On The Main Stand

ก่อนฟุตบอลรุ่งเรือง? : ขุดกีฬาเบอร์ 1 แห่งชาติไอซ์แลนด์ตัวจริง ที่เคยยิ่งใหญ่บนเวทีโลก




ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมฟุตบอลทีมชาติไอซ์แลนด์ กำลังสร้างปรากฎการณ์ในวงการลูกหนังโลก จากการผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลยูโร 2016 พร้อมสร้างผลงานช็อกโลก เขี่ยอังกฤษตกรอบ 16 ทีม รวมถึงผลงานในฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่กำลังแข่งขันในขณะนี้

 

แต่หากย้อนกลับไปในทศวรรษก่อน เรื่องราวดังกล่าวก็เคยได้รับการกล่าวถึงเช่นกัน แต่เป็นกับกีฬาแฮนด์บอล เมื่อพวกเขาสามารถคว้าเหรียญเงินในมหกรรมปีฬาโอลิมปิกปี 2008 อย่างพลิกความคาดหมาย จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กีฬาชนิดนี้คือเบอร์ 1 ในยุคนั้น

 

แฮนด์บอลก้าวสู่การเป็นกีฬาอันดับ 1 ของดินแดนอันเย็นยะเยือกที่มีประชากรเพียงหลักแสนได้อย่างไร? Main Stand พาไปค้นหาความจริง

 

จุดเริ่มต้นจากเพื่อนบ้าน

แฮนด์บอลนั้นถือเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมของชาวยุโรปตอนเหนือ และแน่นอนว่า ไอซ์แลนด์ ก็เป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มนั้น กีฬาดังกล่าวเข้าสู่ประเทศครั้งแรกในช่วงยุค 1920  หลังการมาถึงของฟุตบอลในดินแดนแห่งนี้ไม่นานนัก เมื่อกลุ่มนักเรียนครูพละที่ไปศึกษาในประเทศเดนมาร์กเดินทางกลับสู่บ้านเกิด และเริ่มสอนกีฬานี้ในโรงเรียนท้องถิ่น ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ชาวไอซ์แลนด์ก็มองเห็นถึงศักยภาพของกีฬาชนิดดังกล่าวว่าเป็นวิถีทางที่จะทำให้พวกเขาได้มีกิจกรรมทำในช่วงฤดูหนาวอันเย็นยะเยือกจนไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้ เนื่องจากกีฬานี้ใช้พื้นที่ในการเล่นน้อยกว่า สามารถเล่นในโรงยิมได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น แม้แฮนด์บอลจะมีหลายจุดสำคัญที่แตกต่างจากฟุตบอล เช่น ใช้ได้แต่เพียงมือเท่านั้น (นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า แฮนด์บอล), ส่งผู้เล่นลงสนามได้ฝั่งละ 7 คน, ถือบอลเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 3 ก้าว และครองบอลได้ไม่เกิน 3 วินาที รวมถึงห้ามล้ำเข้ากรอบ 6 หลาจากหน้าปากประตู เมื่อถึงจุดนั้นผู้เล่นจะทำได้เพียงไม่ส่งก็ยิงประตูเท่านั้น แต่ลักษณะการเล่นอื่นๆ ก็มีความคล้ายคลึงกับฟุตบอลไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวไอซ์แลนด์นิยมเล่นฟุตบอลในฤดูร้อน และแฮนด์บอลในฤดูหนาว

 

และด้วยความที่กีฬาทั้งสองชนิดมีความคล้ายคลึงนี้เอง จึงไม่แปลกหากนักกีฬาคนหนึ่งจะเคยเล่นกีฬาทั้งสองชนิดนี้ในสมัยเด็ก ก่อนจะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ชัดเจนในเวลาต่อมา หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ณ ปัจจุบันคงหนีไม่พ้นพี่น้องตระกูล กุนนาร์สสัน เพราะ อาร์นอร์ ผู้เป็นพี่ชายนั้นคือนักกีฬาแฮนด์บอลทีมชาติ ขณะที่ อารอน น้องชาย คือ กัปตันฟุตบอลทีมชาติ ซึ่งทั้งคู่เล่นกีฬาทั้งสองชนิดในวัยเด็ก ก่อนตัดสินใจเดินแยกทางบนเส้นทางสายกีฬาตอนอายุ 15 ปี ซึ่งทั้งคู่เองก็ยอมรับว่า ทักษะกีฬาของทั้งสองชนิดมีความคล้ายกันไม่น้อย จนสามารถนำมาปรับใช้กับอีกชนิดกีฬาได้อย่างลงตัว

 

ยุคทองแฮนด์บอลไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์มีการจัดการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1940 ก่อนที่จะมีการก่อตั้งสมาคมแฮนด์บอลไอซ์แลนด์ขึ้นที่กรุงเรคยาวิก เมืองหลวงเมื่อปี 1957 เพื่อทำหน้าที่รับรองการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศอย่างเป็นทางการ และค้นหานักกีฬาสู่ทีมชาติ

 

ทว่าจุดเปลี่ยนสู่ยุครุ่งเรืองของวงการแฮนด์บอลไอซ์แลนด์เริมต้นในยุค 1970-1980 เมื่อเริ่มมีการจ้างโค้ชชาวต่างชาติมาฝึกสอนนักกีฬาของประเทศ รวมถึงปรับสไตล์การเล่นมาเน้นเกมรับที่เหนียวแน่น และโจมตีสายฟ้าแล่บเพื่อทำประตู สัญญาณแห่งการเติบโตเริ่มขึ้นเมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์กลุ่มบี ในศึกแฮนด์บอลชิงแชมป์โลกเมื่อปี 1989 และได้สิทธิ์ไปแข่งขันแฮนด์บอลชิงแชมป์โลกในปีถัดมา แม้ไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นัก แต่ก็ถือเป็นการจุดประกายสำคัญว่าพวกเขาก็สามารถสร้างชื่อในเวทีระดับโลกได้ โรงยิมและสนามแข่งขันกีฬาแฮนด์บอลจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ ต่อยอดสู่การพัฒนานักกีฬา สร้างทีมจนไอซ์แลนด์คว้าอันดับ 4 โอลิมปิกที่เมืองบาร์เซโลน่าปี 1992 และได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพศึกแฮนด์บอลชิงแชมป์โลกเมื่อปี 1995

 

ทว่าช่วงเวลาสุดยอดของทีมแฮนด์บอลไอซ์แลนด์เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 2000 เป็นต้นมา เริ่มตั้งแต่การคว้าอันดับ 4 ศึกชิงแชมป์ยุโรปเมือปี 2002 ก่อนจะสร้างผลงานช็อกโลก คว้าเหรียญเงินโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งปี 2008 และคว้าอันดับ 3 ศึกชิงแชมป์ยุโรปปี 2010

 

สู่ขาลงของแฮนด์บอล และการเข้ามาของฟุตบอล

แม้ความสำเร็จในเวทีโลกจะทำให้ไอซ์แลนด์สามารถส่งออกนักกีฬาแฮนด์บอลฝีมือดีออกไปเล่นในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยุคทองของพวกเขากลับมีช่วงระยะเวลาเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 2010 ผลงานของทีมชาติก็เริ่มถดถอยลงตามลำดับ โดยหลังจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2012 ที่กรุงลอนดอน ซึ่งไอซ์แลนด์คว้าอันดับ 5 รวมถึงการคว้าอันดับ 5 ในศึกชิงแชมป์ยุโรปปี 2014 พวกเขาก็ไม่เคยไปไกลกว่ารอบสองในการแข่งขันระดับนานาชาติอีกเลย มิหนำซ้ำยังไม่ผ่านรอบคัดเลือกไปแข่งโอลิมปิกปี 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร อีกด้วย

 

ขณะเดียวกัน สมาคมฟุตบอลไอซ์แลนด์ก็เริ่มโปรเจ็คท์พัฒนาวงการลูกหนังของตัวเองอย่างเงียบๆ ในขณะที่แฮนด์บอลเป็นกีฬาอันดับ 1 ของประเทศในยุค 1990-2000 ด้วยการสร้าง ฟุตบอลเฮาส์ สนามฟุตบอลในร่มสาธารณะขนาดมาตรฐาน ทำให้การเล่นฟุตบอลไม่ถูกจำกัดแค่เพียงช่วงฤดูร้อนอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังได้สร้างโค้ชที่มีใบรับรองฝีมือจากทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2016 ระบุว่า พวกเขามีโค้ชที่ได้โปรไลเซนส์ 13 คน เอไลเซนส์มากกว่า 180 คน และอีกเกือบ 600 คนที่ได้บีไลเซนส์ เมื่อเทียบจากประชากรของประเทศที่มีเพียงราว 340,000 คน เท่ากับว่าจะมีโค้ชที่ได้ไลเซนส์ 1 คน ในประชากรเพียง 500 คนเท่านั้น

 

และเมื่อเทียบจำนวนนักกีฬาที่ขึ้นทะเบียนกับทางสมาคมกีฬาในปี 2014 ก็พบว่าจำนวนนักฟุตบอลมีมากกว่าที่ 22,638 คน ซึ่งมากที่สุดของประเทศอีกด้วย ขณะที่นักกีฬาแฮนด์บอลที่ขึ้นทะเบียนมีเพียง 8,221 คน น้อยกว่ากีฬาอย่างกอล์ฟ, ยิมนาสติก และขี่ม้าเสียด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานของทีมฟุตบอลทีมชาติไอซ์แลนด์ นับวันยิ่งจะมีผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลยูโร 2016 รอบสุดท้าย และเข้ารอบ 8 ทีม รวมถึงผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ที่กำลังสร้างผลงานประทับใจแฟนบอลทั่วโลกในขณะนี้

 

ดูจากตัวเลขสถิติที่ระบุเช่นนี้ คงไม่แปลกอะไรหากจะพูดว่า แม้แฮนด์บอลจะเคยเป็นกีฬาอันดับ 1 ของประเทศ แต่นั่นเป็นเพียงเรียงราวในอดีต เพราะฟุตบอลต่างหาก คือกีฬาอันดับ 1 ของไอซ์แลนด์ของยุคนี้อย่างแท้จริง

 

 

แหล่งที่มา

Halldorsson, Vidar. Sport in Iceland: How small nations achieve international success. 1st ed. Oxford : Routledge. 2017.

http://www.lh-inc.ca/11-icelandic-paper/511-the-immense-icelandic-passion-for-handball

http://olympics.time.com/2012/07/30/the-most-important-team-at-the-olympics-why-its-icelandic-handball/

http://icelandreview.com/news/2008/08/25/no-gold-iceland-silver-great-achievement

http://www.eurohandball.com/article/026260/The+Gunnarsson+brothers%3A+A+handball-football+fairytale

http://icelandreview.com/news/2017/09/08/focus-success-icelandic-athletes



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง