On The Main Stand

คนในห้องแต่งตัว : เปิดเบื้องหลังชีวิต “คนดูแล” ชุดแข่ง แห่งไทยลีก




ภายใต้ฉากหน้า ชุดแข่งที่ดูสะอาดตา ล้วนมาจากฉากหลังที่เต็มไปด้วยหงาดเหงื่อและทำงานหนักของอาชีพ “คิทแมน”... Main Stand ขอพาไปรู้จักชีวิตจริงของเหล่าคนเบื้องหลังสโมสรอาชีพไทย


หากเราไม่สนใจสิ่งเล็กๆ บางทีเราจะอาจไม่ได้เห็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่...เบื้องหลัง เสื้อผ้าทุกตัว ถุงเท้าทุกคู่ ที่เราได้เห็น “นักฟุตบอลอาชีพ” สวมใส่ลงหวดแข้งนั้น ล้วนมาจากจัดวาง และดูแลอย่างดี จากเหล่าฟั่นเฟืองตัวเล็กๆ ที่เรียกว่ากันว่า “คิทแมน”


ฟันเฟืองเล็กๆที่ว่านี้ เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมลูกหนัง ได้อย่างไร บทบาทหน้าที่ ชีวิตจริงในห้องแต่งตัวง พวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง

Main Stand ขอพาทุกท่านไปทำความรู้จัก และเปลือยชีวิตของอาชีพผู้ปิดทองหลังพระแก่สโมสรอาชีพในไทย จากปาก“คิทแมน” ตัวจริงเสียงจริง

 

มหาวิทยาลัยซักรีด
 

คุณกำลังเบื่องานที่ทำอยู่หรือเปล่า?

นี่ไม่ใช่คำโฆษณาชวนเชื่อจากเว็บไซต์หางาน หากแต่เป็นคำถามปลายเปิดถึงคุณผู้อ่าน… ว่าจริงหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า “ความสุข” ในการทำงานที่เรารัก นั้นมีค่ามากกว่า เงินทองสิ่งตอบแทน

ถ้างั้นลองจินตนาการถึง กองเสื้อผ้ามหึหา ที่มีทั้ง เสื้อ, กางเกง, ถุงเท้า, กางเกงใน ของคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเรา และต้องจัดการมันด้วยเครื่องซักผ้าถังใหญ่ 15 กิโลฯ ถึง 3 ถัง… แล้วนี่ยังเป็นงานที่มีความสุขอยู่อีกหรือเปล่า?


“เมื่อก่อนผมทำงานเป็นช่างเดินสายไฟ กับก่อสร้าง แต่เป็นคนชอบเตะฟุตบอลอยู่แล้ว วันหนึ่งอาจารย์ที่รู้จักชวนเข้ามาเป็น เจ้าหน้าที่ทีมดูแล บุรีรัมย์ เอฟซี หน่อย เราก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเหมือนเราได้อยู่กับฟุตบอลด้วย”

“พอบุรีรัมย์ เอฟซี มารวมทีมกับ พีอีเอ เป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด  นาย (เนวิน ชิดชอบ) ก็ให้ผมมาดูแลทีมชุดใหญ่ตั้งแต่วันนั้น” โบ-นิวัฒน์ บุตตะกุล คิทแมนประจำทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของอาชีพเขา


“คิทแมน” หรือ คนที่ดูแลเสื้อผ้านักฟุตบอล คือ สาขาอาชีพที่ไม่มีบรรจุสอนในมหาวิทยาลัยใด และไม่ได้ต้องการใบประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง คิทแมนหลายคน จึงมีที่มาที่ไปและเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนเคยเป็น เจ้าของไนท์คลับ, หนุ่มโรงงาน หรือแม้แต่คนขับรถ แต่ท้ายที่สุด งานที่พวกเขาอยู่กับมันได้นานสุดและมีความสุขกลับเป็นสิ่งนี้


“ลุงเริ่มจากเป็นคนขับรถให้ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สมัยนั้น  ม.กรุงเทพฯ มีทีมบอลด้วย เจ้านายของลุง ก็จะไปดูทีมซ้อมช่วงเย็น ลุงอาศัยช่วงที่ว่างรอนาย ไปจับหยิบโน้นนี้ ยกน้ำ ดูแลเสื้อผ้า เก็บขยะ ทำอยู่คนเดียว เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีใครมาทำตรงนี้”

“พอเขาเห็นเราทำได้ เลยทำมาให้กับทำงานกับสโมสรมาเรื่อยๆ เป็นทั้งคนขับรถตู้ให้ดูแลเสื้อผ้านักบอล เอาไปซัก รีดให้ไปให้ทุกวัน ตั้งแต่สมัยยังไม่ได้แชมป์ไทยลีกเลย จนมาถึงยุคที่เปลี่ยนเจ้าของ ก็ชั่งใจว่าจะทำงานที่เดิม หรือมาอยู่กับทีมฟุตบอล แต่เราชอบมันไปแล้ว ก็เลยเลือกอยู่กับทีมต่อ จนมาเป็น แบงค็อก ยูไนเต็ด”

“ลุงอยู่แบบไม่ได้มีเงินเดือนอะไรนะ เพราะเมื่อก่อนลีกยังไม่ได้เป็นแบบทุกวันนี้ เราเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ทีมคนหนึ่ง ที่ดูแลภาพรวมทั้งหมด พอซ้อมเสร็จ ลุงจะเป็นคนเอาเสื้อนักบอลไปซัก นักบอลเขาจะรู้ว่าเราไม่มีเงินเดือน ก็ช่วยกันให้ลุงเดือนละ 100-200 บาท ต่อคน”

“จนเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน คุณขจร (เจียรวนนท์) เรียกให้ไปทำสัญญา เพราะมันเป็นบอลอาชีพแล้ว เลยพอเริ่มมีรายได้เข้ามาบ้าง แต่สมัยก่อน พวกหน้าที่อะไรยังไม่ชัดเจน”

 

จากคำบอกเล่าข้างต้น “ลุงวิท” - สุวิทย์ พิมสวรรค์ อดีตโชเฟอร์รถที่ปัจจุบันเป็น คิทแมน ให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

 

อาจกล่าวได้ว่า สมัยไทยลีกในยุคอดีต อาจยังไม่มีการกำหนดตำแหน่ง คิทแมน ที่ชัดเจนนัก ลักษณะก็จะคล้ายๆกับทีมในลีกล่างของไทยในปัจจุบัน ที่ คิทแมน จะทำหน้าที่ดูแลส่วนอื่นๆของสโมสรด้วย
 


โดย ขวัญชัย บุญยัง คิทแมนของโปลิศ เทโรฯ เผยว่า สมัยก่อนจุดเริ่มต้นของ คิท แมน มาจากการที่นักฟุตบอลส่วนใหญยังเรียนหนังสือหรือทำงานประจำ จึงไม่มีเวลามากนักในการดูแลเสื้อผ้าตัวเอง เลยเลือกที่จะจ้างเจ้าหน้าที่สโมสรเป็นคนซักเสื้อผ้าให้ ก่อนมาเป็นตำแหน่งหนึ่งในของสโมสรอาชีพ ในเวลาต่อมา


“ผมเคยทำงานโรงงาน ก่อนจะได้เข้ามาอยู่ในทีมสมุทรสาคร เอฟซี ตั้งแต่ปี 2013 จากนั้นเว้นไปปีหนึ่ง และกลับมาในปี 2015 จนอยู่ยาวมาถึงปัจจุบัน ผมจะเป็นคนดูแลหลายอย่าง ตั้งแต่เก็บบอล สูบลมลูกบอล, เตรียมอุปกรณ์การซ้อมต่างๆ เสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า ไปจนถึงเสิร์ฟน้ำ”

“จริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าทำเกินหน้าที่ เพราะผมเข้าใจว่าทีมเรายังเล็ก และบุคลากรในทีมน้อย อะไรที่ทำได้ ไม่เหนือบ่ากว่าแรง ก็พร้อมจะช่วย” เฉลิมศักดิ์ เชื้อจีน หรือ โชค คิทแมนแห่งทีม สำเภาผยอง สโมสรที่เพิ่งตีตั๋วจากลีกรากหญ้าขึ้นมาไทยลีก 2 ในฤดกาลนี้ กล่าว


 

ไม่มีวันหยุด

ตารางการทำงาน และเวลาเข้างานของอาชีพคิทแมน นั้นไม่แน่นอนและถูกปรับเปลี่ยนไปตามโปรแกรมการฝึกซ้อม และโปรแกรมแข่งขัน เฉกเช่นกับนักฟุตบอลอาชีพ ดังนั้นพวกเขาจึงเปรียบเหมือนคนทำงานไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อย่างอาชีพอื่นๆทั่วไป

“พูดง่ายๆคือ นักฟุตบอลมาตัวเปล่า ที่เหลือเราดูแลหมด” ป๋าขวัญ - ขวัญชัย บุญยัง ตำนานคิทแมน โปลิศ เทโรฯ กล่าวเริ่ม

“งานเราเป็นประเภท มาก่อนกลับที่หลัง สมมุติมีซ้อมช่วงบ่าย เราต้องมาถึงสนามตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว เพื่อเตรียมทุกอย่าง ตั้งแต่ น้ำ, ฟุตบอล, เสี้อฟุตบอล, เสื้อเอี้ยม เอาไปแขวนตามล็อก หลังซ้อมเสร็จ ถ้ามีคนอยากซ้อมเดี่ยวต่อ ซ้อมยิงประตู เราก็ต้องอยู่รอเขาจนกว่าจะเลิก”

“จากนั้นก็จะไปหยิบตะกร้าผ้าในห้องแต่งตัว เอาชุดที่นักบอลถอดออกมาหย่อนในตะกร้ามาซัก สมัยก่อนบ้านลุง มีแต่เสื้อนักบอลทีมชาติตากเต็มไปหมด แต่ทุกวันนี้ในสนามซ้อมเทโรฯ มีเครื่องซักผ้า 5 เครื่อง และเครื่องอบ โดยมีน้องอีกคนมาดูแลส่วนนี้แทนป๋า เนื้องานก็จะประมาณนี้ ส่วนสตั๊ดจะมีที่เก็บไว้อย่างดี นักบอล อาบน้ำเสร็จ กองเสื้อไว้ ถอดรองเท้าเข้าที่แล้ว กลับบ้านได้เลย”

 

หน้าที่ของ คิทแมน ภายหลังการฝึกซ้อมนั้น พวกเขาจะต้องนำกองเสื้อผ้าไปซัก-อบ-ตาก ตามแต่วิธีการจัดการของสโมสรนั้นๆ

ส่วนในวันแข่งขัน คิทแมน ทุกสโมสรจะต้องรู้ว่า ผู้เล่น 20-22 ที่มีรายชื่อในแต่ละเกมมีใครบ้าง เพื่อเตรียมเสื้อผ้าทั้งชุดซ้อม และชุดแข่ง ไปสำหรับแมตช์ต่างๆ ทั้งเกมเหย้าและเยือน โดยนักฟุตบอลทุกคนจะมี เสื้อแมตช์ วอน 2 ตัวต่อ 1 นัด ใช้ตัวละครึ่ง  

 

แต่ต่อให้เตรียมพร้อมมากแค่ไหน “คิทแมนที่ดี” ก็ต้องจะต้องพร้อมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทุกเมื่อ


“ทีมชุดใหญ่ บุรีรัมย์ฯ จะซ้อมไม่ค่อยเป็นเวลา บางทีมีทั้งโปรแกรมเช้า และ เย็น บางวันก็ซ้อมแค่มื้อเดียว บางทีก็ต้องเดินทางไปแข่งถ้วยเอเชีย”

“ผมว่าคนทำงานตรงนี้ต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมอยู่ตลอด ที่สำคัญต้องรู้จักวางแผนล่วงหน้า ดูโปรแกรมให้เป็น และแก้ปัญหาเฉพาะให้ได้ เพราะว่าคิทแมน ไม่ใช่แค่เอาคนซักเสื้อผ้าเป็นอย่างเดียวมาทำ”

“ยกตัวอย่าง เสื้อนักฟุตบอลทุกตัว ทั้งซ้อมและแข่ง ผมจะเป็นคนรีดเฟล็กซ์เบอร์ด้วยตัวเอง เพราะต้องการลดต้นทุนสโมสร เพราะถ้าเป็นเบอร์รีดจากโรงงาน บางครั้งมันไม่ตรงไซส์นักบอล ต้องไม่ลืมนักบอลเด็ก มันโตขึ้นได้ บางคนน้ำหนักขึ้น กล้ามขึ้น ใส่ไซส์เดิมไม่ถนัด ถ้าเราเตรียมพร้อมไว้ ก็ไม่ต้องตีของกลับ”

“เมื่อก่อนผมเองรีดเบอร์เสื้อไม่เป็น แต่อาศัยจากการดูวิธีการเขาทำ แล้วมาฝึกด้วยตัวเอง จนทำได้ ดังนั้น ทุกครั้งที่ทีมไปแข่งเยือน ผมจะต้องพกเตารีด กับเบอร์เสื้อ ติดตัวไปด้วย เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน”

 

“เราไม่ได้รู้สึกว่าทำเกินเวลา หรือเกินหน้าที่หรอก เราชอบที่จะอยู่กับมันมากกว่า” โบ - นิวัฒน์ ผู้อยู่เบื้องหลังหมายเลขเสื้อนักฟุตบอล บุรีรัมย์ฯ กล่าว
 

มากกว่าที่เห็น

“มันดูเหมือนเป็นงานที่ไม่ยากนะ แต่จริงๆมันมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก” โชค - เฉลิมศักดิ์ คิทแมนสมุทรสาคร เอฟซี กล่าวเริ่ม

 

“ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า มันมีรายละเอียดต่างๆ ทั้ง ผ้าล็อกนิ้วผู้รักษาประตู, นักบอลบางคนชอบใส่ถุงเท้าเก่าๆ มากกว่าเพราะใส่แล้วไม่ลื่น ถ้าใส่ของใหม่เลย จะไม่มั่นใจ เราก็ต้องเตรียมหรือถุงเท้าที่กันลื่นมาให้”

“บางคนซ้อมเสร็จชอบกินน้ำเย็น บางคนกินน้ำไม่แช่เย็น บางคนชอบกินส้ม ไม่ชอบกินกล้วย บางคนกินขนมปังทานม บางคนไม่กินแบบทานม แต่กินแบบทาช็อกโกแลต เราต้องจำรายละเอียดให้ได้ แม้แต่วันหยุด ผมก็จะมาดูที่สนาม ถ้าเห็นหญ้ามันเริ่มสูงขึ้น ผมก็จะต้องไปตัดหญ้า”

จากการพูดคุยกับคิทแมนทั้ง 4 ราย เราได้พบว่า คุณสมบัติข้อสำคัญ อาชีพนี้ คือ ต้องเป็นคนใส่ใจรายละเอียดมากพอสมควร เพราะถึงแม้นักฟุตบอลจะอยู่ในทีมเดียว แต่ทุกคนล้วนมีพื้นฐานชีวิต ไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แตกต่างกัน

โบ นิวัฒน์ ผู้มีสถิติจำรองเท้านักฟุตบอลบุรีรัมย์ฯ ได้ถูกทุกคู่ ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว กล่าวว่า “ถามว่าทำไมผมถึงจำรายละเอียดพวกนี้ได้เหรอ ผมไม่ได้เป็นคนชอบรองเท้าสตั๊ดนะ แต่มันเป็นงานของผมที่ต้องจัดรองเท้า ชุดเสื้อผ้า”

“ผมอยู่กับมันทุกวัน และพยายามศึกษาว่า อาดิดาส มีรุ่นอะไร สีอะไร ใครใส่อะไร หรือบางทีผมเห็นว่ารองเท้ามีกลิ่น ผมก็จะเป็นคนเอารองเท้าไปตากแดดฆ่าเชื้อ หรือคอยเช็ด คอยดูให้ โดยที่นักบอลไม่ได้บอกเราให้ทำ”


“ผมไม่ได้รังเกียจนะ ที่ต้องเช็คกลิ่นรองเท้านักบอล หรือมีความรู้สึกว่า หู้ย เราทำไม่ได้อะ ให้ไปเช็ดรองเท้า หรือซักกางเกงในนักฟุตบอล ผมคิดแค่ว่า “อาชีพเขา อาชีพเรา เขาทำงานของเขา เราทำงานของเรา” ไม่ได้แบ่งว่า คนนี้เป็นซูเปอร์สตาร์เราต้องดูดี ไอ้นี้เป็นเยาวชนเพิ่งขึ้นมา ผมดูแลทุกคนเท่าเทียมกันหมด”
 

นั่นคือตารางการทำงาน และหน้าที่ที่พวกเขาต้องทำในแต่ละวันที่น้อยคนนักจะรู้ ซึ่งมีประโยคหนึ่งที่ โชค - เฉลิมศักดิ์ พูดถึงอาชีพของตัวเองไว้ได้น่าสนใจว่า

 

“อาชีพนี้ คุณไม่ต้องเก่งก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่มีใจรัก ก็จบเลย คุณทำไม่ได้แน่”  


 

ใจรัก ซื่อสัตย์ จริงใจ

นอกเหนือจากความรักในงานที่ทำแล้ว ความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ คนเราสามารถยืนหยัดในวิชาชีพได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่แค่ คิทแมน แต่ยังรวมถึงทุกสาขาอาชีพที่สุจริต

“ผมไม่เคยเก็บ ไม่เคยขอ หรือเอาเสื้อผ้านักบอลไปขายเลย คุณก็รู้ว่า แมตช์วอน ตัวหนึ่งราคามันสูงขนาดไหน แต่ผมถือว่าอาชีพนี้ต้องมีความซื่อสัตย์” โบ นิวัฒน์ กล่าวเริ่ม

 

“มีหลายคนมาคุยกับผม บอกว่าอยากทำงานตรงนี้ อยากมายืนในจุดที่เรายืน อยากอยู่ในห้องแต่งตัวนักฟุตบอล แต่เขาไม่มีโอกาส เราอยู่กับเสื้อผ้านักฟุตบอลทุกวัน ถ้าเราจะหยิบ จะฉวย หรือเอาของเปลี่ยนมันง่ายนิดเดียว แต่ถ้าเราทำแบบนั้น ก็เท่ากับว่า เราทรยศอาชีพตัวเอง”

“ถ้าไม่มีฟุตบอล ผมคงไม่ได้ไปเปิดโลก ทั้งที่ ญี่ปุ่น จีน ตะวันออกกลาง เราก็ไม่มีทางได้ไปตรงนั้นแน่ ดังนั้นเราต้องซื่อสัตย์กับงานตัวเอง ผมเป็นคนที่ไม่เคยเรียกร้องอะไร คิดแค่ว่า เราตั้งใจทำงานของเราให้ออกมาให้ดีสุดพอ”

 

อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ถูกสรรเสริญ หรือมีการพูดถึงมากนัก แต่ คิทแมน ก็เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้สโมสรฟุตบอลอาชีพสมบูรณ์ อย่างปฏิเสธไม่ได้

“แค่นักฟุตบอลแฮปปี้ ลงสนามอย่างสบายใจ นั่นเท่ากับว่า งานของเราสิ้นเสร็จแล้ว น้อยคนนะจะมาสนใจและมองมุมนี้ แต่ผมขอพูดแทนคิทแมนคนอื่นๆแล้วกันว่า ถ้าสโมสรเหล่านั้นไม่มีคนแบบพวกเขา ก็คงเดินไปข้างหน้าลำบากนะ” โชค เฉลิมศักดิ์ คิทแมนสมุทรสาคร เอฟซี กล่าว

 

“ทำงานด้วยใจรัก ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และปฏิบัติอย่างจริงใจ” คือ 3 แง่คิดๆดี ที่เรามาจาก คนหลังกองเสื้อผ้า อย่าง อาชีพคิทแมน… คนตัวเล็กผู้ยิ่งใหญ่แห่งสโมสรฟุตบอลอาชีพ

 

“คุณองอาจ ก่อสินค้า ชวนผมมาทำงานที่เทโรฯ ตอนนั้นได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 500 บาท มันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายสุดในชีวิตเพราะฟุตบอลคือสิ่งที่ผมรัก ”
 

“ถ้าถามว่าอะไรคือความภูมิใจของอาชีพนี้เหรอ อย่างแรก เราได้อยู่กับฟุตบอล แม้จะไม่ใช่นักฟุตบอลอย่างที่เคยฝัน แต่การได้เห็นเด็กๆ ที่เราคอยดูแล ซักเสื้อผ้าให้ เขาได้เติบโตเป็นนักบอล จนเลิกเล่น และมาเป็นโค้ช”

“มันเป็นความสุขนะ เวลาได้เจอ นักบอลที่เราเคยร่วมงานด้วย กระจายตัวไปอยู่แทบทุกสโมสรในไทยลีก ไปที่ไหน เด็กๆมันยังจำ ยังเรียกเรา แซวเราหยอกเรา บางคนก็อำว่า “เทโรเปลี่ยนโค้ชมา 20 กว่าแล้วนะ แต่ป๋ายังอยู่” แค่คำพูดเท่านั้นเราก็ดีใจแล้ว ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆของสโมสรที่ยิ่งใหญ่แบบนี้” ป๋าขวัญ ผู้อยู่ยงคงกระพันกับสโมสรเทโรฯ มาถึง 14 ปี ทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง