On The Main Stand

ทำไมไม่มีผู้ตัดสินอังกฤษในฟุตบอลโลก 2018 … และทำอย่างไร “เชิ้ตดำไทย” จะได้ไปอีก?




หนึ่งในประเด็นที่แฟนบอลทั่วโลกให้ความสนใจในฟุตบอลโลกทุกยุคทุกสมัยคือ ผู้ตัดสิน เพราะเหล่าสิงห์เชิ้ตดำ คือผู้ควบคุมการแข่งขันในสนาม ซึ่งลมปากผ่านนกหวีดเพียงครั้งเดียวอาจตัดสินเกมได้ในพริบตา และแน่นอนว่า พวกเขาคือหนึ่งในเป้าหมายที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอ

 

ทว่าในรายชื่อผู้ตัดสิน 35 คน และผู้ช่วยผู้ตัดสิน 63 คน ที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เลือกให้มาตัดสินในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย กลับมีสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจ เมื่อไม่มีผู้ตัดสินจากอังกฤษ ชาติที่อ้างว่าเป็นต้นกำเนิดลูกหนัง ชาติที่คิดค้นใบเหลือง-ใบแดง และชาติที่มีสิงห์เชิ้ตดำที่แฟนบอลคุ้นหูมากที่สุดจากศึกพรีเมียร์ลีก ได้รับเลือกเลยแม้แต่คนเดียว

 

และนั่นนำมาซึ่งคำถามที่ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

ทำอย่างไรถึงได้ไปตัดสินฟุตบอลโลก?

แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น เราควรต้องรู้ก่อนว่า ทำอย่างไรผู้ตัดสินสักคนหนึ่งถึงจะได้มีโอกาสไปตัดสินในรายการใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลกได้ ซึ่งประการแรกเลยคือ ผู้ตัดสินคนนั้น จะต้องอยู่ในระดับ ฟีฟ่า อีลิท (FIFA Elite) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่านั้น โดยจะต้องได้รับเลือกจากทางสมาคมฟุตบอลของประเทศที่สังกัดส่งชื่อเป็นผู้ตัดสินฟีฟ่าเสียก่อน จากนั้น จะต้องสอบกับทางฟีฟ่า โดยแต่ละประเทศจะมีสิทธิ์ส่งสอบปีละ 2 คน ซึ่งต้องสอบให้ผ่านเท่านั้นถึงจะได้เลื่อนชั้นเป็นผู้ตัดสิน ฟีฟ่า อีลิท

 

สำหรับการเป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลกนั้น ทางฟีฟ่าจะเป็นผู้กำหนดว่า แต่ละทวีปจะมีโควต้าของทีมผู้ตัดสิน (ผู้ตัดสิน 1 คน ผู้ช่วยผู้ตัดสิน 2 คน รวมเป็น 3 คน) ได้กี่ทีม ซึ่งแต่ละทวีปก็จะต้องไปคัดเลือกกันต่อว่า ทีมผู้ตัดสินชุดใดบ้าง ที่จะได้รับเลือกให้ไปตัดสินในฟุตบอลโลก โดยวัดจากผลงานการตัดสินของผู้ตัดสินแต่ละคนในการแข่งขันที่ฟีฟ่า รวมถึงสหพันธ์ฟุตบอลของแต่ละทวีปเป็นผู้จัดและรับรอง อาทิ ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปทั้งในระดับทีมชาติและสโมสร, ฟุตบอลทีมชาติชุดเยาวชนทั้งในระดับชิงแชมป์ทวีปและชิงแชมป์โลก โดยใช้ระยะเวลาราว 4 ปี ก่อนถึงศึกฟุตบอลโลก

 

คะแนนดังกล่าวจะนำมาเปรียบเทียบกันว่าทีมผู้ตัดสินชุดไหนทำผลงานได้ดีกว่ากันโดยมีเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีการระบุว่าทีมงานผู้ตัดสินจะต้องมาจากชาติเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ ทว่านับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2014 เป็นต้นมา ฟีฟ่าได้ระบุชัดเจนว่าทีมงานผู้ตัดสินทั้ง 3 คนจะต้องมาจากชาติเดียวกันเท่านั้น หากมีคนใดคนหนึ่งที่ทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ ก็จะถูกปรับตก อดไปตัดสินฟุตบอลโลกยกทีมทันที แต่ทั้งนี้ก็จะมีกรณีพิเศษยกเว้นอยู่บ้างเป็นกรณีๆ ไป ส่วนผู้ตัดสินที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ แต่หลุดจากโควต้า ก็อาจจะได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้ตัดสิน VAR (Video Assistant Referees) ซึ่งทำหน้าที่ดูภาพช้าในแต่ละเกมว่ามีจังหวะปัญหาใดบ้างที่อาจมีการเปลี่ยนคำตัดสินได้ โดยผู้ตัดสิน VAR เพิ่งจะมีเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 2018 นี้เอง

 

เป่าพลาดชะตาแย่

 

หลายคนเคยกล่าวว่า ผู้ตัดสินคือหนึ่งในหน้าที่ที่มีความกดดันมากที่สุดในสนามฟุตบอล เพราะการตัดสินผิดพลาดเพียงหนึ่งครั้ง นอกจากทำให้รูปโฉมของเกมพลิกผันจนเกิดฝ่ายได้ประโยชน์และเสียประโยชน์แล้ว ตัวผู้ตัดสินเองก็อาจได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดนั้นด้วย ซึ่งหนึ่งในผลกระทบนั้นหมายรวมถึงโอกาสได้ไปตัดสินในรายการใหญ่เช่นฟุตบอลโลกด้วย

 

เพราะการตัดสินแต่ละครั้งในเกมระดับทวีปหรือระดับโลกที่ได้รับการรับรอง ไม่ว่าจะเป็นสโมสรหรือทีมชาติ ก็จะมีผู้ประเมินผู้ตัดสินปฏิบัติงานร่วมกับทีมผู้ตัดสินในทุกเกมการแข่งขัน เพื่อทำหน้าที่ประเมิน, ให้คะแนน, หาข้อบกพร่อง และแนะนำแนวทางการพัฒนา ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นผลโดยตรงกับคะแนนการตัดสินในเกมนั้นๆ เพราะฉะนั้นทุกข้อผิดพลาดของผู้ตัดสินจะส่งผลต่อเนื่องกันทั้งหมด รวมถึงโอกาสไปตัดสินรายการใหญ่ๆ ด้วยเช่นกัน

 

เหตุใดผู้ตัดสินอังกฤษถึงชวดไปรัสเซีย?

เข้าสู่ประเด็นหลักที่ว่า เหตุใดผู้ตัดสินจากอังกฤษ ที่มีลีกฟุตบอลโด่งดังอันดับ 1 ของโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก กลับหมดสิทธิ์ร่วมตัดสินการแข่งขันในฟุตบอลโลก 2018 กันบ้าง

 

ซึ่งตรงนี้คงต้องย้อนความกลับไปช่วงทศวรรษก่อนกันสักนิด เพราะหากจำกันได้ ในช่วงปลายยุค 2000 ถึงต้นยุค 2010 อังกฤษมีผู้ตัดสินระดับแนวหน้าของโลกนาม ฮาเวิร์ด เว็บบ์ ซึ่งได้รับโอกาสตัดสินในฟุตบอลโลกถึง 2 ครั้ง คือในปี 2010 และ 2014 โดยในปี 2010 เจ้าตัวได้รับเกียรติสูงสุด กับการตัดสินนัดชิงชนะเลิศด้วย

 

หลังจากฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลจบลง เจ้าตัวก็ตัดสินใจแขวนนกหวีดเลิกตัดสิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตัดสินรุ่นน้องได้ไปตัดสินในรายการใหญ่ๆ บ้าง ซึ่งคนที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ในขณะนั้นก็คือ มาร์ค แคลทเทนเบิร์ก ที่ได้ตัดสินเกมสำคัญถึง 2 นัดติดกันในปี 2016 คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ และ ยูโร 2016 รอบชิงชนะเลิศ จนหลายฝ่ายมองว่าเขานี่แหละ คือว่าที่ผู้ตัดสินอันดับ 1 ของอังกฤษ ที่จะได้ไปตัดสินในฟุตบอลโลกคนถัดไป

 

ทว่าในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา แคลทเทนเบิร์กก็ตัดสินใจช็อกวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อเจ้าตัวตัดสินใจยุติการทำหน้าที่ เพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะผู้ตัดสินของสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดิอาระเบียด้วยค่าจ้างมหาศาล ซึ่งทำให้เขาต้องลาออกจากการเป็นผู้ตัดสินของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) รวมถึงการเป็นผู้ตัดสินในเวทีนานาชาติไปโดยปริยาย

 

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจังหวะเดียวกับที่ฟีฟ่าคัดเลือกผู้ตัดสิน เพื่อไปทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 และ 20 ปีในปี 2017 ซึ่งรายการดังกล่าวถือเป็นเวทีเก็บคะแนนเพื่อคัดเลือกผู้ตัดสินไปฟุตบอลโลก 2018 ด้วย การที่แคลทเทนเบิร์กตัดสินใจดังกล่าว ทำให้เอฟเอหาผู้ตัดสินที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนเขาในศึกเยาวชนโลกไม่ทัน จนอังกฤษไม่มีทีมผู้ตัดสินไปทำหน้าที่ใน 2 รายการนั้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงการเก็บคะแนนเพื่อไปทำหน้าที่ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วย เพราะผู้ตัดสินอันดับรองลงมามีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่ฟีฟ่ากำหนด จนทีมผู้ตัดสินถูกตัดสิทธิ์จากการทำหน้าที่ยกทีมในที่สุด

ซึ่งตัวแคลทเทนเบิร์กก็ยอมรับว่า ตัวเขาเองก็มีส่วนผิดกับการที่ทีมผู้ตัดสินอังกฤษไม่ได้ไปฟุตบอลโลกคราวนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

"เรื่องทั้งหมดนั้นมันเป็นความผิดผมเอง เพราะผมมีชื่ออยู่ในโปรแกรมตั้งแต่แรก แล้วฟีฟ่าก็ประกาศชื่อผู้ตัดสินในศึกฟุตบอลโลกยู 17 กับยู 20 ซึ่งเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่ผมประกาศหยุดทำหน้าที่พอดี จนเอฟเอเปลี่ยนตัวไม่ทัน แต่ถึงกระนั้นผมเองก็เคยพูดมาก่อนหน้าแล้วว่าผู้ตัดสินอังกฤษจะทะนงตัวไม่ได้หรอก เพราะมีผู้ตัดสินจากยุโรปแค่ 9 คนเท่านั้นที่ได้ไปตัดสินในฟุตบอลโลก มีแค่ 2 คนที่ตกสำรวจคราวนี้ก็คือ โยนาส อีริคส์สัน และ วิคเตอร์ คาสไซ ซึ่งต่างก็เคยไปฟุตบอลโลกกับยูโรมาแล้วทั้งสิ้น"

 

"เมื่อเป็นแบบนี้ จะมีประโยชน์อะไรหากให้ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ กับ แอนโธนี่ เทย์เลอร์ ไปทำหน้าที่ล่ะ? จริงอยู่ที่พวกเขายังหนุ่มและเป็นอนาคตใหม่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์แบบที่คนอื่นๆ ในยุโรปมี ซึ่งทั้งคู่น่าจะได้ประสบการณ์มากขึ้นจากการตัดสินเกมทีมชาติและแชมเปี้ยนส์ลีกในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม วงการนี้มันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่แน่เหมือนกันว่าหากผมได้รับเลือก ผมอาจจะทำงานผิดพลาดจนคะแนนตก อดไปซะเองก็เป็นได้"

 

จากบทสัมภาษณ์ข้างบนเราจะเห็นว่า แคลทเทนเบิร์กได้กล่าวถึง ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ และ แอนโธนี่ เทย์เลอร์ ไว้ ซึ่งทั้งคู่คือผู้ตัดสิน ฟีฟ่า อีลิท ของอังกฤษที่มีผลงานดีที่สุดแล้วในตอนนี้ จากการได้ลงตัดสินในศึกแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุด ขณะที่ มาร์ติน แอทกินสัน เชิ้ตดำอีกรายที่ผ่านประสบการณ์ในศึกยูโร 2016 ร่วมกับแคลทเทนเบิร์ก ถูกตัดสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย เนื่องจากมีอายุเกิน 45 ปีในปีนี้

 

ทว่าทั้งตัวโอลิเวอร์และเทย์เลอร์ก็มีจุดอ่อนสำคัญ คือประสบการณ์ตัดสินในเกมระดับสูง เพราะทั้งคู่เพิ่งจะได้รับการบรรจุให้เป็นผู้ตัดสินของศึกแชมเปี้ยนส์ลีกในรอบ 2-3 ฤดูกาลหลังมานี้เอง ยิ่งเมื่อรวมกับการที่ไม่มีผู้ตัดสินอังกฤษไปตัดสินในศึกชิงแชมป์โลกรุ่นเยาวชน ก็เท่ากับว่าทั้งคู่พลาดโอกาสเก็บคะแนนเพื่อไปตัดสินในฟุตบอลโลกอย่างน่าเสียดาย

 

ไม่อยากผิดพลาด แต่ก็พลาดกันได้

แน่นอนว่าหากนักกีฬาจำเป็นต้องฝีกซ้อมเพื่อให้มีฝีไม้ลายมือที่ดีขึ้นแล้ว วงการผู้ตัดสินก็จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ ศิวกร ภูอุดม หรือ เปาโค้ช ผู้ตัดสินระดับ ฟีฟ่า อีลิท ของไทย เผยให้เราฟังว่า

 

“การพัฒนาผู้ตัดสินทุกประเทศมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ให้ผิดพลาดน้อยที่สุด หรือไม่ผิดพลาด และต้องได้มาตรฐานสากลมากที่สุด ซึ่งการพัฒนาในแต่ละประเทศ ทั้งไทย, เอเชีย หรือแม้กระทั่งยุโรปนั้นก็มีจุดที่เหมือนและต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝ่ายพัฒนาของประเทศนั้นๆ ว่าจะมองเห็นจุดอ่อนของผู้ตัดสินในองค์กรของตนเองด้านไหน ก็จะนำมาพัฒนาในด้านนั้น เช่น หากไม่แม่นกฎก็จำเป็นต้องเสริมเรื่องกติกา หากมีปัญหาเรื่องการควบคุมผู้เล่นก็เสริมเรื่องการจัดการผู้เล่น นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องเรียนรู้ อย่างเช่น แท็คติกในสนาม, ตำแหน่งการยืนและเคลื่อนที่ของผู้ตัดสิน”

 

“ซึ่งแนวทางการปฏิบัตินั้นก็มีทั้งการนำผู้เชี่ยวชาญมาอบรมในประเทศนั้นๆ รวมถึงการส่งตัวผู้ตัดสินไปอบรมที่ประเทศอื่นๆ อย่างตัวผมเองก็เคยได้รับโอกาสไปฝึกอบรมที่อังกฤษเมื่อปี 2013 ซึ่งปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลงการฝึกซ้อมไปบ้าง หรือมีการพัฒนาที่แตกต่างออกไปจากหลายปีก่อน”

 

สำหรับทางอังกฤษนั้น เอฟเอได้ระบุแนวทางการพัฒนาผู้ตัดสิน เป็นดีเอ็นเอของผู้ตัดสินอังกฤษไว้ 7 ข้อตามศัพท์คำว่า Referee ดังนี้

 

Respect - ความเคารพ

Empathy - ความเอาใจใส่

Fitness - ความฟิต

Evaluation - การประเมินผลงาน

Reliability - ความเชื่อถือได้

Education - ความรู้

Excellence - ความเป็นเลิศ

 

ซึ่งสิ่งที่ดูจะมีปัญหามากที่สุดสำหรับผู้ตัดสินอังกฤษ ก็คือความเชื่อถือได้ เพราะผู้ตัดสินอังกฤษมักจะก่อความผิดพลาดในการตัดสินอยู่บ่อยครั้ง และเรามักจะได้ยินตามข่าวอยู่บ่อยๆ ทว่าแคลทเทนเบิร์กเองกลับมองว่า ข้อหาดังกล่าวดูเกินจริงไปไม่น้อย

 

“หลายคนเคยบอกกับผมว่า พวกผู้ตัดสินน่ะต้องการเป็นที่สนใจ เป็นดาวเด่นของเกมแต่ละนัด แต่เชื่อผมเถอะว่า ไม่มีผู้ตัดสินคนไหนอยากเป็นเช่นนั้นหรอก ปัญหาก็คือ สื่อกับโลกสังคมออนไลน์น่ะทำให้ชื่อของผู้ตัดสินโผล่ไปทุกที่ กลายเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้ดี เพราะเราก็แค่ปุถุชนทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น พรีเมียร์ลีกยังเป็นลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกสายตาต่างจ้องมอง ดังนั้นผู้ตัดสินอังกฤษก็มักจะโชคร้ายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงเสมอ”

 

และเปาไทยล่ะ?...อีกนานแค่ไหนถึงจะได้ไปฟุตบอลโลกอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมาเคยมีผู้ตัดสินชาวไทยได้รับเลือกให้ไปตัดสินในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเพียง 2 คนเท่านั้น คนแรกคือ ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ หรือ เป๋าอั๋น ที่ได้ไปเป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส อีกคนคือ ปรัชญา เพิ่มพานิช หรือ เปาแป๊ก ซึ่งได้เป็นผู้ช่วยผู้ตัดสินในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี

 

และหลังจากนั้น ผู้ตัดสินไทยก็ไม่เคยได้เฉียดเข้าใกล้การไปฟุตบอลโลกอีกเลย จนแฟนบอลไทยเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า เมื่อไหร่เราจะได้เห็นสิงห์เชิ้ตดำชาวไทยได้ไปทำหน้าที่นี้อีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เปาโค้ชตอบกับเราว่า

 

“เนื่องจากคะแนนจากการตัดสินเกมทางการแต่ละนัดนั้นจะอยู่ที่สหพันธ์ฟุตบอลของทวีป  ดังนั้นตัวผู้ตัดสินจะไม่มีทางทราบเลย ซึ่งคะแนนดังกล่าวจะใช้เป็นตัวชี้วัดในการพิจารณาผู้ตัดสินไปทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายต่อไป”

 

“แต่หากจะถามจริงๆ ว่าอีกนานแค่ไหนนั้น ผมมองว่าเราต้องมองไปที่บันไดขั้นแรกเสียก่อน นั่นคือต้องมีผู้ตัดสินไทยไปตัดสินในรายการ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฟุตบอลสโมสรรายการใหญ่ที่สุดของเอเชีย”

 

“หากผู้ตัดสินไทยไปถึงตรงนั้นได้ ก็มีโอกาสต่อยอดสู่การตัดสินในรายการอื่นๆ เพื่อเก็บคะแนนสู่การตัดสินในฟุตบอลโลกต่อไป”

 

 

แหล่งที่มา

 

http://www.fifa.com/worldcup/news/36-referees-and-63-assistant-referees-appointed-as-russia-2018-match-officials

https://www.fourfourtwo.com/features/mark-clattenburg-english-refs-cant-be-arrogant-they-have-no-right-be-world-cup

http://www.thefa.com/get-involved/referee/the-fa-national-referee-strategy-and-dna



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง