On The Main Stand

เรื่องจริงหรือสมมุติ? : ความยากจนช่วยปั้นนักกีฬาสู่ซุเปอร์สตาร์



“ความจน” เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญ ต่อการเป็น นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จจริงเหรอ? เมื่อเรื่องราวชีวิตของนักกีฬาระดับโลกจำนวนไม่น้อย ถูกนำเสนอผ่านสตอรี่ความยากจนอยู่เสมอ หรือแท้จริงเป็นเพียงมายาคติที่สื่อสร้างขึ้นมา


 

บ่อยครั้งเวลาที่เราเสพ ข้อมูล เรื่องราวของนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ก็มักจะทำให้เรารู้สึกว่า...ชีวิตจริงบางทีก็เหมือนบทละคร

เพราะตัวหนังสือ, รูปภาพ, ภาพเคลื่อนไหว, คลื่นเสียง ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันช่างกระแทกกระทั้น กินใจ เข้าไปถึงอารมณ์เสียเหลือเกิน ในการที่ได้รับรู้ว่า กว่าที่ นักกีฬาคนหนึ่งจะยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

แกนหลักของพล็อตเรื่องก็คงหนีไม่พ้น การที่นักกีฬาคนนั้นๆ ต่างเคยผ่าน “ความยากจน” มาก่อน ไม่ว่าจะเติบโตในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ, เกิดในครอบครัวผู้ใช้แรงงาน, ฐานะทางบ้านไม่ดี, เคยเตะบอลตามข้างถนน ฯ จนแทบจะเป็นหนึ่งในคุณสมบัติพื้นฐานของ นักกีฬาทั่วไปเลยก็ว่าได้ ถ้าจะเก่งทางกีฬา ต้องเคยผ่านความจนเลือดเข้าตามาก่อน

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากลองจินตนาการถึงองค์ประกอบพื้นฐานที่นักกีฬาควรต้องมี อย่างเช่น สภาพร่างกายที่พร้อม, การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญเฉพาะทาง ตลอดจนทักษะความสามารถ

ถ้ายากจนจริง แล้วนักกีฬาเหล่านั้น จะมีองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างไร จึงเป็นคำถามที่น่าคิดและวิเคระห์ว่า แท้ที่จริงแล้ว “ความจน” ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อออกสู่สาธารณะนั้น มีความจริงแบบร้อยเปอร์เซนต์จริงๆเหรอ?

 

แค่ไหนเรียกว่าจน

ลูก้า โมดริช, คริสเตียโน โรนัลโด, ลิโอเนล เมสซี่ ล้วนแล้วแต่ถูกยกย่องให้เป็น สุดยอดไอค่อนนักฟุตบอลแห่งยุคสมัยนี้ ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกนำเสนอเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเคยผ่านความยากจนมาทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น ลูก้า โมดริช เด็กตัวเล็ก ต้องเคยหนีสงคราม และฝึกฟุตบอลภายในลานจอดรถของโรงแรมที่พัก เพราะไม่สามารถออกไปไหนมาได้ในช่วงระหว่างการสู้รบ จนมีแมวมองมาดึงตัวไปฝึกอยู่ในทีมเยาวชนของ เอ็นเค ซาดาร์ และ ดินาโม ซาเกร็บ ในเวลาต่อมา

คริสเตียโน โรนัลโด เด็กรูปร่างผอมแห้งจากหมู่เกาะมาเดรา พื้นที่ชายขอบห่างไกลจากแผ่นดินโปรตุเกส 900 กิโลเมตร ผู้ซึ่งมารดาเคยคิดจะทำแท้งเพราะไม่คิดว่าจะสามารถมีเงินเลี้ยงดู บุตรชายคนนี้ได้ เขาเตะบอลข้างถนน ได้ไปเล่นกับทีมท้องถิ่น ก่อนจะได้ย้ายไปอยู่ทีมเยาวชนของโมสรที่ดีกว่าอย่าง นาซิอองนัล และ สปอร์ติง ลิสบอน ฯ


Photo : marketingregistrado.com

ตลอดจนเรื่องราวของ ลิโอเนล เมสซี ที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง แต่ไม่มีเงินมากพอรักษาเขาจากการประสบภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตได้ตลอดไป แม้ว่าได้สวัสดิการจากรัฐมาบ้าง ก่อนสุดท้ายได้บาร์เซโลนา ที่เห็นแววมาชุบชีวิตนำตัวไปรักษาต่อ และกลายเป็นสุดยอดนักเตะของโลกในที่สุด


Photo : freerollbg.com

ไม่ปฏิเสธว่าเรื่องราวของนักกีฬาระดับโลก ที่นำเสนอผ่านมุมมองของ คนที่เคยลำบากยากจนมาก่อน จะสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้สตอรี่ของนักกีฬาคนนั้นๆ น่าสนใจมากขึ้น แต่ความ “จน” ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อแขนงต่างๆ ของนักกีฬานั้น ในความเป็นจริง พวกเขาเหล่านั้นใกล้เคียงกับความจริงข้อนี้แค่ไหน?

ความยากจน ตามคำจำกัดความ ของ พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์แห่งราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง สภาพที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ ต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น ไม่มีเงินมากพอจะไปซื้อปัจจัย 4 อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค

โดยแบ่งความยากจนออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ความยากจนสัมบูรณ์ (Absolute Poventy) ที่ประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอ ที่จะเลี้ยงชีพอยู่ได้ กับ ความยากจนสัมพัทธ์ (Relative Poverty) ที่มีรายได้ต่ำกว่า รายได้ปกติของคนทั่วไป แม้ประชาชนคนนั้น จะมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายเลี้ยงชีพให้อยู่รอดได้ก็ตาม

เท่ากับว่า ความยากจน อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถทางการกีฬาเลยก็ได้ ประการแรก ก่อนที่ใครสักคนจะเล่นกีฬาได้เชี่ยวชาญนั้น

ด้านร่างกาย เขาจำเป็นต้องมีความสามารถ ในการแสวงหาปัจจัยพื้นฐานเพื่อดำรงชีวิต เช่น การมีอาหาร น้ำ เพื่อกินให้มีเรี่ยวแรง และการมียารักษา เพื่อไม่ให้ตัวอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเล่นกีฬาได้ รวมถึงการมีอีกสองปัจจัยอย่าง เสื้อผ้า รองเท้า ที่เป็นเครื่องนุงหุ่ม, การมีที่พักอาศัย ขณะที่ในด้านสังคม คนที่จะเป็นกีฬาได้ ก็จำเป็นจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเล่นกีฬาด้วย

เมื่อสำรวจดูความสำเร็จของชาติที่กวาดเหรียญทองเป็นกอบเป็นกำ ทางด้านกีฬาในมหกรรมการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก เกมส์, เอเชียนเกมส์ หรือในรายการใหญ่ๆอย่าง ฟุตบอลโลก ก็จะพบว่าไม่เคยมีชาติไหนที่ประสบความสำเร็จกวาดเหรียญถล่มทลาย เพราะมีนักกีฬายากจนมารวมตัวกันจนเก่งขึ้นมาได้...

ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ นักกีฬาเก่งขึ้นมาได้เหนือกว่าคนทั่วไป จึงไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นถึงขนาดไม่มีข้าวจะกินแต่อย่างใด

ในหนังสือ Soccernomics ของ Simon Kuper และ Stefan Szymanski ได้เขียนถึงเรื่องราวของกีฬาฟุตบอลที่ผูกกับปัจจัยต่างๆ ด้าน สังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง ฯ โดยมีเนื้อหาบทหนึ่งได้พูดถึงเรื่องความยากจน และความร่ำรวย ที่ส่งผลต่อกีฬาระดับโลกด้วย

โดยได้มีการสร้างดัชนีวัดค่าความสำเร็จด้านกีฬาขึ้นมา เพื่อหาว่าชาติไหนประสบความสำเร็จด้านกีฬามากที่สุด เพราะเหตุใด จากการใช้ข้อมูลการแข่งขันกีฬาระดับโลก หลากหลายรายการ ซึ่งผลจากการจัดอันดับพบว่า ชาติที่มีผลงานความเป็นเลิศด้านกีฬา ล้วนมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี หาใช่ความยากจน

ในการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ 2016 ที่กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล… 10 อันดับแรกของชาติที่คว้าเหรียญทองได้มาก ทั้งหมดล้วนมีค่า GDP (PPP) หรือดัชนีที่ชี้วัดรายได้ต่อหัวประชากรในประเทศ สูงติดอันดับต้นๆของโลก

อาทิ จีน ที่มีค่า GDP (PPP) อันดับ 1 ของโลก, สหรัฐอเมริกา อันดับ 2, ญี่ปุ่น อันดับ 4, เยอรมัน อันดับ 5, ญี่ปุ่น อันดับ 6 โดยอันดับที่แย่สุดคือ ออสเตรเลีย แต่ก็ยังมีค่า GDP สูงถึง อันดับ 19 ของโลกอยู่ดี

ส่วนชาติที่ยากจน ก็จะเห็นว่า พวกเขามีโอกาสประสบความสำเร็จในกีฬาระดับโลกยากมาก โดยในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ไนเจอร์ (อันดับ 142) และ บุรุนดี (อันดับ 157) ถือเป็นสองชาติที่ยากจนสุด (จากการจัดอันดับ GDP 194 อันดับ) ที่ได้เหรียญรางวัลติดมือกลับมารวมกันแค่ 2 เหรียญเงิน คิดเป็น 0.21 เปอร์เซนต์จากเหรียญที่มีการชิงชัยทั้งหมดเกือบ 1,000 เหรียญ

นอกจากนี้ ดัชนีวัดค่าความสำเร็จด้านกีฬา ของ Kuper และ Szymanski ยังไปสอดคล้องกับ ค่าดัชนีการพัฒนาของมนุษย์ (Human Development Index: HDI) ที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศใดที่มีค่า HDI สูง มีแนวโน้มที่จะมีความเป็นเลิศด้านกีฬาด้วย ยกตัวอย่าง นอร์เวย์ ที่ถูกจัดอยู่อันดับ 1 ก็ติดอยู่ในโผของ ชาติที่ประสบความสำเร็จด้านกีฬาด้วย

ในบทความได้อธิบายว่า นอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีทั้งความมั่งคั่ง และนโยบายจากรัฐก็สนับสนุนให้ ทุกกลุ่มคนในสังคม มีสิทธิที่จะเล่นกีฬาได้อย่างเท่าเทียมกัน

มีการสร้างสนามกีฬา หลากหลายรูปแบบ ไว้แทบทุกชุมชน แถมยังมีบริการสาธารณะต่างๆ การมี สาธารณูปโภคที่ดี จึงส่งผลให้ผู้คนสามารถเข้าถึง การเล่นกีฬา ได้อย่างง่ายดาย และมีคุณภาพ รวมถึงยังมีรายได้ที่สามารถเข้าถึงการโภชนาการ อาหารที่ดี

อย่าง ไอซ์แลนด์ ประเทศที่มีพลเมือง 300,000 กว่าชีวิต แต่มี ค่าดัชนีการพัฒนาของมนุษย์ สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ก็สามารถทะลุเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ครั้งที่ผ่านมา

รวมถึง ฝรั่งเศส แชมป์บอลโลก มีค่า GDP สูงเป็นอันดับ 10 ของโลกในปีที่ผ่านมา และค่า HDI อยู่ที่อันดับ 21 ของโลก ที่สำคัญยังเป็นชาติที่เปิดกว้างให้แม้แต่คนที่อพยพ สามารถเข้าถึงกีฬาได้ ก็ทำให้พวกเขามีนักฟุตบอลที่มาจากหลากหลายชาติพันธุ์ในทีมชุดนี้ด้วย

นโยบายจากภาคการเมือง สังคม การปกครอง จึงมีส่วนต่อการพัฒนานักกีฬา กล่าวก็คือไหน ยิ่งประเทศไหน นำเงินไปลงทุนกับด้านกีฬามากๆ ทั้ง การสร้างสนามกีฬาครอบคลุมทุกๆ พื้นที่, การพัฒนาบุคลากรกีฬาที่จะมาฝึกสอน และเปิดกว้างให้คนทุกชนชั้นของสังคมสามารถเข้าถึงการเล่นกีฬาได้ ตั้งแต่ระดับสมัครเล่น ก็ยิ่งมีโอกาสจะค้นพบเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนมากขึ้น

อย่างในกรณีของ ลิโอเนล เมสซี ที่เจ้าตัวระสบภาวะขาดฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต  หากเขาไม่ได้รับการรักษา และโอกาสจากบาร์เซโลนา ในเวลาที่เหมาะสม หรือไปเกิดในประเทศยากจนจริงๆ เช่น คองโก, ซิมบับเว ฯ ที่ผู้มีเสียชีวิตจำนานไม่น้อย จากการขาดอาหาร โลกก็คงไม่ได้รู้ว่า เมสซี เล่นฟุตบอลได้เก่งกาจมากขนาดไหน


Photo : variouspicturegallery.blogspot.com/Offside Sports Photography

หากวิเคราะห์ เมสซี่ ออกมาเป็นชิ้นๆ จริงอยู่ที่เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะมากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับยากจน 

ครอบครัว เมสซี ถือเป็นชนชั้นกลาง เขามีบ้าน มีผู้ปกครองที่เลี้ยงดูเขา แถมเจ้าตัวยังสามารถเข้าถึงสนามฟุตบอล สโมสรฟุตบอล โดยแรกเริ่มเขาได้รับฝึกฝนจากการพ่อของตัวเองที่เป็นโค้ชฟุตบอลในวัยเด็ก ถ้าเขาไม่มีปัจจัยด้านร่างกาย รวมถึงการมีปัจจัยด้านบริการพื้นฐานทางสังคม เราไม่มีทางจะได้เห็น ลิโอเนล เมสซี ในฐานะนักฟุตบอลที่เก่งสุดคนหนึ่งแห่งยุค

ทั้งนี้ Simon Kuper และ Stefan Szymanski ยอมรับว่า นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนไม่น้อย ต่างมีที่มาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานก็จริง แต่การผู้ปกครองต้องออกไปทำงานหาเงินนี่เอง ก็ทำให้เด็กๆ เหล่านี้ ไม่ต้องถูกบังคับให้เรียนหนังสือ ทำการบ้าน และมีเวลาว่างมากพอที่จะออกไปเล่นกีฬากับเพื่อนๆ ตามกฎ 10,000 ชั่วโมง  ที่อ้างอิงมาจากหนังสือ The Outlier โดย Malcolm Gladwell

หนังสือเล่มนี้ เขียนถึงเรื่องความสำเร็จของชนชั้นแรงงาน ซึ่งอธิบายว่า คนที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดในด้านไหนด้านหนึ่ง ต้องใช้เวลากับเรื่องนั้นๆ อย่างน้อย 10,000 ชั่วโมง เทียบเท่ากับการฝึกฝนเป็นประจำทุกวัน วันละ 3 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี

ทำให้ลูกหลานของชนชั้นแรงงานเหล่านี้ จึงมีเวลาว่างมากพอ และได้เข้าถึงการเล่นกีฬา ตามที่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของประเทศตนเองสร้างไว้ แม้ในบริบทของประเทศที่อาศัยอยู่ จะตีความว่า ครอบครัวของนักกีฬาคนนั้นเป็นคนชนชั้นล่าง  

แต่ในความจริงแล้ว พวกเขาก็ยังอยู่ห่างไกลจากความจนตามมาตรฐานของโลก...แล้วทำไมความยากจนถึงยังถูกนำมาเชิดชูเป็นเรื่องแรกๆ ละ โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงโมเดลนักกีฬาที่มีชื่อเสียงสักคนที่ประสบความสำเร็จ?

 

เทคนิคการขาย

สื่อมวลชนถูกวางตำแหน่งไว้เป็น ฐานันดรที่ 4 ของสังคม ด้วยเหตุนี้ สื่อจึงมีพลังอย่างมาก ในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ตลอดจนถึงการชี้นำความคิด จนทำให้ผู้คนเชื่อว่า สิ่งสื่อที่นำเสนอออกไปสู่สาธารณะ คือ ความจริงที่สุด

นักการสื่อสาร จึงต้องเรียนรู้และค้นคว้าหาวิธีการในนำเสนอเนื้อหา ให้เข้าถึงผู้รับได้มากที่สุด ดังนั้นการจะหยิบเรื่องราวของนักกีฬาคนหนึ่งมานำเสนอ ให้มีความน่าสนใจ และแตกต่างจากสิ่งที่ผู้รับ สามารถพบเห็นได้ในสนามแข่งขันเดียวกันอยู่แล้ว

จึงนับเป็นหนึ่งในหน้าที่ที่ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้จะต้องคิดหาเทคนิคในการนำเสนอ เพื่อดึงดูดใจคนเข้าอ่าน เข้ามาติดตาม อย่างคำกล่าวของ  จอห์น บี โบการ์ท นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน ที่เปรียบเปรยว่า “ถ้าสุนัขกัดคน เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ไม่สามารถหยิบมาเป็นข่าวได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่คนกัดสุนัข อันนะแหละถึงจะมีคุณค่าพอเป็นข่าวได้”

ถ้านักกีฬามีเรื่องราวธรรมดาไม่น่าสนใจ บางทีก็ต้องยอมรับว่า มันยังไม่สามารถทำให้คนสนใจติดตามเนื้อหาได้ แต่ถ้ามีบางสตอรี่ที่พูดถึง สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นนักกีฬา โดยเฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ ฐานะทางบ้านที่ยากจนมาก่อน มานำเสนอล่ะ? จะพอเข้าข่ายคำเปรียบ คนกัดหมาของ จอห์น บี โบการ์ท ได้หรือยัง?

“การที่สื่อ นำเสนอชีวิตนักกีฬา ว่าเคยผ่านความยากจนมาก่อน แบบพล็อตหนังชีวิต อาจเป็นเพราะว่ามันคือจุดขายที่ดีสุดในบ้านเรา เพราะมันทำให้เข้าไปกระแทกใจผู้รับ และทำให้คนๆหนึ่งมีตัวตนขึ้นมาได้ เปรียบเทียบนักเตะเป็นสินค้า สมมุติทีมฟุตบอลมีผู้เล่น 20 กว่าคน ถ้าทุกคนเหมือนๆกันหมด ทำยังไงถึงจะขายได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

“การนำเสนอให้เห็นว่า นักฟุตบอลเคยมีความยากจน ความลำบาก มันเป็นกระแสได้ง่าย และทำให้คนที่ติดตามได้เห็นถึงพัฒนาการของนักเตะว่า เอ้ย ไอ้นี้มันเริ่มมาจาก 0 เว้ย ก็จะเห็นว่าเรื่องราวมันพุ่งมากกว่าคนที่ถูกนำเสนอว่า ครอบครัวมีฐานะที่ดีมาก สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา จนประสบความสำเร็จ”

“ผลประโยชน์ที่ได้ ก็คือ นักกีฬา กับสื่อที่นำเสนอ ก็ได้สร้างตัวตนขึ้นมา จากหาเสาะหาประเด็นมานำเสนอ รวมถึงการสร้างจุดขาย และทำให้ข่าว หรืองานชิ้นนั้นสามารถขายได้”

อ.ดร. เมธาวิน สาระยาน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และประธานสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แสดงความเห็นผ่าน Main Stand โดยได้อธิบายว่าวัตถุประสงค์ของสื่อที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะต้องการสร้างจุดขาย และดึงดูดให้ผู้คนสนใจกับเรื่องราวชีวิตของนักกีฬาคนดัง

แม้ในความจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่า นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ จะมาจากพื้นฐานที่เป็น คนยากจนสัมบูรณ์ (Absolute Poventy) ซึ่งขาดปัจจัย 4 ประการ แต่ความยากจนสัมพัทธ์ (Relative Poventy) ก็ยังดูจะพอเป็นเกณฑ์ที่สื่อจะหยิบจับมาได้ เมื่อมาเปรียบเทียบกับคนที่ฐานะร่ำรวย หรือบรรดากลุ่มคนชนชั้นกลางของสังคม

ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น นักชกแชมป์โลกชาวไทย ก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกมองว่ามาจาก ความยากจนข้นแค้น และมีการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของเจ้าตัวผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงแรก ที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานคร เจ้าตัวเคยไปทำงานเป็น พนักงานความรักษาปลอดภัย และเคยไปคุ้นหาเศษอาหารมากิน ก่อนชนะเอาชนะความยากจนด้วยฝีมือเชิงมวย จนไปถึงระดับโลก


Photo : นครหลวง โปรโมชั่น - Nakornloung Promotion

แต่ถ้าถามว่า ศรีสะเกษ เป็นคนยากจนตามมาตรฐานของโลกไหม ก็คงไม่ใช่แน่ๆ เพราะเจ้าตัวมีปัจจัย 4 ครบถ้วน ได้รับการฝึกฝนมวยจากครอบครัวในจังหวัดศรีสะเกษ มาตั้งแต่เด็ก เขามีผู้ปกครองเลี้ยงดุ มีอาหารการกิน ได้รับการศึกษาจนจบชั้น ม.6 ตลอดจนมีร่างกายที่สมบูรณ์จน สามารถชกมวยเดินสายได้

ขณะที่การไปถึงระดับโลกนั้น เขาเองก็ได้รับการสนับสนุน วางแผนการชก และฝึกซ้อม อยู่กับค่ายนครหลวงโปรโมชั่น ที่ผลักดันเขาไปถึงจุดนั้น ดังนั้น ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น จึงถือเป็นคนที่เข้าถึงกีฬามาตั้งแต่วัยเยาว์ ตลอดจนการได้รับฝึกฝนที่สม่ำเสมอ และมีพัฒนาการ จนสุดท้ายก็มาคว้าตำแหน่งแชมเปียนโลก สถาบันหลัก

ซึ่งแน่นอนว่า จุดที่พีคสุดในชีวิตของ ศรีสะเกษ ในช่วงตอนต้นของการย้ายจากบ้านเกิดมาเมืองกรุง ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจสุด และง่ายต่อการสร้างจุดขายจากสื่อไปยัง สาธารณะ หาใช่เรื่องราวระหว่างช่วงหลังจากนั้น หรือก่อนหน้านั้นที่เคยสบายกว่าตอนไปคุ้นขยะ

วิธีการดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งในการหยิบประเด็นนำเสนอ ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างการนำเสนอพาดหัวว่า “ศรีสะเกษ สุดยอดนักชกที่ได้เป็นแชมป์โลก เพราะได้รับการพัฒนาจากค่ายมวยระดับโลกอย่าง นครหลวงโปรโมชั่น” กับ “ศรีสะเกษ จากคนคุ้นขยะหาอาหารมาประทังชีวิต สู่แชมป์โลก” แบบไหนที่คนอ่านสนใจมากกว่ากัน ถ้าในเนื้อหามีการพูดถึงทั้งสองประเด็น

หากว่าด้วยกันเรื่ององค์ประกอบของข่าวนั้น จะต้องมีส่วนต่างๆที่ประกอบ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ดังนี้ ความรวดเร็ว (Immediacy, Timely), เนื้อหาที่ใกล้ตัวกับผู้รับ (Proximity of Nearness), ผลกระทบต่อเนื่อง (Consequence), ความมีเงื่อนงำ (Suspense), ความแปลก (Oddity), ความขัดแย้ง (Conflict),  เรื่องเด่นทางเพศ (Sex), ความสะเทือนอารมณ์ (Emotion) และ ความก้าวหน้า (Progress)

ความยากจน ความลำบาก จึงเป็นสิ่งที่เร้าอารมณ์ผู้รับสารได้ง่าย และกระตุ้นให้เกิดการรับรู้มากขึ้น จึงไม่แปลกหากสื่อจะหยิบเอาบางแง่ หรือเลือกสรรเนื้อหาบางอย่างมาบอกเล่า และนำเสนอให้แก่ผู้รับ เพื่อให้งานชิ้นนั้นๆ มีคุณค่าและเป็นกระแส

ความจริงที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ จึงอาจไม่ใช่ความจริงแบบร้อยเปอร์เซนต์เต็ม เพราะกว่าที่งานชิ้นหนึ่งจะออกสู่สาธารณะได้นั้น ย่อมต้องผ่านกระบวนการทางนิเทศศาสตร์มาแล้ว

ตั้งแต่ ขั้นตอนการเตรียมการผลิต ในการเสาะหาข้อมูล ประเด็น ขั้นตอนการผลิตในการสัมภาษณ์ รวมรวบข้อมูลทั้งหมด เพื่อเข้าสู่กระบวนหลังการผลิต ตั้งแต่การถอดเทปการสัมภาษณ์ เพื่อนำมากรองว่าจะนำเสนอสิ่งไหน ตัดอะไรออกไป ลำดับเนื้อหาอย่างไร มีประเด็นไหนที่น่าสนใจบ้าง ก่อนเข้าสู่กระบวนสุดท้ายในการนำเสนอ

จนมีคำพูดที่หลายคนมักบอกว่า “ดราม่าขายง่าย ข่าวดีขายยาก” ซึ่งก็มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตอบสนองกับเนื้อหาประเด็นนี้ได้เร็วกว่า และไม่ได้รู้สึกถึงคุณค่าของข่าวเชิงบวกมากนัก

สื่อ อาจเป็นผู้สร้างมายาคติเช่นนี้แก่สังคม แต่ในอีกมุมหนึ่ง สื่อก็ต้องทำหน้าที่ ตอบสนองความต้องการของพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว และดำรงอยู่ได้ด้วยการมีผู้สนับสนุนเช่นกัน

ถ้าผู้รับเปิดรับข้อมูลลักษณะนี้ได้ดีกว่า ก็ไม่แปลกที่ ภาพนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ จะถูกนำมาฉายในซีนดรามา ที่เล่าไปถึงชีวิตอันแสนรันทดในวัยเด็ก ที่มาจากครอบครัวยากจน และพลิกชีวิตได้ด้วยกีฬา

 

ความจริงที่แท้จริง

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า คนยากจนจริงๆ จะไม่สามารถประสบความสำเร็จในโลกกีฬาได้ เพราะกีฬาถูกสร้างมาให้ผู้คนเสมอภาคกัน ทุกคนมีสิทธิ์ชนะและเป็นผู้ชนะด้วยกันทั้งสิ้น

ซึ่งผู้เขียนเองก็เชื่อว่า นักกีฬาที่ยากจนจริงๆ ยังมีอยู่ อย่างในเมืองไทย เราจะเห็นได้ว่านักกีฬาบางคน ครอบครัวยากจนข้นแค้นถึงขนาดต้องส่งไปอยู่วัด หรือตามค่ายมวยตั้งแต่เด็ก เพื่อให้มีข้าวกินอิ่มท้อง  

มีตัวอย่างและเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับ นักกีฬาระดับโลก ที่มาจากความยากจน ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ ตั้งแต่อดีตนถึงปัจจุบัน…

เนื้อหาเหล่านี้ บางครั้งก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ชวนฝันให้กับคนรุ่นต่อไป ให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวเองมีต้นทุนสูงกว่าคนกีฬาคนนั้นๆ และสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน หากลุกขึ้นมาทำ

เป็นคอนเทนต์ลักษณะเดียวกับ เรื่องราวของมหาเศรษฐี ที่เคยเป็นคนยากจนมาก่อน ย่อมได้รับความสนใจจากผู้รับสารมากกว่า เรื่องราวของมหาเศรษฐี ที่บริหารเก่ง สืบทอดกิจการธุรกิจจากบรรพบุรุษ ถ้าอธิบายในมุมของ สังคมศาสตร์ ไอเดียที่ว่ามานั้นเป็น แนวคิดแบบ เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)

ที่ต้องการสร้างมายาคติให้ คนเข้ามาอยู่ในระบบอุตสาหกรรม ผ่านความเชื่อที่ว่า ทุกๆคนสามารถรวยได้ โลกนี้มีโอกาสให้กับทุกๆคน โดยเลือกที่จะหยิบยกเรื่องราวที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ มาพูดถึงซ้ำๆ มากกว่าเรื่องของ คนจำนวนมากที่ตกหล่น ล้มเหลว หายไประหว่างทาง

เช่นเดียวกับ นักกีฬา ที่บางครั้งการหยิบบางอย่างมาพูด และเชิดชูขึ้นมาไว้อันดับแรก อาจจะไม่ใช่ความเป็นจริงที่จริงแท้ของคนๆนั้นก็ได้

ยิ่งโดยเฉพาะโลกในวันข้างหน้า ที่วิทยาศาสตร์การกีฬาจะแพร่กระจายไปในวงกว้าง ทำให้นักกีฬาเก่ง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมลดโอกาสที่คนจน สักคนจะก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ ราวกับบทละคร อย่างที่เคยอ่านเจอในอดีตได้

การแสวงหาความจริงแท้ว่า นักกีฬาคนไหนบ้างที่จะสามารถเรียกได้ว่า “จนจริง” กับ “จนไม่จริง” ในยุคปริมาณสื่อมีอยู่มาก ทั้งในรูปแบบสื่อหลัก สื่อทางเลือก และเหล่าโซเชียล อินฟลูเอนเซอร์ (Social Influencer) จนสามารถส่งข้อมูล ข่าวสารต่างๆ หลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสาย ให้เราเห็นและได้ยิน แทบจะทุกๆนาทีของชีวิต กลายเป็นเรื่องยาก และต้องกลั่นกรองให้ดี

ข้อเท็จจริงระหว่างความยากจนกับนักกีฬา จึงเป็นหนึ่งในหลายประเด็นที่เกิดขึ้น จากการนำเสนอของสื่อ ที่เราอยากให้ฉุดขึ้น และมองความจริงตามความเป็นจริง  

เพราะแก่นแท้ของกีฬา ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแบ่งแยก ความยากดีมีจน ร่ำรวยเพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณก้าวเท้าเข้าไปอยู่ในสนามเดียวกัน เกมเดียวกัน ภายใต้กฎ กติกา เดียวกัน ทุกคนในนั้น ล้วนแล้วแต่เท่าเทียมกัน...



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง