On The Main Stand

หน้าเป้านั้นสำคัญอยู่ไหม?  ทำไมกองหน้าหมายเลข 9 ถึงไม่ค่อยเกิดกับไทยลีก



มีกองหน้าตำแหน่งหมายเลข 9 มากมาย ที่ไปไม่รอดกับฟุตบอลไทยลีกยุคนี้ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ หัวหอกประเภทนี้ ลดความสำคัญลงไป… แล้วหน้าเป้าพันธุ์แท้ ยังจำเป็นต่อไทยลีกอยู่ไหม? ติดตามได้จากบทวิเคราะห์นี้


 

ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ ฟุตบอล ยังคงเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ และได้รับนิยมมากสุดจากทั่วโลก ส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะ “ฟุตบอล” ไม่ใช่กีฬาที่จะสามารถหาสูตร และสมการตายตัว ในการจัดการผู้เล่น 11 คนในสนาม

 

ในยุคสมัยหนึ่ง กองหน้าตัวเป้า มีบทบาทมากต่อทีมฟุตบอล ในฐานะตัวผลิตสกอร์ กระทั่งวันเวลาได้หมุนให้โลกลูกหนังเปลี่ยนไป มาถึงยุคที่ ความสำคัญของกองหน้าหมายเลข 9 ลดลงไป จนถึงขนาดที่ บางสโมสรหรือบางทีมชาติ ประสบความสำเร็จได้ โดยใช้ระบบที่ไม่มี ศูนย์หน้า เลยด้วยซ้ำ

ยิ่งเมื่อมองไปที่ ดาวยิงระดับโลกในยุคนี้ ทั้ง ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, อองตวน กรีซมันน์, เนย์มาร์ ล้วนไม่ใช่ กองหน้าหมายเลข 9 แม้แต่คนเดียว แต่ในทางกลับกัน พวกเขาเหล่านี้สามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ

 

เมื่อมองกลับมายัง ไทยลีก  ในอดีต เราเคยมีศูนย์หน้าตำแหน่งหมายเลข 9 อย่าง  ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, รณชัย สยมชัย, เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, ศรายุทธ ชัยคำดี, วรวุธ ศรีมะฆะ, มานิตย์ น้อยเวช, พิพัฒน์ ต้นกันยา, ฯ ที่เคยสร้างชื่อ และเป็นตังชี้เป็นตายให้กับสโมสร มาตั้งแต่ช่วงยุคต้นจนถึงยุคกลางของลีกอาชีพไทย ในตำแหน่งดังกล่าว

 

จนเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านยุคสมัย เพชฌฆาตหมายเลข 9 เริ่มมีบทบาทในการผลิตสกอร์ลดลง ดังจะเห็นได้จากทำเนียบดาวซัลโวในหลายปีหลัง นักเตะอย่าง คาร์เมโล กอนซาเลซ, ดิโอโก หลุยส์ ซานโตส, เฮแบร์ตี้ แฟร์นันเดส, ธีรศิลป์ แดงดา ต่างขึ้นมาเถลิงบัลลังก์ผู้ทำประตูมากสุดในไทยลีก ทั้งที่ไม่ได้เล่นในตำแหน่ง กองหน้าตัวเป้า ซึ่งอาจจะรวมถึง ดราแกน บอสโควิช ปีกซ้ายทรู แบงค็อกฯ ที่ถูกจับมายืนเป็น กองหน้าตัวกลาง ในฤดูกาลล่าสุดด้วยก็ได้

 

ซ้ำร้าย บรรดาศูนย์หน้าสไตล์หมายเลข 9 ทั้งไทยและเทศ จำนวนมากมาย ก็ดูเหมือนจะไปไม่รอดกับ ฟุตบอลไทยลีก ในยุค 4.0… Main Stand จะพาไปย้อนดูเส้นทางการเกิดขึ้นและดิ่งลงของ ตำแหน่งหมายเลข 9 ในไทยลีก จากปากผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ กองหน้าประเภทนี้ กำลังถูกวันเวลากลืนหายไป


หมายเลข 9 คืออะไร

...หากจะให้หานิยามคำว่า “ผู้เล่นหมายเลข 9”  เราคงจินตนาการภาพไปถึง นักเตะสไตล์ โรนัลโด (บราซิล), กาเบรียล บาติสตูต้า, โรเมลู ลูคาคู, อลัน เชียร์เรอร์, รุด ฟาน นิสเตอรอย, ราดาเมล ฟัลเกา, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ฯ ที่เป็นผู้เล่นประเภท ศูนย์หน้าตัวจบสกอร์ ทำหน้าที่ ยิงประตูใส่คู่แข่ง อยู่ตรงกลางระหว่าง ปีกสองฝั่ง

 

แต่จุดกำเนิดที่แท้จริงของ ดาวเตะหมายเลข 9 ต้องย้อนกลับไป ในช่วงราวปี ค.ศ. 1923-1928 ที่มีหลักฐานระบุว่ามีการให้ 11 ผู้เล่นในสนาม ใช้หมายเลข 1-11 ในการจำแยก ผู้เล่นคนต่างๆ ตามตำแหน่ง

เช่น ผู้รักษาประตูใส่หมายเลข 1 แบ็กขวา-ซ้ายใส่เบอร์ 2-3 ผู้เล่นตำแหน่งฮาล์ฟจะใส่เบอร์ 4-5-6 มิดฟิลด์ตัวรุกขวาซ้าย จะใส่เบอร์ 8 และ 10 กองหน้าตัวริมเส้นใส่หมายเลข 7 กับ 11 โดยที่ตำแหน่งสุดท้าย กองหน้าตัวกลาง ใส่เบอร์ 9

 

ไม่นานนักหลังจากมีการเริ่มใช้เบอร์เสื้อในฟุตบอลลีกอังกฤษ การใช้หมายเลข ด้านหลังเสื้อ ก็ได้รับความนิยมและแพร่กระจายไปทั่วโลก เนื่องจากทำให้สามารถจดจำนักฟุตบอลได้ง่ายขึ้น จากการสังเกตุเบอร์เสื้อบนแผ่นหลัง รวมถึงยังเข้าใจระบบการเล่นด้วย จากดูหมายเลขเสื้อที่นักเตะสวมใส่

 

จากนั้นก็มีวิวัฒนาการด้านอื่นๆ ตามมาๆ เช่นเรื่องระบบการเล่น ที่มีการปรับแต่งให้สามารถใช้งาน 11 คนในสนามได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ยกตัวอย่าง อังกฤษ นิยมเล่น 4-4-2 โดยให้ หมายเลข 9 กับ 10 เป็นตัวแทนของ กองหน้าคู่ , บราซิล นิยมเล่น 4-2-4 โดยให้ผู้เล่นหมายเลข 7 และ 10 เป็นเบอร์ผู้เล่นตัวรุก ส่วนเบอร์ 9 และ 11 เป็นเลขเสื้อของคู่หัวหอก หรือแม้กระทั่งในยุโรปตะวันออก ที่นิยมเล่นในระบบ 2-3-5 หรือ 3-2-5 ดันนักเตะเบอร์ 7-8-10-11 มีบทบาทเป็นตัวรุกด้านบน แต่ตำแหน่งที่แทบจะเหมือนกัน และไม่แตกต่าง ทุกระบบก็คือ กองหน้าตัวกลาง จะใส่หมายเลข 9

 

ดังนั้น ในยุคที่ไม่มี หมายเลขเสื้อประจำตัว เหมือนอย่างทุกวันนี้ ภาพจำของ เหล่าอดีตสุดยอดกองหน้าระดับโลก ล้วนเป็นนักเตะหมายเลข 9 ไปโดยอัตโนมัติ ตามตำแหน่ง และเบอร์ที่สวมใส่ ยกตัวอย่างเช่น แกร์ด มุลเลอร์, มาร์โก แวน บาร์เท่น, อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ขณะที่เบอร์ 10 ก็ กลายเป็นภาพจำ ของผู้เล่นตำแหน่งหน้าต่ำ หรือกองกลางตัวรุก มากกว่า

 

แม้ต่อมาจะมีการยกเลิกการใช้เบอร์ 1-11 ตามตำแหน่ง แล้วเปลี่ยนมาให้นักฟุตบอล เลือกใช้เบอร์ประจำตัวเป็นหมายเลข 1-99 โดยที่ 11 ตัวจริงไม่จำเป็นต้องใส่เบอร์ล็อก 1-11 เหมือนเดิม


แต่อิทธิพลของเบอร์ 9 ของยังคงมีความหมายต่อ กองหน้าในรุ่นต่อๆมา ที่มักเลือกใช้เบอร์ดังกล่าว เป็นนัยยะว่า นี่แหละ กองหน้าตัวเป้าของทีม

 

แบบเดียวกับในเมืองไทยที่ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานหัวหอกทีมชาติไทย เลือกใส่เบอร์ 9 และก็ถือเป็นต้นแบบของดาวยิงไทย ในยุคต่อจากนั้น ให้อยากสวมหมายเลขนี้

 

โลกฟุตบอลในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีวิวัฒนาการและการพัฒนามากขึ้น ทั้งเรื่องของ  ระบบ แท็คติก จากอดีตที่เคยมีกองหน้าถึง 4 คนในสนาม ปัจจุบัน ตำแหน่งศูนย์หน้า เริ่มค่อยๆถูกลดจำนวนลงไป จนบางครั้ง ก็แทบจะไม่มีศูนย์หน้าประเภทนี้ อยู่ในสนามเลยก็มี

และนั่นก็เป็นสัญญาณว่า กองหน้าแบบเพียวๆ แบบในอดีต กำลังหากินได้ยากลำบากมากขึ้น ด้วยระบบ และวิธีการเล่นที่เปลี่ยนไป ตามยุคสมัยของโลกฟุตบอล... ซึ่งดูเหมือนว่ามันกำลังค่อยๆ คืบคลานมาถึงไทยลีกแล้วด้วย

 


บอลเปลี่ยนยุค

“ถ้าย้อนดูจากอดีตถึงปัจจุบัน จะเห็นว่า ตำแหน่งกองหน้า ถูกลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนฟุตบอลมันเป็นเกมที่แข่งกันว่า ใครจะทำประตูได้เยอะกว่ากัน แต่ละทีมจึงเลือกใส่กองหน้าลงไปมาก สังเกตุได้จากจำนวนสกอร์ที่ชนะ เช่น 6-3, 5-4 อะไรแบบนี้ถือเป็นปกติมากในอดีต”

“แต่ฟุตบอลนั้นไม่ใช่บาสเก็ตบอล ที่จะสามารถยิงแต้มกันได้เรื่อยๆ เมื่อการพัฒนาของโลกฟุตบอลไปถึงจุดหนึ่ง ที่นักเตะ มีพัฒนาการมากขึ้น สามารถครองบอล ต่อบอลได้ มีความรู้ และเรื่องแท็คติกเข้ามา การเล่นฟุตบอล จึงไม่ใช่แค่สาดไปข้างหน้าอย่างเดียว ฟุตบอลจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็น เกมที่สู้กัน เพื่อไม่ให้เสียประตู เพราะอย่าลืมว่า ถ้าจบด้วยสกอร์ 1-0 ก็ได้ 3 แต้มเหมือนกัน”

“การขึ้นนำ 1-0 เนี่ยสำคัญมากนะในยุคนี้ เกม สิ่งที่วางแผนไว้ จะต้องเปลี่ยนเลย มันก็จะเป็นการสู้ด้วยกันเหลี่ยมฟุตบอลว่า ฝ่ายนำจะทำอย่างไร จะรับรอสวน หรือครองบอล ต่อบอลหนี แล้วฝ่ายตามจะทำอย่างไร”

“จะเห็นได้เลยว่า ปัจจุบันชนะกัน 1-0, 2-1 เป็นเรื่องปกติมาก เพราะว่าทุกตำแหน่งในสนาม จะถูกเรียกร้องให้เล่นเกมรับมากขึ้น มีบทบาทมากขึ้น  อย่างกองหน้า ก็เปลี่ยนไปจากมี 4 คน เหลือ 2 คน พอมาเหลือ 1 คน คุณก็จำเป็น ต้องไล่บอลให้เป็น แย่งบอลให้ได้ จะมาเล่นแบบ แกร์ด มุลเลอร์ รอคนป้อนให้ยิงอย่างเดียวไม่ได้แล้วครับ”

 

พลพงศ์ จันทร์อัมพร - หัวหน้ากองบรรณธิการ สำนักข่าว โกล ประเทศไทย พูดถึงวิวัฒนาการของโลกฟุตบอล ที่เปลี่ยนผ่านจาก ยุคสมัยแห่งทำการทำประตู มาสู่ยุคที่เล่นเพื่อไม่เสียประตู ซึ่งเป็นเหตุผลข้อแรก ที่ทำให้ กองหน้าประเภทรอปิดบัญชี ในกรอบเขตโทษอย่างเดียว นั้นไม่เพียงพอต่อระบบทีมเสียแล้ว

 

โดยสูตรยอดนิยมของหลายๆทีมที่ลดกองหน้าลงไป คือการใช้ ศูนย์หน้าเพียงคนเดียว แล้วเพิ่มจำนวน กองกลางมากขึ้น ในการช่วงชิงพื้นที่ตรงสนาม ประกอบกับการที่ทุกตำแหน่ง ต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ผู้เล่นตำแหน่งตัวสร้างสรรค์เกมอย่าง ปีก และ กองกลางตัวรุก ก็ต้องเพิ่มเติมในเรื่องของการทำประตูเข้าไปด้วย แตกต่างจากอดีตที่ผู้เล่นในตำแหน่งเหล่านี้ จะคอยเป็นตัวป้อนให้ศูนย์หน้าหมายเลข 9 ทำประตูมากกว่า
 

นั่นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ของ หัวหอกประเภทนี้ ที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และลงมามีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้น แม้จะสวนทางกับปริมาณคู่ขาในแดนหน้าที่ลดลงไปก็ตาม
 

“เทรนด์ฟุตบอล ในช่วงตั้งแต่ ปลาย 90s - ยุค 2000 เป็นต้นมา เราจะเห็นการแย่งบอล และช่วงชิงจังหวะกันตั้งแต่หน้าประตูของคู่แข่ง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เจอร์เกน คลอปป์ ที่มีการเพรสซิ่งตัดบอล ตั้งแต่แดนหน้าเลย”

 

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ฟุตบอล มันคือเกมแห่งการตั้งโจทย์ และถอดแผน คุณไม่สามารถเล่นด้วยวิธีการเดิมๆ แล้วชนะไปได้ตลอด จะมีการอ่านเกม และหาวิธีการแก้ทางกันอยู่ตลอด กองหน้าจึงจำเป็นต้องมีบทอื่นๆด้วย มากกว่าแค่การยิงประตู เช่น เลี้ยงบอลได้ พักบอลได้ ไล่บอลได้ ไม่อย่างนั้นคุณก็จะถูกจับทางได้ง่าย”  พลพงศ์ กล่าว

 

วิถีของ กองหน้าตัวเป้า กำลังค่อยๆเปลี่ยนไป ไม่เฉพาะแค่ในระดับสากล แต่เมื่อสำรวจดูในบ้านเรา จะพบว่า ศูนย์หน้าประเภทหมายเลข 9 จ๋า เริ่มถูกลดความสำคัญลงไป จากอดีตที่ สโมสรในไทยลีก ต้องฝากความหวังในการทำประตูไว้กับพวกเขาเพียงอย่างเดียว

เรื่องนี้คงถามความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์ตรง ทั้งสมัยเป็นนักเตะและโค้ช อย่าง วรวุธ ศรีมะฆะ - หัวหน้าผู้ฝึกสอน ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และ อดีตดาวซัลโวไทยลีก 2 สมัย ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงลีกสูงสุดแดนสยาม มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก

 

“สมัยก่อน กองหน้าตัวเป้า แทบจะไม่ต้องลงมาล้วงบอลต่ำ หรือส่ายออกข้าง เหมือนอย่างทุกวันนี้เลย หน้าที่หลักๆของเรา คือ ยืนปักหลักอยู่ตรงกลาง หาจังหวะยิงประตูให้ได้”

 

“กองหน้าในยุคผม จะถูกฝึกให้เป็น ผู้เล่นที่ พักบอลได้ แปะคืน ทำชิ่งกับเพื่อนได้ เข้าฮอร์สเป็น ที่สำคัญ ต้องรู้จักขยับหาพื้นที่ในกรอบเขตโทษ พูดง่ายๆก็คือ ถ้ากองกลาง หรือ ปีก เงยหน้ามองมา เราต้องอยู่ในตำแหน่งที่เพื่อนสามารถเปิดบอลมาให้ได้ และต้องจบให้เป็น”

“ยิ่งถ้าทีมไหนมีกองหน้าคู่ เราเล่นสบายเลย เพราะจะมีตัวไล่บอลให้เรา นั้นคือหน้าที่ของกองหน้าหมายเลข 9 ในยุคก่อน”

 

ด้วยเหตุผลข้างต้น ทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดไทยลีก ช่วง 10 ปีแรก จึงตกเป็นของ หัวหอกตัวเป้า เกือบทุกซีซั่นไป แต่ทุกสิ่งบนโลกล้วนแปรเปลี่ยนผกผันไปตามกาลเวลา จนวันหนึ่ง ฟุตบอลไทยลีก เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมมอีกต่อไป

 


ใช้ไม่ได้ ไม่ได้ใช้

ในฤดูกาล 2009 ถือเป็นปีที่ ไทยลีก ย่างก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังการตัดสินใจรวมลีก (โปรลีก-ไทยลีก), การพัฒนาสู่ความเป็นลีกและสโมสรอาชีพเต็มตัว ตามแนวทางของ AFC ผลที่ตามมาก็คึอ ผู้เล่นต่างชาติ หลั่งไหลเข้ามาสู่เมืองไทยเพิ่มขึ้น แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

โดยเฉพาะผู้เล่นในตำแหน่ง ศูนย์หน้าตัวเป้า ที่ทุกสโมสรไม่พลาดที่ใช้บริการนักเตะต่างชาติ ในตำแหน่งนี้ ขณะที่ ศูนย์หน้าไทยแท้ เริ่มถูกตัดทอนโอกาสลงไป เนื่องด้วยความเหลื่อมล้ำและการปรับตัวที่ดูไม่เหมาะจะมายืนค้ำเป็น ดาวยิงตัวหมายเลข 9

แต่ก็ใช่ว่าศูนย์หน้าเป้า จากชนชาติอื่น จะประสบความสำเร็จในไทย อย่างง่ายดาย เพราะหากไล่เรียงดูรายชื่อ กองหน้าตำแหน่งหมายเลข 9 ต่างชาติ จากทุกสโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขันตลอดช่อง 9 ซีซั่นที่ผ่านมา จะพบว่า นักเตะที่เล่นตำแหน่งนี้ส่วนมาก “ใช้ไม่ได้”

“ช่วงหลังจากยุคผม และซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) เลิกเล่น ตอนนั้นลีกบ้านเรา กำลังจะเปลี่ยนสู่การเป็นลีกอาชีพ นั้นเป็นช่วงรอยต่อที่ ศูนย์หน้าไทย สไตล์นี้เริ่มขาดแคลน มี โจ้ (ศรายุทธ ชัยคำดี) คนเดียวมั้งที่ก้าวกระโดดขึ้นมา ประกอบกับ พอมีนักเตะต่างชาติเข้ามา พวกนี้มันมีสไตล์การเล่นที่ตรงกันข้ามกับคนไทยเลย”

“ตามธรรมชาติแล้ว กองหน้าไทย จะมีข้อเสีย คือ ชอบเล่นบอลแบบขี้เกรงใจ หมายความว่า พอมีโอกาสจะยิง ดันเลือกที่จะส่ง ต้องทำชิ่งก่อน จนเสียจังหวะไป แต่พวกกองหน้าต่างชาติ มันมีความเห็นแก่ตัวมากกว่า ถ้ามีจังหวะ มันไม่สน มันยิงไปก่อน”

“พอเปลี่ยนมาเป็น ไทยลีกยุคใหม่ แต่ละสโมสรก็เริ่มปรับตัว หาวิธีการเล่นให้หลากหลายขึ้น อัดผู้เล่นแดนกลางเพิ่มขึ้น ฉะนั้น ไทยลีก จะเริ่มมองหาคนที่สามารถชงเอง กินเองให้ได้ เพราะกองหน้ามันลดลงไป”

“อย่างช่วงแรกก็จะจ้างพวกนักเตะต่างชาติแอฟริกาเยอะ เพราะพวกนี้แข็งแรง เร็วกว่านักเตะไทย พอไทยลีกเริ่มโตเรื่อยๆ งบลงทุนสูงขึ้น แต่ละสโมสร ก็จะมองหานักเตะ ต่างชาติที่มีเกรดสูงขึ้นเข้ามา”

“ส่วนกองหน้าไทยเบอร์ 9 จริงๆ ถ้าคุณไปเปิดตำรา หรือดูตั้งแต่บอลนักเรียนขึ้นมา ทุกทีมมี กองหน้าแบบนี้หมด แต่น่าเสียดายพอโตขึ้นมาเล่นอาชีพ มักจะไม่ถูกนำมาใช้งาน สาเหตุหนึ่งก็คงมาจาก สรีระ ที่พอมาเทียบกับต่างชาติแล้ว ตัวไทย เหมาะจะเล่นตัวข้างด้านมากกว่า สังเกตุเลยว่า กองหน้าคนไทยในไทยลีกในปัจจุบัน ส่วนมากจะทำหน้าที่เป็น มดงาน คอยไล่บอล ป้อนให้กองหน้าต่างชาติตัวเป้า” โค้ชโย่ง วรวุธ กล่าวถึงการเข้ามายึดพื้นที่ทำมาหากินของ หัวหอกต่างชาติ ส่งผลต่อวิถีและวงโคจรของ กองหน้าไทย ผิดเพี้ยนไป

 

แต่อย่างที่ได้เขียนไปตอนต้น ใช่ว่า เพชฌฆาตจำพวกหมายเลข 9 ทั้งไทยและเทศ ที่มีอยู่เกลื่อนไทยลีก จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในไทย? ในทางกลับกัน ยิ่งไทยลีกแข็งแกร่ง นับวันกองหน้าประเภทนี้ ก็มีแต่จะแจ้งเกิดได้ยากขึ้นเป็นเงาตามตัว จนแทบจะไม่สามารถหา ผู้เล่นประเภทนี้ ที่ยืนระยะได้ยาวนานหลายปีบนไทยลีกได้เลย
 

“ฟุตบอลทุกที่มันไม่เหมือนกันหรอกครับ นักฟุตบอลต่างชาติ ต่อให้จะเก่งแค่ไหน เมื่อคุณย้ายไปในประเทศใหม่ คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับเรื่องอื่นๆมากมาย ทั้งใน และนอกสนาม”

“ถ้าถามว่าทำไม ผู้เล่นหมายเลข 9 ถึงล้มเหลวเยอะในไทยลีก ก็ตอบง่ายๆครับ เพราะสโมสรโดยมากก็เน้นซื้อนักเตะต่างชาติตำแหน่ง กองหน้า ไงครับ อย่าลืมว่าทุกทีมมีโควต้าต่างชาติจำกัด จึงจำเป็น ก็ต้องเลือกใช้โควต้าไปกับตำแหน่งที่มันพิเศษจริงๆ และสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ แบบที่นักเตะท้องถิ่นทำไม่ได้”

“กองหน้าต่างชาติในไทย ยังเหมือนกับ ใช้แล้วทิ้งอยู่ครับ ไม่ดีเปลี่ยน ไม่ดีหาใหม่ พอทุกทีมใช้เยอะ มันจึงมีปริมาณเยอะมากสุดไง ก็ไม่แปลกที่จะพวกเบอร์ 9 จะมีโอกาสล้มเหลวกว่าตำแหน่ง ก็เพราะมันมีจำนวนมากกว่าไง” พลพงศ์ จันทร์อัมพร จากโกล ประเทศไทย แสดงความเห็นถึงเรื่องนี้

 

นอกเหนือจากเรื่องปริมาณผู้เล่นจำพวกหมายเลข 9  ล้มเหลว มากกว่า สำเร็จ ในไทยลีก แล้ว...การขาดทรัพยากร กองหน้าภายในประเทศ ที่มีศักยภาพดีพอจะเล่นตำแหน่งในดังกล่าว ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของความล้มเหลวนี้

นอกจากนี้ ยังองค์ประกอบอื่นๆ เข้ามาเสริมอีก เช่น สไตล์การเล่นของแต่ละทีม อาจไม่เหมาะสม และเข้ากับตัวจบสกอร์ รายนั้นหรือเปล่า, เพื่อนร่วมทีม,  การเปลี่ยนแปลงโค้ช ที่อาจส่งผลต่อแท็คติก ตำแหน่งการยืน หรือบทบาทหน้าที่ ตลอดจนทัศนคติ นิสัย การฝึกซ้อม ของผู้เล่นรายนั้นๆ เพราะทุกๆอย่างมีผลเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันไปหมด ไม่ว่าในทางใด ทางหนึ่ง

 

จึงเป็นเครื่องหมายคำถามที่ว่า สุดท้ายแล้ว ศูนย์หน้าตำแหน่งหมายเลข 9 ยังเป็นที่ต้องการและจำเป็นต่อฟุตบอลไทยลีกยุคนี้อีกหรือไม่?

 

สำคัญไหม?

“สำหรับไทยลีก ผมว่ายังจำเป็นอยู่นะ” พลพงศ์ ตอบคำถามเรื่องความจำเป็นของ กองหน้าหมายเลข 9 ในไทยลีก ผ่านมุมมองของสื่อ ผู้เห็นปรากฏการณ์ และการเปลี่ยนแปลงของลีกอาชีพเมืองไทย

“ไทยลีก พัฒนาขึ้นมามากก็จริง แต่พูดกันตามตรง ในแง่ของทักษะ เทคนิค ความเข้าใจเกม แท็คติก หากไปเทียบกับลีกชั้นนำของยุโรป เรายังไปไม่ถึงขนาดนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนาน ในการพัฒนาให้นักฟุตบอลเล่นได้แบบนั้น ผมจึงคิดว่า ในเมืองไทย พวกตัวจบสกอร์ยังไงก็มีความสำคัญอยู่ อย่าไปมองแค่พวกที่ล้มเหลว พวกที่พิสูจน์ตัวเอง และเล่นได้ ก็มี อย่าง ชาชา โคเอลโญ, เคลตัน ซิลวา, จูเนียร์ เนเกรา นี่ก็เป็นกองหน้าสไตล์เบอร์ 9”

“แต่ไม่ได้หมายความว่า กองหน้าไทยลีก จะต้องเล่นให้เหมือนแบบลีกยุโรป เล่นแบบลีกบราซิล หรือลีกสเปนนะ เพราะแนวทางการเติบโตของลีกฟุตบอล แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน อย่าง ไทยลีก ก็จะมีลักษณะในแบบเฉพาะตัว ผมคิดว่าสโมสร ควรเลือกผู้เล่นให้เหมาะสมกับระบบตัวเอง และแนวทางของลีกประเทศนั้นๆ ยังไง ตัวปิดบัญชี ก็ยังต้องมีอยู่ในไทยลีก”

สอดคล้องกับความเห็นของ กุนซือทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่ยังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ไทยลีก ไม่อาจที่จะขาด ศูนย์หน้าตำแหน่งหมายเลข 9 ไปได้ พร้อมกับมองเห็นว่าในอนาคตข้างหน้า จะมีเด็กไทยถูกสร้างขึ้นมาท้าท้ายตำแหน่งนี้ บนลีกสูงสุด


“เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าไทยลีก จะเล่นฟุตบอลโดยปราศจากศูนย์หน้า จะหน้าเดี่ยว หรือหน้าคู่ก็ว่าไป แต่ความสำคัญ บทบาทยังมีอยู่ หากจะบอกว่า ไม่มีกองหน้า ก็ประสบความสำเร็จได้ แบบ สเปน มันก็ใช่ แต่ สเปน ก็ทำสูตรนั้นได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง ก็มีคนจับทางได้ และต้องกลับมาใช้ กองหน้า ฉะนั้นยังไง ไทยลีก ทุกทีมยังจำเป็นต้องมีกองหน้าประเภทนี้อยู่”

“ทีนี้ก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละสโมสร จะเลือกสรรกองหน้าอย่างไร แต่ผมยังมีความเชื่ออยู่นะว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ระบบเยาวชนของทุกสโมสรแข็งแกร่งขึ้น แล้วสามารถสร้างนักเตะรุ่นใหม่ให้ตอบโจทย์กับไทยลีกยุคใหม่มากขึ้น ผมว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็น กองหน้าคนไทย ลงเล่นในตำแหน่งนี้มากกว่าที่เป็นอยู่”

ตลอด 9 ฤดูกาลที่ผ่านมาของ ไทยลีกยุคใหม่ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนที่สุดก็คือ ลีกเบอร์ 1 อาเซียนแห่งนี้ ไม่เคยหยุดที่จะเติบโต

แต่ละทีม เริ่มมีการนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาทีม รวมถึงเริ่มมองเห็นความสำคัญ ในการสร้างสายเลือดใหม่ขึ้นมา เห็นได้จากปัจจุบัน แทบทุกสโมสรในไทยลีก ต่างมีอคาเดมีเป็นของตัวเอง ที่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตดาวรุ่งป้อนขึ้นสู่ชุดใหญ่

 

แทนที่จะหมุนเวียนใช้ทรัพยากรเดิมๆ ที่ไม่ทันยุค และยากจะปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เหมือนอย่างอดีตที่ผ่านมา นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายของทุกสโมสร ในการสร้าง ผู้เล่นเลือดใหม่ โดยเฉพาะตำแหน่งหมายเลข 9 แบบที่เข้ากับไทยลีก ซึ่งในฐานะ อดีตเฮดโค้ชสงขลา ยูไนเต็ด, สุพรรณบุรีฯ - วรวุธ ศรีมะฆะ ได้แนะนำทิ้งท้ายว่า

 

“ผมว่า กองหน้าหมายเลข 9 ถ้าจะเอาตัวรอดให้ยุคนี้ อย่างแรก คุณต้องมีเทคนิคที่ดี อันดับต่อมา คือความกระหายในกรอบเขตโทษ และต้องมีส่วนร่วมกับเกมเยอะขึ้น ต้องเล่นให้หลากหลาย ที่สำคัญ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีโอกาส ต้องจบสกอร์ หรือจ่ายให้เพื่อนยิงให้ได้”
 




 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง