On The Main Stand

เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต : ไขผลลัพธ์ 10 ปีอคาเดมีฟุตบอลไทย



“บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น” พุทธศาสนสุภาษิต ที่อาจสะท้อนความจริงของฟุตบอลไทยในรอบ 10 ปีหลังสุดได้มากที่สุด หลังสโมสรเกือบทั้งหมด เริ่มหันมาทำอคาเดมีตัวเองอย่างจริงจัง จนมีผลผลิตมากมายป้อนเข้าสู่สารบบลูกหนังไทย รวมถึงทีมชาติไทยทุกชุด


 

...ในอุตสาหกรรมฟุตบอล หากเปรียบนักเตะเป็นดั่ง “บุตร” สโมสรฟุตบอลก็คงเปรียบได้กับ “บิดา มารดร” ที่จะเป็น ผู้ผลิต บุคลากรอนาคต แก่วงการฟุตบอลไทยยุคใหม่ โดยมี อคาเดมีลูกหนังเป็น “สถานศึกษา” และลีกอาชีพ “เป็นแหล่งรายได้”

นักฟุตบอลที่ผลิตออกมา จะดีหรือไม่ดีนั้น? นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในเรื่องความสามารถส่วนตัว ทักษะ ทัศนคติ ระเบียบวินัยของส่วนตัวแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ อีกมากมาย ที่เป็นตัวควบคุม และหล่อหลอมให้คุณภาพในมวลรวมของนักฟุตบอลไทยยุคใหม่ เป็นไปในทิศทางใด

เพราะในๆทุกความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว ของเจเนอเรชั่นฟุตบอลชุดใดชุดหนึ่ง ย่อมมีที่มาที่ไป ตั้งแต่การเลี้ยงดู การฝึกสอน การเติบโตในอาชีพ

ถ้าย้อนลึกลงไปอีก ก็พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง บุตร (นักฟุตบอล) กับ ผู้ปกครอง (สโมสร) นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและพัฒนาการในช่วงรอยต่อ จากนักฟุตบอลระดับเยาวชน สู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างมาก

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สโมสรฟุตบอล และลีกอาชีพในประเทศไทย มีการเจริญเติบโตขึ้นมา

สโมสรต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างอคาเดมีเยาวชนขึ้นมาของตัวเอง จนปัจจุบันแทบทุกสโมสรบนลีกสูงสุด แม้กระทั่งทีมในลีกรอง ก็ต่างมีอคาเดมีลูกหนังของสโมสร ที่จะเป็นแหล่งบ่มเพาะเหล่านักเตะสายเลือดใหม่ ตั้งแต่อายุ 8-18 ปี

แต่การมี “อคาเดมีฟุตบอล” ของตัวเอง ก็ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ และหมายความว่า ทุกสโมสรที่มี จะสามารถผลิตนักฟุตบอลที่ดี มีคุณภาพ พร้อมใช้งานได้เลย? Main Stand ขอพาไปย้อนดูผลลัพธ์ ที่เกิดจากอคาเดมีสโมสรฟุตบอลไทย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

ไก่ที่มาก่อนไข่

ไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน? คำถามโลกแตกชวนน่าปวดหัวที่เราอยากนำมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดของฟุตบอลไทยลีก ในช่วง 22 ปีที่ผานมา

สมมุติว่า นักฟุตบอลอาชีพ คือ ไก่ ส่วนนักฟุตบอลเยาวชนคือ ไข่ ฟุตบอลอาชีพบ้านเรา ในช่วงทศวรรษแรก เป็นเรื่องของ ไก่เกิดก่อนไข่

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะฟุตบอลลีกในเวลานั้น ยังมีความเป็นลีกกึ่งอาชีพที่กระจุกตัว อยู่ใน กรุงเทพและปริมณฑลฯ โดยสโมสรเกือบทั้งหมดเป็น หน่วยงานรัฐ, รัฐวิสาหกิจ, เอกชนภาคธุรกิจ ฯ ไม่ใช่ทีมจังหวัดอย่างปัจจุบัน

รายได้ของนักกีฬาฟุตบอลไทยลีกยุคนั้น บางสโมสรไม่มีเงินเดือนให้ มีเพียงเบี้ยเลี้ยงซ้อม แต่ความคาดหวังที่มากกว่าของนักเตะ คือการได้บรรจุเข้าทำงานประจำในหน่วยงาน สโมสรที่สังกัดอยู่

บุคลากรนักฟุตบอลส่วนมาก จึงเป็นผู้เล่นที่อยู่ในช่วงอายุวัยทำงาน ที่เข้ามาเล่นฟุตบอลไทยลีก เพื่อหวังโอกาสในการหางานเลี้ยงชีพ

เช่น พนักงานการท่าเรือ (ทีมการท่าเรือแห่งประเทศไทย), พนักงานองค์การโทรศัพท์ (ทีมองค์การโทรศัพท์), พนักงานการไฟฟ้า (ทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค), พนักงานธนาคารต่างๆ (ทีมธนาการกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพฯ) พนักงาน บ.โอสถสภา (ทีมโอสถสภา) พนักงานเทศบาล (ทีมโค้ก-เทศบาลตำบลบางพระ), ข้าราชการ (ทีมทหารบก, ตำรวจ, ราชนาวี, ทหารอากาศ) เป็นต้น

มีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้น ที่มีการจ่ายเงินเดือนนักฟุตบอลสูง และบริหารอย่างเป็นสโมสรอาชีพจริงๆ เช่น บีอีซี เทโรศาสน ที่นักฟุตบอลสามารถอยู่ได้ ด้วยเงินเดือนของการเตะบอล

เมื่อเป็นเช่นนั้น ตลาดนักฟุตบอลของไทยลีกช่วง 10 ปีแรก จึงต้องการ “ไก่” ที่สามารถเล่นฟุตบอลได้เลย มากกว่า “ไข่” ที่ต้องใช้เวลาเพาะฟัก  แนวคิดในการสร้างอคาเดมี ของสโมสรจึงยังไม่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น

“ไข่” ที่ถูกฟักในเวลานั้น จึงเป็นรูปแบบขที่ สโมสรฟุตบอล ไปผูกปิ่นโตกับ สถานศึกษาระดับมัธยมฯ อุดมศึกษาฯ ที่มีชื่อเสียงในฟุตบอลระดับเยาวชน ในการส่งนักเตะที่มีแวว มาเล่นให้ทีมเยาวชนของสโมสร ในรายการต่างๆ

ใครพอมีแววหน่อยก็มีโอกาสถูกดึงขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ในไทยลีก ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ค่านิยมของสังคมเมื่อ 20 ปีกว่าก่อน ยังมีการปลูกฝังให้ เด็กๆต้องเรียนหนังสือ ดังนั้นพวกที่อาจไม่ได้เรียนเก่งมาก หรือคาดหวังที่จะมีอนาคตดีๆ ก็ใช้การเล่นกีฬามาเป็นหนึ่งในบันไดด้านการศึกษา ในการได้เรียนที่ดีๆ ได้เล่นฟุตบอลไทยลีก ซึ่งอาจหมายถึงโอกาสในการได้ทำงาน และติดทีมชาติไทยด้วย

ลองจินตนาการถึงบริบทฟุตบอลไทยในช่วงเวลานั้น การที่ เด็กต่างจังหวัดสักคนหนึ่ง จะหอบหิ้วสตั๊ดมาคัดตัวกับทีมฟุตบอลไทยลีกที่อยู่แต่ในเมืองกรุงฯ

โดยไม่มีโปรไฟล์ ไม่เคยผ่านการเล่นฟุตบอลขาสั้นกับทีมโรงเรียนดังๆ ก็คงเป็นไปได้ยากที่จะได้ผ่านเข้ามาสู่สโมสร ครั้นจะเข้าทีมเยาวชน ก็ไม่มีสโมสรไหนมีอคาเดมีที่ชัดเจนแน่นอน

การเริ่มไต่เต้าจากการเป็น นักฟุตบอลโรงเรียน จึงอาจเป็นแนวทางที่ดีที่สุดของ “ไข่” ในยุคนั้น ที่ไม่เสียโอกาสในการเรียนด้วย ได้เล่นกีฬาด้วย และยังเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตที่ดี ในด้านหน้าที่การงาน เกียรติยศทีมชาติ

ความสัมพันธ์ของสโมสรกับนักฟุตบอล จึงเป็นไปในลักษณะ “สถานประกอบการ” กับ “พนักงาน มากกว่า” ที่สนใจเพียงแค่ผลงานในสนาม โดยไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจรายละเอียดว่า “ไข่” ใบนี้จะถูกฟักอย่างไร, เป็นไก่ที่เติบโตและใช้ชีวิตนอกสนามแบบไหน

 

ตั้งไข่

ปัญหาในช่วงไทยลีกยุคกลาง ก็คือ เมื่อนักฟุตบอลบางส่วนมีงานประจำทำแล้ว ได้เป็นข้าราชการ ก็เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับสโมสรอื่น ที่จ่ายเงินเดือนนักฟุตบอลได้สูงกว่า หรือย้ายตามโค้ช

ส่วนหน่วยงานที่ตัวเองทำอยู่ ก็จะทำตามในช่วงเวลางาน และเล่นให้แค่ในกีฬากองทัพ, กีฬารัฐวิสาหกิจ ฯ เป็นครั้งคราว ซึ่งบางองค์กรก็โอเคด้วย เพราะมูลค่าฟุตบอลในตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น

เพราะความไม่ชัดเจนหลายอย่างของ ไทยลีก ในห้วงเวลานั้น ทั้งในสัญญาว่าจ้างที่ไม่ได้การเซ็นกันเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ได้มีระยะยืดยาวมากนัก ฤดูกาลแข่งขันลีกที่สั้น รายได้ มูลค่านักฟุตบอลก็ไม่ได้สูงมากนัก

การย้ายทีมของสโมสร จึงไม่ได้มีเงื่อนไขมากนัก ส่วนใหญ่จะย้ายกันไปตามความสัมพันธ์กับ ผู้ฝึกสอน ที่ในอดีตจะทำหน้าที่แบบ Manager มากกว่า เฮดโค้ช โดยมีอำนาจตัดสินใจ ในการเลือกตัวนักฟุตบอล แทบจะ 100 เปอร์เซนต์เต็ม ว่าใครจะย้ายเข้า-ย้ายออก

เนื่องจากโครงสร้างของสโมสรในอดีต ยังไม่ได้มีฝ่ายต่างๆ ที่ดูแลในส่วนนี้มากนัก กุนซือส่วนมาก ถ้าไม่ใช่อดีตนักฟุตบอล ก็จะเป็นอาจารย์สอนฟุตบอลจากสถานศึกษาต่างๆ เราก็จะเห็นได้ว่าช่วงนั้น ถ้าอาจารย์คนนั้นย้ายไปคุมอีกทีม ก็มีโอกาสที่หยิบจะเด็กในคาถาตัวเองติดมือไป (แม้แต่ปัจจุบันก็ยังพอมีให้เห็นอยู่)

“ไก่” และ “ไข่” ของไทยลีกยุคต้นถึงกลาง จึงไม่ได้ผูกติดกับสโมสรเสียทีเดียว... เหมือนกับผลผลิตที่เกิดมาจากการสร้างอคาเดมี

ข้อดีของการทำอคาเดมีสโมสร ที่แตกต่างจากแนวทางเดิมที่ไปผูกปิ่นโตกับโรงเรียนนั้น แน่นอนว่า สโมสรจะได้เป็นผู้ฟักไข่เหล่านั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง สามารถกำหนดทิศทาง รูปแบบการฝึกซ้อมการเล่น ตลอดจนการดูแลพฤติกรรม ระเบียบวินัย

รวมถึงตัวนักฟุตบอลเกิดความผูกพัน และความจงรักภักดีต่อคลับ มากกว่าแบบเดิมที่ผูกติดกับความสัมพันธ์ตัวบุคคลมากกว่า

การทำอคาเดมี ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่อยู่ในหลักเกณฑ์การขอคลับไลเซนซิ่ง ของเอเอฟซี มาตั้งแต่ปี 2009 เพียงแต่ในช่วงแรก ยังไม่ได้มีการบังคับใช้ เพราะต้องการให้สโมสรมีระยะเวลาเตรียมตัว

ดังนั้นแนวทางการทำ อคาเดมีของสโมสร จึงยังไม่ได้รับความนิยมในช่วงแรกๆของ ไทยลีกยุคใหม่ (2008-2018)  

เหตุผลสำคัญเพราะการลงทุนสร้างอคาเดมี ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่สโมสรเสียแค่เงินเดือนให้กับ นักเตะชุดใหญ่ เท่านั้น ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มทุกปี ในการจ้างบุคลากรเพิ่ม สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และดูแลเด็กอีกหลายชีวิต ตั้งแต่กิน อยู่ หลับ นอน ฝึกฟุตบอล

กระทั่งโมเดลเยาวชนของ สโมสร ชลบุรี เอฟซี ประสบความสำเร็จ และครองความยิ่งใหญ่ ในฟุตบอลไทยช่วงปี 2007-2010


Photo : Facebook : Chonburi FootBall Academy

ด้วยขุมกำลังที่เกือบทั้งหมด เป็นนักฟุตบอลที่สโมสรเลี้ยงดูมาตั้งแต่เป็น นักเตะเยาวชน จนเติบโตขึ้นมาเล่นให้สโมสร ตามรูปแบบการฝึกซ้อม การเล่นที่เป็นแนวทางเฉพาะตัวของฉลามชล ที่นักเตะเหล่านั้นได้เรียนรู้มาจาก ผู้ฝึกสอน ที่ได้รับการอบรม และฝังตัวอยู่ตามสถานศึกษาต่างๆ ในจังหวัด

ทำให้สโมสรต่างๆ เริ่มมองเห็นว่า แนวทางสร้างเด็กแบบชลบุรีฯ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่แค่จะหา ไก่ อย่างเดียว

ต่อมาไม่นานนัก ฟุตบอลไทยลีก ก็ค่อยๆได้รับความนิยมสูงขึ้น รวมถึง มูลค่าทางการตลาดสูง มีการกระจายตัวการแข่งขันออกไปในวงกว้างมากขึ้น  ผลที่ตามมาก็คือ สโมสรมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงกล้าที่จะเอาเงินไปลงทุนกับอนาคต

ด้วยการทำอคาเดมี มีทั้งแบบสำเร็จรูป, อคาเดมีที่อิมพอร์ตเข้ามา จนมาถึงการลงมือสร้างขึ้นเองภายในสโมสร นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา  ไม่ว่าจะเป็น ชลบุรี เอฟซี, บางกอกกล๊าส เอฟซี, บีอีซี เทโรศาสน, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เชียงราย ยูไนเต็ด, เพื่อนตำรวจ, เมืองทองฯ โอสถสภา ฯ ในช่วงแรกๆ ของไทยลีกยุคใหม่


Photo : Facebook : Buriram United

หากไล่เรียงดูรายชื่อ นักเตะเยาวชนทีมชาติไทย ในทุกๆชุด ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ส่วนใหญ่ ล้วนเป็นผลผลิตจากอคาเดมีสโมสรที่ว่ามากกว่าครึ่งหนึ่ง

ถามว่าเด็กๆพวกนี้มีดีอย่างไร จึงยึดหัวหาดพื้นที่ทีมชาติอย่างในทุกวันนี้ อันดับแรก นักเตะเยาวชนเหล่านี้ เติบโตในช่วงที่ฟุตบอลไทยลีก กำลังบูม สโมสรมีรายได้มากขึ้น สามารถจ้างโค้ช-นักเตะต่างชาติ ได้มีคุณภาพสูงกว่า ไทยลีกยุคก่อน

“ไข่” ในไทยลีกยุคใหม่ จึงมีโอกาสจะได้เรียนรู้ และพัฒนาฝีเท้าได้ดีกว่า นักฟุตบอลยุคก่อน เมื่อเทียบในช่วงอายุเดียวกัน อีกทั้งยังได้เล่นในลีกที่มีการแข่งขันมาตรฐานสูง ก็ย่อมทำให้พัฒนาฝีเท้าได้เร็วขึ้นกว่านักบอลในอดีต

นอกจากนี้ ช่วงต้นของไทยลีกยุคใหม่ ราคาและค่าเหนื่อยของนักฟุตบอลไทยชื่อดัง ที่ผ่านวัยเบญจเพสขึ้นไป เริ่มสูงขึ้นเกินกำลังของบางสโมสร หากจะจ่ายเงินเดือนเช่นนี้ให้กับนักเตะชุดใหญ่ทุกคน

สโมสรเหล่านั้น จึงเริ่มหันมาให้โอกาสดาวรุ่งในสังกัดมากขึ้น ยกตัวอย่าง บีอีซี เทโรศาสน ที่กล้าผลักดันเด็กๆจากชุดแชมป์ U-19 เอฟเอ ยูธคัพฯ มาสู่ทีมชุดใหญ่ และพาทีมประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีก คัพ 2014 มาครองได้  หรือทีม บุรีรัมย์ฯ ที่กล้าใช้งาน ดาวรุ่งในอคาเดมีหลายราย ขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ตลอด


Photo : Facebook : Police Tero FC

นอกจากนี้ยังเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับสโมสร ด้วยการขายผู้เล่นดาวรุ่งที่ปั้นขึ้นมา หรือเรียกค่ายืมนักฟุตบอล ที่ต้นสังกัดสามารถเรียกเก็บจากทีมที่มีความประสงค์จะยืมตัวก็เป็นได้

แต่สัจธรรมข้อหนึ่งที่ สโมสรไทยได้เรียนรู้จากการทำอคาเดมีที่เหมือนๆกันทั่วโลกก็คือ ปริมาณผู้เล่น ย่อมมีมากกว่าคุณภาพผู้เล่นเสมอ

โอเคล่ะ...การมีอคาเดมีช่วยให้ สโมสรมีนักฟุตบอลเยาวชนในมือมากจำนวนหนึ่ง แต่ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ในทุกๆปีของไทยลีก รวมถึงแนวทางของแต่ละสโมสรที่แตกต่างกันออกไป ความสามารถของนักเตะเยาวชนที่ไม่เท่ากัน ล้วนมีส่วนทำให้ นักฟุตบอลเยาวชนที่สร้างมาบางส่วน ไม่สามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ ทางออกของ สโมสรที่ทำอคาเดมีในไทย ก็คือ การหาทีมพันธมิตร หรือสโมสรลูก เพื่อปล่อยนักฟุตบอลเยาวชนในอคาเดมี ให้มีพื้นที่ลงเล่น

ยกตัวอย่าง ชลบุรี เอฟซี ที่มี ศรีราชาฯ, พัทยาฯ เป็นทีมที่สามารถส่งนักเตะเยาวชนไปเล่นได้, บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่มี บีจีซี ขอนแก่น, บีอีซี เทโรศาสน (ในอดีต) กับ อาร์แบค และ บีซีซีเอฟซี , เมืองทอง กับ นครนายก ศุลกากร พัทยา อุดรฯ, บุรีรัมย์ กับ สุรินทร์, พิจิตร เป็นต้น

แม้ในฤดูกาล 2017 สโมสรในไทยลีก จะมีทีมสำรองขึ้น แต่ลักษณะของการปล่อยนักฟุตบอลเยาวชน ไปให้ทีมพันธมิตร ยังคงมีอยู่ เนื่องจากทีมสำรองที่ลงแข่งขันใน ไทยลีก 4 ยังไม่ค่อยตอบโจทย์กับ สโมสรสักเท่าไหร่ ในเมื่อมีทางเลือกที่จะส่งนักเตะไปเล่นลีกที่ดีกว่า เช่น ทีมในไทยลีก 2 หรือทีมในไทยลีกด้วยกัน

แน่นอนว่าการปล่อย นักเตะดาวรุ่ง ที่ยังไม่ได้คิดจะใช้งาน ไปให้มีสนามลงเล่น ย่อมดีกว่า การเอามานั่งสำรองในทีมชุดใหญ่ แบบไม่มีเกม

แต่ในแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับผลที่ว่า การปล่อยยืมตัวนานๆ ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่าง เด็กที่โตในอคาเดมี กับทีมชุดใหญ่ เพราะความสัมพันธ์ ความต่อเนื่องหายไป พอมาได้โอกาสมาเล่น ให้ทีมชุดใหญ่ ความรู้สึกอาจไม่เหมือนกับเด็กทีถูกหยิบจับขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่

ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลผลิตที่สร้างมา ไม่ได้ตรงกับความต้องการของทีมชุดใหญ่ เช่น เด็กคนหนึ่งเล่นตำแหน่ง ศูนย์หน้าตัวเป้า มาโดยตลอดในอคาเดมี พอมีโอกาสดันขึ้นชุดใหญ่ ก็ถูกถ่างออกไปเป็น ปีก เนื่องจากมีรูปร่างเล็ก แต่มีความคล่องตัว และไม่สามารถเบียดตำแหน่งกับ กองหน้าต่างชาติ ได้ ก็อาจทำให้เด็กคนนั้นไม่สามารถแสดงศัยกภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ หรือปรับตัวกับบอลอาชีพไม่ได้

อีกส่วนก็คงดูไปที่ว่า โค้ชและสโมสรนั้นๆ มีนโยบายที่จะผลักดันดาวรุ่งหรือเปล่าในช่วงเวลานั้นๆ ยกตัวอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ในปี 2016 พวกเขาต้องการสร้างทีมด้วยการดึงซูเปอร์สตาร์ทีมชาติไทย มาอยู่ในทีมให้ได้มากสุด จนทำให้ดาวรุ่งชุดที่คว้าแชมป์โค้กคัพ 2 สมัยติด ต้องกระจัดกระจาย ไปอยู่สโมสรต่างๆ เช่น สิงห์ เชียงรายฯ, พัทยา ยูไนเต็ด  

อย่างในรายของ มาโน โพลกิ้ง เฮดโค้ชทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ค่อนข้างชัดเจนว่า เจ้าตัวไม่ค่อยนิยมที่จะใช้งานผู้เล่ยดาวรุ่งอคาเดมีสโมสรสักเท่าไหร่นัก และดูจะเชื่อใจนักเตะลูกครึ่ง กับพวกนักเตะที่ซื้อมามากกว่า

โดยในช่วงเลกสอง ฤดูกาล 2018 แข้งเทพ เหลือนักเตะในอคาเดมีอยู่ในทีมชุดใหญ่ แค่ 2-3 รายเท่านั้น ที่แทบจะไม่ถูกใช้งานในลีกเลย ยกเว้นบอลถ้วยเป็นบางนัด

ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นๆ ที่พอจะมีลุ้นเบียดขึ้นทีมชุดใหญ่ อย่างเช่น วิศรุต อิ่มอุระ, เจษฏากร ขาวงาม, จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ต่างถูกปล่อยตัวให้สโมสรอื่น ยืมไปใช้งาน

นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการรักษาสมดุลของทีมชุดใหญ่ กับผลผลิตเยาวชน ตั้งแต่รากจนถึงยอดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แถมยังต้องอาศัยการอดทนอย่างสูง และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า เม็ดเงินที่เสียหลายล้านต่อปี จะได้ผลตอบแทนคืนมาเท่าไหร่

“เราใช้งบประมาณในการทำอคาเดมี ตกปีละ 30-40 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหนึ่งคนเราใช้เงินไม่ต่ำกว่า 350,000 บาท ต่อปี ต่อหัว”

“แต่ไม่ได้หมายความว่า ในนักเตะเยาวชน 200 คน ที่เราลงทุนไปทุกๆปี เราจะได้ผลผลิตกลับมาทั้งหมด ปีๆหนึ่ง ออกดอกผล 1-2 คนก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เพราะบางปีเราก็ไม่ได้อะไรเลย” หนึ่งในคำสัมภาษณ์ของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผ่าน โกล ประเทศไทย ที่พูดถึงค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการทำอคาเดมีแต่ละปี

 

ผลที่มาจากหว่านพืช

อีกส่วนสำคัญที่ทำให้ หลายๆสโมสรในไทย ลงมือทำอคาเดมีของตัวเองมากขึ้นนั้น มาจากการที่ เอเอฟซี นำเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในเกณฑ์บังคับ การพิจารณาคลับ ไลเซนซิง ของทีมไทยลีก ตั้งแต่ปี  2013 เป็นต้นมา

ถ้านับถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูกาลที่ 6 แล้ว ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่าน น่าจะพอเห็นกันอยู่ว่า สโมสรไหนทำจริงจัง สโมสรไหนทำแค่ให้พอผ่านเกณฑ์


Photo : Facebook : Buriram United

อย่างไรก็ดี ต่อให้จะจริงจังหรือไม่จริงจัง การอุบัติขึ้นมา ของ อคาเดมีฟุตบอลในสโมสรอาชีพทั่วฟ้าเมืองไทย ย่อมมีเอฟเฟกต์ที่เป็นบวกมากกว่าลบ ต่อวงการฟุตบอลไทย ในภาพรวมอยู่แล้ว

เอฟเฟกต์บวกที่ตามมาก็คือ ถึงแม้ผู้เล่นส่วนมากที่สโมสรปั้นมา จะไม่ได้ไปต่อในทีมชุดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความหมายว่า พวกเขาจะเลิกเล่นฟุตบอลไปเลย ทรัพยากรเลือดใหม่เหล่านี้ ก็ยังวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมฟุตบอลไทย อาจจะขยับขยายตัวเอง จากทีมหัวตาราง ไปเล่นทีมกลางตาราราง ไปเล่นลีกรองบ้างตามฝีเท้า

ผลที่ตามมาก็คือ นักฟุตบอลรุ่นใหม่จำนวนหลักร้อยต่อปี จะเข้ามาผลัดใบให้ นักฟุตบอลรุ่นเก่าหลายคน ที่ปรับตัวไม่ได้ ต้องรีไทร์เลิกเล่นไวขึ้น และปรับคุณภาพของลีกให้เป็นไปตามจริง

ด้วยเหตุผลที่ นักเตะรุ่นใหม่ มีฐานเดือนที่ไม่ได้สูงมากนัก แถมยังเปี่ยมไปได้ด้วยพละกำลัง และความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฟุตบอลอย่างเป็นมืออาชีพ มาตั้งแต่เด็ก จนทักษะ ความสามารถไล่ทันพวกที่อายุมาก เคยมีชื่อเสียง เคยมีประสบการณ์ แต่มีเงินเดือนที่สูง

แน่นอนว่าถ้าต้องเลือกระหว่าง คนหนุ่มที่เงินเดือนถูกกว่า สดกว่า กับคนอายุมากที่เก๋ากว่า แต่เงินเดือนแพงกว่า เรี่ยวแรงถดถอย สโมสรส่วยใหญ่ ก็ย่อมต้องมอง ฟุตบอลด้วยความเป็นจริง และเลือกลงทุนกับเด็กหนุ่มมากกว่า

ส่วนสโมสรที่สามารถผลิตนักฟุตบอลดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานได้เอง นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อนักฟุตบอล หรือจ้างนักเตะจากต่างทีมแล้ว

เด็กๆปลุกปั้นมาเอง ยังมีความรู้ ความเข้าใจ และความจงรักภักดีกับสโมสรเป็นอย่างดี อย่างเช่น ชลบุรี เอฟซี ที่ปัจจุบันในฤดูกาล 2018 มีนักเตะจากอคาเดมีรุ่นแรกที่สโมสรมาทำเองเต็มรูปแบบ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักแล้วถึง 4 ราย

เมื่อมองในภาพกว้างระดับชาติ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลงานของทีมชาติไทย ในรุ่นอายุต่างๆ คือกระจกสะท้อนว่า ผลผลิตจากอคาเดมีของสโมสรต่างๆ ในบ้านเรา แท้จริงแล้วมีคุณภาพแค่ไหนในการแข่งขันระดับสากล

เพราะผลงานของทีมชาติไทย มันถูกผูกถูกติดกับ เจเนอเรชั่นของนักฟุตบอล และฝีมือของผู้ฝึกสอนเสมอ

ยกตัวอย่าง ทีมชาติไทย ยุค เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ได้รับอานิสงค์มาจากการที่ช่วงเวลานั้นๆ สโมสรต่างๆ ได้ผลักดันนักฟุตบอลเยาวชนให้ลงเล่นในไทยลีกมากขึ้น ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี

และได้เกาะกลุ่มเจเนอเรชั่นนี้มาด้วยกัน ตั้งแต่การเล่นทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ภายใต้การคุมทีมของ สมชาย ชวยบุญชุม จนมาถึงทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่กลับมากวาดแชมป์สำเร็จในระดับอาเซียนได้อีกครั้ง ในช่วงปี 2013-2016

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเกี่ยวกับเข้าใจกับผลงานทีมชาติ ก็คือ เจเนอเรชั่นนักฟุตบอลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้สามารถควบคุมให้ผลิตออกมาเหมือนกันทุกรุ่นได้  ซึ่งก็เป็นปัญหาแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นทีมชาติทั่วโลก

วันหนึ่ง ทีมชาตินี้อาจจะพุ่งขึ้นมาประสบความสำเร็จ แต่พอผ่านมาอีกรุ่น ก็มีสิทธิ์ที่ ทีมชาติดังกล่าว จะไม่สามารถทำได้เหมือนกับรุ่นที่แล้ว หรือบางครั้ง รุ่นใหม่ อาจทำได้ดีกว่ารุ่นเก่า ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ไม่ได้มีความแน่นอนเสมอไปขนาดนั้น ในทีมชาติ

เช่นกันกับ ผู้ฝึกสอนทีมชาติ ที่จะเป็นผู้หยิบจับทรัพยากรที่สโมสรผลิตมา ก็เรื่องที่ไม่สามารถบอกได้ว่า ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุด มีเพียง ผลงาน และพัฒนาการเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น

ขณะเดียวกัน ลีกอาชีพ ก็ต้องดำเนินไปตามแนวทางของธุรกิจฟุตบอล และปฏิบัติให้เป็นสากล ซึ่งแน่นอนว่าการหยุดลีก พักเบรกบ่อยๆ ย่อมไม่ใช่วิถีปฏิบัติ ของชาติชั้นนำทั้งเอเชีย และลีกชั้นนำของโลก

นั่นเป็นเรื่องที่ สโมสรและทีมชาติต้องเรียนรู้ร่วมกัน ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กๆ ที่สโมสร สร้างมามีคุณภาพในระดับสากล เพราะด้วยระบบการแข่งขันลีกในปัจจุบัน ที่เป็นอาชีพเต็มตัว คงไม่สามารถนำนักฟุตบอลไปเก็บตัวนานๆ หลายเดือน ได้เหมือนทีมชาติไทยยุคก่อน สมัยที่ยังไม่มีลีกอาชีพ


Photo : Facebook : ช้างศึก

“อคาเดมีสโมสร” จึงไม่ใช่แค่สถานที่ฝึกนักเตะเพื่อสโมสรตัวเองเพียงเดียว แต่ทุกทีมยังต้องทำหน้าที่เปรียบเสมือน  รากฐานในการผลิตนักเตะสู่ทีมชาติด้วย ผ่านรูปแบบการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่างๆ และลีกอาชีพ

10 ปีที่ผ่านมา อคาเดมีไทยลีก จึงเป็น 10 ปีแห่งการเรียนรู้ การลองผิดลองถูก มีโมเดลที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว แต่ในความผิดพลาด ความไม่สมบูรณ์แบบ ก็ถือเป็นย่างก้าวที่จะได้เรียนรู้ เข้าใจการพัฒนาเยาวชนอย่างถ่องแท้มากขึ้น และเป็นเข็มทิศนำทางให้สโมสรต่างๆ ได้เดินรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเดินต่อไปในทางไหน

เพราะสุดท้ายต่อให้ เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตขึ้นมาได้จะดีแค่ไหน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต ดินไม่ดี เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็คงไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่อย่างควรเป็น… ถ้าฟุตบอลไทย หว่านพืชไปเช่นใด ก็ย่อมได้ผลกลับมา เช่นนั้น



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง