On The Main Stand

ฟุตบอลสร้างและทำลายชาติ? : ขุดจุดกำเนิดและล่มสลายลูกหนัง “ยูโกสลาเวีย”



สุดยอดทีมฟุตบอลทีมชาติในสายตาแฟนบอลทั่วๆไป คงหนีไม่พ้น บราซิล, เยอรมัน, อาร์เจนตินา, โปรตุเกส และฝรั่งเศส  แต่ผู้เขียน ก็อยากขอลองถามทุกท่านว่า หากทีมหนึ่งมี แยน โอบัค (Jan Oblak) ป้องกันประตู บรานิสลาฟ อิวาโนวิช (Branislav Ivanovic) และเซอัด โคลาซินัซ (Sead Kolasinac) เฝ้าหลังบ้าน อิวาน ราคิติช (Ivan Rakitic) ลูก้า โมดริช (Luca Modric) และเนมานย่า มาติช (Namanja Matic) คุมแดนกลาง อิวาน เปริซิซ (Ivan Perisic) บุกตะลุยทางกราบ และได้เอดิน เซโก้ (Edin Dzeko) สังหารประตูอยู่ในทีมเดียวกัน ทีมนี้จะถูกยกย่องเป็นอีกหนึ่งสุดยอดทีมในใจผู้อ่านรึเปล่า?  

 

กระนั้นก็ตาม แฟนบอลทุกท่านคงไม่มีโชคได้ดูทีมที่ประกอบด้วยผู้เล่นชั้นยอดข้างต้นสร้างความตื่นตาตื่นใจ เพราะเราจะดูทีมที่ประกอบด้วยผู้เล่นจากประเทศที่แตกต่างกันอย่าง โครเอเชีย, เซอร์เบีย สโลวีเนีย, และบอสเนีย ได้อย่างไร? ในเมื่อนักเตะแต่ละคนต้องเล่นให้ประเทศที่ตัวเองสังกัดอยู่  และสำหรับแฟนบอลที่หมกมุ่นกับประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ คงบอกว่า ทีมฟุตบอลทีมนี้ดำรงอยู่ในจินตนาการเท่านั้น เพราะยูโกสลาเวียได้กระสานส่านเซ็นเป็นประเทศต่างๆ[1]  แต่ความตลกร้ายคือ ฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอดีตยูโกสลาเวียให้เป็นปึกแผ่น และในทางกลับกัน ฟุตบอลก็เป็นหนึ่งในส่วนที่นำไปสู่ความแตกแยกของอดีตยูโกสลาเวียที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งด้วย อาจกล่าวได้ว่า ชะตากรรมของฟุตบอลในยูโกสลาเวียสะท้อนชะตากรรมของประเทศแห่งนี้ด้วย 

                  

ยูโกสลาเวียในฐานะของ “ทีมชาติบราซิลแห่งยุโรป” ของแฟนบอลในคริสต์ศตวรรษที่แล้ว (สนามกีฬาของทีมอย่าง เรด สตาร์ เบลเกรด (Red Star Belgrade) ยังมีชื่อว่า มาราคานา (Marakana)) เป็นประเทศที่มีอายุไม่ยืนยาวนัก เพราะดำรงอยู่เป็นช่วงเวลาประมาณเจ็ดสิบกว่าปีเท่านั้น (1918-1992)  หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอันนำไปสู่ความเสื่อมถอยของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี มหาอำนาจในยุโรปกลางและตะวันออก กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตัวเองว่า “ชาวสลาฟแห่งทักษิณทิศ (Southern Slav People)” ได้ร่วมกันก่อตั้งประเทศใหม่ที่เปลี่ยนชื่อเป็นราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย (Kingdom of Yugoslavia) ในปี ค.ศ. 1929  โดยก่อนหน้านั้น ชาวสลาฟทางใต้ได้เรียกชื่อประเทศตัวเองว่า ราชอาณาจักรแห่งเซิร์บ โครแอต และสโลวีน (The Kingdom of Serbs, Croats, and Slovenes)

 

ในช่วงเวลาเดียวกันกับการต่อตั้งประเทศ กลุ่มคนเตะฟุตบอลทั่วแดนดินได้มาประชุม ณ เมือง ซาเกร็บ (Zagreb) เพื่อหารือถึงการตั้งสมาคมฟุตบอลยูโกสลาเวีย ในปี ค.ศ. 1919 อันเป็นการใช้ชื่อ “ยูโกสลาเวีย” ก่อนการเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศอย่างเป็นทางการถึงสิบปี  สมาคมฟุตบอลระดับชาติได้แบ่งออกเป็นสี่สมาคมย่อยตามภูมิภาค ซึ่งมีหน้าที่จัดการแข่งขันในพื้นที่ของตนเอง  สำนักของสมาคมลูกทั้งสี่อยู่ที่ เบลเกรด (ศูนย์กลางทางเซิร์บ) ซาเกร็บ (ศูนย์กลางชาวโครแอต) ลูบลิยานา (Lujbjana - ศูนย์กลางชาวสโลวีน) และซาราเยโว (Sarajevo-ศูนย์กลางชาวบอสเนีย)  ถึงแม้สมาคมฟุตบอลแบ่งโครงสร้างการบริหาร และการแข่งขันตามกลุ่มเชื้อชาติ ฟุตบอลกลายหนึ่งในเครื่องมือสร้างความปึกแผ่นของประเทศเกิดใหม่ เพราะความนิยมของเกมลูกหนังดึงดูดสุภาพบุรุษที่สังกัดกลุ่มอาชีพและภูมิหลังทางสังคมอันหลากหลายให้เข้ามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน นำไปสู่การสร้างเครือข่ายทางสังคม  ความภาคภูมิใจประการสำคัญของฟุตบอลยูโกสลาเวียในช่วงเวลานั้นคือ การเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัยในปี ค.ศ. 1930 ที่ทีมชาติเกิดใหม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นถึงรอบสี่ทีมสุดท้าย ก่อนพ่ายแพ้ให้แก่เจ้าภาพไป

 

สงครามโลกครั้งที่สอง การสร้างชาติ และคอมมิวนิสต์

การสร้างชาติและฟุตบอลในยูโกสลาเวียได้สะดุดไปพร้อมกับการอุบัติขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นผลจากสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มฟาสซิสต์และพรรคคอมมิวนิสต์  แต่ด้วยความช่วยเหลือจากโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ฝ่ายหลังที่นำโดยโจซิป บรอซ ติโต (Josip Broz Tito) เป็นผู้ชนะ และทำการก่อตั้งสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมสาธารณรัฐยูโกสลาเวีย(Socialist Federal Republic of Yugoslavia) ในช่วงหลังสงคราม  พรรคคอมมิวนิสต์เสนอรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐเพื่อแก้ปัญหาความไม่ลงรอยระหว่างเชื้อชาติ โดยเฉพาะระหว่างชาวเซิร์บที่เป็นกลุ่มที่ครอบงำอดีตราชอาณาจักรยูโกสลาเวียและชาวโครแอตที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปกครองตนเอง

                  

เฉกเช่นเดียวกับยุคราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย ฟุตบอลถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ แต่ความต่างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 คือรัฐที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาแทรกแซงและควบคุมความเป็นไปของเกมลูกหนังอย่างเต็มตัว ดังที่เกิดขึ้นในการควบคุมระบบเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านการจัดการผ่านระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมและการวางแผนทางจากส่วนกลาง โดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ใช้ยุทธวิธีสองประการได้แก่ การส่งเสริมทีมที่มีความเกี่ยวข้องกับกลไกรัฐส่วนกลางอย่าง ปาร์ติซาน เบลเกรด (Partizan Belgrade) ที่สังกัดกองทัพยูโกสลาเวีย และเรด สตาร์ เบลเกรด(Red Star Belgrade) ที่มีสายสัมพันธ์กับหน่วยตำรวจลับ ให้กลายเป็นทีมทำการรวบรวมนักเตะฝีเท้าดีจากทุกเชื้อชาติในยูโกสลาเวียให้เข้ามาร่วมทีม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสังคมพหุเชื้อชาติ (multinational society) และเยียวยาความบาดหมางระหว่างเชื้อชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  

ไม่ต้องสงสัยว่า การรวมนักเตะฝีเท้าดีจากที่มาอันหลากหลายส่งผลให้ทั้งสองทีมไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ยิ่งใหญ่ในบอลลีกภายในประเทศ แต่ยังสามารถไปสร้างความยิ่งใหญ่ในการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรป โดยปาร์ติซานกลายเป็นสโมสรฟุตบอลแรกจากคาบสมุครบอลข่านและยุโรปตะวันออกที่ได้เข้าชิงรายการยูโรเปี้ยนคัพ(European Cup) กับเรอัล แมดริดในปี ค.ศ.1966  ในขณะที่ เรด สตาร์ กลายเป็นทีมสโมสรจากยูโกสลาเวียทีมแรก ทีมเดียว และทีมสุดท้ายที่ชนะรายการยูโรเปี้ยนคัพในปี ค.ศ. 1991  ทีมชุดนั้นสะท้อนความเป็นยูโกสลาเวียอย่างแท้จริง เพราะประกอบด้วยนักเตะฝีเท้าดีจากหลายเชื้อชาติ เช่นนักเตะเซอร์เบียอย่าง เดยัน ซาวิเซวิซ (Dejan Savisevic) หรือวลาดิเมียร์ ยูโกวิซ (Vladimir Jugovic) และนักเตะโครแอต อย่าง โรเบิร์ต โปรซิเนสกี้ (Robert Prosinecki) ที่ล้วนกลายเป็นตำนานนักเตะในอนาคต

 

กลไกประการที่สองของการสร้างชาติผ่านเกมลูกหนังของพรรคคอมมิวนิสต์คือ ทีมชาติยูโกสลาเวีย (Yugoslavia’s national football team) ที่แชร์วิธีคิดเดียวกับสโมสรฟุตบอลใหญ่ในประเทศคือการรวมเลือกเนื้อยอดนักเตะชาวยูโกสลาเวีย  ด้วยผลสืบเนื่องจากโครงสร้างการกระจุกของนักเตะขั้นเทพในประเทศ นักเตะทีมชาติเกือบทั้งหมดมาจากสี่สโมสรใหญ่อย่าง เรดสตาร์ เบลเกรด ปาร์ติซาน เบลเกรด ไฮจ์ดุค สปริท (Hajduk Split) และดินาโม ซาเกร็บ (Dinamo Zagreb)  ทีมชาติยูโกสลาเวียในยุคนั้นมักได้ถูกรับรู้จากแฟนบอลว่าเป็นทีมที่รวบรวมนักเตะฝีเท้าดี โดยความสำเร็จสูงสุดของทีมคือการเข้าชิงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี ค.ศ. 1960และ 1968 โดยพ่ายแพ้ให้แก่สหภาพโซเวียดและอิตาลี ตามลำดับ

 

ชาตินิยม ฮูลิแกน และโบบัน

ความย้อนแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลและยูโกสลาเวียในฐานะสหพันธ์รัฐสังคมนิยมคือ ฟุตบอลเคยเป็นเครื่องมือที่พรรคคอมมิวนิสต์อันเรืองอำนาจเคยใช้ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสำนึกร่วมของผู้คน แต่ในช่วงเวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มเสื่อมถอยลังจากการเสียชีวิตของติโต ฟุตบอลกลายเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องอัตลักษณ์และความเป็นอิสระของคนเชื้อชาติอื่น โดยเฉพาะชาวโครแอต พร้อมไปกับการปลุกกระแสชาตินิยมของคนเซิร์บที่เป็นประชากรกลุ่มหลัก  ในทางตรงกันข้ามกับความรุ่งเรืองของกระแสชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราช ฟุตบอลได้สร้างความเสื่อมถอยแก่ยูโกสลาเวียที่เคยเป็นสหพันธ์รัฐสังคมนิยมที่ประกอบสร้างด้วยกลุ่มคนจากเชื้อชาติอันหลากหลาย

ในช่วงสนธยาของยูโกสลาเวีย ณ กลางทศวรรษ 1980เรด สตาร์ กลายเป็นสถานที่รวมของกลุ่มชาตินิยมเซอร์เบียที่ร้องเพลงเชียร์ที่แสดงถึงความเป็นทีมของชาวเซิร์บมากกว่ายูโกสลาเวีย และมีสโลแกนว่า “เรด สตาร์ เซอร์เบีย,ไม่เคยเป็น (เรด สตาร์) ยูโกสลาเวีย (Red Star Serbia, never Yugoslavia)”  ยิ่งกว่านั้น นัดชิงชนะเลิศของรายการยูโรเปี้ยน คัพ ในปี ค.ศ. 1991 ที่บารี่ (Bari) แฟนบอลเรด สตาร์ ก็ไปชูธงเซอร์เบียในสนาม ทั้งที่ในทีมมีนักเตะเซอร์เบียเพียงแค่4 คน และประกาศว่านี้เป็นชัยชนะของเซอร์เบียไม่ใช่ยูโกสลาเวีย  ความอหังการของกลุ่มชาตินิยมเซิร์บนำไปสู่การกระทบกระทั่งกับแฟนบอลเชื้อชาติอื่น

                  

ในขณะเดียวกัน ฟุตบอลกลายเป็นเครื่องมือของชนชาติอื่นในการประกาศตัวตนและเรียกร้อง   เอกราช เช่นทีมขวัญใจชาวโครแอตอย่าง ดินาโม ซาเกร็บ ที่มีกลุ่มฮูลิแกนอย่าง “เด็กน้ำเงินจอมป่วน (BBB – Bad Blue Boys) ที่ไปทะเลาะวิวาทกับแฟนบอลอันธพาลของสโมสรอื่นในยูโกสลาเวีย โดยฮูลิแกนกลุ่มนี้ยึดมั่นในอุดมการณ์ชาตินิยมโครเอเชียและการต่อต้านคอมมิวนิสต์  และแฟนบอลดินาโม ซาเกร็บ มักผลิตซ้ำเรื่องราวของการถูกปล้นชัยชนะโดยทีมจากเบลเกรด (ปาร์ติซานกับ เรด สตาร์)  ด้วยท่าทีแบบนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่แฟนบอลหัวรุนแรงของ ดินาโม ซาเกร็บ มีเหตุปะทะกับตำรวจยูโกสลาเวีย กรณีที่รู้จักกันทั่วไปคือ การปะทะระหว่างตำรวจและแฟนบอลโครแอต ในเกมระหว่างดินาโม ซาเกร็บ และเรด สตาร์ เบลเกรด ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1990 โดยจุดเดือดของเหตุการณ์เกิดขึ้นในจังหวะที่ ซโวนิเมียร์ โบบัน (Zvonimir Boban) นักเตะดาวรุ่งของดินาโม ซาเกร็บ ที่กลายเป็นกองกลางตัวรุกระดับโลกของเอซี มิลาน และทีมชาติโครเอเชียในทศวรรษ 1990 ทำการเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อปกป้องแฟนบอลของตนเอง  จาก “วีรกรรม” นี้ โบบันได้กลายเป็นทั้งฮีโร่ของชาวโครแอตและผู้เร่งเร้าความขัดแย้งในยูโกสลาเวียให้รุนแรงขึ้น

 

หลังจากการเข้าร่วมศึกฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1990 ณ ประเทศอิตาลีที่ทีมชาติยูโกสลาเวียเข้าถึงรอบแปดทีมสุดท้าย ก่อนพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษให้แก่ทีมชาติอาร์เจนติน่า ชัยชนะของเรด สตาร์ เบลเกรด ในรายการฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปในปี ค.ศ. 1991 สถานะของเกมลูกหนังในยูโกสลาเวียเริ่มเข้าสู่ยุคตกต่ำจากปัญหาสงครามการเมืองในประเทศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น  เนื่องด้วยปัญหาการล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามกลางเมือง ทีมชาติยูโกสลาเวียโดนทางสมาคมฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่า (UEFA) ตัดสิทธิ์ในการเข้าส่วนการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี ค.ศ. 1991 ณ ประเทศสวีเดน ยังผลให้ทีมชาติเดนมาร์กที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกได้เข้าไปสร้างตำนานเทพนิยายเดนส์อันลือลั่น

 

กรณีของฟุตบอลกับการเมืองในยูโกสลาเวียแสดงให้เห็นว่า ฟุตบอลไม่ได้อยู่เหนือหรือแยกขาดจากการเมือง ตรงกันข้าม ในหลายครั้งหลายครา ฟุตบอลถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายการเมืองบางประการ และฟุตบอลสามารถสร้างได้ทั้งความสามัคคีและการแบ่งแยก น่าเศร้าที่ว่า ฟุตบอลอาจไม่ใช่เกมที่สวยงาม และให้ความสุขจากรับชมได้ในทุกกรณี 

 

แต่ลองคิดดูซิ… หากยูโกสลาเวียยังรวมตัวกันอยู่ในปัจจุบัน วงการลูกหนังของพวกเขาจะเก่งขนาดไหน? 

 

แหล่งที่มา

BBC. (2012, May 12). EURO 1992: Denmark’s Fairytale. Available online at https://www.bbc.com/sport/football/17757335 accessed 8/06/2018.

Benson, L. (2004). Yugoslavia: A Concise History Revised and Updated Version. Basingstoke:                   Palgrave Macmillan.  

Dordevic, I. (2012). Twenty Year Later: The War Did (not) Begin at Maksimir. Glasnik                  Etnograskog Instituta, SANU. 60 (2), pp. 201 – 216. 

Kristian’s Football Blog. (2016, May 23). Yugoslavia: The European Brazilian. Available online at              https://kristiansfootballblog.wordpress.com/2016/05/23/yugoslaviathe-european-brazil/      accessed 7/06/2018. 

Mills, R. (2009). ‘It All Ended in an Unsporting Way’: Serbian Football and the Disintegration of Yugoslavia, 1989-2006. The International Journal of the History of Sport. 26 (9), pp.   1187 – 1217. 

Sinbaek, T. (2013). ‘A Croatian Champion with a Croatian Name’: National Identity and Uses of                   History in Croatian Culture – The Case of Dinamo Zagreb. Sport in Society. 16 (8), pp.            1009 – 1024.

Zec, D. and Paunovic, M. (2015). Football’s Positive Influence on Integration in Diverse                 Societies: The Case Study of Yugoslavia. Soccer



ชื่นชอบบทความนี้ของ : kritikorn Thanamahamongkhol ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง