On The Main Stand

แคนาดาเปิดแล้ว อเมริกาล่ะ? : เมื่อคนวงการอเมริกัน เกมส์ ใช้กัญชากันกว่า 80%



“ถ้าถามผมนะ ผมเชื่อว่า 85% ของผู้เล่นในสมัยที่ผมเล่นอยู่เนี่ย สูบกัญชากันทั้งนั้นแหละ”


 

ประโยคข้างต้นคือสิ่งที่ เคนยอน มาร์ติน อดีตดราฟท์หมายเลข 1 ของบาสเกตบอล NBA ปี 2000 เปิดเผยหลังถูกถามว่า มีผู้เล่นในวงการแม่นห่วงสักกี่มากน้อยที่นำชีวิตเข้าไปพัวพันกับสมุนไพรสีเขียว

ขณะที่ มาร์เทลลัส เบนเนตต์ อดีตปีกในดีกรีแชมป์ซูเปอร์โบวล์ของ นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ ซึ่งเพิ่งเลิกเล่นไปเมื่อช่วงต้นปี 2018 เผยผ่านการสัมภาษณ์โดยเชื่อว่า “89% ของผู้เล่นในอเมริกันฟุตบอล NFL ใช้กัญชา”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตัวเลขการใช้กัญชาในหมู่นักกีฬานั้นมากจนแทบไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า สิ่งที่ทำนั้นผิดกฎของการแข่งขัน และนั่นทำให้พวกเขาเหล่านักกีฬาอเมริกัน เกมส์ ไม่ได้มีความคิดที่จะทำให้กัญชาเป็นเพียงสิ่งที่ถูกต้องกฎหมายเท่านั้น...แต่ถูกต้องตามกฎของการแข่งขันที่มีส่วนร่วมอีกด้วย

 

เสียงจากผู้เล่น

ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องการต่อสู้ดังกล่าว เรามาดูกันเสียก่อนว่า เหล่านักกีฬาใช้กัญชากันหนักขนาดไหน?

แมตต์ บาร์นส์ อดีตผู้เล่นดีกรีแชมป์ NBA ของ โกลเด้นสเตท วอร์ริเออร์ส เปิดใจกับ Bleacher Report ถึงการใช้กัญชาระหว่างที่ยังโลดแล่นบนเส้นทางอาชีพว่า “เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้สูบมันก่อนแข่งทุกเกมหรอกนะ แต่ตลอดการเล่นอาชีพสิบกว่าปีเนี่ย ก็ยอมรับว่าดูดไปไม่น้อย ที่สำคัญก็คือ เกมไหนที่ทำผลงานได้ดีๆ เนี่ย ผมเล่นก่อนแข่งทุกเกมแหละครับ”


Photo : NBA.com

ขณะที่ ชอน สมิธ อดีตดีเฟนซีฟเอนด์มากประสบการณ์ใน NFL ที่เคยเล่นให้ทีมดังอย่าง ดัลลัส คาวบอยส์ กล่าวว่าเขาจะดูดเนื้อ 2 มวนก่อนลงสนามทุกนัด นอกจากนั้นยังกล่าวด้วยว่า การใช้กัญชากันเป็นล่ำเป็นสันในวงการนี้มีสาเหตุ

“แต่ละคนล้วนมีเหตุผลในการที่สูบกัญชาครับ เพราะพวกเขาต่างก็มีความเจ็บปวดที่ต้องรับมือแตกต่างกันไป” นี่คือสิ่งที่ผู้เล่นประสบการณ์ 10 ปีใน NFL เผย

ชีวิตของนักกีฬาอาชีพ แม้มีโอกาสทำเงินและสร้างชื่อเสียงได้อย่างมหาศาล แต่สิ่งที่ต้องแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น บางทีก็หนักหนาสาหัส ผู้เล่นหลายรายต้องสู้กับภาวะวิตกกังวล ซึ่งอาจลุกลามสู่โรคซึมเศร้า นอกจากนี้ พวกเขายังต้องสู้กับอาการบาดเจ็บอีกด้วย

 

หลักฐานทางการแพทย์

เมื่ออาการบาดเจ็บส่วนใหญ่นำมาซึ่งความเจ็บปวด ยาแก้ปวด จึงกลายเป็นหนึ่งในยาที่นักกีฬาเหล่านี้ต้องใช้อยู่เสมอ ซึ่งคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในเมืองเซนส์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า มีการใช้ยาแก้ปวดในหมู่อดีตผู้เล่น NFL ถึง 4 เท่าของการใช้ยาในคนทั่วไปเลยทีเดียว


Photo : Sporting News

และในตัวเลขดังกล่าวนี้เอง มันก็มีปัญหาซ่อนอยู่...

“ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ยาแก้ปวดส่วนใหญ่มักจะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายหากใช้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตับและไต มันเลยทำให้บางครั้งแม้คุณจะเจ็บปวดแทบตาย แต่ก็ต้องห้ามใจไม่ใช้ยาแก้ปวด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในระยะยาวน่ะ” มาร์เทลลัส เบนเน็ตต์ เผย

ที่สำคัญคือ ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดเหล่านี้สามารถพัฒนาสู่การเสพติดได้ โดยเกิดจากการที่ผู้ป่วยต้องใช้ยาจำนวนมากขึ้นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดให้หายไป จนกลายเป็นการใช้ยาเกินขนาด นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียง ทำให้ผู้ใช้ประสบความยากลำบากในการใช้ชีวิตแบบคนปกติ

เรื่องนี้ทำให้ ดร.เจสัน ปิรอซโซโล่ ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมแพทย์เพื่อการใช้กัญชาทางการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาหรือ AMMPA นำเสนออีกทางเลือกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด นั่นคือการใช้สมุนไพรสีเขียวนี้นี่เอง

“หนึ่งในประโยชน์ของกัญชาคือช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ซึ่งสามารถใช้ทดแทนยาแก้ปวดได้เลยครับ ที่สำคัญคือมันปลอดภัยกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันมาก ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาของเราเองที่ทำกับสัตว์ยังพบว่า กัญชานั้นช่วยลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากโรคสมองบาดเจ็บเรื้อรัง หรือ CTE ได้” ดร.ปิรอซโซโล่เผย

ริคกี้ วิลเลี่ยมส์ อดีตรันนิ่งแบ็คของหลายทีมในศึก NFL ยังได้เปิดเผยด้วยว่า เขาใช้กัญชาเพื่อรักษาโรควิตกกังวล ซึ่งได้ผลดีจนเขาถึงกับเลิกใช้ยาแผนปัจจุบันไปเลย

มีอีกหนึ่งนักกีฬา NFL ที่ได้รับผลกระทบจากยาแผนปัจจุบัน จนต้องหันมาพึ่งสมุนไพรสีเขียว นั่นคือ ไมค์ เจมส์ อดีตตัววิ่งของ แทมป้าเบย์ บัคคาเนียร์ส และ ดีทรอยต์ ไลออนส์ ซึ่งใช้มันเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการเล่นอเมริกันฟุตบอล


Photo : Kim Klement-USA TODAY Sports

“เอาเข้าจริงตอนแรกผมไม่ได้คิดถึงเรื่องการเสพติดยาแก้ปวดเลยนะ เพราะผมใช้ยาพวกนี้ตามคำสั่งแพทย์เลยนี่หว่า แต่ไปๆ มาๆ ผมก็ติดมันจนได้” เจมส์เริ่มร่ายยาวถึงปัญหาของเขา

“ทีนี้เมียผมเขาก็บอกว่า ‘ลองใช้กัญชาดีกว่ามั้ย?’ ตอนแรกก็คิด ‘จะบ้าเหรอ นั่นยาเสพติดนะเว้ย’ ซึ่งผมก็ไม่อยากเอาชีวิตไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะครอบครัวในวัยเด็กของผมพังเพราะยาเสพติดนี่แหละ แต่เมียก็คะยั้นคะยอจนสุดท้ายผมก็ลองใช้มันจนได้”

“เท่านั้นแหละคุณเอ๊ย… ผมเหมือนได้ชีวิตใหม่ เพราะกัญชามันช่วยลดความเจ็บปวดได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาเลย”
ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ จึงไม่แปลกที่ อัล แฮร์ริงตัน ผู้เล่นประสบการณ์ 16 ปีใน NBA จะมองว่า กัญชานั้นเป็นพืชอันดับ 1 ของโลก “เพราะมันช่วยอะไรได้หลายอย่างจริงๆ”

 

ปัญหาทางกฎหมาย

ประโยชน์ของกัญชาในการระงับความเจ็บปวด รวมถึงช่วยเยียวยาโรคต่างๆ ซึ่งผ่านการศึกษามาอย่างยาวนาน ทำให้สังคมอเมริกันค่อยๆ เปิดรับการใช้กัญชามากขึ้นเรื่อยๆ

นับตั้งแต่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียผ่านกฎหมายให้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เป็นสิ่งถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 1996 หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการประกาศให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ทั้งจากการลงประชามติ หรือแม้แต่การประกาศจากทางรัฐเอง เริ่มตั้งแต่การใช้เป็นยา จนต่อมาก็ได้มีการอนุญาตให้ใช้เพื่อการสันทนาการด้วย

ปัจจุบันมีถึง 30 จาก 50 รัฐในสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ซึ่ง 9 รัฐในจำนวนดังกล่าว ยังอนุมัติให้การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายเช่นกัน ขณะที่บางรัฐแม้จะยังไม่เปิดเสรีให้กับพืชสีเขียวเต็มร้อย แต่ก็ได้มีการลดโทษให้กับผู้ครอบครองด้วย

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...ก็ไม่ใช่ว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อขายกัญชาจะทำได้อย่างเอิกเกริก เมื่อเว็บไซต์ยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ค และ กูเกิ้ล ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาขายกัญชาบนช่องทางดังกล่าว แม้แต่การทำโฆษณาออกฉายทางโทรทัศน์ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เนื่องจากตามกฎหมายของรัฐบาลกลางนั้น กัญชายังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย การโฆษณาสำหรับวงการนี้จึงต้องทำอย่างหลบๆ ซ่อนๆ หรือแม้กระทั่งต้องพลิกแพลงไม่ต่างอะไรกับบุหรี่เลยทีเดียว

แต่ปัญหาใหญ่ที่แท้จริงของชมรมคนรักสายเขียวในวงการกีฬา คือ สมุนไพรชนิดนี้ยังคงอยู่ในรายชื่อสารต้องห้ามขององค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้นโลก หรือ WADA ตั้งแต่ปี 2004 ที่เริ่มมีการจัดทำบัญชีดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดย USADA หรือองค์กรต่อต้านยการใช้สารกระตุ้นในสหรัฐอเมริกา ชี้แจงถึงเหตุผลว่า กัญชานั้น มีส่วนในการเพิ่มสมรรถภาพ, ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงทำลายสปิริตของวงการกีฬา

ซึ่งกรณีดังกล่าว ดร.ไมเคิ่ล เวอร์โบร่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคชาวแคนาดาได้ออกมาโต้แย้ง จนได้ใจนักกีฬา “การศึกษาที่เกิดขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้ กลับไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ากัญชานั้นมีส่วนในการเพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬาได้จริงหรือไม่ ทว่าสิ่งที่สามารถชี้ชัดได้มากกว่าคือ ผลิตภัณฑ์สายเขียวมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการเจ็บปวดได้จริง”

อย่างไรก็ตาม การที่ลีกกีฬาต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ทั้ง NFL และ NBA ยังยึดบัญชีสารกระตุ้นของ WADA เป็นหลัก กัญชาจึงยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎของลีกต่อไป ทว่า แมตต์ บาร์นส์ กลับเผยในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง…


Photo : goldenstateofmind.com

“ไม่เพียงแต่ผู้เล่นเท่านั้นนะที่สูบกัญชา บุคลากรในวงการที่สูบเนี่ยมีมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก” บาร์นส์เผย “เพราะโค้ช, ผู้จัดการทั่วไป หรือแม้แต่ประธานสโมสรก็เอากับเขาด้วย และที่สุดๆ ไปเลยก็คือ ไอ้พวกผู้ใหญ่ใส่สูทที่คอยใช้แส้หวดก้นด้วยการสั่งแบนผู้เล่นอย่างเราๆ พวกนั้นแม่งก็สูบกัญชาเหมือนกัน”

 

การผลักดันที่ยังดำเนินต่อไป

สิ่งที่บาร์นส์ออกมาเปิดโปงนั้นถือเป็นอะไรที่ดูตลกร้ายไม่น้อย แต่จะด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ การตรวจหากัญชาในหมู่นักกีฬานั้นกลับเป็นอะไรที่ตลกร้ายกว่า

เพราะนับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2018 เป็นต้นมา ทาง NFL ได้ออกประกาศการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายนักกีฬาฉบับใหม่ โดยผู้เล่นทุกคนจะถูกสุ่มตรวจ 1 ครั้งในช่วงระหว่างปิดฤดูกาล หากพบสารเสพติด ซึ่งรวมถึงกัญชาในร่างกาย พวกเขาจะต้องเข้าสู่โปรแกรมบำบัด โดยจะมีการสุ่มตรวจอย่างเข้มข้น หากพบสารเสพติดซ้ำอีก ก็จะถูกปรับ ไล่ไปเรื่อยๆ ถึงขั้นการตัดเงินเดือน หรือแม้กระทั่งถูกห้ามแข่งขันไปเลยก็มี

ที่ตลกร้ายจริงๆ นั่นก็คือ หากนักกีฬาคนใดตรวจสารเสพติดผ่าน พวกเขาก็จะไม่ถูกตรวจอีกไปจนกว่าจะจบฤดูกาล นั่นหมายความว่า คนที่รอดจากการตรวจสารกระตุ้นไปแล้ว สามารถใช้กัญชาระหว่างฤดูกาลแข่งขันได้อย่างสบายใจ ซึ่งทำให้ ไรอัน คลาดี้ อดีตออฟเฟนซีฟแท็คเกิ้ลดีกรีแชมป์ซูเปอร์โบวล์ของ เดนเวอร์ บรองโก้ส์ ถึงกับไม่เข้าใจว่า เหตุใด NFL ถึงไม่ทำอะไรที่มันง่ายกว่านั้น?


Photo : www.cbssports.com

“คือทุกคนคงรู้แหละว่ามีผู้เล่นในวงการของเรามากมายที่ดูดปุ๊น แล้วเราก็จัดการทดสอบสารเสพติดทุกคนในวงการปีละครั้ง คำถามก็คือ ทำไมเราถึงไม่จัดการทดสอบเพื่อชี้ให้มันชัดๆ ไปเลยว่า สามารถใช้กัญชาได้หรือไม่? ผมว่าแบบนี้มันน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนมากกว่านะ”

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีสารพัดกิจกรรมเพื่อชี้ชวนให้เห็นถึงประโยชน์ของกัญชา เพื่อให้ทางลีกกีฬาของสหรัฐอเมริกาปลดกัญชาออกจากบัญชีสารต้องห้าม หนึ่งในนั้นคือซีรี่ส์ Disjointed ที่ฉายทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งในนครลอสแอนเจลิสที่เปิดร้านขายกัญชา และนำเหล่าอดีตผู้เล่น NFL สายเขียวมาเข้าฉากอย่างคับคั่ง

นอกจากนั้นก็มีการดำเนินการต่อสู้ด้วยช่องทางที่เป็นทางการเช่นกัน โดยผู้เสียสละก็คือ ไมค์ เจมส์ นั่นเอง เพราะทันทีที่เขารู้ตัวว่าตรวจสารกระตุ้นไม่ผ่าน ก็ได้ยื่นเรื่องต่อทาง NFL เพื่อพิจารณาอนุญาตให้นักกีฬาสามารถใช้กัญชาได้เพื่อการรักษา ซึ่งแม้แต่ ดร.ซู ซิสลี่ย์ แพทย์ที่ช่วยเหลือเจมส์ในเรื่องนี้ยังยอมรับเลยว่า “เจมส์เอาชีวิตการเล่นอเมริกันฟุตบอลไปเสี่ยงให้กับทุกคนในวงการ”

ความพยายามของเจมส์ที่จะทำให้ตนสามารถกลับมาสู่วงการได้อย่างสง่าผ่าเผยก็เป็นหมัน เมื่อ NFL ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า ไม่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันในวงการบาสเกตบอล ก็มีการผลักดันจากทั้งผู้เล่นและอดีตผู้เล่นให้นำกัญชาออกจากบัญชีสารต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง จนแม้แต่ เดวิด สเติร์น อดีตคอมมิสชันเนอร์ของ NBA ยังเปลี่ยนใจ โดยเขากล่าวกับ อัล แฮร์ริงตัน อดีตผู้เล่นในสารคดีของเว็บไซต์ UNINTERRUPTED ว่า

“สมัยที่ผมยังมีอำนาจ ผมก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวดน่ะนะ แม้จะรู้ว่ามีผู้เล่นตั้งเยอะแยะที่เมาเนื้อมาแข่ง แต่เวลาผ่านไป วงการแพทย์มันก็พัฒนาขึ้นจนเราเริ่มเห็นประโยชน์ของมัน ถึงวันนี้ผมอยู่ในฐานะที่สามารถพูดได้แล้วว่า เราควรนำกัญชาออกจากรายชื่อสารต้องห้าม และลีกสามารถเป็นแม่งานสำคัญในการทำให้ผู้เล่นได้รับรู้ถึงประโยชน์ของการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้”

และที่น่าสนใจก็คือ อดัม ซิลเวอร์ คอมมิสชันเนอร์คนปัจจุบันของ NBA ก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้อยู่เช่นกัน โดยเปิดเผยว่า “หากกัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องการจัดการกับความเจ็บปวดได้ ก็ควรจัดกัญชาให้อยู่กลุ่มเดียวกับยาทั่วไป อย่างไรก็ตามก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบเพิ่มเติม รวมถึงหารือกับทางสมาคมผู้เล่นเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง”


Photo : Celebrity Net Worth

แน่นอนว่าการต่อสู้เพื่อให้กัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎสำหรับนักกีฬา ยังเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้กันไปอย่างไม่จบสิ้น และอาจยังไม่เจอบทสรุปที่เห็นพ้องกันทุกฝ่ายในเร็ววัน แต่ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ รวมถึงผลงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาที่มีมาอย่างต่อเนื่องทั้งในตอนนี้และอนาคต ก็ช่วยให้พวกเขามีความหวัง

เพราะบางครั้ง กัญชาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้ความบันเทิงกับชีวิต แต่ยังหมายถึงการช่วยให้พวกเขาได้หลุดพ้นจากความเจ็บปวด เพื่อกลับไปลงเล่นกีฬาที่รักอีกครั้งด้วยความภูมิใจ

 

แหล่งที่มา

https://bleacherreport.com/articles/2771410-athletes-smoke-weed-interviews-nba-nfl-420
https://www.businessinsider.com/legal-marijuana-states-2018-1
https://www.cbssports.com/nfl/news/watch-ex-nfl-stars-use-netflix-to-share-pro-cannabis-psa-calling-out-roger-goodell/
https://edition.cnn.com/2018/04/30/health/nfl-marijuana-mike-james-profile-exclusive/index.html
https://www.forbes.com/sites/rogergroves/2016/12/06/the-scientific-secret-that-justifies-marijuana-in-the-nfl-and-nba/
https://www.iab.com/marijuana-legalization-advertising-restrictions-united-states/
http://www.itii-lorraine.fr/former-nfl-players-abuse-opioid-pain-medications-at-four-times-the-rate-of-the-general-population-according-to-a-study/
https://www.marketplace.org/2017/12/27/economy/even-legal-markets-marijuana-advertisers-have-limited-options
https://merryjane.com/culture/nfl-and-mmj-meet-the-doctors-who-want-to-bring-medical-cannabis-to-pro-football
http://www.nba.com/article/2017/10/25/david-stern-medical-marijuana-al-harrington http://nba.nbcsports.com/2017/08/14/adam-silver-keeping-open-mind-on-use-of-medical-marijuana-for-player-pain-management/ https://profootballtalk.nbcsports.com/2018/05/08/nfl-denies-mike-james-request-to-use-marijuana-as-a-painkiller/
https://www.thecannabist.co/2018/04/06/marijuana-hard-to-advertise-legal-cannabis-marketing/103160/
https://www.theguardian.com/sport/blog/2017/aug/05/nfl-marijuana-policy-pain-players
https://www.usatoday.com/story/sports/nba/2018/04/20/former-nba-nfl-athletes-estimate-marijuana-use-players-high/536254002/
https://www.washingtonpost.com/news/business/wp/2018/04/05/even-where-its-legal-to-sell-marijuana-its-hard-to-advertise-it/?utm_term=.d8ec6d847870



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง