On The Main Stand

เหรียญสองด้าน : วิเคราะห์ชมรมกีฬาญี่ปุ่น…เหมือนในมังงะจริงหรือ?



การ์ตูนกีฬา เป็นหนึ่งในการ์ตูนประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทยไม่แพ้การ์ตูนชนิดอื่น เรื่องราวของโรงเรียนโชโฮคุ จากเรื่องแสลมดังค์, โรงเรียนคาเคงาวะจากเรื่องเอา Shoot หรือ โรงเรียนเมย์เซย์ จากเรื่องทัช ล้วนเป็นที่จดจำจากผู้อ่าน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน


 

นอกจากลีลาการเล่นในสนาม อีกสิ่งหนึ่งที่การ์ตูนมักจะสื่อให้เราเห็นอยู่เสมอคือเบื้องหลัง ที่เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ นั่นคือกิจกรรมชมรมที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “บุคัตสึ” (bukatsu)   

ภาพการมาซ้อมแต่เช้าตรู่ และหลังเลิกเรียนจนดึกดื่น, การฟังคำสั่งจากรุ่นพี่ หรือมิตรภาพระหว่างเพื่อน เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า กิจกรรมชมรมมันมีอะไรมากว่านั้น

จริงๆแล้วชมรมกีฬาของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร Main Stand ขอพาไปรู้จักให้มากขึ้น

 

ที่โรงเรียนอยู่ชมรมอะไร?

ในภาษาญี่ปุ่น นิยามคำว่าชมรมไว้หลายเป็น บุคัตสโด (bukatsudo) , คุราบุ คัตสึโด (kurabu= club katsudo) หรือ ซาคุรุ คัตสึโด (sakuru = circle katsudo) แต่ความหมายโดยรวม คือสถานที่ของคนที่มีความสนใจเหมือนกันมาทำกิจกรรมร่วมกัน


Photo : www.seibun.ed.jp

ตามกฎหมายของกระทรวงการศึกษา, วัฒนธรรม, วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี (MEXT) ของญี่ปุ่นระบุไว้ว่า โรงเรียนประถมทุกโรงเรียนต้องมีชมรมในฐานะส่วนหนึ่งของการศึกษา นักเรียนทุกคนต้องทำกิจกรรมชมรม ในขณะที่นักเรียนในมัธยมต้น (บางโรงเรียนอาจบังคับ) และมัธยมปลายสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าชมรมหรือไม่

ดังนั้นหากเด็กเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมต้นหรือมัธยมปลายในที่แห่งใหม่ (ที่ญี่ปุ่นมีการสอบเรียนต่อในระดับม.ต้นและม.ปลาย) หนึ่งในคำถามยอดฮิตคืออยู่ชมรมอะไร?

หลังจากเข้าเรียนในสถานศึกษาใหม่ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงต้นของภาคการศึกษา จะมีรุ่นพี่จากชมรมต่างๆ มาเปิดรับสมัครหาสมาชิกชมรมใหม่ ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกชมรมของตัวเองได้เพียงแค่ชมรมเดียว และส่วนใหญ่จะอยู่ในชมรมนั้นตลอด 3 ปีจนกว่าจะเรียนจบ

ชมรมของญี่ปุ่นจะแบ่งเป็นสองสายคือ สายวัฒนธรรม (ชมรมหมากรุกญี่ปุ่น, ชมรมวรรณกรรม, ชมรมประสานเสียง, ชมรมเครื่องเป่า ฯลฯ) และกีฬา (ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล, เบสบอล ฯลฯ) และสายชมรมที่ได้รับความนิยมคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสายกีฬา

 

ชมรมป็อปปูลาร์

กิจกรรมชมรมในโรงเรียนแพร่หลายในญี่ปุ่นตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยชมรมกีฬาเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จากกระแสที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียวเมื่อปี 1964 


Photo : www.japantimes.co.jp

“ตั้งแต่ปี 1945-50 ชมรมได้แพร่หลายไปสู่โรงเรียน และได้รับการโปรโมตในฐานะความเสมอภาคในสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เพื่อลบล้างระบอบทหารที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนสงคราม” อัตสึชิ นาคาซาวะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยฮิโตบาชิกล่าวกับ Japan Times

“จากนั้นในปีก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1964 โรงเรียนมุ่งเน้นไปที่กีฬาที่ญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลจำกัดไปสู่นักเรียนกีฬาที่ไม่เก่ง”

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ด้วยการขยายขอบเขตของกีฬา หลังการแข่งขันโอลิมปิก และกระตุ้นให้นักเรียนทุกคนเข้าร่วม”  

เบสบอล และฟุตบอล คือเป็นสองกีฬายอดฮิต เนื่องจากเป็นกีฬาที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์แห่งชาติของเหล่านักเรียน ยังมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ชมรมกีฬา จะได้รับความนิยมมากกว่าชมรมวัฒนธรรม บางโรงเรียนที่มีชมรมกีฬาดัง หรือสามารถคว้าแชมป์ระดับประเทศ อาจจะมีสมาชิกทั้งชมรมร่วม 50 ชีวิต หรือเกิน 100 คน ยกตัวอย่างเช่นชมรมฟุตบอลของโรงเรียนอาโอโมริ ยามาดะ แชมป์ฟุตบอลอินเตอร์ไฮเมื่อปี 2016 หรือ โอซากา โทอิน แชมป์โคชิเอ็งปีล่าสุด


Photo : feel-japan.net

กิจกรรมชมรมส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่หลังเลิกเรียน หรือราว 17:00 น. เป็นประจำทุกวัน โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง แต่บางชนิดกีฬาอาจลากยาวไปถึง 3 ทุ่ม ทำให้การพบเจอเด็กๆที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อตามร้านสะดวกซื้อตอนหัวค่ำ กลายเป็นเรื่องชินตาในญี่ปุ่น

นอกจากการซ้อมหลังเลิกเรียนในวันจันทร์-ศุกร์แล้ว บางชมรมอาจจะมีซ้อมตอนเช้า หรือบางชมรมอาจะมีซ้อมวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย

“ตอนสมัยม.ต้น ผมอยู่ชมรมฟุตบอล ชมรมจะเริ่มตอน 5 โมงเลิกประมาณ 1 ทุ่ม พอตอนม.ปลายเปลี่ยนไปอยู่ชมรมบาสเก็ตบอล (ของอีกโรงเรียน) กลายเป็นเลิก 2-3 ทุ่มไปเลย” อาคิโอะ คาวากุชิ นักศึกษาชาวญี่ปุ่น สถาบันสอนภาษา มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวกับ Main Stand

“บางวันอาจจะมีซ้อมเช้า เริ่มประมาณเจ็ดโมงครึ่งถึงแปดโมงสิบ  วันนั้นให้เตรียมแผ่นอาบน้ำมาใช้เช็ดเหงื่อหลังซ้อม เพราะที่โรงเรียนไม่มีห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำจะมีเฉพาะโรงเรียนใหญ่”  

ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษา ส่วนใหญ่จะมาจากอาจารย์ในโรงเรียนที่มีความชื่นชอบในกีฬานั้น โดยไม่จำเป็นต้องสอนพลศึกษา การที่อาจารย์คณิตศาสตร์ จะมาดูแลชมรมฟุตบอล หรืออาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นโบราณ จะเป็นที่ปรึกษาให้ชมรมบาสเก็ตบอล จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลก

การดำรงอยู่ของชมรมจึงประกอบไปด้วยสมาชิก และอาจารย์ แต่สิ่งอื่นใดที่ทำให้มันสามารถสืบทอดแบบรุ่นต่อรุ่น ก็คือระบบรุ่นพี่-รุ่นน้อง

 

รุ่นน้องรอก่อน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปลูกฝังการช่วยเหลือตัวเองและสำนึกรับผิดชอบสังคมตั้งแต่เด็กๆ ทำให้พวกเขาสามารถเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเองตั้งแต่ประถม (ญี่ปุ่นมีกฎหมายให้ทุกคนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมต้นต้องเรียนในโรงเรียนที่มีรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตรจากบ้าน) สามารถจัดเวรแจกอาหารกลางวันได้ตั้งแต่ประถมปลาย หรือทำความสะอาดห้องเรียนได้โดยโรงเรียนไม่จำเป็นต้องจ้างคนทำความสะอาดในทุกระดับชั้น


Photo : elenapotts.blogspot.com

สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้พวกเขาสามารถจัดการชมรมด้วยตัวเอง โดยที่อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนดูแลภาพรวม เริ่มตั้งแต่การหาสมาชิกที่คนในชมรมจะทำใบปลิวรับสมัคร การคุมซ้อมกันเอง หรือแม้กระทั่งการหารายได้เข้าชมรมเพื่อมาสนับสนุนค่าอุปกรณ์ (ค่าใช้จ่ายในชมรมสมาชิกจำเป็นต้องจัดการกันเอง โดยโรงเรียนและศิษย์เก่าจะช่วยสนับสนุนเป็นบางส่วน)


Photo : elenapotts.blogspot.com

แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สามารถทำให้ชมรมดำรงอยู่เป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้นคือ ระบบอาวุโสแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง (Senpai-Kohai)

ระบบดังกล่าวคือระบบที่ให้ความสำคัญกับความอาวุโส หากเทียบให้เห็นภาพอาจจะคล้ายกับระบบพี่เลี้ยงแต่มีความเข้มงวดมากกว่า รุ่นพี่มีหน้าที่ให้คำแนะนำดูแลรุ่นน้อง ส่วนรุ่นน้องก็มีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของรุ่นพี่

เด็กปีหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในชมรมกีฬาในปีแรก นอกจากการฝึกพื้นฐานแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการทำความสะอาดชมรมและเสื้อผ้า หลังจากนั้นก็ดูรุ่นพี่ซ้อม ในชมรมฟุตบอลของบางโรงเรียน ตลอด 1 ปี พวกเขาอาจทำได้เพียงขัดลูกฟุตบอล โดยไม่มีโอกาสได้ลงเล่นเกมแม้แต่ครั้งเดียว

“ตอนปีหนึ่งเหนื่อยมาก นอกจากฝึกเบสิคแล้ว ก็ต้องขัดลูกบอลทุกวัน ไม่ได้เล่นเลย ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่ก็อดทนไม่อยากออก” อาคิโอะ คาวากุชิ กล่าวถึงประสบการณ์ในชมรมฟุตบอลสมัยมัธยมต้น

“แต่พออยู่ปีสองเบาขึ้น ไม่ต้องวิ่งแล้ว เพราะปีหนึ่งต้องวิ่งวันละ 2-3 กิโลฯทุกวัน ตอนปีสองยังมีช่วงเวลาอิสระที่ให้ฝึกด้วยตัวเองได้ด้วย”

ส่วนหน้าที่หลักของรุ่นพี่คือคุมการซ้อม และสอนรุ่นน้อง ตั้งแต่ทักษะ ไปจนถึงระเบียบวินัย พวกเขาจะนำประสบการณ์ส่วนตัวมาถ่ายทอดอย่างละเอียด เคี่ยวเข็ญอย่างหนัก และดูในทุกรายละเอียดเพื่อให้รุ่นน้องมีทักษะที่ดีขึ้น หรือให้คนที่เล่นกีฬานั้นไม่เป็นสามารถเล่นได้  ต่างจากอาจารย์ที่ปรึกษาหรือโค้ช ที่จะดูแลในเชิงกลยุทธ์หรือเมนูการซ้อมมากกว่า


Photo : www.seikei-on.ac.jp

การทำกิจกรรมชมรม นอกจากความสนุกแล้ว มันได้มอบอะไรให้แก่เด็กๆ จนทำให้อยู่คู่กับวงการการศึกษามาอย่างยาวนานขนาดนี้

 

เข้าชมรมแล้วได้อะไร?

นอกจากการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนแล้ว ชมรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งชมรมกีฬายังมีส่วนสำคัญในการสร้างสังคมญี่ปุ่นเข้มแข็ง ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเชิงบุคคลหรือเชิงกลุ่ม


Photo : blog10.neec.ac.jp

การเข้าชมรมทำให้สมาชิกได้มีโอกาสพบคนที่มีความชื่นชอบเหมือนกัน คุยกันได้ง่ายขึ้น ที่จะก่อให้เกิดมิตรภาพใหม่ๆขึ้นมา เป็นการฝึกการเข้าสังคมที่ดี ก่อนออกไปเจอสังคมจริง บางคนอาจจะสนิทกับคนในชมรมมากกว่าเพื่อนในห้องเรียนด้วยซ้ำ

พวกเขายังได้ฝึกระเบียบวินัย, การทำงานเป็นทีม และจิตวิญญาณของความไม่ยอมแพ้ รวมไปถึงความอดทนอดกลั้นจากความเหน็ดเหนื่อย ในการฝึกซ้อมและแข่งขัน หรือแม้กระทั่งจากคำสั่งของรุ่นพี่

“ตอนปีหนึ่งที่รุ่นพี่ให้ขัดแต่ลูกบอล ตอนนั้นไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไร” อาคิโอะ กล่าวกับ Main Stand

“แต่พอขึ้นปีสองก็เริ่มเข้าใจว่าลูกฟุตบอลมันก็เหมือนหัวใจของเรา มันคือสิ่งสำคัญ หากไม่มีมัน เราก็เล่นไม่ได้ การขัดลูกบอลจึงเป็นเหมือนฝึกสมาธิ ยิ่งเรามีสมาธิ ความหงุดหงิดจากความรู้สึกว่าทำไมเราต้องมาทำอะไรแบบนี้ ทำไมเราถึงไม่ได้ลงเล่น มันก็จะเบาลง”

“การขัดลูกบอลมันก็เหมือนการขัดเกลาจิตใจของตัวเอง”


Photo : team-meishu.sblo.jp

นอกจากนี้ด้วยระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่ฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น ยังก่อให้เกิดคอนเน็คชั่นที่ดีจากรุ่นพี่ กล่าวคือในโรงเรียนที่มีชมรมกีฬาที่มีชื่อเสียง มักจะมีสโมสรหรือแมวมองคอยมาดูนักกีฬาเพื่อดึงไปร่วมทีมอยู่เสมอ ทำให้บางโรงเรียนสามารถส่งต่อนักกีฬาเข้าไปเล่นในลีกอาชีพได้แบบรุ่นต่อรุ่น

แม้ชมรมกีฬาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมญี่ปุ่นมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีคนที่เห็นด้วยไปทั้งหมด

 

ใช้เวลากับมันมากเกินไป?

“ผมคิดว่าชมรม มีศักยภาพที่จะสอนเด็กให้เรียนรู้ในหลายๆอย่าง แต่พวกเขาก็ต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไปจากการฝึกซ้อมที่มากเกินไป”


Photo : www1.niu.ac.jp

คำกล่าวของ ฮีต ชาวออสเตรเลียที่มีลูกอยู่ในโรงเรียนญี่ปุ่น คงจะไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ เมื่อผลสำรวจของ Japan Sport Agency  ระบุว่า นักเรียนญี่ปุ่น ใช้เวลาในการทำกิจกรรมชมรมไปไม่น้อย โดย 52 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนในญี่ปุ่นมีกิจกรรมชมรม 5 วันต่อสัปดาห์ และ  41 เปอร์เซ็นต์ ต้องเข้าชมรม 4 วันต่อสัปดาห์

ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนโรงเรียนที่มีการทำกิจกรรมชมรมในวันเสาร์ มีจำนวนสูงถึง 69 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรงเรียนที่ต้องมาทำกิจกรรมในวันเสาร์เดือนละ 1 ครั้ง (เสาร์เว้นสามเสาร์) มีจำนวนเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ แถมโรงเรียนที่มีกฎต้องมาซ้อมวันอาทิตย์ยังมีอยู่ถึง 32 เปอร์เซ็นต์

“สุดสัปดาห์ควรเป็นเวลาที่ออกไปข้างนอกกับครอบครัว” จาส ชาวอินเดียที่มีลูกสาว ม.2 อยู่ชมรมเทนนิสกล่าว “แต่เธอต้องออกไปข้างนอกเพื่อฝึกซ้อมและลงแข่งขันแม้กระทั่งวันอาทิตย์ ผมคิดถึงเธอ”

จากผลสำรวจเดียวกันยังระบุว่า มีชมรมที่ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวันสูงถึง 46 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ชมรมที่ใช้เวลาทำกิจกรรมเพียงแค่ชั่วโมงเดียวมีเพียง 26 เปอร์เซ็นต์ โดยแคทเธอรีน ชาวอเมริกัน รู้สึกช็อคที่โค้ชของชมรมกีฬาในชมรมที่ลูกของเธออยู่ใช้เล่ห์เหลี่ยม เพื่อทำให้ลูกของเธอต้องทำกิจกรรมนานกว่าที่ตกลงไว้

“พวกเขาทำง่ายๆโดยเรียกมันให้ต่างไปต่างเดิม (จากคำว่าชมรม) อาจจะเป็น การฝึกซ้อมร่วมกัน ด้วยวิธีนี้ทำให้ลูกของฉันต้องฝึกซ้อมนานกว่าเดิม มากกว่ากฎที่โรงเรียนอนุญาต”

ฟังดูอาจจะเหมือนว่าพวกเขาเป็นแค่ผู้ปกครองต่างชาติที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริงคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกว่ากิจกรรมชมรมสร้างความรบกวนทั้งร่างกาย และจิตใจให้กับตัวเอง

ผลสำรวจของ Japan Sport Agency เผยว่าครูที่รู้สึกมีความกังวลต่อกิจกรรมชมรมมีจำนวนสูงถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่นักเรียนที่รู้สึกเหมือนกันมีจำนวนเกินครึ่งที่ 59 เปอร์เซ็นต์  โดยครูกว่าครึ่งหนึ่งตอบตรงกันว่ารู้สึกเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ และมองว่าจำนวนวันและเวลาในการทำกิจกรรมมากเกินไป

“ในหลายจังหวัด มีการใช้เวลาในกิจกรรมชมรมราว 1,100 นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่คาบเรียนในระดับประถมใช้เวลาอยู่ราว 1,400-1,500 นาทีต่อสัปดาห์ เกือบจะเท่ากับกิจกรรมชมรม มันไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ” เรียว อุจิดะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะศึกษาและการพัฒนามนุษย์กล่าวกับ Huffington Post

ในแบบสอบถามถึงปัญหาในการทำกิจกรรมชมรมที่เลือกตอบได้หลายข้อระบุว่าครูจำนวน 55 เปอร์เซ็นต์รู้สึกวุ่นอยู่กับภาระงานสอน และไม่ได้ทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาอย่างเต็มที่ ส่วน 52 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจจนไม่ได้พักผ่อน  และ 48 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกถึงขีดสุดในการทำให้งานสอนและหน้าที่ในกิจกรรมชมรมไปด้วยกันได้ โดยมีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าไม่กังวลอะไร


Photo : koukousoutai.com

ในส่วนของนักเรียน กิจกรรมชมรมก็มีผลกระทบต่อการเรียนของพวกเขาไม่น้อย เมื่อมีรายงานระบุว่ามีนักเรียน 16 เปอร์เซ็นต์บอกว่าชมรมทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และ 12 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าง่วงนอนและไม่มีสมาธิกับการเรียน

ผลสำรวจยังเผยอีกว่านักเรียนที่ทำกิจกรรมชมรม 3 ชั่วโมงต่อวัน ที่ทำข้อสอบได้ในการทดสอบทางวิชาการของกระทรวงศึกษาฯ มีจำนวนลดลง และมีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไม่ทำกิจกรรมชมรม

จากผลดังกล่าวทำให้หลายคนมีมุมมองต่อชมรมกีฬาไปในทางลบ บางคนมองว่าเป็นเหมือนเบ้าหลอมในการผลิตเด็กสู่ระบบบริษัทญี่ปุ่น

“เราทุกคนต่างรู้ว่าผู้ชายญี่ปุ่นทุกคน หรือผู้หญิงญี่ปุ่นบางคน ที่ทำงานหนักต่างไม่มีเวลาให้ครอบครัว พวกเขาแทบไม่ได้ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับเด็กๆ” ชาวอเมริกันที่มีลูกชายอยู่ในชมรมฟุตบอลกล่าว

“ชมรมเป็นเหมือน มันเป็นความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม อาจจะทั้งหมดหรือไม่เลย มันมีคุณค่าจริงๆหรือ”

การใช้เวลาในการทำกิจกรรมชมรมที่มากไปจนก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ มีส่วนอย่างมากที่ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกกังวล แต่มันยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นนั่นก็คือ “การกดดันทางสังคม”

 

เข้าง่าย ออกยาก

แม้ว่าการเข้าร่วมกิจกรรมชมรมจะเป็นการสมัครใจ และส่วนใหญ่จะอยู่ชมรมเดิมตลอด 3  ปีจนจบการศึกษา แต่ถ้าหากรู้สึกว่า แต่ถ้าหากเล่นไม่แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ ซ้อมไม่ไหว หรือไม่มีเวลากับมันได้อย่างเต็มที่ การลาออกที่น่าจะเป็นเรื่องง่าย จะกลายเป็นงานยากทันที


Photo : team-meishu.sblo.jp

นับตั้งแต่การบอกว่าตัวเองจะลาออก นอกจากการที่ผู้ปกครองจะต้องประชุมเพื่ออธิบายเหตุผลและโน้มน้าวใจจากโค้ชหลายครั้ง ตัวคนลาออกเองก็จะโดนปฏิบัติจากเพื่อนร่วมทีมอย่างเย็นชา และถูกมองว่า “แค่นี้ก็ทนไม่ได้”

“มันน่าเศร้าที่ต้องเห็นเพื่อนร่วมทีมทำเหมือนลูกฉันไม่มีตัวตน เพื่อเป็นการบอกว่าไม่เห็นด้วยที่เธอลาออก” Ruth ชาวอเมริกันรำลึกเหตุการณ์หลังลูกสาวฝาแฝดขอลาออกจากชมรมวอลเลย์บอล

ญี่ปุ่นเป็นสังคมแบบกลุ่ม การทำอะไรก็ต้องทำให้เหมือนคนในกลุ่ม เมื่อทำผิดแผกออกไป คุณจะถูกมองว่าเป็นคนนอกกลุ่ม และการลงโทษทางสังคมด้วย “การทำเป็นไม่สนใจ” (Ignore) ก็จะเริ่มขึ้น

จากสิ่งนี้ทำให้มีเด็กหลายคน จำเป็นต้องทนอยู่ในชมรมที่ตัวเองไม่ชอบ หลายคนต้องกรีดร้องอยู่ในใจ ทั้งที่ตัวเองทนความกดดันจากรุ่นพี่ไม่ไหว หรือเล่นพัฒนาความสามารถตามเพื่อนไม่ทัน แต่ไม่กล้าที่จะลาออกจากชมรม เพราะกลัวการถูกบีบออกจากลุ่มที่ตัวเองเคยมีตัวตน

อย่างไรก็ดี ไม่ว่ามันจะดีแย่ กิจกรรมชมรมก็จะยังคงอยู่ในระบบการศึกษาของญี่ปุ่นต่อไป แต่มันก็มีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบัน และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าในอดีต


Photo : www.shunan.ed.jp

ตัวอย่างเช่นบางโรงเรียนก็เริ่มลดจำนวนวันและเวลาในการทำกิจกรรมลง หรือให้เลือกได้ว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมชมรมหรือไม่ ซึ่งมันก็ได้ล้อไปกับสังคมใหญ่ ที่บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งพยายามออกนโยบายลดเวลาการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น บางบริษัทให้พนักงานทำงาน 4 วัน หยุด 3 วัน หรือให้ลาหยุดในเช้าวันจันทร์ได้

เพื่อไม่ให้ใครพูดได้ว่า “กิจกรรมชมรม” นอกจากเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเด็กและสังคมแล้ว ยังเป็นเบ้าหลอมในการสร้างพนักงานบ้างาน หรือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีคนตายจากการทำงานหนัก (คาโรชิ) เป็นศพต่อไป

 

อ้างอิง

https://www.huffingtonpost.jp/2017/11/13/black-school-activity_a_23276232/
https://manga.tokyo/otaku-articles/club-activities-in-japan/
https://www.japantimes.co.jp/community/2014/06/22/issues/consuming-school-clubs-worry-foreign-parents/#.W9wYruJx02x
https://savvytokyo.com/learnt-ins-outs-japanese-school-clubs/
https://mainichi.jp/english/articles/20171118/p2a/00m/0na/012000



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง