On The Main Stand

Becoming Champions : สารคดีลูกหนังอุรุกวัย ที่สะท้อนให้เห็นยุคมืดบอลไทยในอดีต



“ทีมชาติไทย เก่งตอนเด็ก แต่ไม่เก่งตอนโต” ประโยคตลกร้ายที่ไม่มีใครขำออก ยามเห็นความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าของ ทีมชาติไทย แต่ใครเล่าจะเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ความอยากเอาชนะที่มากเกินไป บางครั้งก็นำมาซึ่งความพ่ายแพ้


 

วัฏจักรหนึ่งที่ผู้เขียนได้ค้นพบ จากการติดตามผลงานทีมชาติไทยมาตลอดชีวิต ก็คือ เก่งกาจเกรียงไกร ตอนเด็กชนิดที่แข่งกับชาติไหนก็สามารถสู้ได้ ยามเอาเด็กไทยระดับประถมฯ - มัธยมฯ ไปเตะบอลแข่งกับเด็กๆชาติอื่นในทวีป

แต่พอเข้าพ้นช่วงรั้วมัธยมฯ มาสู่ระดับการแข่งขันจริง ก็วนเข้าลูปเดิมคือ ตกรอบ แพ้ยับเยิน จนเป็นเรื่องชาชิน จากนั้นก็ผลักเปลี่ยนสู่เจเนอเรชั่นรุ่นต่อๆไป วนเวียนในลักษณะเดิมกันที่ว่า เก่งตอนเด็ก แล้วมาแพ้ตอนโต

ทั้งที่เมื่อสำรวจดูแล้ว ประเทศไทย ล้วนมีปัจจัยหลายอย่างเอื้อหนุนสู่การเป็น ชนชาติฟุตบอลชั้นนำของทวีป ได้ไม่ยากนัก

ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ด้านฟุตบอลที่มีอย่างมายาวนาน มีฮีโร่นักฟุตบอลและเรื่องเล่าขานมากมายถึงความสามารถในกีฬาลูกหนังของไทย การเป็นชาติที่ผูกขาดความสำเร็จในระดับอาเซียนช่วงเวลาหนึ่ง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของฟุตบอล จนแทรกซึมอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศนี้

ตลอดจนแนวคิดแบบชาตินิยมของประเทศ ที่ไม่เคยเสียเอกราช ที่ต้องการเห็น “ชัยชนะ” ในทุกๆสนามแข่งขัน ยามที่มี ตัวแทนจากไทย ออกไปแข่งขันในระดับนานาชาติ ก็น่าจะเป็นแรงขับที่ดีของ นักกีฬาไทยเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จากสิ่งที่ถูกปลูกฝังเรื่องความอยากเอาชนะ ยามลงแข่งขันกับต่างชาติ มาตั้งแต่เด็ก

กลับกันปัจจัยที่ว่ากันมาทั้งหมด ไม่สามารถช่วยให้ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ แข็งแกร่งในระดับสากลเสียที โดยเฉพาะในเมเจอร์สำคัญอย่าง โอลิมปิก เกมส์ ที่ร้างรามานานถึง 50 ปี, ฟุตบอลโลก ที่ยังไม่เคยไปสัมผัสรอบสุดท้ายสักหนเดียว,  รวมถึงศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่มีผลงานดีสุดเพียงแค่อันดับ 3 เท่านั้น จากทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 6 ชาติ เมื่อ 46 ปีที่แล้ว

เรื่องนี้ทำให้นึกถึง ช่วงเวลาแห่งยุคมืดของ อุรุกวัย เจ้าของแชมป์โลก 2 สมัยที่เคยยิ่งใหญ่ ในการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ตลอดช่วงทศวรรษ 1920-1950 ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แรงขับอยากเอาชนะ ฝังตัวอยู่ใน DNA ของเด็กทุกคนในชาติ  

ทว่าความสำเร็จเหล่านั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ตามมาหลอกหลอนนักเตะรุ่นหลัง จนพวกเขาไม่สามารถยืนระยะความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง และถูกหลายๆชาติแซงหน้าไป โดยเฉพาะรายการใหญ่อย่าง ฟุตบอลโลก จากขาประจำแชมป์โลก สู่ที่ทีมตกรอบสม่ำเสมอ และกลายเป็นชาติที่ไม่ได้ไปรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ถึง 5 ครั้ง ในช่วงทศวรรษ 1970-2000

ปัจจัยความล้มเหลวของ อุรุกวัย เกิดขึ้นจากอะไร แล้วทำไมชาติที่มีประชากรเพียง 3 ล้านกว่าคน ถึงสามารถกลับมายืนอยู่แถวหน้าของโลกฟุตบอลในปัจจุบันได้ Main Stand จะมาถอดบทเรียนจากทีมแชมป์โลก 2 สมัย เพื่อหาคำตอบว่า “ถ้าทีมชาติไทยไม่อยากเก่งแค่ตอนเด็กอย่างเดียว ควรต้องเรียนรู้อะไรบ้าง จากช่วงยุดตกต่ำของฟุตบอลอุรุกวัย”

 

เล่นเพื่อชัยชนะ

“อองตวน มักพูดอยู่เสมอว่า เขามีครึ่งหนึ่งเป็น อุรุกวัย แต่ในความเป็นจริง เขาเป็นคนฝรั่งเศส และเขาไม่มีทางรู้เลยว่า คนอุรุกวัย รู้สึกอย่างไร”

“เขาไม่มีทางเข้าใจจิตวิญญาณ ความทุ่มเท ความพยายามของเรา เพื่อให้ชาติประสบความสำเร็จในฟุตบอล เขาอาจจะแค่ชอบวัฒนธรรมเรา พูดภาษาเดียวกับเราได้ แต่มันไม่ใช่กับเรื่องของความรู้สึกแน่นอน”

หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัย พูดถึง อองตวน กรีซมันน์ สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศส ที่ไม่แสดงอาการดีใจภายหลังยิงประตูส่งทีมชาติอุรุกวัย กลับบ้านในฟุตบอลโลก 2018 เพราะตนเองมีความรู้สึกรักในประเทศนี้ ราวกับมีเลือดครึ่งกายเป็นคนอุรุกวัย

คำโต้ตอบของ ซัวเรซ อาจจะดูเกินจริงและดูเหมือนขี้แพ้ชวนตีไปสักนิด แต่หากลองพิจารณาให้ดี บางที ซัวเรซ อาจจะพูดบนพื้นฐานเป็นจริงก็ได้ว่า  ถ้าไม่ใช่คนอุรุกวัยก็คงไม่มีทางเข้าใจถึงความรู้สึกของคนในชาติได้ดีเท่า โดยเฉพาะความรู้สึกของชาติเล็กๆ ที่ต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอลอยู่เสมอ

สำหรับประเทศที่มีพลเมืองเพียงหลัก 3 ล้านคน ฟุตบอลเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในประเทศ ทุกพื้นที่ของประเทศนี้ ถูกปกครองไปด้วยลูกฟุตบอล และสนามฟุตบอล

ไม่ว่าจะเป็นริมถนนหนทาง ชายหาด แม้กระทั่งในผับบาร์ ไม่มีพื้นที่ไหนที่คนอุรุกวัยจะไม่พูดถึงฟุตบอล ซึ่งมันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ อังกฤษ ยกพลมาควบคุมกิจการ และนำเอาวัฒนธรรมฟุตบอลมาเผยแพร่ให้คนในพื้นที่ได้รู้จักกับมัน

ฆวน คาร์ลอส ลูซูเรียก้า นักประวัติศาสตร์เผยผ่านสารคดี Becoming Champions ทาง Netflix (มีแบบบรรยายไทยแล้วนะครับ) ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ฟุตบอลที่อุรุกวัยได้เติบโตไปอย่างเร็วมาก เพราะนี่ไม่ใช่กีฬาของคนชนชั้นสูง แต่ทุกคนในแผ่นดินนี้ ไม่ว่าจะคนรวย คนจน คนอพยพ ก็สามารถเล่นได้ เป็นกีฬาที่ทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ขอเพียงแค่คุณเล่นดีเท่านั้นก็พอ

อุรุกวัยก่อตั้งสมาคมฟุตบอลฯ สำเร็จในปี  ค.ศ. 1900 จากนั้นก็ประกาศศักดาคว้าเหรียญทองฟุตบอลชาย ในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ฟีฟ่าเข้ามามีส่วนจัดการด้วย 2 สมัยติดต่อกัน ในปี 1924 และ 1928

ความสำเร็จของ ทีมชาติอุรุกวัย ในโอลิมปิกเกมส์ครั้งหลังสุด  ทำให้ ฟีฟ่า เลือกชาติเล็กๆจากแผ่นดินอเมริกาใต้ เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกครั้งแรก ในปี 1930

ความจริง ทีมชาติไทย มีโอกาสดีที่สุดที่จะไปฟุตบอลโลก ตั้งแต่สมัยแรกแล้ว เมื่อได้รับเชิญให้เข้าร่วมแข่งขันด้วย แต่เนื่องจากการเดินทางไปยังประเทศอุรุกวัย ต้องอาศัยการเดินเรือเท่านั้น ที่กินเวลานานแรมเดือน ประกอบมีค่าใช้จ่ายสูง

ทำให้คราวนั้น ขุนพลนักเตะแดนสยาม จึงไม่ได้ไปหวดแข้งในฟุตบอลโลกฉบับปฐมฤกษ์ รวมถึงชาติจากยุโรป ที่หลายประเทศรวมหัวกันบอยคอตการแข่งขันครั้งนั้น มีเพียง ยูโกสลาเวีย, โรมาเนีย, ฝรั่งเศส, เบลเยียม จากยุโรปเท่านั้นที่ไปแข่ง

ผลจบลงด้วยการจารึกชื่อ อุรุกวัย เป็นชาติแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ในปี 1930 แม้ว่าอีก 8 ปีต่อมา ที่เวิลด์คัพ ถูกเวียนไปจัดในยุโรปช่วงปี 1934-1938 อุรุกวัย จะเอาคืนบ้าง ด้วยการไม่ส่งทีมไปแข่งฟุตบอลโลก

แต่ช่างประไร เมื่อพวกเขาหวนกลับมาแข่งขันบอลโลกอีกหนในปี 1950 บนแผ่นดินบราซิล อุรุกวัย ก็ตอกย้ำความเป็นมหาอำนาจลูกหนังเบอร์ 1 ของโลก ด้วยการเอาชนะเจ้าภาพ ในสนามมาราคานา ท่ามกลางกองเชียร์เจ้าถิ่น 170,000 กว่าชีวิต

บราซิลเป็นต่ออุรุกวัยทุกด้าน พวกเขามีขนาดประเทศใหญ่กว่า พลเมืองมากกว่า สภาพเศรษฐกิจดีกว่า แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่มีทางเอาชนะ 11 คนในสนามของ อุรุกวัย ได้คือจิตวิญญาณของความอยากเอาชนะ

มีเรื่องเล่าว่า ช่วงหนึ่งในสนามมาราคานา เงียบสงัด จนได้ยินเสียงกัปตันทีมอุรุกวัย ออบดูลิโอ วาเรลา ตะโกนถามหาเลือดของนักฟุตบอลบราซิล  แม้แต่ อเดมีร์ แข้งแซมบ้าในสนามวันนั้น ก็ได้บอกในภายหลังว่า แค่เห็นย่างก้าวที่มั่นคง สายตาที่มุ่งมั่นของนักฟุตบอลอุรุกวัย เราก็รู้ทันทีว่า ไม่มีทางเอาชนะพวกเขาได้แน่

“ถ้ารักษาอิสรภาพไว้ไม่ได้ ก็ยอมตายเสียดีกว่า” ท่อนหนึ่งในเนื้อเพลงชาติอุรุกวัย ที่น่าจะบอกได้ดีสุด ถึงระดับความมุ่งมั่นที่ต้องการเป็นผู้ชนะของ ชนชาติอุรุกวัย มีมากแค่ไหน

ความสำเร็จในครั้งนั้นกลายเป็น เบ้าหลอมและสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้แก่ ประเทศขนาดเล็กอย่าง อุรุกวัย พวกเขากลายเป็นทีมลูกหนังอันดับ 1 ของโลกโดยสมบูรณ์ หลังจบนัดชิงชนะเลิศที่บราซิล ด้วยสกอร์ 2-1

จากนั้นแนวคิดที่ต้องการเป็นผู้ชนะในเวทีฟุตบอลระดับโลก ก็ถูกปลูกฝังส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

“ความรู้สึกอยากเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ มันถูกปลูกฝังมาติดตัวเรา ตั้งแต่ยังเด็ก หลายคนบอกว่าพวกเราสุดโต่งเกินไป แต่นั่นมาจากอารมณ์ร่วมในเกม  เราก็มีวัฒนธรรมที่ใครก็ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา”

“ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ก็เท่ากับว่าพวกเราล้มเหลว” ดิโอโก ลูกาโน อดีตกัปตันทีมชาติอุรุกวัย กล่าวไว้ในหนังสารคดี Becoming Champions

ขณะที่ฟุตบอลไทย อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกว่า เป็นแชมป์โลกมาก่อน เหมือนอย่าง อุรุกวัย แต่อย่างน้อยที่สุด ฟุตบอล ก็มีความผูกพันกับคนไทย มาหลายชั่วอายุคน และมีประวัติศาสตร์ลูกหนังที่จับต้องได้ยาวนานมากกว่า 100 ปีไม่แพ้กับ อุรุกวัย

ตั้งแต่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงนำฟุตบอลเข้าสู่ประเทศสยาม ในปี 1915  ก่อนที่ ไทย จะกลายเป็นชาติแรกในทวีปเอเชีย ที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกฟีฟ่า ในปี 1925

แม้อาจจะไม่ได้มีหลักฐานความสำเร็จเป็นล่ำเป็นสัน ในระดับทวีป มากนัก แต่ฟุตบอลเพียงไม่กี่นัด เกมไม่กี่นัด ที่ไทยสามารถต่อกรหรือเอาชนะชาติชั้นนำของเอเชียก็ได้ รวมถึงการแข่งขันถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ที่เชิญทีมชาติดังๆมาเตะ ก็นำมาซึ่งเรื่องเล่าขานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “เมื่อก่อนญี่ปุ่นแข่งกับไทยแพ้ตลอด สู้ไทยไม่ได้เลย, เราเคยสูสีเกาหลีนะ”

โดยธรรมชาติแล้ว คนไทยจะมีความรู้สึก “อิน” เวลาดูกีฬาแล้วเห็นคนไทย ทีมไทย ประสบความสำเร็จ เอาชนะคู่แข่งจากชาติในระดับทวีป ระดับโลกได้ ยกตัวอย่างยุคหนึ่งที่ เขาทราย กาแล็กซี่, ภราดร ศรีชาพันธุ์, ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สร้างชื่อในระดับโลก ก็ทำให้คนไทยแห่กันมาติดตาม และปลุกกระแสให้กีฬานั้นๆ อยู่ระยะเวลาหนึ่ง

ยิ่งโดยเฉพาะฟุตบอลยิ่งจุดติดได้ง่ายสุด เพราะเป็นกีฬาที่อยู่สังคมไทยมานาน และเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดมานานแล้ว จนทำให้เกิดภาพที่ว่า ถ้าช่วงไหนฟุตบอลทีมชาติไทยประสบความสำเร็จ ชนะติดๆกัน คนดูก็จะแห่มาดูกันเต็มสนาม ล้นสนาม แต่ถ้าช่วงไหนล้มเหลว แพ้บ่อยๆ คนดูจะเริ่มหายไป

สังคมฟุตบอลของ อุรุกวัย หลังการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 จึงกลายเป็นสังคมที่มีผู้คนคาดหวังสูงมากกับผลงานของทีมชาติ และมีการปลูกฝังสายเลือดใหม่ว่า จะต้องลงไปเล่นเพื่อเอาชนะให้ได้ ไม่ต่างกับสังคมลูกหนังของไทย ที่ปรารถนาชัยชนะ จากการแข่งขันในทุกรายการ ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นทีมชุดใหญ่ หรือแม้แต่ทีมชาติรุ่นอายุ 12 ปี  

โดยที่ทั้งสองชาติต่างไม่รู้เลยว่า ความคาดหวังที่ต้องการเป็นผู้ชนะที่มากเกินไป จะกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่นำพาพวกเขามาสู่สถานะ ทีมผู้แพ้ ที่กินระยะเวลายาวนานหลายสิบปี

 

แรงเหวี่ยงจากความคาดหวัง

“บ้านเราเน้นผลการแข่งขัน มากกว่าการพัฒนา ความสำเร็จของทีมชาติไทยมันก็เหมือนกับการซื้อหวย บางครั้งก็โผล่มาประเดี๋ยวประด๋าว แต่ไม่เกิดความยั่งยืน” วิทยา เลาหกุล ฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวเริ่มผ่าน Main Stand


Photo : Facebook : FA THAILAND

“ทั้งที่ความจริงสิ่งแรกที่เด็กๆ ควรเรียนรู้คือการ มีทักษะ เบสิค ที่ดีก่อน มีความเข้าใจเกม แล้วจึงค่อยๆสอดแทรกแท็คติก ลงไปตามช่วงวัย เมื่อเด็กอายุ 17-18 ปี มีความพร้อมด้านร่างกายแล้วก็ค่อยอัดเรื่องความแข็งแรง และให้มีเกมเยอะๆ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์”

“แต่บ้านเราไม่ได้คิดแบบนั้น สถานศึกษาหรือโรงเรียนก็อยากได้ชื่อเสียง จึงมองแต่ผลการแข่งขัน และกระตุ้น กดดันเด็ก ลงให้มาแข่งขันตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ไม่เคยมามองเลยว่า เด็กแต่ละคนควรพัฒนาตรงไหนบ้าง”

“พอโตจึงกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความเข้าใจเกม ไม่เข้าใจแท็คติก ทักษะเทคนิคไม่ดี เพราะตอนเป็นเยาวชน เขาถูกละเลยเรื่องนี้มาตลอด ถามว่ามีเด็กอายุน้อยๆมีเกมเยอะมันดีไหม ก็ต้องมาดูอีกว่า เกมเยอะๆที่เขาเล่นนะ มันมีคุณภาพหรือเปล่า เกมๆหนึ่ง เด็กโดนบอลไม่ถึง 20-30 ครั้ง ถ้าเอาเวลาตรงนี้มาฝึกเรื่องทักษะให้แน่นก่อน ไม่ดีกว่าเหรอ แต่เด็กเราถูกฝึกให้ใช้พละกำลัง มากเกินไป ตอนอายุน้อยๆ”

“ไม่ใช่บ้านเราเพิ่งเป็นนะ มันเป็นมานานมากแล้ววิธีคิดแบบนี้ ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก ที่โค้ชหรือผู้ใหญ่ปลูกฝังเรื่องผลการแข่งขันเป็นอันดับแรก ก็เลยเห็นว่า ตอนเด็กเราเอาชนะเขาได้ แต่พอโตมาเราแพ้เขา เพราะชาติเหล่านั้นเขาไม่ได้คิดแบบนี้ไง”

ความจริงที่เหมือนกันอีกประการของ ฟุตบอลไทย กับ อุรุกวัย ในช่วงที่ล้มเหลวก็คือ แนวคิดที่ต้องการอยากเอาชนะนั้น ถูกนำไปถ่ายทอดสู่เด็กๆ เยาวชน ที่เตะบอลตามท้องถนน, ตามโรงเรียน ให้คิดถึงผลแพ้ชนะ เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งมากกว่าการพัฒนา

ย้อนกลับไปในปี 1954 อุรุกวัย แชมป์โลก 2 สมัย เดินทางไปแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยความดคาดหวังที่สูงลิบลิ่วจากคนในชาติ ที่ว่า ต้องเป็นแชมป์สถานเดียว หลังจากไม่เคยพลาดท่าปราชัยในรายการใหญ่อย่าง โอลิมปิก เกมส์ และ ฟุตบอลโลก แม้แต่เกมเดียว

แต่ในที่สุด อุรุกวัยก็แพ้ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ต่อ ฮังการี ในรอบรองชนะเลิศ และจบบอลโลกหนนั้นด้วยอันดับ 4 จากการแพ้ ออสเตรีย ที่แย่ไปกว่านั้นในการแข่งขัน ฟุตบอลโลกครั้งต่อมา ในปี 1958 พวกเขาไม่ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อุรุกวัย ก็แปรเปลี่ยนสถานะจากทีมเต็งแชมป์ กลายเป็นทีมที่ตกรอบแรกบ่อยครั้ง ไม่ผ่านรอบคัดเลือกหลายหน จนแทบไม่เหลือภาพของทีมที่ยิ่งใหญ่ช่วงยุคแรกของฟุตบอลโลก… ส่วนในรายการอย่าง โอลิมปิก เกมส์ พวกเขาไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลชายอีกเลย กินเวลานานถึง 84 ปี ด้วยเหตุผลด้านการเมืองก็ส่วนหนึ่ง และคุณภาพทีมด้วยอีกส่วน

มีเพียงแค่โคปา อเมริกา เท่านั้นที่ยังต่อพอต่อยอดหล่อเลี้ยงความคาดหวังของคนในชาติอุรุกวัยได้… บรรยากาศฟุตบอลของอุรุกวัย จึงเป็น สังคมลูกหนังที่เคร่งเครียด และจริงจังกับผลการแข่งขันมากเกินไป แม้กระทั่งการเล่นฟุตบอลกับเพื่อน ก็จะถูกใส่ความซีเรียสนี้ลงไปด้วย

ด้วยความที่ อุรุกวัย มีประวัติศาสตร์ทางฟุตบอลมาอย่างยาวนาน และกีฬาชนิดนี้ก็กระจายอยู่ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นย่านยากจน หรือร่ำรวย ทำให้มีเด็กจำนวนมากทั่วประเทศ ยังคงเล่นฟุตบอลอยู่ จนเรียกว่า “ปรากฏการณ์เด็ก” ที่มีเด็กไม่ต่ำกว่า 60,000 คน มาเตะฟุตบอลตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

เด็กพวกนี้ไม่ได้มาตัวคนเดียว พวกเขามีพ่อแม่ ผู้ปกครอง มาติดตามดูอยู่ข้างๆสนาม แม้จะเป็นเพียงเกมระดับหมู่บ้าน ของเด็กอายุน้อยๆก็ตาม

แต่ความจริงจังในเรื่องผลการแข่งขันก็ยังเป็นสิ่งที่ คนอุรุกวัย ยังมีติดตัวอยู่ การเล่นฟุตบอลของเด็กๆในอุรุกวัย จึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความเครียด มากกว่าความสนุกในช่วงวัยอายุ ซึ่งก็จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถหลุดขึ้นมาเป็น สุดยอดนักเตะของโลกได้ ในช่วงก่อนทศวรรษ 1990

“ชัยชนะ กลายเป็นข้อกำหนดที่ พวกเขาสอนให้เด็กตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบซึบซับ เพราะพวกเขาไม่ได้สามารถหาวิธีการอื่นในการพัฒนาเยาวชนได้” อเลฮานโดร การาย อดีตเฮดโค้ชทีมชาติอุรุกวัย U-17 กล่าวถึงบรรยากาศในช่วงยุคตกต่ำของชาติตนเอง  

อีกสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันก็คือ การที่นักฟุตบอลเยาวชนของ อุรุกวัย ถูกเรียกร้องให้เข้าสู่เกมการแข่งขัน และระบบอุตสาหกรรมตั้งแต่อายุยังน้อย มีนายหน้านักฟุตบอลมากมาย เข้ามาดูเด็กๆตามพื้นที่ต่างๆ แล้วจัดการเซ็นสัญญา เพื่อหวังผลประโยชน์กับเด็กระยะยาว ตั้งแต่อายุ 10 ขวบเป็นต้นไป

ฟุตบอลเด็กในอุรุกวัย จึงกลายเป็น เกมที่ไม่ตรงไปตรงมาตามวัย และส่งผลให้รากฐานของทีมชาติชุดใหญ่ไม่แข็งแกร่งพอ และประสบความล้มเหลวยาม ออกไปแข่งระดับโลกอยู่ร่ำไป

นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงอีกประการ ที่มีการนำเสนอผ่านสารคดี Becoming Champions ในเรื่องที่ว่า อุรุกวัย เป็นชาติที่ลงทุนกับนักฟุตบอลน้อยสุดในทวีปอีกด้วย  ทำให้ฟุตบอลของอุรุกวัยขาดความมั่นคง และไม่สามารถยืนระยะในระดับโลกได้เหมือนกับชาติเพื่อนบ้านอย่าง บราซิล, อาร์เจนตินา ที่สามารถส่งออกนักเตะไปทั่วโลกได้มากกว่า

ความล้มเหลวที่มาว่าทั้งหมด ส่งผลกระทบถึงจิตใจของชาวอุรุกวัยทุกคน ที่มีฟุตบอลเปรียบดั่งศาสนา รวมไปถึง โฆเซ มูจิกา ประธานธิบดีอุรุกวัย (ในเวลานั้น) ที่เคยกล่าวว่า  “พวกเรากินน้ำผึ้งขมแล้วติดอยู่ตรงนั้น ปรารถนาถึงอดีตมาตลอด 50 ปี จากความสำเร็จที่ มาราคานา แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะถือกำเนิดใหม่ โดยเรียนรู้จากความเจ็บปวดที่ผ่านมา”

 

ฐานสู่ยอด

ในปี 2006 ทีมชาติอุรุกวัย แต่งตั้ง ออสการ์ ตาบาเรซ กลับมาทำหน้าที่ เฮดโค้ช อีกครั้ง พร้อมกับมอบหมายให้เขาเป็นผู้วางระบบ รากฐาน ในการสร้างฟุตบอลอุรุกวัยยุคใหม่

ตาบาเรซ เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมากมาย รวมถึงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ ทัศนคติ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างลีกกับทีมชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับชุดเยาวชน แล้วค่อยๆขยับมาสู่ทีมชุดใหญ่ ถ้านับนิ้วถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่เขาเข้ามาทำหลายๆสิ่งให้เกิดขึ้นในฟุตบอลบ้านเกิด

“มันเป็นช่วงเวลาที่เราต้องมาทบทวนความเป็นจริง ว่าทำไมเราถึงพ่ายแพ้ ทำไมเราถึงไม่ได้รับเกียรติ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้พวกเราเจ็บปวดมากๆ” ออสการ์ ตาบาเรซ ย้อนรำลึกถึงห้วงเวลาในอดีตที่แสนทุกข์ทน ของอดีตชาติมหาอำนาจฟุตบอล

จากทีมฟุตบอลที่มีแต่อารมณ์ร่วม การเข้าปะทะ สกัดรุนแรง จนได้รับฉายาว่า “จอมโหด” พวกเขาค่อยๆปรับรูปลักษณ์จนกลายมาเป็น ทีมทีมีรูปแบบการเล่นที่เป็นแบบแผน เป็นระบบ และแข็งแกร่งทุกตำแหน่ง ไม่นานนัก อุรุกวัย ก็ได้ผลผลิตชั้นดีจากระบบเยาวชนที่แข็งแกร่งขึ้น

นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา อุรุกวัยผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ ฟุตบอลโลก 3 สมัยที่ผ่านมา ด้วยการจบอันดับ 4 เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย และ 16 ทีมสุดท้าย รวมถึงคว้าแชมป์โคปา อเมริกา 1 สมัย

“ตาบาเรซ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรม สังคม ของเรา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากกว่าการเอาชนะ มากกว่าการได้แชมป์โลกเสียอีก เขาเคยเป็นครูมาก่อน เขาจะสอนและชี้แนะให้เราอยู่เส้นทางที่ถูกต้องเสมอ” ดิเอโก ลูกาโน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัย กล่าว

ในที่สุด อุรุกวัย ก็ค้นพบว่าแนวคิดที่จะปลูกฝังแต่เรื่องการแข่งขันมากๆ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปในการพาชาติกลับมาประสบความสำเร็จ และสร้างความยำเกรงในสังเวียนฟุตบอลระดับโลก

เมื่อพิจารณาถึงความกดดันที่เด็กได้รับ แทนที่จะเล่นฟุตบอลด้วยความสนุกตามช่วงวัยอายุ ตาบาเรซ เข้ามาเปลี่ยนและทำให้เห็นผลว่า อุรุกวัย ก็สามารถเฉิดฉายในโลกฟุตบอลยุคใหม่ได้ ด้วยรากฐานที่วางไว้ ตั้งแต่ปี 2006 จนทำให้ ห้วงเวลาหลายปีต่อมา ผู้คนทั้งโลกได้เห็น นักฟุตบอลอุรุกวัย ออกมาปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ในระดับโลกอย่างที่ควรจะเป็น


Photo : Facebook : AUF - Selección Uruguaya de Fútbol

“ผมยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น เขามองเรื่องการพัฒนาตามขั้นตอน ความเข้าใจในระบบการเล่น และการฝึกทักษะ สอนแท็คติกให้กับ เยาวชน ก่อนเรื่องผลการแข่งขัน จะเห็นว่าเวลาเอาเด็กมาแข่งกับเราแล้วแพ้ไทย ผู้ใหญ่ หรือแฟนบอลบ้านเขา ไม่ได้ซีเรียสกับผลตรงนี้นะ แต่บ้านเราคงทำแบบนั้นยาก เพราะคนส่วนมากยังยึดติดกับผลการแข่งขันเป็นหลัก”

“ญี่ปุ่นสนใจเรื่องพัฒนาการนักเตะว่าเป็นตามขั้นตอนไหม เมื่อเด็กคนนั้นมีความพร้อม ทางความรู้ ความสามารถ และร่างกาย ถึงเวลานั้น เขาถึงจะค่อยมานึกถึงเรื่องผลการแข่งขัน ก็จะเป็นเหตุผลที่ว่า พอเขาโตก็สามารถสู้กับทุกทีมในเอเชีย หรือไปแข่งขันระดับโลกได้”

“แต่บ้านเรา ยังคาดหวังเรื่องผลการแข่งขันมาก่อน ส่วนความเอาใจใส่ในการพัฒนาเยาวชนให้ถูกต้อง ยังปล่อยปะละเลย ตราบใดที่เรายังไม่มีความพร้อมในการเป็นทีมชั้นนำของเอเชีย หมายถึง การที่ทีมชาติยังไม่ได้มีแรงกิ้งที่สูง สโมสรยังไม่ผ่านเข้ารอบลึกๆ ใน เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก สม่ำเสมอ มันก็คงยากที่จะไปตั้งความหวังว่า ทีมชาติ จะต้องชนะอย่างเดียว ในทุกๆรุ่น เพราะระดับเรายังไม่ถึงขั้นนั้น”

“แล้วเราจะไปชนะชาติอื่นได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่มีความพร้อมที่จะไปถึงตรงนั้น โมเดลการพัฒนาเยาวชน เราเพิ่งมีเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งก็ต้องใช้เวลาและความอดทน”

“โค้ชทีมชาติระดับเยาวชน ที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ รวมถึง เด็กๆที่ลงไปแข่งก็เลยต้องเจอกับแรงกดดันจากความคิด ที่ว่าจะต้องชนะ หรือต้องมีผลการแข่งขันที่ดีเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอดทน ไม่ได้มองเรื่องการพัฒนาเป็นอันดับแรก คาดหวังแต่ความสำเร็จระยะสั้น”

“บางทีโค้ชทีมชาติรุ่นอายุน้อยๆ ต้องการจะส่งไปแข่งทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง เพื่อพัฒนาเด็กๆ ก็ต้องเปลี่ยนแผนมาเล่นเพื่อผลการแข่งขัน เพราะผลงานไม่ดี กลัวแฟนบอลไม่เข้าใจ เด็กๆที่ไปเล่น ก็ต้องเจอแรงกดดันเยอะ ทำให้เด็กๆเล่นฟุตบอลไม่เป็นตัวของตัวเอง เวลาแพ้มา ก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจเด็กอีก”


Photo : Facebook : ฟุตบอลทีมชาติไทย

“ต่อให้เราเอาชนะเขาได้ตอนเด็ก แต่ด้วยรากฐานที่เราไม่แน่นพอ พอโตขึ้นมา เราก็แพ้เขาเหมือนเดิม ซึ่งมันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้แหละครับ ถ้าเรายังไม่มีรูปแบบโมเดล ในการพัฒนาเยาวชนที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม” เฮงซัง ผู้คลุกคลีกับแวดวงฟุตบอลไทยและญี่ปุ่น เปรียบเทียบให้เห็นแนวคิดที่แตกต่างกันในเรื่องการพัฒนาเยาวชนของสองชาติ

สะท้อนให้เห็นอีกหนึ่งแง่มุมที่ว่า บางครั้งความคาดหวังที่อยากจะเอาชนะเพียงเดียว ที่มีมาตลอดหลายยุค หลายสมัย ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลงานของทีมชาติไทยให้ดีขึ้นในระดับทวีป ตลอดจนระดับโลก เพราะหากมองย้อนกลับไป ด้วยความอยากชนะนี่แหละ ที่กลายมาเป็น รอยด่างบนหน้าประวัติศาสตร์

จริงอยู่...ที่ในประวัติศาสตร์ ทีมชาติไทย เคยมีทีมระดับเยาวชนผ่านเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก U-17 ถึง 2 สมัย แต่หากย้อนไปดูผู้เล่นในรอบคัดเลือกเอเชีย ที่ทำให้ ไทย ได้ตั๋วไปแข่งครั้งนั้น ต้องยอมรับความจริง ว่าเป็นความสำเร็จ ที่มาจากการที่เราใช้ผู้เล่นอายุเกินรุ่น จนเคยล้างไพ่เปลี่ยนนักเตะในการแข่งขันรอบสุดท้าย ศึก U-17 ชิงแชมป์โลก

ความอยากเอาชนะ และความคาดหวังสูง บางคราวเป็นแรงกระตุ้นที่ดี แต่บางทีถ้ามากเกินไป มันก็จะเป็นแรงเหวี่ยง ผลักทีมชาติออกจากความสำเร็จมาสู่ความล้มเหลว ความผิดหวัง ก่อให้เกิดความรู้สึกสิ้นหวังกับผลงานที่แพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

จนได้แต่ตั้งคำถามหาคำตอบว่าใครเป็นคนผิด ในแต่ละความล้มเหลว? มากกว่าจะมาสำรวจดูว่าเกิดความผิดพลาดตรงไหนในกระบวนการผลิตนักฟุตบอลสู่ทีมชาติ

ถ้าปลายยอดปีระมิดของฟุตบอลทีมชาติไทย คือ การชนะเลิศในการแข่งขัน โดยมี ปลายฐานของพีระมิด เป็นเรื่องการพัฒนาตั้งแต่ระดับเยาวชน


Photo : Facebook : ฟุตบอลทีมชาติไทย

คำถามก็คือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ บ้านเราจะมองฟุตบอล “จากฐานขึ้นไปหายอด” ในการให้ความสำคัญการพัฒนาเยาวชนก่อนผลการแข่งขัน ไม่ใช่มอง “จากยอดลงไปหาฐาน” อันหมายถึง การมุ่งหวังเอาชัยชนะก่อนการพัฒนาเยาวชน

เพื่อก้าวข้ามคำว่า “ชนะตอนเด็ก แพ้ตอนโตเสียที” ที่ยังตามหลอกหลอนฟุตบอลไทยมาตลอดหลายสิบปี ให้เหมือนกับที่ อุรุกวัย มองข้ามชัยชนะประวัติศาสตร์ที่ สนามมาราคานา จนเดินหน้าก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่สดใสอย่างในปัจจุบัน และในอนาคตต่อจากนี้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง