On The Main Stand

ผูกพัน, แน่นแฟ้น, ท้องถิ่นนิยม : ทำไมกีฬามหา'ลัยในอเมริกา จึงกระแสแรงไม่แพ้กีฬาอาชีพ?



สหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประชากรมีความคลั่งไคล้ในกีฬาที่สูงมาก เห็นได้จากตอนฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สร้างสถิติผู้ชมในสนามสูงที่สุดตลอดกาล แม้ฟุตบอลจะไม่ใช่กีฬายอดนิยมของประเทศนี้


 

และยิ่งเป็นกีฬายอดนิยมของประเทศ อย่างอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอลแล้ว ความสนใจของผู้คนในประเทศนี้ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ความนิยมชมชอบดังกล่าว ไม่ได้มีเฉพาะการแข่งขันในระดับอาชีพเท่านั้น เพราะในการแข่งขันระดับสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับมหาวิทยาลัย ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

ซึ่งเรื่องดังกล่าว ดูจะต่างกับสถานการณ์ในประเทศไทยแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะกีฬาระดับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีผู้ชมค่อนข้างน้อย ออกแนว “จัดกันเอง ดูกันเอง” เสียมากกว่า แม้แต่ฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ อันโด่งดัง ซึ่งมีผู้ชมในสนามมากกว่าการแข่งขันรายการอื่นๆ บรรยากาศก็ไม่ใคร่จะจริงจังเท่าใดนักเมื่อเทียบกับที่สหรัฐอเมริกา เมื่อผู้คนดูจะให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ข้างสนามอย่าง ขบวนล้อการเมือง, เชียร์ลีดเดอร์ รวมถึงแปรอักษร มากกว่าเกมการแข่งขันในสนาม

แล้วความแตกต่างระหว่างสองชาติอยู่ที่ตรงไหนกัน?

 

ความนิยมที่สูงลิบ

หากจะดูว่ากระแสความนิยมของกีฬาระดับปัญญาชนในสหรัฐอเมริกานั้นมากแค่ไหน สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เราคงต้องมาดูกันนั่นคือ จำนวนผู้ชมในสนาม ซึ่งในฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมา อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัย มียอดผู้ชมเฉลี่ยอยู่ที่ 42,203 คนต่อเกม ซึ่งมากกว่าเกมระดับอาชีพของการแข่งขันฟุตบอล อย่าง บุนเดสลีกา ของเยอรมนีกับ พรีเมียร์ลีก ของอังกฤษเสียอีก โดยลีกอาชีพเพียงลีกเดียวที่มีจำนวนผู้ชมเฉลี่ยมากกว่าก็คือ อเมริกันฟุตบอล NFL ที่ฤดูกาลก่อนมีผู้ชมเฉลี่ยที่ 69,487 คนต่อเกม

ขณะที่บาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัย แม้จำนวนผู้ชมในสนามเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 2017 จะมีเพียง 4,633 คนต่อเกม แต่หากเรานับเฉพาะในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์ประเทศแล้ว ยอดผู้ชมเฉลี่ยนั้นสูงถึง 20,103 คนต่อเกม ซึ่งมากกว่าลีกสูงสุดของฟุตบอลอาชีพอย่าง เอเรดิวิซี่ ของฮอลแลนด์และ เจลีก ของญี่ปุ่น (ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เมื่อถึงรอบชิงแชมป์ประเทศ การแข่งขันจะถูกย้ายไปเล่นในสนามที่มีความจุมากกว่า)

อีกตัวเลขที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ จำนวนผู้ชมผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัย มีผู้ชมเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านคนตลอดทั้งฤดูกาล โดยในฤดูกาล 2017 ที่ผ่านมา มีผู้ชมเฉลี่ยในช่วงฤดูกาลปกติ 1,942,000 คนต่อเกม เข้าถึงผู้ชมมากกว่า 200 ล้านคน รอบเพลย์ออฟมีผู้ชมเฉลี่ย 5,308,000 คนต่อเกม เขาถึงผู้ชมราว 122 ล้านคน และเกมรอบชิงแชมป์ประเทศ มีผู้ชมมากถึง 29,932,000 คน


Photo : www.lsusports.net | LSU Tiger

ส่วนบาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัยฤดูกาลที่ผ่านมานั้น มีจำนวนผู้ชมในรอบชิงแชมป์ประเทศเฉลี่ย 8.6 ล้านคนต่อเกม และในเกมชิงแชมป์ประเทศ มีผู้ชมมากถึง 23 ล้านคน เรียกได้ว่าแม้จะเป็นเกมระดับสมัครเล่น แต่ก็มีผู้ให้ความสนใจไม่แพ้กีฬาอาชีพเลยทีเดียว

ตลาดขนาดใหญ่

จากตัวเลขดังกล่าว กฤษฎิน สุวรรณบุบผา ผู้จัดการฝ่ายข่าวกีฬา สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ในฐานะนักศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกามองว่า นี่คือภาพสะท้อนว่า ตลาดกีฬาในระดับมหาวิทยาลัยนั้นใหญ่ไม่แพ้กีฬาระดับอาชีพเลยแม้แต่น้อย

“สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก คืออยู่ที่ราว 324 ล้านคน ซึ่ง 46% ของจำนวนนี้ จบการศึกษาอย่างน้อยก็ระดับอนุปริญญา หรือ จูเนียร์ คอลเลจ คิดเป็นตัวเลขก็ราว 150 ล้านคน นี่แหละคือฐานแฟนกีฬาระดับมหาวิทยาลัย” ผู้ประกาศข่าว, ผู้บรรยาย และพิธีกรรายการกีฬาแห่ง “วิกสาม พระราม 4” เริ่มต้นสาธยาย

“และหากเปรียบเทียบแล้ว ฐานแฟนกีฬาระดับมหาวิทยาลัย ดูจะเหนียวแน่นกว่าฐานแฟนบอลกีฬาอาชีพด้วย เพราะเมื่อคุณจบ ม.ไหน คุณก็จะเป็นแฟนหรือสนับสนุน ม.นั้นไปตลอดชีวิต และศิษย์เก่า 1 คน ก็จะเชียร์หรือให้ความสนใจกับกีฬาทุกชนิดของ ม.ตัวเอง เท่ากับว่า 1 คนจะมีกีฬาให้ตามเชียร์หลายชนิดเลยทีเดียว”

“ซึ่งตรงนี้มันแตกต่างจากทีมอาชีพที่มักจะเน้นแฟนกีฬาท้องถิ่น แต่แฟนกีฬาที่ย้ายบ้านย้ายถิ่นฐาน ก็อาจจะเปลี่ยนใจ ย้ายทีมเชียร์ได้ และที่สำคัญ 1 คน = 1 ชนิดกีฬาตามความสนใจของตัวเอง” กฤษฎินอธิบาย

ด้วยขนาดตลาดอันมหาศาล จึงไม่แปลกที่จะมีกลุ่มนายทุนมองเห็นช่องทางทำเงินนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าว สแตนลี่ย์ อิทเซ่น ได้เขียนไว้ในหนังสือ Fair & Foul ที่ดีแผ่วงการกีฬามหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาว่า แรกเริ่มเดิมที ความนิยมของกีฬาระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาถูกจำกัดวงแค่ในท้องถิ่นเท่านั้น กระทั่งยุค 1970 ก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสถานีโทรทัศน์เริ่มเข้าหามหาวิทยาลัยดังๆ เพื่อเสนอสิทธิประโยชน์ แลกกับการได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน

และนั่นคือที่มาของรายได้จำนวนมหาศาลที่แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับ อันนำไปสู่การพัฒนาโปรแกรมกีฬาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เช่นเดียวกับ สมาคมกีฬามหาวิทยาลัยแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ NCAA องค์กรที่ควบคุมการแข่งขัน ซึ่งกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวงการกีฬาปัญญาชนให้เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งด้วยเช่นกัน

 

เส้นทางสู่นักกีฬาอาชีพ

อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความนิยมที่สูงในกีฬาระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องของ “ความรู้สึกร่วม” เท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องของ “โอกาส” อยู่ด้วย

เนื่องจากว่าเวทีระดับมหาวิทยาลัย คือเส้นทางด่านสำคัญและด่านสุดท้ายของนักกีฬาในสหรัฐอเมริกาก่อนก้าวเข้าสู่เวทีระดับอาชีพนั่นเอง

“ในแง่นักกีฬา ทุกคนล้วนต้องการทุนการศึกษาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย” กฤษฎินเผย “เพราะทางสหรัฐอเมริกา วางให้กีฬาระดับมหาวิทยาลัย เป็นเวทีคัดกรองนักกีฬาที่จะพัฒนาสู่ระดับอาชีพ แตกต่างจากยุโรปที่เน้นระบบอะคาเดมี่ เนื่องจากสหรัฐฯ เชื่อว่า ระบบการศึกษาที่ควบคู่กับกีฬาจะพัฒนาคนได้ดีกว่าการมุ่งหน้าเล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว นักกีฬาจึงมีเวทีพัฒนาตัวเองตั้งแต่ระดับมัธยม สู่มหาวิทยาลัยต่อไปจนถึงทีมอาชีพ"

"ด้วยเหตุนี้ เด็กเก่งๆ ตั้งแต่ระดับมัธยมจึงถูกกลั่นกรองจากแมวมองในมหาวิทยาลัยก่อนทีมอาชีพ แล้วทีมอาชีพก็แทบจะไม่ส่งแมวมองลงมาถึงระดับมัธยมด้วยนะ แต่จะโฟกัสที่มหาวิทยาลัยแทน"

ซึ่งแม้ในอดีต เราจะเคยได้ยินเรื่องราวของนักกีฬาที่เก่งตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา จนสามารถข้ามขั้นไปเล่นในระดับอาชีพเลยอย่าง โคบี้ ไบรอันท์ รวมถึง เลบรอน เจมส์ แต่จากการที่นักกีฬาหลายราย ตัดสินใจ “ชิงสุกก่อนห่าม” จนประสบกับความล้มเหลวหลังเทิร์นโปร ลีกอาชีพจึงเปลี่ยนนโยบายเสียใหม่ โดยให้นักกีฬาที่จะเข้าสู่การดราฟท์ได้ ต้องผ่านการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเสียก่อนเท่านั้น (NFL ต้องเข้าเป็นนักกีฬาอย่างน้อย 3 ปี ส่วน NBA ต้องเข้าเป็นนักกีฬาอย่างน้อย 1 ปี) ส่วนคนที่อยากลองของหลังจบชั้นมัธยมศึกษาเลยนั้น ก็จะต้องเข้าไปในฐานะ “นักกีฬาอันดราฟท์” ที่จะได้ค่าเหนื่อยน้อยกว่า


Photo : www.nba.com

"ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าระบบการสร้างนักกีฬา ระบบเศรษฐกิจกีฬา ของสหรัฐอเมริกาถูกวางไว้อย่างมีแบบแผน สปอนเซอร์จึงให้ความสำคัญที่จะเทงบสนับสนุนทีมกีฬาของมหาวิทยาลัยต่างๆ จนอาจเรียกว่า กีฬาเป็นหน่วยงานที่ทำเงินให้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อย่างมหาศาล ส่วนนักกีฬาก็มีปริญญา เกิดวันดีคืนดีเจ็บหนักต้องเลิกเล่นก่อนเวลาอันควรก็มีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่น ซึ่งมีจำนวนเยอะมากๆ เมื่อเทียบกับอะคาเดมี่ฟุตบอลในยุโรปแล้ว นักกีฬาทางสหรัฐฯ มีที่ไปได้มากกว่า" กฤษฎินกล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นของนักกีฬาที่เป็นนักศึกษาในสหรัฐอเมริกาก็ดูจะมีเรื่องให้ได้ถกเถียงเช่นกัน เมื่อพวกเขาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่สร้างชื่อเสียง รวมถึงรายได้แก่มหาวิทยาลัยอย่างมหาศาล แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีแค่สิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ทุนการศึกษา เนื่องจาก NCAA ได้ออกกฎห้ามนักกีฬารับเงินจากสปอนเซอร์อย่างเด็ดขาด ซึ่งนักกีฬาอย่าง เรจจี้ บุช อดีตตัววิ่งดีกรีแชมป์ซูเปอร์โบวล์ของ นิวออร์ลีนส์ เซนต์ส ที่เคยทำผิดเรื่องนี้สมัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย หรือ USC โดนลงโทษสถานหนักด้วยการริบรางวัล ไฮส์แมน โทรฟี่ หรือนักอเมริกันฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเจ้าตัวได้เมื่อปี 2005 คืน ขณะที่สถาบันโดนลบสถิติชัยชนะและถูกยึดทุนการศึกษา รวมถึงเมื่อไม่นานนี้ ก็มีข่าวที่นักกีฬาของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่าถูกแบนจากข้อหาเอารองเท้าที่ได้จากสถาบันไปรีเซล หรือขายต่ออีกด้วย

เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น จึงกลายเป็นการตั้งคำถามต่อระบบว่า เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยแล้วหรือยัง?

 

ผูกพันกับท้องถิ่น

นอกจากวงการกีฬามหาวิทยาลัยจะเป็นเส้นทางสู่กีฬาอาชีพ รวมถึงเป็นตลาดที่ใหญ่จากฐานแฟนที่มีทั้งนักศึกษาและศิษย์เก่าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กีฬาปัญญาชนของสหรัฐอเมริกาได้รับความนิยม ก็คือความยึดโยงระหว่างทีมกีฬากับท้องถิ่นที่ตั้งของสถาบัน

สาเหตุแรกเลยก็เนื่องจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกานั้นมีจำนวนมากกว่าทีมกีฬาระดับอาชีพอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเมื่อมีสถานศึกษา ความเจริญก็จะไปถึงบริเวณนั้นด้วย จึงทำให้ผู้คนในท้องถิ่นมีความผูกพันกับสถาบันการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัย ตลอดจนทีมกีฬาของสถาบัน ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่น USC ที่จัดกิจกรรม Sneaker Drive ให้คนนำรองเท้าผ้าใบใหม่มาบริจาคให้กับคนไร้บ้าน แลกกับบัตรเข้าชมการแข่งขันของทีมอเมริกันฟุตบอลไปเลยฟรีๆ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากแฟนกีฬาและแฟนสถาบันอย่างดี เนื่องจากบัตรเข้าชมการแข่งขันของทีมกีฬามหาวิทยาลัยนั้น หาได้ยากและมีราคาแพงกว่าตั๋วของทีมกีฬาอาชีพเสียอีก


Photo : USC Trojans

นอกเหนือจากนั้น การที่มีการถ่ายทอดสดกีฬาระดับมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ ยังเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผู้คนทั้งในและต่างถิ่นรู้จักกับทีมกีฬา รวมทั้งนักกีฬามากขึ้น อย่างที่ วัชรินทร์ จัตุชัย แฟนพันธุ์แท้บาสเกตบอล NBA และผู้บรรยายกีฬา เล่าถึงประสบการณ์ครั้งไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า

“สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นผมอยู่ที่เมืองซีราคิวส์ รัฐนิวยอร์ก เชื่อมั้ยว่า คนแถวนั้นดูบาสเกตบอลทีม นิวยอร์ก นิกส์ ของ NBA ไม่มากเท่าไหร่นะ แต่ถ้าเป็นทีม ซีราคิวส์ ออเรนจ์ ของมหาวิทยาลัยซีราคิวส์เนี่ย ชาวบ้านแถวนั้นคลั่งไคล้แบบสุดๆ นักกีฬา หรือแม้แต่เฮดโค้ช จิม โบไฮม์ เนี่ย คนละแวกนั้นรู้จักหมด มันเลยเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งมากๆ ระหว่างกีฬามหาวิทยาลัยกับท้องถิ่น”

 

บทเรียนจากอีกซีกโลก

จากเรื่องราวที่ปรากฎในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดความนิยมในกีฬามหาวิทยาลัยของไทยถึงสู้ในอีกซีกโลกไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่นักกีฬามีค่านิยมที่ต้องเรียนควบคู่ไปกับการเล่นเช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว กฤษฎิน สุวรรณบุบผา มองว่า

“อันที่จริงถามว่าเทียบกันได้ไหม? ส่วนตัวผมมองว่าไม่ได้นะ เพราะอะไร? เพราะระบบการสร้างนักกีฬาของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นแบบแผนมาก มัธยม > มหา’ลัย > อาชีพ แต่ที่ไทยล่ะ? มัธยม > มหา’ลัย > … สิ่งที่เราขาดคือตรงนี้แหละ ตรงที่ไม่มีการพัฒนาระบบกีฬาอาชีพให้รองรับนักกีฬาเหล่านี้”

ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะมีผู้ที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้มีฐานแฟนกีฬาปัญญาชนมากขึ้นก็ตาม แต่สถาบันการศึกษาต่างๆ ล้วนประสบปัญหาในการให้นักศึกษา หรือแม้แต่ศิษย์เก่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม เห็นได้จากงานฟุตบอลประเพณีฯ ที่ทั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่างมุ่งเน้นศักดิ์ศรีการเอาชนะ ด้วยการดึงนักฟุตบอลดีกรีทีมชาติไทยมาสวมเสื้อของสถาบัน ทว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไม่ค่อยจะมีเวลาเข้ามาเรียนเท่าใดนัก จากภาระหน้าที่ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ความผูกพันและอารมณ์ร่วมจึงไม่เกิดอย่างที่ควรจะเป็น


Photo : SGCU Camera | งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

ซึ่งหากจะหาว่ากีฬาระหว่างสถาบันรายการใดที่แฟนกีฬาดูจะมีส่วนร่วมมากเป็นพิเศษนั้น เราคงต้องไปดูที่กีฬาระดับมัธยมศึกษา อย่าง ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี เนื่องจากโรงเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันสามารถใชัได้แค่นักกีฬาที่เป็นนักเรียนซึ่งกำลังศึกษาอยู่เท่านั้น ขณะเดียวกัน ความมีส่วนร่วมของทีมกีฬามหาวิทยาลัยกับชุมชนของไทยก็ดูจะไม่ค่อยมีเท่าใดนัก ทำให้ไม่สามารถจูงใจชาวบ้านในละแวกสถาบันให้มาเชียร์ได้เท่าที่ควร และเมื่อเป็นเช่นนี้ สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็จึงไม่ใคร่ที่จะลงทุนถ่ายทอดสดกีฬาระดับปัญญาชนด้วยนั่นเอง


Photo : SGCU Camera | งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

ฐานตลาดที่กว้างจากศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่า, เส้นทางสุดท้ายก่อนก้าวสู่เวทีระดับอาชีพ รวมถึงความผูกพันระหว่างสถาบันกับท้องถิ่น คือสิ่งที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้กีฬาระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเติบโตจนยิ่งใหญ่ไม่แพ้กีฬาระดับอาชีพ ซึ่งหากสถาบันอุดมศึกษาของไทยต้องการที่จะพลิกโฉมให้วงการกีฬาปัญญาชนเติบโตขึ้น บางทีการศึกษาแนวทางจากอีกซีกโลกก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน

 

อ้างอิง

https://bigthink.com/why-do-you-have-to-go-to-college-become-a-pro-footballbasketball-player
http://www.chicagotribune.com/sports/college/ct-college-football-vs-nfl-20170921-story.html
http://www.espn.com/college-football/story/_/id/14689766/flipping-field-12-reasons-college-football-dominates-nfl
http://www.espn.com/college-football/story/_/id/22422239/college-football-attendance-declines-2017
https://www.forbes.com/sites/richardvedder/2018/03/14/perpetual-madness-not-just-in-march/
https://www.independent.co.uk/sport/us-sport/march-madness-with-even-barack-obama-involved-why-are-college-sports-so-popular-in-the-united-states-a6936861.html
https://www.maxim.com/entertainment/why-college-football-fans-are-more-devoted-nfl-fans-2015-10
http://www.sportsretriever.com/stories/six-reasons-college-sports-better-professional/
https://studybreaks.com/college/why-college-sports-should-be-discontinued/
https://www.theguardian.com/sport/blog/2009/jan/08/american-college-sport



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง