On The Main Stand

เทพนิยายแห่งเอเชีย : ทาจิกิสถาน...ประเทศที่มี ‘กับระเบิด’ มากกว่าสนามฟุตบอล



วันที่ 7 ตุลาคม ทีมชาติทาจิกิสถานชุดยู 16 จะลงเล่นนัดชิงชนะเลิศศึกชิงแชมป์เอเชีย 2018 กับ ญี่ปุ่น ซึ่งหากยังจำกันได้ในวันที่ทีมชาติไทยของเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทีมโซเวียตแตกทัพชาตินี้เมื่อปลายเดือนกันยายน โลกโซเชี่ยลร้อนระอุลุกเป็นไฟพร้อมกับคำถามที่ว่า "ถ้ากับแค่ ทาจิกิสถาน ยังแพ้ ทีมชาติไทยยังกล้าฝันไปฟุตบอลโลกอีกหรือ?"


 

แม้เสียงประณามใส่ทัพช้างศึกจูเนียร์จะเกิดขึ้นจากความผิดหวัง แต่ในขณะเดียวกันมันเหมือนกับการตีวัวกระทบคราดใส่ ทาจิกิสถาน เต็มๆ โดยไม่รู้ตัว ชาวไทยเผลอมองว่าพวกเขาโนเนมเพราะชื่อของพวกเขาแทบไม่เคยปรากฎว่าเป็นชาติที่เก่งกาจบนเส้นทางลูกหนังเอเชียเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นทุกสิ่งทุกอย่างทีเกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล บนโลกฟุตบอลอาจจะมีความฟลุ๊ก ทว่าการฟลุ๊กจนไปถึงรอบชิงชนะเลิศแบบนี้มันก็ดูย้อนแย้งไม่น้อยเลยคุณว่าไหมล่ะ?

ชาติเล็กๆชาตินี้ผ่านอะไรมาบ้าง บ้านเมืองของพวกเขาวุ่นวายแค่ไหนกว่าจะได้ปกครองตัวเอง และพวกเขามีพัฒนาฟุตบอลอย่างไรจนกลายเป็นเสือซ่อนเล็บในรุ่นเยาวชน Main Stand จะพาคุณไปรู้จักกับ ทาจิกิสถาน ให้มากกว่าที่คุณเคยรู้

 

อดีตอันเจ็บปวด

แค่ชื่อก็คงพอเดาออกว่า ทาจิกิสถาน เป็นประเทศที่แยกออกมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งพรมเเดนของพวกเขาเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้นไม่ต้องสืบสาวราวเรื่องเลยว่าธุรกิจประมงคงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หนำซ้ำครั้นจะให้ทำการเกษตรภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาก็ไม่เอื้ออำนวย มีไม่กี่อย่างที่พวกเขาสามารถแปลงจากทรัพยากรในประเทศและส่งออกในต่างเเดนได้คือ ถ่านหินลิกไนต์ อลูมิเนียม ซีเมนต์ สิ่งทอ และ เครื่องหนัง เป็นต้น

นั่นจึงทำให้ ทาจิกิสถาน เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในบรรดาเครือรัฐเอกราชที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต (คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, คีร์กีซสถาน, เติร์กเมนิสถาน และ รัสเซีย)  

ด้วยความที่ยากจนทำให้ยากที่จะนำเงินมาพัฒนาในส่วนอื่นๆ ให้เฟื่องฟูเหมือนกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง แน่นอนว่าเรื่องของกีฬาก็เช่นกัน ซึ่งแม้ภูมิประเทศนั้นจะเหมาะสมกับกีฬากลางแจ้งเช่นการเดินเขา ปั่นจักรยานเสือภูเขา และการปีนเขา (อันจะนำมาซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน) แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ขัดสน สาธารณณูปโภคสำหรับกีฬาเหล่านี้จึงไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง กลายเป็นว่ากีฬายอดฮิตอันดับ 1 ของประเทศนี้ก็คือ ฟุตบอล นั่นเอง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีสนามฟุตบอลมาตรฐานในประเทศราว 10 แห่ง แต่นั่นก็เป็นผลพวงและมรดกจากครั้งที่พวกเขายังถูกเรียกว่าโซเวียตทั้งหมด เพราะนับตั้งแต่ย้ายออกมาปกครองตัวเองก็ไม่ได้มีสนามฟุตบอลที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ให้ทันสมัยเลย แน่นอนว่าจำนวนสนามเพียง 10 สนาม ที่แบ่งทีมลงเตะได้พร้อมกัน 220 คนไม่มีทางเพียงพอต่อจำนวนประชากรกว่า 7 ล้านคนแน่นอนอยู่แล้ว ครั้นจะสร้างสนามใหม่ก็ยิงชวนให้คิดหนักเข้าไปอีก ดังนั้นงบประมาณที่จะเอาไปลงกับฟุตบอลก็ถูกเอาไปทำในสิ่งที่ควรทำมากกว่านั่นคือการสร้างเขื่อน Rogun เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองและขายให้กับเพื่อนบ้านอย่าง อัฟกานิสถาน

และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาวงการฟุตบอลมากที่สุด ก็คือเรื่องของการเมืองและการปกครอง ประเทศแห่งนี้มีหลายเชื้อชาติประกอบด้วยชาวทาจิกร้อยละ 84.3 อุซเบกร้อยละ 13.8 คีร์กิซร้อยละ 0.8 อื่นๆ ร้อยละ 1.1 ซึ่งรวมถึงชนกลุ่มน้อยมากมายหลายกลุ่ม

และนับตั้งแต่ที ทาจิกิสถาน แยกกับสหภาพโซเวียต เมื่อปี 1991 ก็ต้องเจอปัญหากับการจัดการกับกลุ่มคนหลายก๊กหลายฝ่าย จนเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองตลอดระยะเวลา 5 ปีที่แยกตัวออกมา โดยคู่ขัดแย้งคือฝ่ายรัฐบาล นำโดย เอโมมาลี่ ราห์มอน ซึ่งมีกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุน กับฝ่ายพันธมิตร ซึ่งมีกลุ่มอิสลามรวมถึงกลุ่ม อัล กออิดะฮ์ หนุนหลัง ก่อนที่ฝ่ายรัฐบาลจะสามารถคว้าชัยในสงคราม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นศพ ผู้คนนับล้านต้องไร้ที่อยู่

สถานะ “ผู้ยุติความขัดแย้ง” ทำให้ราห์มอนสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ตลอด การได้อยู่นานทำให้ ราห์มอน ค่อยๆ ใช้เวลาและอำนาจที่แผ่ขยายขึ้นเรื่อยๆ กำจัดฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจนเหี้ยนเตียน นอกจากนี้ยังใช้ยุทธิวิธีปิดกั้นสื่อในประเทศทุกๆ ด้านและรวมถึง อินเตอร์เน็ต, เฟซบุ๊ค และ ยูทูบ ล้วนรับผลกระทบไปทั้งหมด แม้เเต่เรื่องของศาสนาที่ถึงแม้ว่าเขาจะให้เสรีภาพทางในการนับถือศาสนาตามกฎหมาย ทว่าบนกระดาษกับความจริงนั้นต่างกัน รัฐบาลราห์มอน ควบคุมพิธีกรรมหรือการแสดงออกทางศาสนาของประชากรในประเทศอย่างเข้มงวด ผู้ชายห้ามไว้เครา และผู้หญิงห้ามสวมผ้าคลุมผม (ฮิญาบ) เพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอีกครั้งเมื่อในอดีต เรียกง่ายๆ ว่า ราห์มอน ปกครองประเทศโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริง

"จากการสำรวจประเทศทาจิกิสถานมาอย่างยาวนาน ผมพบว่าประเทศแห่งนี้เป็นประเทศที่หวาดระเเวงและอ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองเพราะพวกเขามีความทรงจำที่เลวร้ายเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองเมื่อครั้งอดีต" เอียน กรีนเบิร์ก นักเขียนของ The New York Times เคยพูดถึงประเทศแห่งนี้เอาไว้ในช่วงการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2006 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงสภาพจิตใจที่บอบช้ำของประชากรในประเทศเป็นอย่างดี

การครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหมายถึงการที่ ราห์มอน สามารถกำหนดหลายสิ่งได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะการสืบทอดอำนาจ และหน้าที่ใหญ่ๆ ในประเทศที่ผู้ในรับตำแหน่งแต่ละคนล้วนเป็นคนในครอบครัวของเขาทั้งสิ้น ลูกสาว, ลูกชาย, พี่ชาย, น้องชาย และวงญาติต่างๆ ของเขา ต่างเป็นกลุ่มชนที่รวยเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่...

อย่างไรก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน มีบางสิ่งที่ดีขึ้นจากการส่งอำนาจให้กันภายในครอบครัวของ ราห์มอน และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของ "ฟุตบอล" นั่นเอง

 

อำนาจที่มาพร้อมการพัฒนา

รัสตัม เอโมมาลี่ ลูกชายคนโตของ ราห์มอน ถูกแต่งตั้งให้เป็นประธานสมาพันธ์ฟุตบอลทาจิกิสถานตั้งแต่อายุ 24 ปีเท่านั้น แม้จะดูเหมือนว่านั่นคืออายุที่น้อยเกินไปที่จะตัดสินอะไรและปกครองใครได้ กระนั้นพวกเขาก็ไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งนั่นทำให้ได้เพียงภาวนาว่าการแต่งตั้งเอาคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นขึ้นเป็นใหญ่ในวงการฟุตบอลครั้งนี่้จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง


Photo : news.tj

โชคดีที่ รัสตัม เป็นคนหนุ่มที่รู้จริงเรื่องฟุตบอล ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับ ด้วยความที่มีพ่อยิ่งใหญ่คับประเทศทำให้ในปี 2007 เขาสามารถสร้างสโมสรฟุตบอลขึ้นมาเอง โดยใช้ชื่อว่า อิสติกลอล ซึ่งตอนนั้นเขาอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเจ้าของสโมสรแล้วเขายังเป็นกัปตันทีมและกองหน้าที่ยิงประตูจนพาทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศถึง 5 สมัย น่าเสียดายหากมีคลิปให้ได้รับชมก็คงจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าฝีเท้าของเขาอยู่ในระดับไหน

ดูเหมือนว่าการพิชิตแค่ในประเทศมันคงจะง่ายเกินไปสำหรับเขา เรื่องราวหลังจากการสร้างสโมสรผ่านมา 4 ปี รัสตัม ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานสมาพันธ์ฟุตบอลทาจิกิสถาน (TFT) และขยายอำนาจจนได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของสภาโอลิมเปิคแห่งเอเชีย ซึ่งด้วยยศใหญระดับดาวเต็มบ่ายิ่งกว่าท้องฟ้าจำลองของเขานี้นี่เองทำให้เขาเขี่ยเจ้าของตำแหน่ง "ประธาน TFT" คนเดิมที่ดำรงตำแหน่งประมุขบอลทาจิกิสถานมาถึง 10 ปีลงอย่างง่ายดาย ใช่เเล้วล่ะ 1 ปีหลังจากเป็นรองประธาน รัสตัม ขยับตัวเองกลายเป็น "ท่านประธาน" เรียบร้อยเเล้ว


Photo : news.tj

ณ ตอนนั้นเขาอายุ 24 ปีแล้ว แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในสมาพันธ์ด้วยการประกาศตัดสัมพันธ์กับสโมสร อิสติกลอล จนหมดสิ้น ไม่ขอเกี่ยวข้องใดๆ กันอีก … แม้ว่าดูยากจะเชื่อแต่ที่สุดเเล้วมันก็ยังดีกว่าเขาเหยียบเรือสองแคมให้เป็นขี้ปากชาวบ้านล่ะนะ

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น การเข้ามาของ รัสตัม คือเรื่องดีของวงการฟุตบอลทาจิกิสถาน เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาอาจจะมีฟุตบอลลีกของประเทศแต่ก็ทำกันแบบขอไปทีไม่ได้จริงจังอะไร เหตุผลส่วนใหญ่ก็น่าจะมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนที่ทำให้ชาวทาจิกิสถานหลายคนต้องต้องอพยพไปทำงานขายแรงในประเทศอื่นๆ โดยมี รัสเซีย เป็นจุดหมายปลายทางที่นิยมมากที่สุด และกลุ่มคนขายแรงเหล่านี้ส่งเงินกลับประเทศสูงถึง 50% ของจีดีพีทั้งหมดของประเทศ  นั่นหมายความว่าในยุค 10 ปีก่อนหน้านี้คงเป็นเรื่องเสียแรงเปล่าที่จะเอาเวลามาเตะฟุตบอล แทนที่จะเอาเวลาไปหางานทำในภาวะที่ปากกัดตีนถีบ


Photo : news.tj

แต่เมื่อ รัสตัม เข้ามาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เขายืนยันมาตลอดว่าเขาต้องการจะทำให้ฟุตบอลของ ทาจิกิสถาน มีความเป็นอาชีพซึ่งทำให้หลังจากเขารับตำแหน่งมีหลายทีมลงทะเบียนตามมาตรฐานของ AFC และผลักดันให้นักเตะแต่ละคนมีสัญญาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมันดีต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดของประชากรในประเทศไม่น้อย

ส่วนหนึ่งหนึ่งที่ทำให้การบริหารงานใน TFT ของเขาสะดวกโยธินขนาดนี้นั่นก็เพราะว่า "พ่อผมใหญ่" ดังนั้นกิจการใดๆ ที่เขาเล็งเห็นว่าจะส่งผลประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลทาจิกิสถานก็ผ่านการอนุมัติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่ยืนยันได้ถึงความเร็วในการอนุมัติงบประมาณคือเมื่อ รัสตัม เข้ามานั่งแท่นประมุขลูกหนังของประเทศนั้นนอกจากจะแก้ไขเรื่องลีกให้เป็นอาชีพมากขึ้นเเล้ว เขายังสร้างอคาเดมี่ฟุตบอลเพิ่มอีกหลายเเห่งเพื่อพัฒนาเยาวชนในประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) จนกระทั่งทีมชุดเยาวชนของทาจิกิสถานได้ไปเล่นฟุตบอลโลก ยู 17 ได้ถึง 2 สมัยแล้วในตอนนี้

ชีค ซัลมาน บิน อิบรอฮิม อัล เคาะลีฟะฮ์ ประธาน AFC เองก็ชื่นชมในตัวของ รัสตัม ไม่น้อย ขณะที่ รัสตัม ก็ใช้คอนเน็คชั่นที่แข็งโป๊กดึงให้ AFC เข้ามาช่วยเหลือวงการฟุตบอลบ้านเกิดของเขาให้ได้ดีขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการเปิดการอบรมโค้ชตามหลักสูตร และการให้เข้ามาสอนเรื่องการจัดการของแต่ละสโมสรในประเทศให้เข้าใจมาตรฐานสากลมากขึ้น


Photo : www.the-afc.com

ประธาน AFC เห็นพัฒนาการและศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นได้อีก และการเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้ทำให้ AFC แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาอยากสนับสนุนให้ ทาจิกิสถาน ได้มองฟุตบอลในสเกลที่สูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นโดยมองถึงการขึ้นมาทัดเทียมชาติมหาอำนาจในเอเชียอื่นๆ

"ทาง AFC ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นพัฒนาการของวงการฟุตบอล ทาจิกิสาน ทั้งหมดนี้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ รัสตัม เอมาโมลี่" ซัลมาน เปิดใจให้สัมภาษณ์หลังเดินทางมาประเทศทาจิกิสถาน "เราได้เปลี่ยนแปลงเพื่อแยกเรื่องการเเบ่งโซนมาเป็น เอเชียกลาง จากก่อนหน้านี้เราให้พวกเขาไปรวมกับโซนเอเชียใต้ ซึ่งก็หวังว่าจะทำให้ ทาจิกิสถาน ได้ประโยชน์จากจุดนี้"

 

จากกับระเบิดสู่สนามฟุตบอล

AFC ได้สร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมขนาดมาตรฐานโดยเป้าหมายคือให้ประชากรในประเทศทาจิกิสถานได้ใกล้ชิดฟุตบอลมากขึ้น จึงทำให้เกิดโครงการ Mini Pitch ในปี 2016 โดย AFC ออกทุนให้ถึง 75% จากทุนสร้างทั้งหมด 205,000 เหรียญสหรัฐฯ


Photo : www.the-afc.com

ผู้เล่นระดับท้องถิ่นในทาจิกิสถานมีสนามฟุตบอลแบบทันสมัยให้ใช้งานเพิ่มอีก 4 สนามใจกลางเมืองหลวงของประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือการเกิดลีกเยาวชนของประเทศ นอกจากนียังมีสนามให้นักฟุตบอลหญิงได้ลงทำการเเข่งขันอีกด้วย

"ผมขอขอบคุณ AFC มากที่ให้ความร่วมมือและเชื่อมั่นในการพัฒนาฟุตบอลทาจิกิสถาน สนามเล็กๆเหล่านี้จะชวยให้นักเตะท้องถิ่นและนักเตะเยาวชนที่มีความสามารถได้ประโยชน์และต่อยอดขึ้นอีกจากสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดที่มี" รัสตัม กล่าวในวันรับมอบสนามจาก AFC

เรียกได้ว่าการเข้ามาของ รัสตัม ทำให้ประเทศ ทาจิกิสถาน ที่เคยถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีกับระเบิดจากยุคสงครามกลางเมืองตกค้างอยู่และสุ่มเสี่ยงต่อประชาชนกว่า 350,000 รายในพื้นที่ในช่วงปี 2000 ได้ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งนอกจากกับระเบิดที่ถูกฝังในช่วงสงครามกลางเมืองแล้ว มีการเปิดเผยว่าพื้นที่บริเวณรอยต่อพรมแดนทาจิกิสถานและอัฟกานิสถานยังมีกับระเบิดอีกจำนวนมากที่ฝังเอาไว้โดยทหารของรัสเซียตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 เพื่อปกป้องพื้นที่จากการรุกรานของพวกกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติที่มักข้ามพรมแดนจากฝั่งอัฟกานิสถานเข้ามาเคลื่อนไหวในทาจิกิสถานเป็นประจำ


Photo : www.the-afc.com

จริงอยู่ที่ระเบิดเหล่านี้ยังไม่หมดไป แต่อย่างน้อยๆ แทนที่พวกเขาจะเหยียบกับระเบิด พวกเขาก็จะได้เหยียบสนามหญ้าเทียมแบบมาตรฐานแทน    

 

รวมใจเป็นหนึ่งเดียว

จะเกี่ยวกันหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ ทว่า 2 ปีหลังจากโครงการ Mini Pitch ก่อร่างสร้างตัวขึ้น ทาจิกิสถาน ชุดยู16 ก็เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียไปแล้วอย่างที่เราได้ทราบกัน พวกเขาทำให้ทีมอย่าง ไทย, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้ และ อิหร่านได้แต่มองตาปริบๆ เท่านั้น


Photo : Tajikistan Football Federation

"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องขอบคุณสมาคมฟุตบอล ทาจิกิสถาน ที่สนับสนุนเป็นอย่างดี เราเตรียมพร้อมสำหรับทัวร์นาเม้นต์นี้มา 1 ปีเต็ม เรามีรายการชิงแชมป์ 2 รายการเล็กๆ ให้เห็นที่ คาซัคสถาน และ เซอร์เบีย" ไซนิดิน รักซิมอฟ เฮดโค้ชของทีมชุดสร้างประวัติศาสตร์กล่าวถึง "ท่านประธานรัสตัม" ตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์เริ่มขึ้น ณ ตอนที่ ทาจิกิสถาน กำลังจะลงสนามเจอกับเจ้าภาพมาเลเซีย ซึ่งสถานะตอนนั้น ทาจิกิสถาน ถูกมองว่าเป็นบ๊วยของกลุ่มด้วยซ้ำไป

ขณะที่หลังเกมเอาชนะเกาหลีเหนือในรอบ 8 ด้วยการดวลจุดโทษ และชัยชนะเกมนี้ทำให้พวกเขาได้ตั๋วไปแข่งฟุตบอลโลก ยู 17 ที่ประเทศ เปรูในปี 2019 กุนซือของทีมเผยว่าทันทีที่เดินออกจากสนามเสียงแรกที่โทรเข้ามาคือ "ท่านประธานรัสตัม" ที่ต่อสายเข้ามาแสดงความดีใจทันที ขณะที่ในเกมรอบตัดเชือกเขาก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงทั้งผู้นำประเทศอย่าง ราห์มอน และผู้นำสมาพันธ์ลูกหนังอย่าง รัสตัม อีกด้วย

"เกมกับ เกาหลีเหนือ จบครู่เดียวผมก็ได้รับโทรศัพท์ากท่านประธาน (รัสตัม) เลย เขาโทรมาแสดงความยินดีกับความสำเร็จของเราและยังบอกด้วยว่า เอโมมาลี่ ราห์มอน พ่อของเขาก็ฝากความอวยพรมาถึงพวกเราทุกคนด้วย" ไซนิดิน รักซิมอฟ กล่าว "ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นเพราะผมทุ่มเทให้กับประเทศของผม ทุกคนในเมืองดูชานเบ้และทุกคนในประเทศกำลังเฉลิมฉลองกันอยู่ในเวลานี้"


Photo : Tajikistan Football Federation

"ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ อยากจะขอบคุณแฟนบอลที่อุตส่าห์ตามมาเชียร์ในสนามและส่งเสียงเชียร์เราตลอดเกม เราขอมอบชัยชนะนี้ให้กับประธานาธิบดีของเรา เอโมมาลี่ ราห์มอน ที่กำลังจะมีอายุครบ 66 ปีในวันศุกร์นี้(วันที่ศุกร์ที่ 5 ตุลาคม) ทานคือผู้นำประเทศของเราที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาฟุตบอลทาจิกิสถาน" กุนซือคนเก่งยังกล่าวถึงพ่อลูกตระกูลเอโมมล่าอีกครั้งในเกมรอบ 4 ทีมสุดท้าย


Photo : Tajikistan Football Federation

ฟุตบอลนำมาซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล, ฝ่ายค้าน หรือกระทั่งคนทั่วไปต่างมีความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน แม้จะเป็นแค่ระดับเยาวชนแต่นี่คือความสำเร็จที่พวกเขารอคอยในเกมลูกหนังทำให้ทั้งประเทศได้เฉลิมฉลอง ประชาชนมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่ตัวของ รัสตัม เองก็ได้พิสูจน์ให้คนในประเทศรู้ว่าถึงการเข้ามาของเขาอาจจะดูมีลับลมคมในอยู่บ้างแต่เขาก็ใช้องค์ความรู้และคอนเนคชั่นเปลี่ยนแปลงวงการฟุตบอลทาจิกิสถานไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว


Photo : Tajikistan Football Federation

"ในนามของสมาพันธ์ฟุตบอลทาจิกิสถาน ตัวผมเองของแสดงความยินดีกับชาติของเราที่นำโดยหัวหน้าโค้ช ไซนิดดิน ราคิมอฟ ที่สามารถไปแข่งขันฟุตบอลโลก ยู 17 ที่ประเทศเปรูในปีหน้า ในที่สุดเราก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดแรกที่เราลงทุนลงแรงได้เเล้ว" ประธานสมาพันธ์ฟุตบอล ทาจิกิสถาน กล่าวอย่างปลื้มปิติในวันที่ประเทศของเขาไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

ก่อนถึงด่านสุดท้าย

ตอนนี้เหลือบันไดก้าวสุดท้ายที่ ทาจิกิสถาน จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ "แชมป์ระดับทวีป" ครั้งแรกของประเทศ โดยมี ญี่ปุ่น เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่ขวางทางอยู่ ทว่ากุนซือทาจิกิสถานยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องกลัวอีกเเล้วหลังจากนี้

"ในตอนที่พวกเราเล่นกับญี่ปุ่นครั้งล่าสุดในรอบแบ่งกลุ่มที่จบด้วยการไร้สกอร์ไปทั้งสองทีม ผมได้สัญญากับหัวหน้าผู้ฝึกสอนของญี่ปุ่นไว้ว่าจะไปเจอพวกเขาในนัดชิงชนะเลิศ และเราก็ทำได้"

ทุกอย่างที่เหลือหลังจากนี้ล้วนเป็นกำไรสำหรับ ทาจิกิสถาน ทั้งสิ้นไม่ว่าพวกเขาจะแพ้หรือชนะก็ไม่มีเรื่องติดค้างให้ต้องเสียใจเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำเรื่องราวทั้งหมดยังชวนให้ทั้งเอเชียลุกปรบมือให้กับทีมรองบ่อนที่กลายเป็นผู้ท้าชิงแบบไม่มีใครเชื่อทีมนี้

"เราอาจจะมีนักเตะติดโทษแบน และมีนักเตะได้รับบาดเจ็บบ้าง เด็กๆ ของผมเล่นเกมติดๆ กันมา 2 สัปดาห์ และเราจะเปลี่ยนไลน์อัพบ้างในบางตำแหน่ง"

"ก่อนที่จะมาแข่งขันเรามีเป้าหมายไว้แค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ตอนนี้ต้องขอบคุณพระเจ้าที่มาไกลกว่าที่ฝัน เราได้ไปเล่นฟุตบอลโลกแล้ว และหลังจากนี้ทำไมเราจะไปไกลว่านี้ไม่ได้ล่ะ?"


Photo : Tajikistan Football Federation

อ่านมาถึงตรงนี้คุณยังคิดว่า ทาจิกิสถาน คือหมูตู้พร้อมโดนเชือดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่หรือเปล่า? ... ถ้าหากคุณไม่ใจแคบเกินไปนัก เราชื่อว่าตอนนี้ความคิดคุณที่มีต่อประเทศแห่งนี้คงเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อยสินะ!

 

แหล่งอ้างอิง :

http://www.goal.com/en/news/tajikistan-congratulated-countrys-president-reaching-world/xx9z31xd1nh21p8x4290u9igd
https://tfl.tj/index.php/main/gallery/355
https://www.foxsports.com.au/football/tajikistan-football-has-been-through-some-rough-times-but-things-are-slowly-changing-simon-hill/news-story/9f448399254a942bc2148ecb821ab243
https://news.tj/tj/node/259508
https://mgronline.com/around/detail/9560000041483
http://www.the-afc.com/media/afc-president-inaugurates-mini-pitch-project-in-tajikistan



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง