On The Main Stand

ซ้อมหนักเท่าไหร่ก็แก้ไม่ได้ : โรค “สั่นเดิมพัน” ในวงการกีฬาอาชีพ



“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นั้นเชื่อได้แค่ไหน? … ก่อนที่งานใหญ่แห่งการแสดงจะเริ่ม ในทุกวงการต่างชี้ชัดว่าการฝึกซ้อมนั้นสำคัญมาก การไล่เก็บรายละเอียดและข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์และลบจุดอ่อนให้ไม่เกิดขึ้นในวันแข่งขันจริง


 

แต่ถึงอย่างนั้นอะไรที่มากไปมันก็ไม่ดีคือสัจธรรมเสมอ มีหลายครั้งที่การซ้อมไม่ตอบโจทย์เสมอไป เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของนักกีฬาที่ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งๆ ที่พวกเขาฝึกฝนอย่างหนักและดูเป็นยอดนักกีฬาในการฝึกซ้อม  

เรื่องราวของการ “สั่นเดิมพัน” แท้จริงนั้นเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่? ติดตามได้ที่นี่

 

"ความกดดัน" ปัญหาสุดคลาสสิก

ไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกซ้อมเท่านั้นที่จะส่งนักกีฬาหลายคนได้เข้าเส้นชัยเเละกลายเป็นอันดับ 1 ได้เสมอ ปัญหาการซ้อมหนักแต่แข่งจริงกลับล้มเหลวถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาสุดคลาสสิกที่ไม่ว่านักกีฬาคนไหนก็ต้องเจอ

เจนี่ แวกสตาฟฟ์ นักว่ายน้ำหญิงชาวอเมริกันที่เคยคว้าเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกปี 1992 เปิดใจว่าปัญหาการสั่นเดิมพันและทำผลงานตอนแข่งจริงไม่เก่งเหมือนตอนซ้อม คือเรื่องคลาสสิกที่เธอเจอตั้งแต่วัยเด็ก


Photo : HEINZ KLUETMEIER/SPORTS ILLUSTRATED

ครั้งหนึ่ง เจนี่ เคยเป็นนักว่ายน้ำดาวรุ่งที่มีการซ้อมสุดยอด เธอมีความเร็วชนิดหาตัวจับยากในสระเดียวกันและรุ่นเดียวกันไม่มีใครเอาชนะเธอได้เลย แต่เมื่อถึงแมตช์แข่งจริงกลับกลายเป็นว่าเธอเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่ซ้อมมาทั้งหมดถูกเอาออกมาใช้ได้เพียงไม่ถึงหยิบมือ

"ถ้าฉันสามารถทำได้อย่างตอนที่ซ้อมฉันจะเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งกาจมากๆ" เจนี่ ในวัย 44 ปีเล่าถึงเหตุการณ์หลายปีก่อน

"ฉันเป็นคนที่กระโดดพุ่งไปข้างหน้าได้ไกลมาก จุดนี้ลองไปถามเพื่อนร่วมทีมก็ได้ พวกเขาจะบอกคุณเหมือนที๋ฉันบอกนั่นแหละ แต่น่าแปลกที่พอถึงเวลาแข่งจริงฉันรู้สึกสับสน ไม่มั่นใจในการพุ่งลงน้ำ (outside shot) สิ่งที่ฉันจะบอกคือฉันซ้อมหนักกว่าเด็กทั่วไปถึง 3 เท่า เตะขา, งอตัว หรืออะไรก็ตามฉันทำมันได้ดีกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด แต่พอแข่งกับเด็กพวกนั้นเข้าจริงๆ ฉันก็แพ้พวกเขาตลอด"  

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าในการซ้อมคุณมีที่ว่างให้ข้อผิดพลาดได้เสมอ ถ้าพลาดคุณก็แค่เริ่มใหม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีอะไรต้องกลัวทั้งนั้น สมองของคุณจะปลอดโปร่ง คุณแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ และร่างกายกับสมองก็เชื่อเช่นนั้น แต่เมื่อการแข่งขันจริงเริ่มขึ้นมันจะเป็นคนละเรื่อง คุณมีโอกาสพลาดได้เหมือนกับการซ้อม แต่เรื่องนั้นนั่นแหละที่อาจจะทำให้คุณต้องกลายเป็นผู้แพ้ได้ไม่ยาก

เลโอนาร์ด ไซช์คอฟกี้ ผอ.ด้านกีฬาและจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบอสตัน ยืนยันว่าเรื่องการฝึกทางจิตวิทยาเป็นอะไรทีสำคัญกับนักกีฬามาก ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันเท่านั้น ปัญหาทุกๆ เรื่องทั้งด้านชีวิตส่วนตัวและเรื่องของกีฬาล้วนส่งผลโดยตรงทั้งสิ้น

"นักกีฬาจะแสดงออกอย่างผิดปกติทันทีและไม่สามารถดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ได้ ดังนั้นการมีนักจิตวิทยาเข้ามาดูและและรับฟังก็สามารถสร้างความแตกต่างได้ มันก็เหมือนกับหมอที่คอยตรวจอาการของนักกีฬาตอนที่บาดเจ็บนั่นแหละ ทั้งเรื่องของจิตวิทยาและกายภาพล้วนส่งผลทั้งนั้น" ไซช์คอฟกี้ กล่าว

ขณะที่ตัว เจนี่ เองยอมรับว่ามันเป็นการกดดันตัวเองและเป็นการพยายามที่มากเกินไป การเอาตัวเองไปเปรีบเทียบกับคนอื่นๆ และสับสนว่าทั้งๆ ที่ฝึกมากกว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ และเมื่อพยายามเกินธรรมชาติสิ่งที่ตามมาหลังจากหลังจะเป็นความพ่ายแพ้เเบบเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่าเมื่อสมองและจิตใจของคุณไมสามารถรับมือกับสิ่งเร้าเหล่านี้ได้ ร่างกายก็จะไม่สามารถเรียกขุมพลังชุดที่ดีที่สุดออกมาใช้ได้  และเรื่องของสภาวะทางจิตใจนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถใช้การฝึกซ้อมด้านเทคนิคและกายภาพเข้ามาช่วยแก้ไขได้

ในฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา อากิระ นิชิโนะ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่นที่พาทีมเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายและตกรอบด้วยน้ำมือทีมอันดับ 3 อย่าง เบลเยี่ยม ในช่วงวินาทีสุดท้ายของเกม ก็ยืนยันเช่นนั้น เรื่องของภาพจิตใจนั้นไม่สามารถฝึกซ้อมกันในสนามได้ และสำหรับโลกฟุตบอลสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจมากที่สุดการดวลจุดโทษ ซึ่ง นิชิโนะ ใช้คำว่า "ไม่มีประโยชน์" สำหรับการฝึกซ้อมนี้ เพราะไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงได้

"ผมคิดว่าการฝึกยิงลูกโทษคงไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะในช่วงเวลานั้นนักเตะคงต้องเผชิญกับแรงกดดันมากมาย จริงอยู่ที่นักเตะจำเป็นต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ในความคิดผม มองว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดในการยิงจุดโทษคือเรื่องจิตใจ”

นี่คือปัญหาที่ไม่ได้แก้กันง่ายๆ เพราะเรื่องสภาพจิตใจนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางคนสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ แต่นักกีฬาบางคนเมื่อมีสิ่งใดมากระทบเพียงเล็กน้อยก็พร้อมที่จะทำให้พวกเขาหลุดโฟกัสและไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำตอนซ้อมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ปัจจัยภายนอก...ที่เป็นเรื่องธรรมชาติ

แม้ไม่ใช่นักจิตวิทยาแต่เชื่อว่าหลายคนก็รู้ดีสำหรับเรื่องนี้ ไม่มีทางเลยที่จะนำประสิทธิภาพตอนซ้อมมาใช้เเข่งจริงได้ 100% แน่นอน เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นคือการซ้อมนั้นคือสถานการณ์ที่เราสามากำหนด, คาดคะเน และมีที่ว่างให้ความผิดพลาดได้ แต่การเเข่งขันจริงนั้นไม่ใช่ ปัจจัยภายนอกและสิ่งเร้าหลายอยางทีเราไม่สามารถควบคุมด้วยตัวคนเดียวได้คือเหตุผลนั้น

มีหลายสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่าแข่งจริงไม่มีทางเหมือนตอนซ้อม อย่างแรกเลยคือสภาพพื้นที่การแข่งขัน ซึ่งส่วนใหญ่การซ้อมและเเข่งขันจริงนั้นมักจะไม่ใช่สนามเดียวกันอยู่เเล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายที่สุดคือกีฬากอล์ฟที่การซ้อมในสนามไดรฟ์นั้นเป็นการยืนซ้อมโดยมีพรมเป็นเสมือนแนวอ้างอิงในการเล็งเป้าหมาย ทำให้เวลาที่เรายืนซ้อมความกังวลเรื่องเกี่ยวกับการยืนนั้นหายไป และเมื่อเมื่อเปลี่ยนเหล็กเบอร์ต่างๆ ซ้อม จึงสามารถตีตรงเหมือนเดิม เพราะยืนตามแนวเล็งนี้จนเคยชินกับตำแหน่งนี้อยู่แล้ว ซึ่งหากเอาไปเปรียบเทียบกับสนามจริงที่เป็นสมรภูมิที่แตกต่างย่อมทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนได้แน่นอนอยู่เเล้ว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เช่นความกังวลและการจัดการกับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปจากผลสกอร์การเเข่งขัน ไม่ว่าคุณจะมีสกอร์ตามหลัง หรือขึ้นนำล้วนส่งผลต่อฟอร์มการเล่นและวิธีการเล่นทั้งหมด หลายครั้งในการเเข่งขันฟุตบอลที่มีทีมใดทีมหนึ่งออกสตาร์ทเกมได้อย่างดุดันคุมสถานการณ์ทั้งหมดอยู่หมัด ยิงประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 2-3 ลูกจนทำให้ใครต่อใครต่างคิดว่า "พวกเขาชนะแน่" แต่แล้วอยู่ดีๆ เมื่อคู่แข่งของพวกเขายิงประตูตีไข่แตกในช่วงเวลาที่สำคัญได้ คุณจะเห็นเลยว่าทั้งสองทีมอาจเปลี่ยนรูปเกมได้เเบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทีมที่นำไปก่อนกลับเล่นลนลานเตะทิ้งเตะขว้างไม่มีทรง ขณะที่ทีมที่ไล่ตามกลับพลิกสถานการณ์ครองบอลบุกไล่บีบจนคู่แข่งแทบไม่ได้หายใจหายคอ เหมือนหนังคนละตอนละครคนละม้วนแบบไม่น่าเชื่อ

และสถานการณ์สุดท้ายคือการควบคุมอารมณ์ระหว่างแข่ง เมื่อเร็วๆ นี้ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนซ้อมหนักและเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับวงการเเร็คเก็ตไม่มีสิ่งใดที่เธอไม่แตกฉาน ประสบการณ์ในการแข่งขันระดับสูงที่มากเกือบ 20 ปี คือข้อยืนยันที่ว่าเธอเป็นนักกีฬาที่สมบูรณ์แบบไม่ว่าจะเป็นการซ้อมหรือการแข่งจริง

ทว่าก็เป็น เซเรน่า เองที่ไม่สามารถเอาสิ่งที่เธอฝึกซ้อมมาใช้ในวันแข่งขันนัดชิง ยูเอสโอเพ่น กับ นาโอมิ โอซากะ นักเทนนิสจากญี่ปุ่นได้ เธอแพ้หมดรูป เนื่องจากสติเเตกจากการมีปากเสียงกับผู้ตัดสินจนโดนตัดแต้ม ที่สุดเเล้วเธอคุมอารมณ์ไม่อยู่ จนพาลตีเสียไปเองแบบที่เธอไม่เคยทำ ความพ่ายแพ้ในเกมแกรนด์สแลมครั้งนี้เป็นการแพ้ที่ช่วยบอกเราได้ว่าสถานการณ์จริงมันยากกว่าการซ้อมแค่ไหน  

นี่คือ 3 สิ่งที่ทำให้การแข่งขันจริงไม่มีทางจะทำได้เพอร์เฟ็คท์เหมือนตอนซ้อม  และสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมกีฬาจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาผลชนะได้ก่อนแข่ง สถานการณ์ในสนามมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงตอนจบได้เสมอ ที่สุดเเล้วมันคือเสน่ห์ที่มนุษย์ทุกคนหลงไหล

 

100% ไม่ได้...แต่รับมือกับมันให้ดีขึ้นได้

การทำหน้าที่ของนักจิตวิทยาถือว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับวงการกีฬา ณ ปัจจุบัน เพราะด้วยการแข่งขันทีมีเดิมพันสูงขึ้นในทุกวัน ชัยชนะและความพ่ายแพ้ส่งผลให้คนหนึ่งคนมีเส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาลได้เลยหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

โลริส คาริอุส นักเตะตำแหน่งนายทวารของ ลิเวอร์พูล คือคนที่ทำผลงานได้ดีมาตลอดในฤดูกาล 2017-18 เขาแสดงให้เห็นพัฒนาการหลังจากมาอยู่กับทีมเป็นปีที่ 2 และแย่งมือ 1 จาก ซิมง มินโญเล่ต์ มาได้เบบไร้ข้อโต้แย้ง เรียกได้ว่าตั้งแตเปิดฤดูกาลดังกล่าวมาจนถึงเดือนพฤษภาคมชีวิตของเขาเหมือนเดินอยู่บนทุ่งลาเวนเดอร์  เพราะมีแต่คำชมและคำยอมรับที่ว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับการเป็นมือ 1 ของทีม

กระทั่งเหตุการณ์สวรรค์ล่มในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เขา "หมูหก" พลาดแบบไม่น่าให้อภัยในเกมที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาด้วยการโยนบอลใส่เท้า คาริม เบนเซม่า กระเด้งเข้าประตูไป แน่นอนว่ามันคือ 1 ในจุดเริ่มต้น และเป็นเรื่องใหญ่ของความแพ้ แม้จะมีคำกล่าวที่ว่าฟุตบอลคือกกีฬาที่เล่นเป็นทีมก็ตาม

หลังจากนั้น คาริอุส ก็เสียคนทันที การพลาดในเกมใหญ่หนเดียวทำให้ทั้งโลกจับจ้องมาที่เขา หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นตัวตลก มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจชีวิตเขาเปลี่ยนจากสวรรค์เป็นนรกภายใน 90 นาที และการจะรับมือกับเรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้ง่ายๆ แม้แต่การซ้อม คาริอุส ยังรับบอลพลาดจนสำนักข่าวทั่วโลกนำไปพาดหัวในเชิงตลกโปกฮากันไป จนที่สุดเเล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ เห็นท่าไม่ดีปล่อยไว้มีแต่จะสูญเสียความมั่นใจจนกู่ไม่กลับ จึงต้องให้นักจิตวิทยาเข้ามาดูแลกรณีของคาริอุสเป็นพิเศษ

ถึงอย่างนั้นรอยร้าวก็ต่อให้เหมือนเดิมยาก ลิเวอร์พูล เองก็ซื้อผู้รักษาประตูใหม่ด้วยค่าตัวมหาศาล ซึ่งเหตุผลก็เป็นไปได้ 2 ข้อหนึ่งคือเป้าหมายของทีมใหญ่ขึ้น และผู้มาใหม่อย่าง อลิสสัน เบ็คเกอร์ คือคนที่มีความสามารถมากกว่า

หรือข้อ 2 คาริอุส ยังต้องใช้เวลาเลียแผลใจอีกพักใหญ่ๆ และทีมไม่สามารถรอเขาได้ ต่อให้เขาทุ่มเทซ้อมมากแค่ไหนแต่ถ้าจิตใจไม่นิ่งพอกับตำแหน่งที่พลาดไม่ได้อย่างผู้รักษาประตู การเลือกใช้คนที่ยังมีใจโลเลและสั่นเดิมพันแบบนี้ดูจะเป็นคำตอบที่ไม่ฉลาดนัก

ดร.เบญจพล เบญจพลากร อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยพูดถึงเรื่องสภาพจิตใจของ คาริอุส จนถึงขั้นต้องใช้นักจิตวิทยาเข้ามาช่วยแบบสั้นๆแต่ได้ใจความว่า

“ผมอธิบายอาการง่ายๆ เหมือนกับคนโดนแทง พอเจอมีด ก็จะกลัว แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ง้างมาแทงคุณด้วยซ้ำ”

เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คงคล้ายกับตอนที่ โมนิก้า เซเลส อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลก โดนแฟนโรคจิตบุกลงมาแทงกลางหลังระหว่างแข่งขัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอห่างจากคอร์ทเทนนิสถึงหลายปี ด้วยความหวาดกลัวว่าจะมีใครมาทำร้ายเธออีก จนไม่อาจเรียกฟอร์มสุดยอดเหมือนสมัยก่อนเจ็บกลับมาได้นั่นเอง

ไม่เพียงแต่นักกีฬาฟุตบอลเท่านั้น ที่สุดเเล้วการพะวักพะวงกลัวว่าการเเข่งจริงจะทำได้ไม่ดีเท่าการซ้อมส่งผลให้นักกีฬาหลายๆ คนทุ่มเทซ้อมหนักเป็นพิเศษกว่าเดิมเป็น 2 หรือ 3 เท่า แต่นั่นก็ถือว่าไม่ตรงประเด็นเสียทีเดียว จริงอยู่การซ้อมหนักถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เรื่องราวในวันแข่งจริงที่จะอยู่กับคุณตลอดการแข่งขัน นอกจากจะเป็นเรื่องของฝีมือแล้ว เรื่องสภาพจิตใจที่จะคอยจัดการกับความเครียดที่คาดเดาไม่ได้

คริส คาร์ นักจิตวิทยาด้านกีฬาของ Methodist Sports Medicine Center ใน อินเดียน่าโพลิส เผยว่าการได้พูดคุยและแก้ปมในใจของนักกีฬาก่อนแข่งคืองานที่สำคัญมาก และเมื่อมีการแก้ไขให้ตรงจุดนักกีฬาก็จะสามารถมีภูมิต้านทานด้านจิตใจได้

"มันเป็นการเปิดประตูเข้าไปในหัวใจของคนเพื่อไปค้นปูมหลังและปัญหาที่ค้างอยู่ในซอกหลืบให้ได้" คาร์ กล่าว

คาร์ ยังเปิดเผยต่อว่าเขามีนักกีฬาที่เคยรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ และการจะพูดคุยเพื่อเปิดใจกับนักกีฬาเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ทางจิตวิทยาต้องมีความรู้ด้านกีฬาระดับหนึ่งเพื่อให้ได้คุยภาษาเดียวกันรู้เรื่องและทำให้นักกีฬารู้สึกสบายใจกับหน้าทีของนักจิตวิทยาคนนั้นๆ

การทำหน้าที่ของนักจิตวิทยาถือว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับวงการกีฬา ณ ปัจจุบัน เพราะแต่ละคนมีปมเเละเรื่องทื่กังวัลแตกต่างกัน

ดร.แพทริก เจ คอคห์น โค้ชด้านจิตวิทยาที่ทำงานเกี่ยวกับกีฬาโดยตรงได้แนะนำถึงวิธีที่จะทำให้ปัญหา "สั่นเดิมพัน" ของนักกีฬาหายไปได้ คือการตัดสิ่งรวบกวนรอบข้างออกไปให้ได้ ลืมผลสกอร์ซะ และจดจ่ออยู่กับช่วงเวลา ณ ปัจจุบันให้ได้ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ต้องให้นักจิตวิทยามีส่วนร่วม

อย่างไรก็ตามวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดคือตัวของนักกีฬาเอง ดร.แพทริก เจ คอคห์น ยังได้ปิดท้ายว่า ไม่ใช่นักกีฬาทุกคนที่ต้องการโค้ชด้านจิตวิทยา ลูกค้าของเขาส่วนใหญ่ที่จะใช้บริการรับคำปรึกษาจากเขา (ตั้งแต่ระดับนักเรียนจนระดับมืออาชีพ) เป็นกลุ่มคนที่มีความมุ่งมั่นมากกว่าคนทั่วไป พวกเขาเหล่านี้ต้องการทื่จะกลายเป็นคนที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และอยากพิสูจน์ว่ากีฬาชนิดนี้พาพวกเขาไปได้ไกลแค่ไหน ว่าง่ายๆ ก็คือกลุ่มนักกีฬาที่จะสามารถตักตวงผลประโยชน์จากการฝึกทางจิตวิทยาได้มากที่สุดคือกลุ่มชอบการแข่งขันและท้าทายตัวเองด้วยบททดสอบที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง


อ้างอิง

https://www.competitivedge.com/why-athletes-do-better-practice-performance
https://www.topendsports.com/psychology/benefit-of-sports-psychology.htm
http://www.peaksports.com/roles-of-a-sports-psychologist/

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง