On The Main Stand

ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม : เบื้องหลังการตั้งชื่อสโมสรเจลีก ที่คุณอาจไม่รู้



บางสโมสรมีที่มาจากประวัติศาสตร์ ในขณะที่บางสโมสรมีที่มาจากสถานที่ท่องเที่ยว หรือบางทีมอาจจะมีที่มาจากอาหาร พบกับเบื้องหลังการตั้งชื่อสโมสรเจลีกที่อาจคาดไม่ถึง


 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เจลีกได้กลายเป็นอีกหนึ่งลีกที่ใกล้ชิดกับคนไทยมากขึ้น หลัง 5 แข้งสัญชาติไทยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ และ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ กอดคอบินลัดฟ้าไปค้าแข้งในลีกแดนอาทิตย์อุทัย

คอนซาโดเล ซัปโปโร, ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา, วิสเซิล โกเบ หรือ เซเรโซ โอซากา จึงกลายเป็นชื่อที่คุ้นหูแฟนบอลชาวไทย ทว่าหากลองพิจารณาแล้วจะพบว่า ชื่อของสโมสรเหล่านี้ ดูจะค่อนข้างแปลกแหวกแนวจากสโมสรในลีกอื่นๆที่เคยได้ยินมาไม่น้อย

ปกติแล้ว หากเปรียบเทียบกับลีกดังในยุโรป หรือแม้แต่ไทยลีกเอง การตั้งชื่อสโมสรส่วนใหญ่มักจะมาจากเมืองที่ตั้งของทีมบวกกับ เอฟซี, ยูไนเต็ด หรือซิตี้  เช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ชลบุรี เอฟซี

แต่ไม่ใช่สำหรับเจลีก เพราะนอกจากชื่อเมืองแล้ว พวกเขายังมีชื่อ(ที่ไม่ใช่ชื่อสปอนเซอร์) เติมอยู่ข้างหน้าหรือต่อท้ายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เซเรโซ โอซากา, นาโงยา แกรมปัส หรือ อุราวะ เรดส์

ชื่อเหล่านี้มีที่มาอย่างไร Main Stand ขอพาไปหาคำตอบพร้อมกัน

 

บริษัท เอฟซี  

เช่นเดียวกับเบสบอล เมื่อจุดเริ่มต้นของสโมสรญี่ปุ่นในช่วงตั้งไข่ ก็มีที่มาจากการเป็นสโมสรกีฬาที่เล่นกันในบริษัท ทำให้การตั้งชื่อของทีมในช่วงแรกไม่ได้มีความซับซ้อน คือถ้าไม่ใช้ชื่อบริษัทไปเลย ก็จะเอาชื่อองค์กรมาบวกกับคำว่า เอฟซี (เอสซี)

ทำให้ช่วงก่อตั้ง เจแปน ซ็อคเกอร์ลีก (Japan Soccer League) ในปี 1965 จึงมีทีมที่ชื่อว่า นิสสัน เอสซี, โยมิอุริ เอสซี, โตชิบา เอสซี หรือ ฮอนด้า มอเตอร์ส เข้ามาร่วมวงแย่งชิงความสำเร็จในลีกแห่งนี้

ทว่าการมาถึงของเจลีก ลีกอาชีพแรกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นออกกฏห้ามใช้ชื่อบริษัทตั้งเป็นชื่อทีม เพื่อลบภาพองค์กร และส่งเสริมความเป็นมืออาชีพ ทำให้ทุกทีมที่เข้าร่วมต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ทั้งหมด

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความคิดสร้างสรรค์

 

ออริจินอล 10

มันอาจจะดูน่าเบื่อหากชื่อใหม่ของสโมสรยังอยู่ในรูปแบบของ “เมือง เอฟซี หรือ ยูไนเต็ด” หลังสมาคมฟุตบอลฯ ออกกฎห้ามใช้ชื่อบริษัทหากต้องการร่วมวงไพบูลย์ในเจลีก และ 10 ทีมรุ่นก่อตั้งเจลีก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ออริจินอล 10” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อพวกเขา มีชื่อต่อท้ายหรืออยู่ข้างหน้าชื่อเมืองด้วยกันทั้งหมด


Photo : Facebook : 鹿島アントラーズ

เราจึงได้เห็นชื่อของ นาโงยา แกรมปัส, อุราวะ เรด ไดมอนส์ หรือ คาชิมา อันท์เลอร์ส แทนที่ชื่อทีม นาโงยา เอฟซี หรือ อุราวะ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลแรกของเจลีก

ชื่อเหล่านี้มีที่มาหลากหลาย แต่ทั้งหมดล้วนแฝงไปด้วยความหมาย เช่น ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา ที่มาจากคำว่า สาม (San) ในภาษาญี่ปุ่น บวกกับ frecce ที่แปลว่าลูกธนูในภาษาอิตาลี โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำสอนของ โมริ โมโตนาริ ผู้ปกครองพื้นที่ฮิโรชิมาในอดีต ที่สอนลูกชายทั้ง 3 คนว่า ธนูดอกเดียวหักง่าย แต่หากธนูอยู่รวมกันสามดอก ก็จะยากที่จะทำลาย เหมือนกับความสามัคคี


Photo : The Daily Japan

หรือ กัมบะ โอซากา อีกหนึ่งทีมยักษ์ใหญ่ของเจลีก ก็มีชื่อที่มีที่มาจากภาษาอิตาลีที่แปลว่า “ขา” แต่ยังมีนัยยะหนึ่งที่เสียงไปคล้ายกับคำว่า “กัมบารุ”(頑張る) ซึ่งมีความหมายว่า พยายามอย่างเต็มที่

สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นอิทธิพลในการตั้งชื่อสโมสรญี่ปุ่นในยุคต่อมา

 

อิตาลีและสเปนนิยม

หลังจากเจลีกประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในฐานะลีกอาชีพ ทำให้มีทีมมากมายอยากจะเข้าร่วม นอกจากการคว้าแชมป์ และรองแชมป์ เจแปน ฟุตบอลลีก แล้ว การเปลี่ยนชื่อทีมจากบริษัทหรือผู้สนับสนุนก็เป็นกฎสำคัญสำหรับการเลื่อนชั้นชั้นขึ้นมาเล่นในเจลีก


Photo : Facebook : 湘南ベルマーレ 【公式】

ฟุจิตะ และ ยามาฮา มอเตอร์ส จึงกลายร่างเป็น เบลล์มาเร ฮิรัตสึกะ (โชนัน เบลล์มาเร) และ จูบิโล อิวาตะ เพื่อเป็นสองทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในเจลีก โดย เบลล์มาเร มาจากการผสมคำระหว่าง “Bello” และ “Mare” ที่แปลว่าทะเลสวย ในขณะที่ทีมจากจังหวัดชิสุโอกะเลือกใช้คำว่า Jubilo ในภาษาอิตาลีที่แปลว่าสนุก

เทรนด์การตั้งชื่อสโมสรญี่ปุ่น ยังคงได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศในเวลาต่อมา เพราะกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของสโมสรที่เกิดใหม่ ในช่วงปี 1994-1999 ล้วนนำคำที่ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งเป็นชื่อทีม

เราจึงได้เห็นชื่อทีมอย่าง เซเรโซ (ซากุระ) โอซากา, คาชิวา เรย์โซล (ราชันย์แห่งดวงอาทิตย์) หรือ อวิสปา (ตัวต่อ) ฟุคุโอกะ พวกเขามีทั้งการใช้คำศัพท์ทั้งคำ ไปจนถึงการนำคำศัพท์สองคำมาบวกกัน และภาษาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือภาษาสเปนและอิตาลี

“ฟุตบอลญี่ปุ่นในช่วงปลายยุค 80-90 ค่อนข้างจะได้รับอิทธิพลจากฟุตบอลสเปนและอิตาลีมาพอสมควร หนึ่งในเหตุผลนั้นคือการถ่ายทอดสด” กฤตพล วิภาวีกุล นักศึกษาปริญญาเอกด้าน International study มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่นกล่าวกับ Main Stand

“ญี่ปุ่นเริ่มถ่ายทอดสดจากลีก อิตาลี อังกฤษ สเปน และเยอรมัน ตามลำดับ แต่กลายเป็นลีกอิตาลี และสเปนได้รับความนิยมมากที่สุด”

“ส่วนอีกข้อหนึ่ง สันนิษฐานว่าที่คนญี่ปุ่นชอบอิตาลีและสเปนมากกว่าอังกฤษ เพราะคนญี่ปุ่นชอบฟุตบอลที่เน้นทักษะ มากกว่าพละกำลัง”

“ก็เลยน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ชื่อสโมสรญี่ปุ่นในช่วงแรกใช้คำจากภาษาอิตาลีหรือสเปนเป็นส่วนใหญ่”

อย่างไรก็ดี นอกจากใช้คำจากภาษาประเทศแล้ว พวกเขายังมีความพยายามเชื่อมโยงกับเมืองที่เป็นที่ตั้งของสโมสร เช่น วิสเซิล โกเบ ที่มาจากคำว่า  "victory" (ชัยชนะ) และ "vessel" (เรือเดินสมุทร) เพื่อระลึกว่า โกเบ คือเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่อดีต


Photo : Marca

หรือคำว่า ซังงะ ของ เกียวโต เพอร์เพิล ซังงะ ที่มาจากคำว่า “รวมกลุ่ม” (sangha) ในภาษาสันสกฤต ที่มักใช้กันในการรวมกลุ่มของชาวพุทธ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเมืองเกียวโต มีจุดเด่นจากการมีวัดพุทธตั้งอยู่มากมาย

สะท้อนให้เห็นว่าชื่อแต่ละทีมกว่าจะตั้งมาได้ มันมีอะไรมากกว่านั้น

 

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

หากกวาดตามองสโมสรอาชีพเจลีกทั้ง 52 สโมสรแล้ว เราจะพบว่าแต่ละทีมมีหลักการการตั้งชื่อที่หลากหลาย แต่สามารถจำแนกอย่างคร่าวๆออกมาได้ดังนี้

หนึ่งคือการตั้งชื่ออย่างง่ายๆ แบบนี้ไม่มีความซับซ้อนเพราะแค่เอาชื่อเมืองมาบวกกับคำว่า เอฟซี, ยูไนเต็ด หรือ เอสซี ก็จะได้เป็นชื่อสโมสร ซึ่งมีทั้งหมด 8 ทีมในลีกอาชีพ (เจ1 เจ2 และ เจ3) คือ เอฟซี โตเกียว, เอฮิเมะ เอฟซี, เอฟซี กิฟุ, โทชิงิ เอสซี, เอฟซี ริวกิว, ฟุคุชิมา ยูไนเต็ด เอฟซี, คาโงชิมะ ยูไนเต็ด เอฟซี และ เอสซี ซางามิฮาระ

ต่อมาคือใช้ความคิดสร้างสรรค์มากหน่อยด้วยการใช้คำศัพท์ในภาษาต่างประเทศมาผสมกันเป็นชื่อ โดยส่วนใหญ่มักมีความหมายที่เกี่ยวพันกับเมืองที่ตั้งเช่น คอนซาโดเล ซัปโปโร ที่คำว่า Co-nsa-do มาจากการกลับตัวอักษรคำว่า Do-san-ko ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่า คนฮอกไกโด บวกกับคำว่า Ole ในภาษาสเปน


Photo : Facebook : 北海道コンサドーレ札幌

หรือคำว่า Vortis ของ โทคุชิมา วอร์ติส ที่แปลว่า “น้ำวน” ในภาษาอิตาลี มีนัยยะไปถึง “น้ำวนนารุโตะ” น้ำวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของจังหวัดโทคุชิมา คล้ายกับ คามาทามาเร ซานุกิ โดย Kamatama คือชื่อประเภทของอุด้ง ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดหวัดคางาวะ บวกกับคำว่า Mare ในภาษาอิตาลีที่แปลว่าทะเลที่หลายทีมนิยมใช้   

“คำว่า Grampus ของ นาโงยา แกรมปัส เอต มีความหมายมาจาก ปลาวาฬเพชฌฆาต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนาโงยา (มีความหมายไปถึงปลาซาจิสีทองบนปราสาทนาโงยา) ส่วน Eight ที่เคยใช้คือเครื่องหมายอย่างเป็นทางการเมืองนาโงยา (Hachi Maru) โดยหวังที่จะช่วยเพิ่มโชคให้กับสโมสรมากขึ้น” คำอธิบายชื่อสโมสรในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเจลีก

ในขณะที่ประเภทที่สามคือการตั้งชื่อด้วยการแฝงตำนานหรือประวัติศาสตร์ของเมือง เช่น เวนท์ฟอเรต์ โคฟุ ที่ Ventforet เป็นการผสมคำว่า "vent" (ลม) และ "forêt" (ป่า) ในภาษาฝรั่งเศส โดยสื่อไปถึงยุทธการในการรบที่ชื่อว่า Fū-rin-ka-zan 風林火山 (รวดเร็วดั่งสายลม สงบนิ่งดั่งพงไพร จู่โจมว่องไวเหมือนเปลวเพลิง หนักแน่นมั่นคงราวขุนเขา) ของ ทาเคดะ ชินเง็น ไดเมียวแห่งแคว้นคาอิ หรือจังหวัดยามานาชิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสโมสรในปัจจุบัน

หรือ โยโกฮามา เอฟ มารินอส  ที่คำว่า Marinos มาจากคำว่ากะลาสี หรือ ทหารเรือในภาษาสเปน มีนัยยะไปถึงเหล่าทหารเรืออังกฤษที่ยกพลขึ้นบกที่เมืองท่าแห่งนี้ในช่วงทศวรรษที่ 19 ส่วน เอฟ มาจาก Flugel ของ โยโกฮามา ฟลูเกล ซึ่งเป็นอดีตทีมที่ถูกยุบรวมกันเข้ามา

ส่วนตำนานอย่างโมโมทาโร ก็ยังสามารถเป็นแรงบันดาลในใจการตั้งชื่อทีมของฟาเจียโน โอคายามะ สโมสรที่มีที่ตั้งที่เป็นบ้านเกิดของโมโมทาโร โดยคำว่า Fagiano มาจากภาษาอิตาลี ที่แปลว่า ไก่ฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ร่วมเดินทางไปปราบยักษ์กับโมโมทาโร  

สุดท้ายคืออิทธิพลจากบริษัทแม่ โดยแม้เจลีกจะพยายามลบความเป็นสโมสรขององค์กร แต่ยังมีบางสโมสรที่ยังหลงเหลือสิ่งเหล่านี้ไว้ ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ อุราวะ เรด ไดมอนด์ ที่ Red Dimond มีที่มาจากโลโก้ของบริษัทมิตซูบิชิที่เป็นเพชรสีแดง โดยพวกเขายังแฝงมันไว้ในโลโก้ของสโมสรอีกด้วย


Photo : 5spades.com

 

สังคม ประวัติศาสตร์ และการรับวัฒนธรรม

ผ่านไป 26 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1993 เจลีกมีสโมสรอาชีพที่เกินกว่าครึ่งร้อยไปแล้วในปัจจุบัน และยังมีอีกหลายสโมสรที่กำลังต่อคิวรอการรับรองอีกมากมาย

นอกจากความเป็นมืออาชีพ ผลพวงจากการห้ามไม่ให้ใช้ชื่อองค์กรได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างมากมาย และสะท้อนแนวคิดของชาวญี่ปุ่นผ่านการตั้งชื่อ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือภาษาต่างประเทศมีอิทธิพลต่อพวกเขามาก ทั้งจากความนิยมในลีกอิตาลีและสเปน รวมไปถึงการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกในช่วงปี 1980-1990  

ทำให้แม้ในปัจจุบันยังสามารถพบเห็นสโมสรเกิดใหม่ที่มีชื่อแปลกๆอย่างเช่น โคบัลตอเร โอนางาวะ (ก่อตั้งปี 2006) ทีมจากจังหวัดมิยางิ ที่เป็นการผสมคำระหว่าง cobalto (สีน้ำเงิน) และ floresta (ป่า) ในภาษาอิตาลี หรือ เทเงวาญาโร มิยาซากิ (เปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบันในปี 2015) ที่มาจากการผสมคำระหว่าง Tege ที่เป็นภาษาท้องถิ่นของมิยาซากิซึ่งแปลว่า “สุดยอด” บวกกับคำว่า pájaro ในภาษาสเปนที่แปลว่า “วัวและนก”

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะ และมีความเป็นชาตินิยมสูง แต่ช่วงปลายศวรรษที่ 20 การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับการการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกทำให้คนญี่ปุ่นเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้น คนญี่ปุ่นจึงมีแนวโน้มที่จะเปิดรับวัฒนธรรมจากยุโรปเพิ่มมากขึ้น” กฤตพลกล่าวเสริม  

“ขณะเดียวกันฟุตบอลลีกในยุโรปที่เริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจทางวัฒนธรรมผ่านทางการถ่ายทอดสด ที่เริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้การถ่ายทอดวัฒนธรรมฟุตบอลจากยุโรปมายังญี่ปุ่นเกิดขึ้นได้”

นอกจากนี้ สิ่งที่ชาวญี่ปุ่นพยายามแฝงไว้ คือการชูจุดเด่นของเมืองตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภูมิประเทศ,  เทศกาล, สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่อาหาร ผ่านการตั้งชื่อของสโมสร ดังที่เรามักเห็นคำว่า Mare ที่แปลว่า “ทะเล” สอดแทรกอยู่ในชื่อของทีมที่มีชายหาดสวย หรือ นำความเชื่อเกี่ยวกับเทศกาลขึ้นชื่อของตนมาปรับเป็นชื่อ เช่น เวกัลตะ เซนได ที่มีที่มาจาก ดาว Vega และดาว Altair ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของตำนานในเทศกาลทานาบาตะ หรือแม้กระทั่งการผูกโยงบุคคลสำคัญของท้องถิ่นในประวัติศาสตร์ อย่างกรณีของมิโตะ ฮอลลีฮอค ที่ Hollyhock คือพืชที่อยู่ในตราประจำตระกูลโตกุงาวะ ที่ต้นตระกูลอย่าง โตกุงาวะ อิเอยาสุ เคยเป็นผู้ปกครองแคว้นมิโตะ ในสมัยเอโดะ (1603-1863)

“ในทางกลับกัน ถ้าฟุตบอลเจลีก ก่อตั้งในช่วง1970 แล้ว เราอาจจะไม่ได้เห็นการตั้งชื่อสโมสรที่ผสมคำจากภาษาต่างประเทศกับจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่นแบบนี้”

“สโมสรฟุตบอลคงมีแต่โตโยต้าเอฟซี ซัปโปโร เอฟซี หรือ โกเบ เอฟซี แทนก็เป็นได้”


Photo : Facebook : J.League (Japan Professional Football League)/Jリーグ

การตั้งชื่อของทีมในลีกอาชีพญี่ปุ่น จึงไม่ได้เป็นแค่ชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนมุมมองของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อกีฬาฟุตบอลที่ผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนในทุกขั้นตอน  ตลอดจนบริบททางสังคมที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เหล่านี้ขึ้นมา

ลองคิดกันเล่นๆว่าถ้าคุณจะตั้งชื่อสโมสรบ้านเกิดแบบทีมในเจลีก คุณจะตั้งชื่อว่าอะไรดี?

 

อ้างอิง:

https://www.jleague.jp/
https://www.jleague.jp/en/
http://www.rsssf.com/tablesj/japnames.html
http://www.thestoppagetime.com/love-and-passion-why-japans-football-club-names-are-just-awesome
https://chouseisan.com/l/post-116507
http://www.sportingnews.com/us/soccer/news/top-10-best-club-names/u85dz1futg0l1uf6dbfuyund
http://nagoya-grampus.jp/news/pressrelease/2017/0115post-736.ph
https://web.archive.org/web/20140812171355/http://www.j-league.or.jp/eng/clubguide/nagoya/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง