต่ปี 1948)

 

รอบคัดเลือกครั้งนั้นจะต้องเตะแบบเหย้า แต่ซิง มัน รฮี ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ไม่ยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามาเตะในประเทศตัวเอง การแข่งขันทั้ง 2 เลก จึงจัดที่กรุงโตเกียว แมตช์แรก เกาหลีใต้ถล่ม 5-1 และมาเสมอ 2-2 ในเกมหลัง ส่งผลให้ชาติที่เคยถูกกดขี่ คว้าตั๋วไปฟุตบอลโลก1954 ที่สวิตเซอร์แลนด์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

ญี่ปุ่นต้องรอถึง 44 ปี กว่าจะได้สัมผัสฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ในปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเกาหลีใต้ไปแข่งขันเป็นครั้งที่ 5 แล้ว

 

ยุคแรกๆ ของการปะทะกัน ทีมโสมขาวเชือดทีมปลาดิบเป็นว่าเล่น ช่วงระหว่างปี 1975-1978 เจอกันถึง 11 ครั้ง ญี่ปุ่นไม่สามารถเอาชนะได้เลย เกาหลีใต้ชนะถึง 8 และเสมอ 3 นัด

 

การเจอกันในสนามฟุตบอลและสนามกีฬาของ 2 ประเทศนี้ เป็นศึกศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครยอมใคร เต็มไปด้วยความดุเดือด แต่ก็เริ่มคลายความเข้มข้นลงมาบ้างในช่วงหลัง

 

สถิติการเจอกันของทั้ง 2 ชาติ ในเกมอย่างเป็นทางการและเกมอุ่นเครื่องจนถึงทุกวันนี้ เกาหลีใต้ยังเหนือกว่ามาก หวดกันมาแล้ว 78 ครั้ง เกาหลีใต้ชนะ 41 ครั้ง ญี่ปุ่นชนะได้เพียง 14 ครั้ง เสมอกัน 23 ครั้ง

 

“แข้งส่งออก” ปัจจัยวัดความสำเร็จ

Picture : FIFA.com

การจะพัฒนาฟุตบอลในประเทศได้ ปัจจัยสำคัญคือการให้นักเตะได้เล่นในลีกแข็ง กับทีมดีๆ ที่มีนักเตะระดับโลกรวมตัวกันมากๆ

 

เกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีนักเตะที่ออกไปค้าแข้งในยุโรปคนแรกในข่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ปี 1977 ยาสุฮิโกะ โอคุเดระ มิดฟิลด์จากแดนอาทิตย์อุทัยข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่นให้กับโคโลญจน์ ในบุนเดสลีก้า เยอรมนี หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ชา บอม กุน กองหน้าโสมขาวก็ไปล่าตาข่ายกับดาร์มสตัดท์ ในบุนเดสลีก้าเช่นกัน

 

ชา บอม กุน ถือเป็นนักฟุตบอลเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในบุนเดสลีก้า คว้าแชมป์ยูฟ่าคัพได้ 2 สมัย กับแฟร้งเฟิร์ต 1 สมัย(1979-1980) กับเลเวอร์คูเซ่น 1 สมัย (1987-1988) รวมทั้งเดเอฟเบ โพคาล อีกสมัย (1980-1981)

 

ส่วนโอคุเดระเล่นให้ทั้งโคโลญจน์, แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และแวร์เดอร์ เบรเมน รวมระยะเวลาในเยอรมนี 10 ปี ได้แชมป์บุนเดสลีก้าและเดเอฟเบ โพตาลอย่างละสมัย ถูกยกย่องให้เป็นนักเตะระดับตำนานของบุนเดสลีก้า ก่อนจะกลับมาค้าแข้งในเจลีก บ้านเกิด ในช่วงเริ่มต้นเป็นลีกอาชีพ

 

ทั้งคู่เป็นเหมือนผู้เปิดทางให้รุ่นน้องเดินตามรอยไปค้าแข้งในยุโรปและลีกต่างๆ ของโลกจนนับไม่ถ้วน

 

ญี่ปุ่นมี “คิงคาซู” คาซึโยชิ มิอุระ กองหน้าที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลแดนอาทิตย์อุทัย เขาพเนจรไปทั้งในอเมริกาใต้ ยุโรปและเอเชีย จนปัจจุบันอายุทะลุหลัก 50 ปีแล้ว แต่เขายังคงค้าแข้งอยู่ในบ้านเกิด

 

ฮิเดโตชิ นากาตะ เพลย์เมกเกอร์ที่โด่งดังสุดขีดกับโรม่า เป็นแชมป์กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี ฤดูกาล 2000-2001 จุนอิจิ อินาโมโตะ ไปเล่นให้อาร์เซน่อล ซึ่งเป็นนักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่ไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ  ในฤดูกาล 2001-2002 ซึ่งถูกมองว่าเป็นแข้งที่อาร์เซน่อลดึงมาเพื่อเปิดตลาดเพิ่มฐานแฟนบอลในเอเชีย แต่หลังจากโบกมือลาทีมปืนใหญ่ อินาโมโตะก็ยังรักษามาตรฐานเอาไว้และค้าแข้งในยุโรปกับอีกหลายทีม

 

ในยุค 1980-2000 แข้งส่งออกเกาหลีใต้อาจจะไม่มีจำนวนมากเท่ากับญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นมีทั้งปาร์ก จี ซอง แข้งโสมขาวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษ คว้าทุกแชมป์ที่มีในแดนผู้ดี อี ยอง เปียว แบ็กจอมอึดที่เล่นทั้งในเนเธอร์แลนด์, อังกฤษ และเยอรมนี 

 

แย่งซีนตราตึงโลกด้วยเทคโนโลยีและเงิน

ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ญี่ปุ่นนำเสนอ “สนามเสมือนจริง” เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลในสนาม โดยจะถ่ายทอดสดการแข่งขันจากสนามแข่งขันจริง ไปยังพื้นที่อื่นให้แฟนบอลที่ไม่ได้เข้าสนามได้รับชมกันแบบสดๆ ผ่านทางจอยักษ์ขนาด 100x250 ฟุตจำนวน 3 จอ แยกออกไปแต่ละด้าน เปรียบเสมือนกับโรงภาพยนตร์ 3 มิติ จุนจิ โอกุระ เลขาธิการสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นยืนยันในการเสนอตัวเมื่อปี 1994 ว่าเทคโนโลยีนี้จะใช้เวลาพัฒนาและเตรียมพร้อมเพียง 5 ปี และถ้าญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจะสามารถเพิ่มยอดแฟนบอลเข้าชมในสนามได้เป็น 4 ล้านคน มากกว่าที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 1994 ที่จำนวน 3.58 ล้านคน

 

ส่วนชุง มง จุน รองประธานฟีฟ่าชาวเกาหลีใต้ บอกว่า เกาหลีใต้ก็มีศักยภาพในการทำอย่างที่จะทำอย่างที่ญี่ปุ่นเสนอไว้ได้เช่นกัน

ญี่ปุ่นไม่หยุดแค่นั้น ยังมีการไปตั้งอินเตอร์เน็ต เซิร์ฟเวอร์ในทุกทวีปทั่วโลก เพื่อให้แฟนบอลได้เข้าไปชมเว็บไซต์ของการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนประสบการณ์จากที่เคยติดตามชมเกมแข่งขันและข่าวสารผ่านทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หรือสื่อด้านต่างๆ มาเป็นติดตามผ่านโลกอินเตอร์เน็ตได้ด้วย

 

ซอง ยอง ชิก เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลเกาหลีใต้ เสนอนโยบายว่า ถ้าได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจะมอบกำไรจากการจัดการแข่งขันให้กับฟีฟ่าเพื่อนำไปพัฒนาฟุตบอลให้ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างภาคภูมิ และคำนวณว่ารายได้ที่ฟีฟ่าจะได้รับอยู่ที่ 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

เมื่อการพยายามรักษาเกียรติภูมิของชาติตัวเอง ทำให้มีข้อเสนอที่อลังการดึงดูดใจฟีฟ่าขนาดนี้ การจะเลือกเพียงชาติเดียวเป็นเจ้าภาพ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องเสียของ

 

เมื่อศัตรูต้องมาจับมือร่วมงานใหญ่

ปี 1996 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 72 ปีที่ฟุตบอลโลกจะมาฟาดแข้งในทวีปเอเชีย และเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม

 

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ คือ ทำไมเพื่อนบ้านคู่ปรับถึงมาจับมือร่วมงานกันได้?

 

การตัดสินใจให้ทั้ง 2 ชาติเป็นเจ้าภาพร่วม ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะเจา ฮาเวลานจ์ ประธานฟีฟ่าชาวบราซิล ได้เคยยืนยันไ้ว้ว่า ฟุตบอลโลกจะไม่มีทางมีเจ้าภาพร่วมแน่นอน ถ้าเขายังเป็นประธานฟีฟ่าอยู่

 

ญี่ปุ่นทุ่มเงินถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และไม่ยอมประนีประนอมจนถึงวินาทีสุดท้าย เพราะอยากจะเป็นเจ้าภาพแค่ประเทศเดียว ขณะที่เกาหลีใต้ต้องการเป็นเจ้าภาพแบบเดี่ยวๆ เช่นกัน แต่ก็ยอมที่จะเป็นเจ้าภาพร่วมได้ ถ้าฟีฟ่าเห็นว่าเป็นทางที่ควรจะเลือก

 

ท้ายที่สุด เลนนาร์ท โยฮันส์สัน รองประธานฟีฟ่าชาวสวีดิช ประกาศว่า ฟุตบอลโลกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศอย่างมหาศาล และทั้ง 2 ประเทศแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีศักยภาพมากพอที่จะจัดการแข่งขันได้ ซึ่งฟีฟ่าเองไม่ต้องการเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

การเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

หลังการประกาศว่าฟุตบอลโลก 2002 จะแข่งขันที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เหมือนกับว่าเกาหลีใต้จะแฮปปี้กับความสำเร็จครั้งนี้มากกว่า โดยประธานาธิบดีคิม ยอง ซัม ของเกาหลีใต้ กล่าวว่า “การเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2002 ระหว่างทั้ง 2 เป็นโอกาสที่ดี ในการสานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น”

 

เจ้าภาพร่วมที่ฟาดฟันกันเอง

การเป็นเจ้าภาพร่วมไม่ได้ทำให้ทั้ง 2 ประเทศรักกันอย่างที่คิด เพราะมีการถกเถียงกันว่า ใครจะจัดนัดเปิดสนาม และนัดชิงชนะเลิศจะแข่งในประเทศไหน เมืองที่แข่งขันจะแบ่งกันอย่างไร แม้กระทั่งชื่อการแข่งขันควรจะเป็น ฟุตบอลโลก 2002 ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ หรือ เกาหลีใต้-ญี่ปุ่นกันแน่ การแย่งซีนและความขัดแย้งมีให้เห็นบ่อยครั้งในการเตรียมการ 2 ปีสุดท้าย

 

ญี่ปุ่นมีสปอนเซอร์ใหญ่ๆ มากมาย อาทิ แคนอน(Canon) และฟูจิฟิล์ม(Fujifilm) 2 บริษัทกล้องยักษ์ใหญ่ รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมงบประมาณ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการปรับปรุงและสร้างสนามแข่งขันทั้งหมด และฟุตบอลเจลีกในตอนนั้นก็ติดลมบนไปแล้วด้วย

 

ขณะที่เกาหลีใต้มาช้า แต่ไม่น้อยหน้า ปี 2001 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการเตรียมการ โสมขาวใช้เงิน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการเตรียมพร้อมสนาม และใช้เครดิตที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 4 ครั้ง เป็นข้อได้เปรียบ เนื่องจากญี่ปุ่นยังไม่เคยได้ลงเล่นมาก่อนเลย

 

ญี่ปุ่นให้เปเล่ ตำนานดาวยิงทีมชาติบราซิล และเซอร์บ๊อบบี้ ร็อบสัน จอมทัพทีมชาติอังกฤษ เป็นโฆษก ส่วนเกาหลีใต้ใช้บริการของดิเอโก้ มาราโดน่า พระเจ้าของลูกหนังอาร์เจนไตน์มาต่อกร

 

ทั้ง 2 ชาติยืนยันถึงความอลังการของสนาม แฟนบอลที่เข้าชมจะเต็มความจุ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเอื้อต่อความสำเร็จของฟุตบอลโลก รวมทั้งได้การรับการสนับสนุนที่ดีของรัฐบาลแต่ละประเทศ มีงบประมาณอีกมากมายที่พร้อมจะทุ่ม เพื่อจัดการแข่งขันให้ออกมายิ่งใหญ่ที่สุด

 

ฟุตบอลโลกไม่ช่วยเรื่องความสัมพันธ์

 

งานวิจัยเรื่อง “The Impact of World Cup 2002 on the Bilateral Relationship Between South Korea and Japan” หรือ “ผลจากฟุตบอลโลก 2002 กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น” ที่ตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2012 เป็นการถามความเห็นของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ หลังจากจบการแข่งขันไปแล้ว 8 ปี

ชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งมองว่า ญี่ปุ่นขโมยการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกแบบเดี่ยวของพวกเขาไป ส่วนชาวญี่ปุ่นมองว่าฟีฟ่าไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพได้ถ้าจัดเพียงชาติเดียว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด

 

ผู้หญิงเกาหลีใต้จากเมืองอุลซานกล่าวว่า ไม่ได้เห็นด้วยกับการเป็นเจ้าภาพร่วมมาตั้งแต่แรก เพราะเกาหลีใต้มีแผนที่จะจัดแข่งขันด้วยตัวเองอยู่แล้ว การจัดร่วมกันกับญี่ปุ่น เหมือนฟีฟ่าตัดสินแล้วว่า เกาหลีใต้ไม่มีศักยภาพมากพอในการจัดการแข่งขันด้วยตัวเอง

 

ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าการร่วมกันจัดงานใหญ่อย่างฟุตบอลโลกจะเป็นการช่วยฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นบอบบางมาก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสัมพันธ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมายืนยันถึงการแก้ไขความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะถึงแม้ไม่มีฟุตบอลโลก ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ชาติก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากไปกว่าเดิม

 

ในงานวิจัยมีการสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่า การผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศของเกาหลีใต้เป็นเรื่องน่าจดจำที่สุด และไม่ได้สนใจเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์ญี่ปุ่นเท่าผลงานของเกาหลีใต้ รวมทั้งมองว่าฟุตบอลโลกเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทำให้เกาหลีใต้สร้างความภาคภูมิใจให้ทั่วโลกได้เห็น

 

เกาหลีใต้นำความสำเร็จให้ญี่ปุ่นและเอเชีย

ฟุตบอลโลก 2002 ถึงแม้จะมีเจ้าภาพ 2 ชาติ แต่ความสำเร็จในปีนั้นเหมือนจะเทไปฝั่งเกาหลีใต้มากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความภูมิใจและมีส่วนร่วมของประชาชน จากผลงานในสนาม

 

หญิงวัย 30 ปี จากเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์ในการสำรวจว่า ไม่ได้ให้ความสนใจกับฟุตบอลโลกตั้งแต่แรก แต่หลังจากที่เกาหลีใต้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีม ก็ไม่สามารถนั่งนิ่งเฉยอยู่ได้ และได้เข้าไปร่วมสนุกกับกองเชียร์จำนวนมาก ซึ่งความคึกครื้นกระจายไปทั่วประเทศ ถึงขั้นพูดได้ว่าชาวเกาหลีใต้เกือบทุกคนมีส่วนร่วมกับการเชียร์ฟุตบอลในช่วงนั้น

 

ส่วนหญิงเกาหลีใต้วัย 57 ปี กล่าวว่า เกาหลีใต้ตามหลังญี่ปุ่นในด้านอื่นๆ อยู่ก็จริง แต่ฟุตบอลโลกทำให้เห็นว่าประเทศของเธอขยับเข้าใกล้ญี่ปุ่นมากๆ

 

ทางด้านชาวญี่ปุ่นเองก็ยอมรับว่า เกาหลีใต้ทำผลงานได้ดี ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ ขณะที่ญี่ปุ่นปิดฉากแค่รอบ 16 ทีม

 

หญิงวัย 34 ปี จากเกียวโต กล่าวว่า สิ่งที่จำได้ดีคือฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้เอาชนะญี่ปุ่นได้อยู่บ่อยครั้ง ทำให้สงสัยว่าทำไมเป็นชาวเอเชียด้วยกัน รูปร่างก็ไม่ต่างกัน แต่ญี่ปุ่นเอาชนะเกาหลีใต้ไม่ค่อยได้

 

นอกจากนั้นชาวญี่ปุ่นก็ให้กำลังใจเกาหลีใต้ในการแข่งขันรอบลึกๆ เพราะมีความรู้สึกภูมิใจที่ชาวเอเชียด้วยกันเอาชนะทีมระดับโลกได้

 

งานวิจัยนี้สรุปว่า ฟุตบอลโลก 2002 มีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตตลักษณ์ของความเป็นเอเชียให้ชาวญี่ปุ่นและชาวเอเชียหลายประเทศ ชาวญี่ปุ่นมองว่าความสำเร็จของเกาหลีใต้เป็นความสำเร็จของชาวเอเชียทั้งหมด และแสดงให้เห็นว่าชาติจากเอเชียก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

 

แม้ลึกๆ...พวกเขาไม่ได้รู้สึกชอบหน้ากันเท่าไหร่ก็ตาม!

 

แหล่งที่มา


http://www.bbc.co.uk/blogs/jonathanstevenson/2010/06/the_story_of_the_2002_world_cu.html
https://www.theguardian.com/observer/worldcup2002/0,11031,576680,00.html
https://www.tvtechnology.com/miscellaneous/the-2002-world-cupscrutiny_sto4758133/story.shtml
https://www.eurosport.com/football/south-korea-results-from-2002-world-cup-now-under-
https://csis-prod.s3.amazonaws.com/s3fs-public/legacy_files/files/media/csis/pubs/0202qjapan_korea.pdf
https://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/world-cup-2002-its-a-game-of-two-countries-brian-1335031.html
https://www.researchgate.net/publication/263327804_The_%27Benefits%27_of_Hosting_Japanese_Experiences_from_the_2002_Football_World_Cup
https://www.joe.co.uk/sport/why-japan-and-south-korea-2002-was-the-greatest-world-cup-182976
http://articles.latimes.com/1996-06-01/sports/sp-10647_1_south-korea
https://www.researchgate.net/publication/266386363_The_Impact_of_World_Cup_2002_on_the_Bilateral_Relationship_Between_South_Korea_and_Japan
http://cc.csis.org/2002/07/world-cup-sports-diplomacy/


 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง