On The Main Stand

แดน แอชเวิร์ธ : ผู้ขับเคลื่อน DNA ฟุตบอลอังกฤษ ที่ทำให้รู้ว่า "ผ.อ.เทคนิค" สำคัญไฉน?



ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 กับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ข่าวใหญ่ที่สุดขึ้นหน้าหนึ่งทุกสำนักคือการตกรอบแรกของทีมชาติเยอรมนี ภายใต้การทำทีมของเอริค ริบเบ็ค


 

นั่นคือจุดหักเหสำคัญของการ “ยกกะบิ” วงการฟุตบอลเยอรมนี เพราะในช่วงทศวรรษ ‘90 โดยเฉพาะในยุคของแบร์ตี้ โฟกท์ส “อินทรีเหล็ก” มีสัญญาณสู่หายนะที่สำคัญคือการขาดแคลนนักเตะดาวรุ่งที่จะขึ้นมาช่วยทีม นั่นทำให้ฟุตบอลโลก 1998 และยูโร 2000 พวกเขาใช้นักเตะที่อายุมากและส่วนใหญ่แล้วอายุเกิน 25 ปีทั้งหมด

การปรับโครงสร้างฟุตบอลเยอรมนีเริ่มขึ้นในปี 2002 พวกเยอรมันสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลที่มีสถานศึกษาครบวงจรถึง 52 แห่ง และมีโค้ชฟุตบอลระดับผ่านใบอนุญาตตามภูมิภาคกว่า 1,300 คน อีกทั้งยังปรับวัฒนธรรมการดึงนักเตะเข้ามาติดทีมชาติชุดเยาวชน ให้โอกาสผู้เล่นที่มีเชื้อชาติอื่นเข้ามาติดทีม พวกเขาไม่ชาตินิยมจนเกินไป มิเช่นนั้นเราคงไม่ได้เห็น ซามี่ เคดิร่า นักเตะเชื้อตูนิเซีย , เดนนิส อาโอโก้ นักเตะเชื้อไนจีเรีย และ เฌอโรม บัวเต็ง นักเตะเชื้อกาน่า หรือแม้แต่ เมซุต โอซิล ที่มีเชื้อชาติตุรกี

12 ปีตั้งแต่พวกเขาเริ่มนับหนึ่งและเนรมิตการสร้างระบบเยาวชนทั้งหมดและค่อยๆ ต่อยอดขึ้นมาถึงเส้นชัยนั่นคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลได้สำเร็จ

ในช่วงเวลา 12 ปีนั้นเช่นกัน ทีมชาติอังกฤษ เป็นทีมที่มีนักเตะชื่อดังอยู่ในทีม หากดูเฉพาะชื่อนักเตะแล้ว จอห์น เทอร์รี่ , ริโอ เฟอร์ดินานด์ , แอชลี่ย์ โคล , สตีเว่น เจอร์ราร์ด , แฟร้งค์ แลมพาร์ด , เดวิด เบ็คแฮม และ เวย์น รูนี่ย์ บวกกับโค้ชระดับโลกทั้ง สเวน โกรัน อีริคส์สัน และ ฟาบิโอ คาเปลโล่

เทรเวอร์ บรุคกิ้ง อดีตผู้อำนวยการเทคนิค คือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง อังกฤษ เวอร์ชั่นสตาร์ดังเหล่านั้น หากแต่พวกเขาไม่มีความสำเร็จที่จับต้องได้ ทีม “สิงโตคำราม” ผ่านเข้าไปลึกสุดคือรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้ง และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปอีก 1 ครั้ง และไม่ต้องพูดถึงระดับฟุตบอลเยาวชนที่จัดโดยฟีฟ่า เพราะอย่างน้อย เยอรมนี และ สเปน ที่มีโครงสร้างนักเตะดาวรุ่งที่เข้าขั้นดี ยังไม่เคยได้แชมป์ แต่ก็โผล่ไปคว้าอันดับ 3 ได้ ในรุ่น ยู-20

ส่วนอังกฤษ ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาในการแข่งขันระดับฟีฟ่าคือ รอบก่อนรองชนะเลิศ ในรุ่น ยู-17 เมื่อปี 2007 และ 2011 เท่านั้น

ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ดาวรุ่งส่วนใหญ่ที่เป็นลูกครึ่ง และมีเชื้อชาติให้เลือกมากกว่าหนึ่ง นิยมไปฝึกฟุตบอลที่เยอรมนี และ สเปน รวมถึงเนเธอร์แลนด์ ที่จะขับศักยภาพการเล่นของพวกเขาออกมาได้มากกว่าอังกฤษ

เทรเวอร์ บรุคกิ้ง ตัดสินใจวางมือจากตำแหน่ง “ผู้อำนวยการเทคนิค (Technical Director)” เมื่อปี 2012 และเปิดทางให้โค้ชหนุ่มใจใหญ่ที่ชื่อ “แดน แอชเวิร์ธ” เข้ามารับหน้าที่แทน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตำแหน่งให้เป็น “ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความสามารถให้ถึงระดับสูงสุด ( Director of Elite Development) ”

นั่นตั้งคำถามให้กับแฟนฟุตบอลหลายคนในอังกฤษ ว่าการเปลี่ยนตำแหน่ง “ผู้อำนวยการเทคนิค” เพียงคนเดียว จะเปลี่ยนแปลงผลงาน “ท่าดีทีเหลว” ของฟุตบอลประเทศนี้ทั้งหมดได้อย่างไร

เรือลำใหญ่อาจต้องใช้เวลากว่าจะถึงฝั่ง แต่หางเสือที่ดีจะทำให้เรือของคุณไปถูกทิศทางและเร่งเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น หากระบบภายในนั้นดีพอ

และนั่นคือเรื่องราวของหางเสือตัวใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่ชื่อ “แดน แอชเวิร์ธ”

 

ชายผู้เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมสิงโต

การเดิมพันครั้งใหญ่ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือเอฟเอ คือการดึงคลื่นลูกใหม่ที่มีอายุเพียง 41 ปีในเวลานั้น เข้ามารับหน้าที่ล้างโครงสร้างทั้งหมด

อเล็กซ์ ฮอร์น เลขาธิการของเอฟเอในเวลานั้นกล่าวว่า จุดประสงค์ที่เลือก แอชเวิร์ธ เข้ามารับหน้าที่ ก็เพื่อปรับโครงสร้างของฟุตบอลอังกฤษในระดับรากหญ้าทั้งหมด เพื่อให้ทีมชาติประสบความสำเร็จในอนาคต

ซึ่งขอบข่ายงานของแอชเวิร์ธในช่วงแรกที่ได้รับจากเอฟเอ คือการดูแลทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ชุดยู-16 ไปจนถึงชุดยู-21 กระทั่งการสร้างทีมฟุตบอลหญิงให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น

แอชเวิร์ธ ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องการเป็นโค้ชแต่แรก แต่เขาเริ่มต้นดำรงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการ” ตั้งแต่เขาอายุเพียง 31 ปี เมื่อเขารับตำแหน่งดูแลเยาวชนของทีม ปีเตอร์โบโร่ และต่อด้วยงานพัฒนาเยาวชนของ เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด

กระทั่งในปี 2004 เขาเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยของเอดี้ บูธรอยด์ กุนซือเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนในเวลานั้น เป้าหมายหลักคือปรับโครงสร้างระบบเยาวชนของทีม เดอะ แบ็กกี้ส์ และก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคเมื่อปี 2007

เจเรมี่ พีซ ประธานสโมสรเวสต์บรอมฯ เล่าว่า งานส่วนที่ แอชเวิร์ธ รับผิดชอบในเวลานั้นคือ ผลงานของทีมชุดใหญ่ , เป็นแมวมองหานักเตะมาเสริมทีม , ดูแลทั้งฝ่ายทีมแพทย์ , วิทยาศาสตร์การกีฬา และดูแลการเล่นฟุตบอลของระดับเยาวชน

แม้ช่วงเวลาดังกล่าว “เดอะ แบ็กกี้ส์” จะไม่ได้มีผลงานโดดเด่นในระดับลุ้นแชมป์รายการใดๆ แต่แอชเวิร์ธ ก็ปลุกปั้นนักเตะจากระดับเยาวชนขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้หลายคนในยุคของเขา อาทิไซโด้ เบราฮิโน่ ที่ครั้งหนึ่งเกือบได้ย้ายไปเล่นให้กับ สเปอร์ส , คริส วู้ด ที่ทีมงานของเขาไปซุ่มดูฟอร์มมาจากทีม ไวกาโต้ เอฟซี ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งกลายมาเป็นกองหน้าหมายเลขหนึ่งของทัพกีวี่ ชุดปัจจุบัน

ฮอร์น ยังเสริมว่า สาเหตุที่ดึง แอชเวิร์ธ เข้ามาทำทีมก็เพราะว่าเขามีประสบการณ์ในการคลุกคลีกับระบบเยาวชนของสโมสรมาแล้วถึง 12 ปีก่อนเข้ารับตำแหน่ง

แอชเวิร์ธ จึงมองการสร้างรากฐานและการสร้างระบบการเล่น และทัศนคติตั้งแต่เริ่มแรกของเด็กอังกฤษ จนนำไปสู่พิมพ์เขียวที่เรียกกันว่า “England DNA” ซึ่งกลายเป็นสองคำสำคัญที่กำลังจะพลิกโฉมวงการฟุตบอลอังกฤษใหม่ทั้งหมด

 

ดีเอ็นเอแห่งสิงโตคำราม

แอชเวิร์ธ ขยายความว่า ดีเอ็นเอของฟุตบอลอังกฤษประกอบด้วยสามคำคือ Evolving (วิวัฒนาการ) , Developing (พัฒนาการ) และ Winning (ไปสู่ชัยชนะ)

เขาจัดทำเอกสารนี้ขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษร และเชิญโค้ชทีมชาติทุกชุดมาทำความเข้าใจร่วมกัน ไม่เว้นแม้แต่แกเร็ธ เซาธ์เกต ที่ขณะนั้นคุมทีมชาติอังกฤษชุดยู-21


Photo : Sky Sports

เอกสารที่ชื่อ England DNA ของเขา ตั้งโจทย์ใหญ่ๆ 5 ข้อว่า

  1. อังกฤษคือใคร

  2. อังกฤษเล่นอย่างไร

  3. อนาคตผู้เล่นของอังกฤษจะเป็นอย่างไร

  4. การฝึกสอนผู้เล่นอังกฤษต้องทำอย่างไร

  5. สมาคมจะช่วยเหลือ สนับสนุนผู้เล่นเหล่านั้นอย่างไร

แอชเวิร์ธ ต้องการให้นักฟุตบอลเข้าใจและภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติ เพื่อให้ทุกคนเห็น “คุณค่า” ของการเล่นให้ทีม และคุณค่าจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของทีม และกลายเป็นกิจวัตรของนักเตะทุกคน และทุกรุ่น

“ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า มันเหมือนคุณใส่เสื้อตัวเดิม แต่ตัวคุณใหญ่ขึ้น นั่นหมายความว่า คุณค่าของการเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ คือคุณต้องเป็นนักเตะที่ไม่ให้ใครล้มได้ง่ายๆ ต่อไปคุณต้องภูมิใจเมื่อเล่นให้กับทีมชาติ” ผู้บริหารวัย 47 ปีว่า

ส่วนวิธีการเล่น แอชเวิร์ธ ที่จบโปร ไลเซนส์ จากยูฟ่าตั้งแต่ปี 2004 ต้องการให้อังกฤษเล่นอย่างฉลาด เริ่มตั้งแต่การครองบอล ทุกคนต้องรู้จักจังหวะที่เหมาะสมในการขึ้นเกมและผ่อนเกม รู้จักวิธีการเก็บบอลคืนเมื่อเสียบอล และเรียนรู้วิธีการยืนตำแหน่งเมื่อไม่มีบอล แม้กระทั่งผู้รักษาประตู

และสิ่งที่ แอชเวิร์ธ ให้ความสำคัญมากที่สุด และเป็นปัจจัยโดดเด่นของทีมที่จะประสบความสำเร็จในฟุตบอลยุคนี้คือการ “เปลี่ยนจากรับเป็นรุก และรุกเป็นรับ(Transition) ” เข้าใจสถานการณ์ในเกม และตัดสินใจว่าควรจะบีบเพรสซิ่ง หรือจังหวะไหนควรจะถอยเพื่อไปตั้งโซนรับ

หรืออธิบายให้ชัดคือ แอชเวิร์ธ ต้องการให้นักเตะและโค้ชทุกคนเข้าใจเกมฟุตบอลอย่างถ่องแท้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่ลังเลในสนามแข่งขัน


Photo : EFL

ส่วนแท็กติกที่เขาวางแผนให้กับทีมเยาวชนมีความยืดหยุ่น ทีมชุดไหนจะจัดแผนอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าทีมชุดนั้นมีนักเตะประเภทไหน คุณอาจจะจัด 4-3-3 หากคุณมีแดนกลางที่ดี หรือหากคุณไม่มีศูนย์หน้าตัวเป้าที่ยืนค้ำคนเดียวได้ ก็ใช้ศูนย์หน้าคู่สองคนในแผน 4-4-2

“มันไม่เกี่ยวเลยว่าแผนการเล่นแบบไหนดีที่สุด การทำทีมเยาวชน สำคัญอยู่ที่การพัฒนานักเตะเพื่อให้เข้าใจเกมมากขึ้น และป้อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ นั่นคือเป้าหมายของเรา คุณจะเล่นแผนไหนก็ได้ แต่สำคัญคือนักเตะของคุณต้องเข้าใจ” แอชเวิร์ธว่า

ENGLAND DNA คือหนังสือที่แอชเวิร์ธ ต้องการทำขึ้นเพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีเป้าหมายไปในทางเดียวกัน โดยตั้งเป้าว่า ทุกคนจะสามารถเข้าใจในระบบนี้ภายในเวลา 5 ปี

นั่นคือการวางแผน แต่การปฏิบัติจริง คำถามคือ แอชเวิร์ธ ทำอย่างไร? และการหานักเตะจากรากหญ้ามาติดทีมชาตินั้น หาจากไหน?

คำตอบนั้น แอชเวิร์ธ ตอบแฟนบอลเรียบร้อยกับแผนงานที่ชื่อ Elite Player Performance Plan หรือแผนสร้างสุดยอดนักเตะ ซึ่งเป็นโครงการที่ เอฟเอ และพรีเมียร์ลีก ทำงานร่วมกับลีกในประเทศทุกระดับชั้น เพื่อสร้างนักเตะที่ฝึกในประเทศอังกฤษ (Home Grown Players) ให้มากขึ้นกว่าเดิม

แผนงาน EPPP มุ่งเป้าไปที่การวางแผนอนาคตให้กับเด็ก โดยสร้างสมดุลชีวิตระหว่างการเรียน และฟุตบอล ทำให้ทั้งสองภารกิจของเด็กยังเดินไปเคียงคู่กันได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ โดมินิค โซลานกี้ ศูนย์หน้าของลิเวอร์พูล ที่ขณะนั้นเล่นให้กับอังกฤษชุด ยู-17 ต้องทำข้อสอบหลังจากการแข่งชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่มอลต้า โดยเอฟเอนำเอาครูคุมสอบขึ้นเครื่องบินมาดูแล โซลานกี้ โดยตรงด้วย

นอกจากนั้นยังมีการจัดระดับชั้นของอะคาเดมี่ฟุตบอลให้เป็นแบบแผน อะคาเดมี่ฟุตบอลระดับสูงเท่านั้นที่จะสามารถดึงดูดนักเตะดาวรุ่งเข้าไปเสริมทีมได้ และนักเตะอายุน้อยกว่า 18 ปี จะต้องมีค่าตัว หากทีมอื่นต้องการจะซื้อนักเตะ ต้องจ่ายเงินให้กับอะคาเดมี่ของทีมนั้น ตามจำนวนเงินที่ระบุเอาไว้ เช่นเดียวกับระบบลีกที่มีการปรับใหม่ในชื่อ “ฟุตบอลลีกเพื่อพัฒนาสู่ฟุตบอลอาชีพ” จะไม่มีการใช้ระบบทีมสำรองอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นทีมชุด U-23 แทน

ส่วนการประสานงานกับนักเตะเมื่อโปรแกรมทีมชาติสิ้นสุดลง แอชเวิร์ธ ใช้วิธีให้เด็กสวมนาฬิกาข้อมืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรับข้อมูลจากแคมป์ทีมชาติได้ตลอด พัฒนา , แก้ไขวิธีการเล่นไปพร้อมกัน แม้จะไม่ได้มาซ้อมด้วยกันก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แอชเวิร์ธ ยังค้นพบปัญหาที่เขาต้องตามแก้ ในช่วง 6 ปีหลังสุดที่เขาทำหน้าที่ประธานเทคนิค

เขาเล่าให้ฟังว่า การปรับโครงสร้างฟุตบอลเยอรมันในช่วงปี 2000-2014 กระทั่งได้แชมป์โลก อยู่ในสายตาของเขามาโดยตลอด และตัวเขาเองเดินทางไปพบ โรบิน ดัตต์ โค้ชฟุตบอลชาวเยอรมัน ที่ขณะนี้คุมทีมโบคุ่ม ในลีกา 2 อยู่บ่อยครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด และนำเอาข้อมูลจากฝั่งเยอรมันมาปรับใช้ให้ได้มากที่สุด

แอชเวิร์ธ เคาะปัญหาว่า สาเหตุหนึ่งที่ทีมชาติเยอรมนีผลิตดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้เร็วกว่าอังกฤษ นั่นคือระบบที่เรียกว่า 50+1 หรือการโหวตเพื่อรับรองให้สโมสรสามารถได้สิทธิ์ลงเล่นในลีก และผู้ที่มีสิทธิ์โหวตจะต้องเป็นคนจากสโมสร ที่ไม่ใช่กลุ่มนักลงทุนจากภายนอก

นั่นทำให้เราไม่ค่อยเห็นทีมจากเยอรมันมีมหาเศรษฐีเข้ามาซื้อสโมสรมากมายนัก และจำกัดให้แต่ละทีมต้องปั้นผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมาเองจากระบบอะคาเดมี่ ซึ่งก่อให้เกิดนักเตะอย่างมาร์โก้ รอยส์ , มาริโอ เกิ๊ทเซ่ และ โธมัส มุลเลอร์

ซึ่งนี่คือโจทย์ที่เขาแก้ไม่ตก ในเมื่อพรีเมียร์ลีกไม่มีกฎนี้ และมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อทีม ดึงนักเตะซูเปอร์สตาร์เข้ามามากมาย นัยหนึ่งก็เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมแบบทางลัด และเสริมกลยุทธ์ด้านการตลาด แต่อีกนัยหนึ่ง นั่นคือการจำกัดโอกาสของดาวรุ่งให้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

แอชเวิร์ธยอมรับว่า ระบบ 50+1 คงไม่สามารถใช้ได้กับพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ วิธีการแก้ในขอบข่ายที่เขาสามารถจะทำได้ คือการพัฒนาอะคาเดมี่ของสโมสรในอังกฤษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้แคมป์เก็บตัวทีมชาติ เป็นแหล่งลับฝีเท้า ซ้อมวิทยายุทธให้กับเหล่านักเตะอังกฤษ

แคมป์ที่ว่านั่นก็คือ ศูนย์ฝึกฟุตบอลเซนต์ จอร์จ พาร์ค ที่มีพื้นที่กว่า 330 เอเคอร์ และเป็นสถานที่ซ้อมของนักเตะชายและหญิงตั้งแต่รุ่น ยู-17 ถึงรุ่น ยู-20


Photo : Midlands Business News

สถานที่พร้อมแล้ว แต่การหาโค้ชที่มีฝีมือนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

เขายอมรับว่า อังกฤษผลิตโค้ชฟุตบอลระดับยูฟ่า เอ บี และโปร ไลเซนส์ ได้น้อยกว่าชาติอื่นมาก

“คุณต้องเข้าใจนะ เราเพิ่งจะประสานงานกับยูฟ่าในเรื่องนี้ และส่งโค้ชไปอบรมอย่างจริงจังเพียง 12-14 ปี ส่วนชาติอื่นเขาทำมาแล้ว 30-40 ปี”

“ขณะที่ชาติอื่นส่งโค้ชไปอบรมร้อยกว่าคนเพื่อหวังว่าพวกเขาจะเก่งได้เลย ผมว่าไม่หรอก มันอยู่ที่คุณภาพ”

“เราอาจไม่ได้มีโค้ชเก่งๆ จำนวนมาก แต่ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา วงการฟุตบอลหลายชาติเริ่มให้ความชื่นชมระบบการโค้ชของเรา เช่นเดียวกับยูฟ่า ผมถือว่า นั่นคือความสำเร็จก้าวหนึ่งที่สำคัญของเรา” แอชเวิร์ธ ภาคภูมิใจ

 

ผลิดอกออกผล

หลังจากการวางโครงสร้าง “England DNA” ทำตามนโยบายมาได้เพียง 3 ปี ผลที่ออกมาเร็วกว่าที่คิด เมื่อทีมชาติอังกฤษ ชุดยู-17 และ ยู-20 ต่างคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จทั้งสองรุ่น

พวกเขามีการเล่นเกมรุกที่ลื่นไหลและดุดัน และสามารถสู้กับยักษ์ใหญ่อย่างบราซิล , สเปน , อิตาลี และขาใหญ่ระดับฟุตบอลเยาวชนอย่าง เม็กซิโก ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

เช่นเดียวกับฟุตบอลหญิงที่ทีมแข้งแม่เนื้ออ่อน “สิงโตคำราม” คว้าอันดับที่ 3 ได้ในปี 2015 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นจอดป้ายไกลสุดเพียงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ

การสร้างโค้ช และสร้างนักเตะในระดับเยาวชน ตามแผนงานของแอชเวิร์ธ เกิดขึ้นได้จริง แต่ความสนใจของทุกคนพุ่งเป้าไปที่ผลงานของทีม “สิงโตคำราม” ชุดใหญ่ ในศึกฟุตบอลโลก 2018

แอชเวิร์ธ ทำในสิ่งที่ บรุคกิ้ง ไม่เคยทำ เขามองว่าฟุตบอลโลกสำหรับอังกฤษคือ “แรงบันดาลใจให้เกิดคำว่าชาติ”

สิ่งที่เขาสร้างให้กับทุกคน คือศรัทธาและความไว้ใจที่มีต่อเฮดโค้ชของทีม เขาออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ชื่นชมและให้กำลังใจโค้ชของเขาอย่างแกเร็ธ เซาธ์เกต

ต่อข้อคำถามก่อนหน้านี้ที่มองว่า เซาธ์เกต เป็นกุนซือที่ไม่มีชื่อ แอชเวิร์ธตอบว่า ชื่อเสียงไม่ได้รับประกันความสำเร็จ แต่สิ่งที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จได้คือความเป็นผู้นำ , ความเข้าใจ , จิตวิทยาที่ดี และการขับศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาจากนักเตะและสต๊าฟโค้ชทุกคน

ซึ่งแม้เซาธ์เกตจะไม่เคยคุมสโมสรชื่อดังมาก่อน หรือไม่ได้มีชื่อเสียงเทียบเท่าเฮดโค้ชคนก่อนอย่าง อีริคส์สัน หรือ คาเปลโล่ แต่ เซาธ์เกต มีคุณสมบัติครบในการเป็นโค้ช

“สำคัญที่สุดคือวุฒิภาวะของเขา , การตัดสินใจที่เด็ดขาดด้วยแนวทางของตัวเอง และมีเหตุผลที่มารองรับการตัดสินใจนั้น”

“สิ่งที่เอาชนะใจผมได้คือการตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับการดึงนักเตะบางคนที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์เข้าไปติดทีม ผมทึ่งกับวิธีการรับมือกับสื่อของเซาธ์เกต เขาวางตัว และตอบคำถามต่างๆได้อย่างยอดเยี่ยมมาก”

ฟุตบอลโลก 2018 ของอังกฤษ แม้จะไม่ได้จบลงที่แชมป์อย่างที่คนทั้งประเทศคาดหวัง แต่การคว้าอันดับ 4 ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ดีที่สุดของทีมในรอบ 28 ปี และแจ้งเกิดนักเตะอย่าง แฮร์รี่ แม็คไกวร์ และ เจสซี่ ลินการ์ด ซึ่งทั้งสองคนก็เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของประเทศอังกฤษเอง

ประตูของอังกฤษในฟุตบอลโลก ยังเน้นไปที่การใช้ลูกกลางอากาศ มันอาจไม่ใช่แนวทางที่ แอชเวิร์ธ คาดหวังไว้ นั่นคือสิ่งที่เขาและทีมงานต้องพัฒนาต่อไป แต่ผลงานของทีม ที่กลับบ้านมาพร้อมกับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษจากแฟนๆ

อารมณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ชาวอังกฤษ และฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ไม่ได้สัมผัสมานานหลายสิบปี

เขายังตั้งเป้าระยะยาวให้อังกฤษ คว้าแชมป์โลกให้ได้ในปี 2022 แม้จะเกิดขึ้นจริงอย่างที่เขาคาดหรือไม่ แต่เขาเชื่อมั่นว่าระบบเยาวชนจากอะคาเดมี่ที่เขาสร้างขึ้นมาตั้งแต่ชุด ยู-17 กับแบบแผน “England DNA” จะนำพาฟุตบอลของประเทศไปถึงจุดนั้น ไม่ช้าก็เร็ว

การก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิค แดน แอชเวิร์ธ เพียงแค่ 6 ปี เขาสามารถปรับเปลี่ยนภาพของ “ฟุตบอลอังกฤษ” ไปจากแต่ก่อน และทำให้ฟุตบอลอังกฤษมีแบบแผนและแนวทางที่ชัดเจนในการเดินไปข้างหน้า เหมือนกับเรือที่มี “หางเสือ” ที่ดี


Photo : www.thefa.com

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับทีมชาติอังกฤษทุกชุด เกิดขึ้นเพราะ แอชเวิร์ธ ที่วางแผนงานเอาไว้ทุกทางอย่างเด็ดขาด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในยุคของผู้อำนวยการเทคนิคคนก่อน

ดังนั้น วงการฟุตบอลอังกฤษจึงเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ที่ไม่ใช่เพียงผลงานในสนาม แต่เป็นการเฟ้นหา “ผู้อำนวยการเทคนิคที่ดี” มาดำรงตำแหน่ง

และหากวงการฟุตบอลไทยหา “ผู้อำนวยการเทคนิค” คนนั้นเจอ นั่นก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่อาจก่อให้เกิด Thailand DNA ที่จะเป็นแบบแผนเพื่อสร้าง “ช้างศึก” ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง