On The Main Stand

Religion of Sports : กีฬา - ศาสนา...2 เรื่องที่ห่างไกล แต่ใกล้กันแบบไม่น่าเชื่อ



กีฬาและศาสนา 2 สิ่งนี้แม้จะดูห่างไกลกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าหากได้รื้อประวัติศาสตร์เข้าไปแล้วคุณจะพบว่ามันไม่ได้เรียกว่าคำใกล้กันเท่านั้น แต่สามารถใช้คำว่าเป็นสิ่งเดียวกันได้เลยทีเดียว


 

ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์สารคดี Religion of Sports ใน Netflix ให้คำนิยามว่า “กีฬาคือศาสนา มีผู้ศรัทธา, นักบวช และพระเจ้า มีพิธีกรรม, ปาฎิหาริย์ และการเสียสละ กีฬาทำให้เกิดเสียงเรียกร้องและทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน”   

อะไรที่ทำให้เกิดคำนิยามนี้คือ เรื่องราวของศาสนา เกี่ยวพันกับ กีฬา มากน้อยแค่ไหน จริงเท็จอย่างไร? ติดตามไปพร้อมกับเราได้ที่นี่

 

องค์ประกอบที่แทบแยกกันไม่ออก

ศาสนา และ กีฬา สามารถสร้างความศรัทธาโดยไร้ข้อแม้จากเหล่าสาวกได้ ต่างคนต่างยกย่องสิ่งที่ตัวเองใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้เสมอ

หลายๆ คนก็คงเคยเป็น เพราะแม้ว่าทีมรักของคุณจะถูกตราหน้าว่าเป็นทีมสุดโหลยโท่ยผลงานแย่ ทว่าคำพูดเหล่านั้นไม่อาจทำให้ใจของคุณเอนเอียงไปทางอื่นได้ สิ่งนั้นคือศรัทธาที่แข็งแกร่งและเกิดจากการหล่อหลอมมาจากช่วงเวลาอันยาวนาน และศาสนาก็เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเชื่อเเล้วก็ยากที่จะละทิ้งมันไปได้โดยง่าย

ขณะที่องค์ประกอบของทั้งสองสิ่งมีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ หากคุณเปรียบเทียบศาสนาเป็นดั่งทีมรัก นักบวชผู้เผยแพร่ศาสนาก็คงเป็นหน้าที่ของเหล่านักกีฬาและโค้ชของทีม ที่มีหน้าที่สานต่อปณิธานของจุดเริ่มต้นของสโมสร

ศาสนามีพิธีกรรมที่รู้กันเฉพาะในหมู่เพื่อเลื่อมใส อาทิ ศาสนาคริสต์ต้องไปโบสถ์ ศาสนาพุทธต้องเข้าวัด ศาสนาอิสลามต้องเข้ามัสยิด ขณะที่พิธีกรรมของแฟนกีฬาคือการได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับ "ทีม" จากคนร้อยพ่อพันแม่ที่แทบไม่รู้จักกันทว่าเมื่อคุณได้สวมยูนิฟอร์ม ถือธง หรือแม้แต่อยู่ในสังเวียนการเเข่งขันคุณก็จะรู้สึกว่าเหล่าคนแปลกหน้าก่อนเข้าสนามนั้นคือพวกเดียวกันกับคุณจนสามารถกอดคอโห่ร้องพร้อมกันได้อย่างไม่เคอะเขิน

"ความคล้ายคลึงกันระหว่างกีฬาและศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ศรัทธา, ความจงรักภักดี, พิธีกรรม, ความมุ่งมั่น, ความเสียสละ และ จิตวิญญาณ คือสิ่งที่จะขาดไปเสียไม่ได้สำหรับทั้ง 2 สิ่ง" ดาเนียล วานน์ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเมอร์เร่ย์ได้เขียนเอาไว้เช่นนี้

หากย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของความเกี่ยวพันกัน ต้องย้อนกลับไปที่ โอลิมปิกยุคโบราณ ซึ่งดูจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการพูดถึงงานเทศกาลที่ใช้ทั้งกีฬาและศาสนาผูกเข้าด้วยกัน การเเข่งขันโอลิมปิกโบราณนั้นเกิดขึ้นจากการเฉลิมฉลองแก่เทพ ซูส ซึ่งเป็นกษัตริย์ของเหล่าเทพเจ้าของชาวกรีก โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ส. 776

พิธีกรรมทางศาสนามีอิทธิพลต่อการเเข่งขันกีฬามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ชนเผ่ามายันโบราณในอเมริกากลางก็มีกิจกรรมกีฬาที่เล่นในวัด ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีกีฬาซูโม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาชินโต กีฬาเหล่านี้ถือเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้ารีตได้นอกจากการฟังคำสอน   

ขณะที่ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลเป็นอย่างมากสำหรับกีฬาสมัยใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาคริสต์ ในทางคริสเตียนยุคแรกมีการแก้คำสอนจากยุคเก่าที่ไม่นิยมเรื่องการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย ให้เหล่าสาวกได้มีกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการเทศนาและการหาสมัครพรรคพวกเพื่อเผยแพร่ศาสนาอีกทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อผู้มาใหม่ได้ซึมซับและแปรสภาพเป็นผู้ติดตาม เมื่อนั้นพวกเขาจะเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาติดตามนั้นคือความจริงแท้ของโลกนี้ และหมดซึ่งข้อสงสัยใดๆ ทั้งปวง

นอกจากนี้ทั้งศาสนาและกีฬาแต่ละชนิดล้วนมี "พระเจ้า" เป็นของตัวเอง แม้จะแตกต่างกันตรงที่พระเจ้าของวงการกีฬานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย หากนักกีฬาก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 ได้แบบไร้ข้อโต้แย้ง พวกเขาจะถูกพูดถึงในฐานะของพระเจ้าไปโดยปริยาย

 

แทรกซึมเข้าสู่ทุกสาขากีฬา

มีนักกีฬาหลายคนที่แสดงตัวอย่างชัดเจนในทุกการแข่งขันว่า เขาเป็นตัวแทนของผู้นับถือศาสนาของตัวเอง และพวกเขายังเชื่อเต็มหัวใจว่าพิธีกรรมและความศรัทธาที่มี ส่งผลต่อความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้น  

ริคาร์โด้ กาก้า อดีตนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 2007 ชาวบราซิล มักจะพูดถึงความศรัทธา, การอธิษฐานในสนามเพื่อขอบคุณพระเจ้าเสมอ ส่วนเหตุผลที่เขาทำเช่นนั้นก็เพราะเขาได้ชีวิตใหม่จากพระเจ้า

ย้อนกลับไปขณะที่เขาอายุ 18 ปี กาก้า คือนักเตะเยาวชนของ เซา เปาโล ช่วงที่ชีวิตกำลังจะพบเจออนาคตที่ดีแต่เขาก็โชคร้าย เขาประสบอุบัติเหตุตกจากสไลเดอร์ในสระว่ายน้ำชุมชนจนกระดูกสันหลังร้าว และถูกวินิจฉัยจากแพทย์ว่า "เขาจะเป็นคนพิการตลอดชีวิต" ทว่าสามารถกลับมาใช้ชีวิตดั่งคนปกติได้สำเร็จ ซึ่งเขาเชื่อว่าการสวดอธิษฐานของเขามีส่วนช่วยในการกลับมา

"หลายคนคิดว่าผมเป็นคริสเตียนหลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งนั้น แต่นั่นไม่่ใช่ความจริง" ดาวเตะชาวบราซิเลี่ยนเผยถึงความเชื่อของตนเอง

"พ่อและแม่ของผมมักจะสอนเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลและคุณค่าของพระเยซูอยู่เสมอ มันเริ่มสะสมมาทีละนิดทีละน้อย และถ้าไม่มีพระเยซูผมเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย"

ไม่ใช่เพียงศาสนาคริสต์เท่านั้น คนดังของวงการกีฬาอย่าง มูฮัมหมัด อาลี นักชกเฮฟวี่เวทที่แกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นผู้ให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามของเขาอย่างแน่วแน่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้นับถือมาตั้งแต่เกิดก็ตาม

นอกจากความเคารพอย่างแน่วแน่เเล้ว ศาสนายังส่งผลต่อการเล่นกีฬาอย่างน่าประหลาดใจเช่นกัน

จอง กึน พาร์ค นักวิชาการของมหาวิทยาลัยโซล ได้ทำวิจัยในปี 2000 และได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนากับนักกีฬา และพบว่าการสวดอธิษฐานนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่แค่ปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความวิตกกังวลเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อให้บรรลุความคาดหวัง นอกจากนี้ยังทำให้ฟอร์มการเล่นของเหล่านักกีฬาไปถึงขีดสุดของตัวเองอีกด้วย

หนึ่งในผู้เข้าร่วมการวิจัยของ พาร์ค เผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า "ผมมักจะเตรียมตัวก่อนเกมด้วยการสวดอธิษฐานเสมอ ผมผูกมัดทุกสิ่งกับพระเจ้า ไม่มีอะไรต้องกังวล คำอธิษฐานจะทำให้ผมสงบเยือกเย็นและทำให้ละทิ้งความกลัวได้ ... นี่คือเหตุผลที่ผมจะเล่นได้ดี"

งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นได้ว่าพลังที่เหนือกว่าทางวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ได้ และความเชื่อทางศาสนาเป็นเหมือนยาที่ไม่ได้บริโภคทางปากแต่กลับส่งผลทางใจ       

การศึกษาในยุค 1960 ระบุว่า พบผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจในหมู่ผู้ศรัทธาศาสนาน้อยกว่าประชากรทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีการควบคุมปัจจัยต่างๆ เช่นไลฟ์สไตล์แล้วก็ตาม ปี 1996 มีการศึกษาชุมชนเกษตรกรในอิสราเอล หรือ Kibbutzim พบว่า คนที่ไม่เคร่งศาสนาเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากเกือบ 2 เท่าของผู้ศรัทธาในศาสนา

ว่าแต่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน? คุณสามารถค้นหาคำตอบที่ลึกลับทางจิตวิทยานี้ได้ มันก็เหมือนกับ ยาหลอก (Placebo) หรือ การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับยาที่ไม่ได้มีสารออกฤทธิ์ที่มีผลต่อสุขภาพ แต่เมื่อให้กับผู้ที่คิดว่ากำลังได้รับการรักษา อาจทำให้ภาวะดังกล่าวดีขึ้นได้ เพราะเขาหรือเธอคาดว่าสิ่งนี้อาจจะช่วยได้ ซึ่งสิ่งนี้ถูกค้นพบโดย ธีโอดอร์ ค็อคเกอร์ นักศัลยแพทย์ชาวสวิส ที่ผ่านการผ่าตัดให้กับคนไข้มากกว่า 1,600 ครั้ง โดยไม่ต้องใช้ยาชาหรือยาระงับความรู้สึกเลย


Photo : www.thefamouspeople.com

ที่น่าแปลกใจคือคนไข้ของคุณหมอ ค็อคเกอร์ เองก็ยอมรับว่าเขารู้สึกว่ามีความทุเลาอาการเจ็บปวดและสามารถทนต่อการผ่าตัด ทั้งๆที่ความจริงแล้วสิ่งที่วิ่งเข้าสู่เส้นเลือดของเขาเป็นเพียงแค่น้ำเกลือเปล่าๆเท่านั้น นอกเหนือกับการระงับอาการเจ็บปวดเเล้ว ยาหลอก ยังถูกนำไปใช้ในอาการอื่นๆ เช่นแผลพุพอง, คลื่นไส้ และแก้โรคซึมเศร้า เลยทีเดียว

เห็นได้ว่ายาหลอกเองก็เหมือนกับศาสนา สองสิ่งนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ว่าสรรพคุณจะไม่ตรงกับอาการก็ตาม หากการแพทย์นั้นใช้ยาหลอกเพื่อทำให้ผู้ป่วยเกิดความศรัทธาแล้ว ทางศาสนาก็ใช้ความเชื่อสร้างประโยชน์ได้ไม่แตกต่างกัน และนำมาสู่ความจริงที่วาทำไมผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนาจึงมีสุขภาพจิตและร่างกายที่ดีขึ้น

แอนน์ แฮร์ริงตัน ศาสตราจารย์ด้านประวัติทางการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ตกผลึกงานวิจัยของตัวเองและยืนยันว่า  "มีความสามารถโดยธรรมชาติของร่างกายเราที่จะสามารถทำให้ก้าวข้ามขีดจำกัดได้หากเรามีศรัทธาที่แรงกล้ามากพอ"

ความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่สามารถเข้าใจได้เลย มันคือการรับรู้และรู้สึกของผู้ที่ได้ประสบพบเจอกับตัวเอง คุณจะได้เห็นความเชื่อแปลกๆ ของนักกีฬาดังหลายๆที่ถึงแม้ว่าคุณไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อพวกเขาทำมันพวกเขาก็มีผลงานที่ดีขึ้นจริงและเปลี่ยนผลลัพธ์ทางกีฬาได้

ยกตัวอย่างเช่น พอล อินซ์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ จะไม่เอาเสื้อออกจากนอกกางเองจนกว่าจะถึงช่วงเวลาสุดท้ายของเกม, มาร์ค ชวาร์เซอร์ สวมใส่สนับแข้งอันเดิมที่เขาสวมตั้งแต่อายุ 16 ปี ขณะที่ นานี่ นั้นจะลงเล่นสวมใส่ถุงเท้ากลับข้างเป็นต้น

แน่นอนที่สุดเรื่องของความเชื่อนั้นมีส่วนกับประสิทธิภาพและขีดจำกัดของนักกีฬา และถ้าคุณยังเชื่อไม่ลงล่ะก็ โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ นักเขย่งก้าวกระโดดระดับสถิติโลก ยอมรับว่าเขาเคยเชื่อมั่นในศาสนาอย่างแรงกล้า ก่อนที่จะสูญเสียความเชื่อนั้นไปในวันที่วางมือ เนื่่องจากประสิทธิภาพของเขาตกลงไป

"ความเชื่อใดๆ ก็ตามมีผลต่อประสิทธิภาพสำหรับนักกีฬา แต่ขึ้นอยู่กับว่าความเชื่อนั้นมีมากเพียงพอหรือเปล่า"

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นทางศาสนาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริงหากคุณศรัทธาอย่างเต็มที่ และมันไม่แปลกที่คุณจะไม่เชื่อและไม่รู้สึกเเบบนั้น เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ คุณจะเชื่อก็ต่อเมื่อได้สัมผัสด้วยตนเอง … และนี่คือจุดเเข็งของศาสนาเช่นกัน

 

สร้างความเป็นหนึ่ง และสร้างความแตกแยก

ศาสนา และ กีฬา ไม่ได้มีแค่เรื่องรวบรวมกันเป็นหนึ่งเท่านั้น มันยังเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกได้อย่างง่ายดาย และจุดเริ่มต้นของการแตกแยกจนก่อให้เกิดความรุนเเรงนั้นย่อมมาจากความเชื่อและมุมมองที่ต่างกัน  

โลกเรามีสงครามศาสนามาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือสงครามครูเสดที่เป็นการสู้รบกันระหว่างศาสนาคริสต์และอิสลามซึ่งกินระยะเวลามากว่า 200 ปี เพื่อแย่งนครเยรูซาเลม พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู  

กีฬาก็เช่นกัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มาจากความเห็นที่แตกต่างไม่ผิดไปจากศาสนา หนำซ้ำบางครั้งศาสนายังเป็นตัวขับเคลื่อนความแตกแยกเสียเองโดยที่ไม่รู้ตัว เพียงแค่เวลาผ่านความแตกต่างก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นจนแทบจะคุยกันคนละภาษา อาทิเรื่องราวของ กลาสโกว เรนเจอร์ส และ กลาสโกว เซลติก 2 ทีมจากเมืองใหญ่ของสก็อตแลนด์ที่มีความแตกต่างมาตั้งแต่ครั้งพวกเขาก่อตั้งสโมสร


Photo : www.glasgowlive.co.uk

แฟนบอลเซลติกส่วนใหญ่ คือ ผู้อพยพที่หนีความยากจนและอดอยากมาจาก ไอร์แลนด์ ซึ่งที่นั่นส่วนใหญ่จะเป็นพวก คาทอลิก แท้ๆ และนั่นทำให้สาวกของ “ม้าลายเขียวขาว” ส่วนใหญ่จะเลือกนับถือศาสนาคริสต์นิกาย คาทอลิก

ขณะที่อีกฟากฝั่งนั้น คือ เรนเจอร์ส ที่เป็นเจ้าของพื้นที่แท้ๆ และเลือกนับถือศาสนาคริสต์นิกาย โปรแตสแตนท์ เป็นหลัก ดังนั้นจะเห็นได้ว่านอกจากจะเป็นศึกระหว่างเชื้อชาติแล้ว มันยังเป็นเรื่องของศาสนาอีกด้วย

อันที่จริงในช่วงแรกนั้น ทั้งสองทีมต่างเป็นมิตรต่อกันมากกว่า โดยตอนนั้น เรนเจอร์ส เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ทำให้ เซลติก ซึ่งเป็นทีมรุ่นพี่ตั้งใจจะผูกสัมพันธ์ด้วยการจัดเกมการกุศลหาเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนในแถบตะวันออกของเมืองอันเป็นถิ่นฐานที่แฟนๆ เรนเจอร์ส อยู่เยอะและการพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมจบลงที่ “ม้าลายเขียวขาว” ถล่ม เรนเจอร์ส เละเทะ 5-2 โดยเกมนั้น มีผู้ชมประมาณ 2,000 คนเท่านั้น

ความเป็นอริของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นช่วงราวๆ ปี 1920 ถึง 1930 เมื่อเรื่อง ศาสนา และ การเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการที่กลุ่มแก๊งข้างถนนเริ่มใช้ความรุนแรงในเกมฟุตบอล จนทำให้กลุ่มตำรวจในเวลานั้นขู่จะแบนเกมดาร์บี้แมตช์เกมนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาชญากรรม เรียกได้ว่าเมื่อศาสนากับฟุตบอลเป็นไปในทิศทางเดียวกันเเล้ว ก็ยิ่งทำให้สามารถเห็นเรื่องราวของความเชื่อและมุมมองที่แตกต่างกันได้มากขึ้นนั่นเอง

คุณเคยสงสัยไหม เหตุใดมนุษย์ที่ไม่เคยพบเห็นพระเจ้าตัวเป็นๆ จึงยังสามารถศรัทธากับพระเจ้าและศาสนาตัวเองได้อย่างไม่มีข้อแม้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อไรก็ตามที่สิ่งที่เราศรัทธาถูกจาบจ้วงมันก็ทำให้เรารู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อน ไม่พอใจ และตอบโต้ไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมตัวเองของแต่ละคน

เรื่องของกีฬาก็เช่นกันคุณจะเห็นได้ว่าในสังคมออนไลน์มีการแสดงมุมมองความคิดเห็นของเหล่าแฟนกีฬามากมาย ใครเก่งกว่าใคร? คนนี้โกงหรือเปล่า? ทีมนี้สมควรชนะจริงหรือ? นี่คือตัวอย่างของคำถามที่ทำให้คนอ่านๆ เป็นล้านๆ คนสามารถพร้อมใจกันเป็นเดือดเป็นร้อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

กีฬาคือศาสนา

กีฬาไมใช่แค่การดูการแข่งขันเพื่อรับรู้ผลแพ้ชนะและจบลง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่แสดงให้เห็นความกีฬาคือลมหายหายใจของมนุษย์ส่วนใหญ่ เรื่องราวหลังเกมจะถูกหยิบยกมาพูดถึง มุมมองของแต่ละคนจะพรั่งพรูออกมาโดยธรรมชาติ มันแตกต่างกับศาสนาเพียงนิดเดียวคือ แทนที่เราจะพูดคุยเรื่องเดียวกันในโบสถ์เปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยกันในบาร์, สวนสาธารณะ หรือแม้แต่ที่ไหนๆ ก็ตาม

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายที่สุดคือ ทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงมีแฟนบอลทั่วโลกถึง 670 ล้านคนทั้งๆ ที่สนามของพวกเขาจุคนดูได้เพียงไม่ถึง 1 แสนคน และแน่นอนว่ามากกว่า 90% ของจำนวน 670 ล้าน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสโมสรโดยตรง ไม่ได้เกิดที่อังกฤษ ไม่ได้เติบโตที่แมนเชสเตอร์ และไม่มีพ่อแม่พี่น้องคอยปลูกฝังถึงรากเหง้า แต่ก็ยังรู้สึกสุข, ทุกข์, เศร้า และโกรธแค้น ไปพร้อมกับทีมได้ นั่นก็เพราะว่ามันมีจุดเริ่มต้นของศรัทธาที่มีต่อทีม ที่เปรียบได้เหมือนกับความศรัทธาที่มีต่อศาสนา  แม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่คุณก็มีอารมณ์ร่วมไม่ต่างกับเป็นเจ้าของสโมสรหรือเป็นศาสดาเสียเอง

กีฬาและศาสนามักจะถูกนำมามาอ้างว่าคือความศรัทธาและอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ ทว่าทุกอย่างย่อมมีสองด้าน เราเองก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าทั้ง ศาสนา และ สโมสรกีฬา ที่มีสาวกทั่วโลกย่อมมีเรื่องของเม็ดเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง โบสถ์ใหญ่วัดสวยๆเกิดขึ้นได้อย่างไรหากไม่มีเงิน? เช่นเดียวกับสนามกีฬาใหญ่ที่แสนหรูหราที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในทุกวันนี้   

ศรัทธาและความเชื่อไม่มีฝ่ายใดถูกผิด ต่างคนต่างมีมุมมองเป็นของตัวเอง  และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมกีฬาและศาสนาจึงมีความคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ


 

อ้างอิง

https://www.bbc.com/news/magazine-13575702
https://headtale.com/2010/09/05/10-similarities-between-sport-religion/
https://www.mytutor.co.uk/answers/8230/GCSE/Religious-Studies/Why-do-some-people-say-that-Sport-is-like-a-Religion

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง