On The Main Stand

อันเดอร์พยายามเพื่ออะไร? : มองระบบเมมเบอร์ BNK48 ผ่านมุมมองของทีมฟุตบอล



ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร แต่ทำไมไอดอลบางคนถึงเป็นได้แค่ “อันเดอร์เกิร์ล” หากมองระบบเมมเบอร์ของวงตระกูล 48 Group ผ่านมุมมองของทีมฟุตบอล เราจะเห็นวรรณะชนชั้นอะไรบ้างในวง?


 

...การปรากฏตัวภายในสนามฟุตบอล ราชมังคลากีฬาสถาน ของวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 ต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นชีวิต ถือเป็นสิ่งที่ตอกย้ำ ให้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพวกเธอตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ ซิงเกิลที่ 2 คุ๊กกี้เสี่ยงทาย (Koisuru Fortune Cookies) ได้กลายเป็นกระแสฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง  BNK48 ก็ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็น อีเวนท์, งานจ้างต่างๆ, คอนเสิร์ต, โฆษณา, ละคร, แมกกาซีน, โชเซียลมีเดีย, รายการทีวี, ภาพยนตร์ ฯลฯ

จนอาจจะกล่าวได้ว่า BNK48 ได้ขยับตัวเองขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งวงดนตรียอดนิยมแถวหน้าของประเทศไทยไปแล้ว


Photo : Facebook : BNK48

ด้านหนึ่งของแสงสปอตไลท์ฉายให้เห็นว่า BNK48 ประสบความสำเร็จอย่างมากในไทย ทั้ง รายได้ และกระแสความนิยม แต่ด้านตรงข้างกันข้ามของแสง ก็คือ เงา ของ สมาชิกวงที่ อาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ตามหน้าสื่อ, ไม่ได้อยู่บนเวที และถูกว่าจ้างงาน น้อยกว่าเมมเบอร์ที่ได้รับการเลือกในแต่ละซิงเกิลหลัก ที่มีความนิยมสูงกว่า

ด้วยรูปแบบโมเดลธุรกิจ และระบบ ที่ไม่เหมือนกับวงดนตรีทั่วไป จึงทำให้ 48 Group ยืนระยะความสำเร็จในญี่ปุ่นมากกว่า 1 ทศวรรษ

ที่น่าสนใจก็คือ บรรดาวงในตระกูล 48 ทั้ง 11 วง ล้วนมีรูปแบบการคัดเลือก บริหารจัดการ เมมเบอร์ คล้ายคลึงกับสโมสรฟุตบอล ที่ไม่มีใครได้รับการการันตีตัวจริงเสมอไป และทุกคนต่างต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงโอกาสที่จะได้อยู่บทเพลง

จึงทำให้ วรรณะ ที่แบ่งความเป็น “ตัวท็อป” และ “อันเดอร์” ของวงดนตรีเด็กสาวข้างบ้าน BNK48 จึงเริ่มค่อยๆเห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของวง ไม่เว้นแม้แต่วงที่เพิ่งเดบิวต์มาได้ 1 ปี อย่าง แบงค็อก โฟร์ตี้เอต

 

ซิงเกิลที่ 1 : เซ็นบัตสึ ไม่มีที่ว่างสำหรับตัวสำรอง

ไม่ว่า “อากิพี” อากิโมโตะ ยาสุชิ ผู้ก่อตั้ง 48 Group จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้รูปแบบการบริหารวงไอดอลแบบนี้ เป็นเหมือนทีมฟุตบอล? แต่ที่แน่ๆ ระบบที่เขาสร้าง ได้สร้างแรงปรากฏการณ์ และแรงสั่นสะเทือนต่อวงการเพลง จากไอเดียของเขานี่เอง


Photo : idolsuki.rvlvr.co

อย่างที่ทราบดีว่า BNK48 เป็นวงดนตรีน้องสาวมาจากวงพี่อย่าง AKB48 (อากิฮาบาระ โฟร์ตี้เอต) ซึ่งที่ผ่านมา วงดนตรีประเภทเกิร์ลกรุ๊ปในเมืองไทย ก็มีให้เห็นกันผ่านตากันอยู่ตลอด ตั้งแต่ยุค สาวสาวสาว, ยุคจากแกรมมี, ยุคค่ายคามิคาเซ หรืออย่างยุคหลังที่มีรูปแบบ แนวเพลง การจัดกิจกรรมต่างๆ คล้ายๆกับวงไอดอลจากญี่ปุ่นอย่าง Siamese Kittenz ออกมาก่อนหน้า BNK48

แต่ทั้งหมดที่เคยมีต่างมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ตรงที่สมาชิกวง จะมีเท่าเดิม (ยกเว้นกรณีที่ลาออกแล้วมีคนมาแทน) และจะได้ปรากฏตามซิงเกิล หน้าสื่อ เหมือนกับทุกคนในวง

จนกระทั่ง 48 Group ขยายสาขาออกมาเปิดประเทศไทยในชื่อวง BNK48 นั่นจึงทำให้คนทั่วไปที่อาจจะไม่เคยติดตามวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป ได้รู้จักคำว่า “การประกาศเซ็นบัตสึ”

“ ทีมฟุตบอลกับวงไอดอล มันก็คล้ายๆกันแหละ ตรงที่แต่ละทีม มันจะมีช่วงที่รุ่งเรือง ตกต่ำ และช่วงที่กลับมาฟื้นอีกครั้ง” พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ เจ้าของนามปากกา RicchanSama นักเขียนผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมไอดอลจากเว็บ GM Live Online กล่าวเริ่ม

“ผมโชคดีด้วยที่ตามดูวง AKB48 มาเป็น 10 ปี เห็นตั้งแต่ตอนที่ วง ยังไม่ได้ถึงจุดพีค ล้มๆลุกๆในตอนแรก จนมาถึงยุคทองของวง ประมาณปี 2009-2012 ที่ไม่ว่าจะออกอะไรก็ฮิตหมด จากนั้นวงก็ทรุดๆไปบ้าง ตอนนี้ผมว่ากระแสของวงมันทรงตัวแล้วละ”

“สิ่งที่ทำให้ AKB48 ประสบความสำเร็จในช่วงยุคทอง ต้องเล่าว่า วงประเภทไอดอล มันเคยบูมมาแล้วในช่วงยุค 80’s ก่อนจะเงียบไปตอน 90s แล้วก็ค่อยๆกลับมา ในยุคมิลเลียนเนียม ตอนนั้นก็มี Morning Musume, Berryz Kobo ที่ได้รับความนิยมอยู่บ้าง”

“แต่ความแตกต่างของวงพวกนี้กับ AKB48 ก็คือเรื่องของ แฟลตฟอร์ม ที่มีการนำเอารุ่นเข้ามาใช้ จนทำให้วงมีสมาชิกเยอะขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนต้องแข่งขันเพื่อโอกาสในการติดเซ็นบัตสึ อะไรแบบนี้”

เซ็นบัตสึ (Senbutsu) เปรียบได้ดั่งผู้เล่นที่จะได้ลงสนาม ที่จะมีโควต้าจำกัดแค่ 11 ตัวจริง และ 3 ตัวสำรองเท่านั้น ในแต่ละเกมของฟุตบอล เช่นเดียวกัน เซ็นบัตสึ ในแต่ละซิงเกิล จะที่มีจำนวนโควต้า 16 ที่นั่ง ในทุกๆเพลง จะมีเลือกใหม่ทุกครั้งว่าใครจะได้เป็น 16 เซ็นบัตสึ และได้รับเลือกในตำแหน่ง “เซ็นเตอร์”

ระบบนี้ทำให้ วงในตระกูล 48 แตกต่างจากทุกวงเกิร์ลกรุ๊ปวงอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้น เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า เมมเบอร์คนไหนจะได้ ติดเซ็นบัตสึ หรือได้เป็น เซ็นเตอร์ของเพลงนั้นๆ แถมยังมีการเปิดรับให้มีรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในวงเสมอ จน AKB48 ได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุคว่าเป็น วงดนตรีป๊อปที่มีสมาชิกเยอะที่สุดในโลก  และขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ


Photo : Facebook : BNK48

เมื่อวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปจากเมือง อากิฮาบาระ เดินทางมาถึงประเทศไทย BNK48 ก็เริ่มโชว์เห็นถึงความแตกต่าง กฏกติกา ต่างๆ ที่ไม่เหมือนกับวงป๊อปแบนด์ผู้หญิง ที่เคยมีมาก่อนในไทย

ไม่ว่าจะเป็น การเลือกแบบเซ็นบัตสึ, กฏในการห้ามจับมือ ห้ามถ่ายรูป ห้ามแจกลายเซ็น ห้ามมีแฟน ที่ต้องการสงวนเมมเบอร์เหล่านี้ ไว้สำหรับแฟนคลับตัวจริง ที่จะทำเช่นนี้ ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า และเข้าร่วมอีเวนต์ต่างๆ ที่ทางบริษัทจัดขึ้น และตามคอนเซปท์ที่ อากิพี ตั้งไว้คือ “ไอดอลที่คุณสามารถพบเจอได้”

ความสัมพันธ์ของแฟนคลับ กับเมมเบอร์ ของวงจึงมีความเหนียวแน่น และจงรักภักดีค่อนข้างสูง เนื่องจากได้มีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ ได้พูดคุย ได้จับมือ ได้ส่งกำลังใจให้กันและกัน ทำให้แฟนคลับเกิดความใกล้ชิดกับเมมเบอร์มากกว่า วงเกิร์ลกรุ๊ปที่เคยมีมาก่อนหน้านี้

ถ้ามองในแง่ของการตลาด การที่ เมมเบอร์ ไม่สามารถถ่ายรูป แจกลายเซ็น จับมือกับใครได้ ยิ่งเป็นการสร้างมูลค่ากับสินค้ามากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นจากรูปที่มีลายเซ็นไอดอลคนดังๆ มีการประมูลกันถึงหลักแสนก็มีมาแล้ว

ขณะเดียวกัน การฝึกซ้อมของเหล่าไอดอล ยังมีรูปแบบคล้ายๆ กับทีมฟุตบอล ที่ทั้งตัวจริงและสำรอง จะได้ฝึกซ้อมในสนามเดียวกัน

ยกตัวอย่าง BNK48 เมมเบอร์รุ่นแรกทุกคน จะเริ่มต้นในสถานะเดียวกันคือการเป็น เค็งคิวเซย์ (Kenkyuuseii) หรือ สมาชิกฝึกหัด โดยที่ ทุกคน จะได้รับฝึกซ้อมร้อง เต้น เหมือนๆ กัน ในสถานที่เดียวกัน แบบเดียวกันในทุกวัน

แต่ไม่มีทางรู้เลยว่า ตัวเอง จะติดหรือไม่ติด ในแต่ละซิงเกิล จนกว่าจะมี การประกาศผลเซ็นบัตสึ (Senbatsu Member Annoucement) ที่จะไม่มีการแจ้งล่วงหน้าให้สมาชิกทราบ ก่อนที่วงจะคัดเอาสมาชิกบางส่วนไปตั้งทีมแยก เช่น BNK48 จะมีการตั้งทีม B III (บี ทรี)

ส่วนคนที่ไม่ถูกเลือกก็มีสถานะเป็น เค็งคิวเซย์ ต่อไป ซึ่งเป็นสถานะเดียวกับรุ่นสองที่ผ่านการทดสอบฝีเท้าเข้ามาในวง และเริ่มต้นด้วยการเป็น เค็งคิวเซย์ จนกว่าจะมีประกาศตั้งทีมใหม่

เซ็นบัตสึ จึงเป็นการเลือก “คนส่วนน้อย” ในวงดนตรีที่มีสมาชิกงอกเงยขึ้นทุกปี ในการเป็น 1 ใน 16 เมมเบอร์ หรือเป็น 1 ในเซ็นเตอร์ของแต่ละเพลง

เพราะไม่ว่าคุณจะฝึกซ้อมหนักหนาสาหัสแค่ไหน แต่ถ้าคณไม่ถูกเลือกให้ไปโชว์ความสามารถบนสเตจ หรือโค้ชไม่ส่งลงเล่นในสนามฟุตบอลจริง สิ่งที่ฝึกมาแทบตายก็จะไม่มีประโยชน์เลย...

และความโหดร้ายของระบบนี้ก็คือ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะได้รับการการันตีตัวจริงโอกาสเสมอไป เหมือนกับวงเกิร์ลกรุ๊ปทั่วไปที่ไม่มีระบบการเลือกสมาชิก แบบเซ็นบัตสึ

 

ซิงเกิลที่ 2 : วรรรณะและแรงขับจากการแข่งขัน

จะได้เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่ทีมฟุตบอลอยู่ได้ นอกเหนือจากถ้วยรางวัล ความสำเร็จ รายได้แล้ว ก็คือสถานะของทีมฟุตบอล ที่ไม่ได้ผูกติดกับ นักกีฬาคนใดคนหนึ่ง

หากเปรียบกับวงเกิร์ลกรุ๊ป แน่นอนว่า ด้วยความเป็นมนุษย์ คงไม่มีใครสามารถรักษาความสาว ความสดใส ไว้ได้เป็นอมตะ จุดจบของหลายๆ วงป๊อปหญิงในไทย จึงมาจากที่เมื่อเวลาผ่านไป สาวๆ พวกนี้เริ่มอายุมากขึ้น ความนิยมยอดลง ยอดขายตก สุดท้ายค่ายก็หันไปสร้างวงใหม่มาแทน เพื่อรักษาตลาดตรงนี้ไว้


Photo : Facebook : BNK48

แต่กับวงในตระกูล 48 นอกจากจะเซ็ทระบบที่คล้ายๆ กับทีมกีฬาทีมหนึ่งแล้ว พวกเขายังทำให้แบรนด์ของตัวเองกลายเป็น สโมสร ด้วย ที่มีทั้งคนเข้ามาใหม่ และคนที่เดินจากไป (การประกาศจบการศึกษา) หมุนเวียนกันอยู่ตลอด และไม่ได้ล่มสลายเพียงเพราะสมาชิกรุ่นแรกโบกมือลาทีม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบเมมเบอร์ 48 จึงถูกเซ็ทมาเพื่อให้เกิดการแข่งขันภายในทีม เพราะอย่างที่เห็นว่า สโมสรฟุตบอล หรือทีมชาติที่ประสบความสำเร็จ ในระดับรายการใหญ่ๆ ถ้าไล่เรียงดูรายชื่อผู้เล่นก็จะพบว่า ทีมเหล่านี้ ล้วนมีการแข่งขันในทีมสูงทั้งสิ้น ชนิดที่ว่าทุกตำแหน่งมีคนพร้อมที่ขับเคี่ยวแย่งชิงตัวจริงได้กันหมด

ขณะที่หลายทีมที่ไม่ประสบความสำเร็จในด้านฟุตบอล หากดูไปที่ขุมกำลังก็จะพบว่า บางทีมมีปัญหาตรงที่ ผู้เล่นตัวจริงและสำรอง มีความเหลื่อมล้ำทางฝีเท้ามากเกินไป ทำให้บางครั้งเกิดการผูกขาด และไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เล่นภายในทีมได้

ความโหดร้ายของระบบเซ็มบัตสึ ส่งผลให้เมมเบอร์ทุกคนต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ใช่ว่าการที่คุณถูกเลือกในซิงเกิลนี้ จะหมายความว่าในซิงเกิลต่อไป จะมีชื่อคุณอยู่ในเพลงนั้นเสมอ

ยกตัวอย่าง น้ำหอม - คริสติน ลาร์เซน อดีตสมาชิกวง BNK48 รุ่น 1 เธอได้รับโอกาสติด เซ็นบัตสึ ตั้งแต่ซิงเกิลแรกอย่าง Aitakatta! (อยากจะได้พบเธอ) และเพลงรอง "Oogoe Diamond (ก็ชอบให้รู้ว่าชอบ)" และ 365 Nichi no Kamihikouki (365 วันกับเครื่องบินกระดาษ)"  รุ่นเดียวกับเหล่าเมมเบอร์ที่ได้รับความนิยมสูงในตอนนี้อย่าง เฌอปราง, ปัญ, เนย, มิวสิค, เจนนิษฐ์ ฯลฯ

ทว่าเธอกลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ทั้งในโชเซียลมีเดียต่างๆ หรือตามอีเวนท์ต่างๆที่ทางค่ายจัด  จึงทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอไม่ได้ถูกรับเลือกให้กลับมาติด เซ็นบัตสึ อีกเลย และต้องอยู่ในสถานะ “อันเดอร์เกิร์ล” ของวง จนท้ายที่สุดเธอประกาศจบการศึกษาไป

เมมเบอร์ที่ได้รับความนิยม คงเปรียบเทียบได้เท่ากับ ผู้เล่นตัวหลัก (Key Man) ในทางฟุตบอล ที่โค้ชและสโมสร มักจะให้ความเชื่อใจในการลงสนาม แม้ว่าบางครั้งพวกเขาอาจจะมีหลุดฟอร์มไปบ้าง แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจกว่าพวกตัวสำรอง ที่หากเปรียบกับในวงไอดอล ก็คงจะเป็นพวกอันเดอร์เกิร์ล ที่น้อยคนเท่านั้น จะสามารถก้าวกระโดดขึ้นมาได้

ดังจะเห็นได้จากสมาชิกเซ็มบัตสึของ 4 ซิงเกิลหลักวง BNK48 ที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเซ็นเตอร์ของเพลง และคนที่ถูกเลือกน้อยมาก  ตามข้อมูลดังนี้

ซิงเกิลที่ 1 Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ)

มิวสิค (เซ็นเตอร์), เฌอปราง, แคน, จ๋า, แจน, เจนนิษฐ์, แก้ว, ไข่มุก, มิโอริ, น้ำหอม, น้ำหนึ่ง, เนย, อร, ปัญ, ซัทจัง, ตาวาน

ซิงเกิลที่ 2 "Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย)"

โมบายล์ (เซ็นเตอร์) เฌอปราง, รินะ, แจน, เจนนิษฐ์,แก้ว, ไข่มุก, มิโอริ, มิวสิค, น้ำหนึ่ง, เนย, อร, ปัญ, ปูเป้, ซัทจัง, ตาหวาน

ซิงเกิลที่ 3 Shonichi วันแรก

เนย, มิวสิค (เซ็นเตอร์), เฌอปราง, จ๋า, เจน, เจนนิษฐ์, แก้ว, ไข่มุก, ก่อน, โมบายล์, น้ำหนึ่ง, เนย, อร, ปัญ, ปูเป้, ซัทจัง, ตาหวาน

ซิงเกิลที่ 4 Kimi wa Melody (เธอคือ...เมโลดี้)

เนย (เซ็นเตอร์), เฌอปราง, จ๋า, เจน, เจนนิษฐ์, แก้ว, ไข่มุก, มายด์, โมบายล์, มิวสิค, น้ำหนึ่ง, อร, ปัญ, ปูเป้, ซัทจัง, ตาหวาน, ออม, เค้ก, ฝ้าย, มินมิน, ผักขม

โดยมีเพจหนึ่งได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบัน BNK48 จะมีผู้เล่นตัวหลักตามโควตาเซ็นบัตสึ ที่แบ่งได้ตามระบบ 5-4-3 ประกอบด้วย กลุ่มชราไลน์ 5 คน (เนย น้ำหนึ่ง อร แก้ว ตาหวาน) จตุรเทพ 4 คน (เจนนิษฐ์ เฌอปราง ปัญ มิวสิค) และแก๊งฮาราจุโก๋ 3 คน (โมบายล์ ไข่มุก ปูเป้) ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก 12 คนนี้ แค่ 1-2 คนเท่านั้นในแต่ละซิงเกิล แต่หลายคนก็คาดการณ์ว่า ทางค่ายจะตรึงเมมเบอร์โควตานี้ ไว้จนกว่าจะประกาศจบการศึกษา หรือกระแสใครตกไปมาก

ความสัมพันธ์ของสมาชิกทั้งหมด จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ย้อนแยงกัน คล้ายๆกับฟุตบอลที่ว่า ทุกคนต้องเอาชนะเพื่อนๆภายในวง แต่ขณะเดียวกันพวกเธอก็ต้องรักษาสถานะความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความเป็นเพื่อนร่วมวง ที่ต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน ช่วยเหลือกัน แบบเดียวกับทีมฟุตบอล

“มันจึงเป็นความสัมพันธ์แบบ  Love-hate relationship ก็คือทั้งรักและทั้งชัง ถ้าเราดู Speech ของคนแพ้ในการเลือกตั้ง AKB48 เขาจะพูดเลยว่า ฉันจะเอาเธอลงมาให้ได้ เราก็เลยรู้สึกว่า โอโห้ ระบบนี้มันทำให้สมาชิกต้องห่ำหั่นกันขนาดนี้เลยเหรอ”

“คือไม่ได้หมายความเอาหมุดไปแอบใส่รองเท้า หรือดักตบนะ แต่จะพยายามทำให้ตัวเเองได้รับความนิยมขึ้น เพื่อจุดหมายเดียวกันคือการทำให้ วงพัฒนาต่อไปข้างหน้า”

“ใครจะไปรู้ว่าการที่คน 30-40 กว่าชีวิตต้องมาอยู่ในวงดนตรีเดียวกัน ทุกคนจะรักกันดีหมด เหมือนตอนออกสื่อ มันก็อาจจะมีบางคนที่รู้สึกไม่ชอบนิสัย ไม่ชอบเพื่อนบางคนก็ได้ แต่สุดท้ายคำว่า “มืออาชีพ” มันทำให้พวกเขาต้องทำงานร่วมกัน ต้องแสดงบนเวทีให้ดีที่สุด ก็เหมือนกับ แอนดี้ โคล กับ เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม นอกสนามมันไม่ถูกกันนะ ไม่คุยกันเลย เกลียดขี้หน้ากันด้วยซ้ำ แต่พออยู่ในสนาม แม่งโคตรเข้าขากันเลย” Ricchansama เปรียบเทียบให้เห็นภาพความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ของวงตระกูล 48

แม้แต่เมมเบอร์ที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง มิวสิค - แพรวา สุธรรมพงษ์ ก็ยังเคยพูดว่า ความสัมพันธ์ของเธอกับ เฌอปราง อารีย์กุล (กัปตันทีม) เป็นในรูปแบบ ทั้งรักและทั้งชัง เพราะเธอให้ความเคารพและชื่นชมในตัวรุ่นพี่คนนี้ แต่ก็มีความชัง ที่ตัวเองยังไม่สามารถก้าวข้ามรุ่นพี่คนนี้ได้

แรงขับจากการแข่งขันภายในทีมนี่เอง คือสิ่งที่ทำให้ เมมเบอร์และนักฟุตบอล ต้องพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา และปรับตัวให้อยู่กับระบบให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งที่น่ากลัวสุดของการแข่งขัน ไม่ใช่การเป็นผู้เล่นสำรอง หรือเค็งคิวเซย์ แต่หมายถึงการเป็นคนที่ไม่ถูกจดจำของแฟนๆมากกว่า ที่ทำให้ เมมเบอร์หลายคน ต้องจบการศึกษาไป

เมมเบอร์ที่เป็นเด็กใหม่ และอันเดอร์เกิร์ล จึงต้องพยายามเพื่อเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงกับรุ่นพี่ตัวหลักก่อนหน้านี้ให้ได้ ในการติดเซ็นบัตสึ ขณะเดียวกันเมมเบอร์ที่มีความนิยมระดับกลาง รวมถึงพวกที่ได้รับความนิยมสูง ก็ต้องพยายามฉีกหนี และรักษาเรตติ้งนี่ไว้ เพื่อไม่ให้ถูกอันเดอร์แซง

นอกจากนี้ อากิพี ยังได้ทำให้การแข่งขันมันยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก เมื่อได้ไปร่วมก่อตั้งวงตระกูล 46 ที่มีภาพลักษณ์ฉีกออกไปจาก วงในตระกูล 48 ที่จะดูเป็นคุณหนูเริ่ดหรูมากกว่าเด็กสาวข้างบ้าน พร้อมกับยกให้เป็น คู่แข่งอย่างเป็นทางการของ 48 และทำให้ทั้งสองตระกูลต้องขับเคี่ยวกันในตลาดตรงนี้

อาจจะเป็นเพราะแรงขับนี่เองจึงทำให้ ทั้ง มิวสิค และ เฌอปราง ต่างกลายเป็นสองสมาชิกที่มีความนิยมสูงของวง BNK48 คนหนึ่งเป็นตัวแทนของความเฟอร์เฟค อีกคนหนึ่งเป็นตัวแทนของคนที่เป็นไอดอลเต็มตัว โดยในงานเลือกตั้งเซ็นบัตสึโลก ครั้งที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้รับการโหวตให้ติดอันดับ 72 และอันดับ 39

ระบบการที่ไม่มีผู้เล่นตัวหลักตายตัว ชนชั้นที่เกิดจากความนิยม และการทำงานเป็นทีม คือสิ่งที่ผลักดันให้วงตระกูล 48 กลายเป็นวงไอดอลที่มีรูปแบบน่าสนใจ น่าติดตาม

ยิ่งถ้าคุณมีเมมเบอร์ในดวงใจแล้ว คุณย่อมอยากที่จะเห็นเมมเบอร์คนนั้น ประสบความสำเร็จ และพร้อมที่สละเงินเพื่ออะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับแฟนคลับเดนตายของทีมฟุตบอล ที่คุณยินดีจะเสียเงินค่าตั๋ว เพื่อไปส่งเสียงเชียร์ทีมรักของตัวเอง ลงแข่งขัน

พลังของ Supporter จึงยิ่งใหญ่มากในทางฟุตบอล เช่นเดียวกับในทางของไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป ที่แฟนคลับ อาจเป็นตัวชี้เป็น ชี้ตาย อนาคตของเมมเบอร์ในระบบนี้เลยก็ว่าได้

 

ซิงเกิลที่ 3 : เฮดโค้ชที่แท้จริง

นักฟุตบอล และเมมเบอร์ มีสถานะที่เหมือนกันก็คือเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดาน ไม่ว่าพวกเธอและเขาจะถูกฝึกซ้อมหนักแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งคู่จะได้ลงสนามหรือไม่นั้น คนมีอำนาจในการตัดสินใจตรงนี้ก็ไม่ใช่พวกเขาอยู่ดี

ในทางฟุตบอล จะมี หัวหน้าผู้ฝึกสอน หรือ ผู้จัดการทีม คอยทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ แล้วถ้าเป็นระบบไอดอลละ? ใครคือผู้เลือก

“Goal ของฟุตบอลก็คือการเป็นแชมป์ การสร้างรายได้ แต่ Goal ของวงไอดอลฯ เขาอาจจะไม่ได้ต้องการเป็นแชมป์ก็ได้ สิ่งที่เขาต้องการคือยอดขาย และรายได้ว่าโอเคไหมการลงทุน”


Photo : Facebook : BNK48

“ถ้าเป็นฟุตบอล เฮดโค้ช ก็เลือกคนที่สามารถเล่นได้ เล่นแล้วทีมจะเป็นแชมป์ ส่วนคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเลือก เซ็มบัตสึ ของวงไอดอล ก็ต้องเลือกเช่นกัน ว่าจะส่งใครลงไปในแต่ละเพลง เลือกใครเป็นเซ็นเตอร์ เพราะมันมีผลต่อยอดขาย และความอยู่รอดของบริษัท” RicchanSama กล่าว

“ความนิยม” จึงเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญของวงดนตรีไอดอล จนบางคนอาจตั้งคำถามว่า สรุปแล้ววงนี้ขายความสามารถหรือไม่

ยกตัวอย่าง จิ๊บ - สุชญา แสนโคต อันเดอร์เกิร์ลของวง BNK48 ที่แฟนคลับที่ติดตามวง หรือแม้กระทั่งเมมเบอร์เพื่อนร่วมวง ต่างยอมรับว่าเธอเป็นคนที่มุ่งมั่น ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง และความสามารถที่อาจจะโดดเด่นกว่าคนที่ถูกเลือกด้วยซ้ำ โดยเฉพาะทักษะการร้องเพลงที่ถูกยกให้เป็น 1 ใน 2 สมาชิกของวงที่เสียงดีสุด

แต่เนื่องจากเธอไม่ได้รับความนิยมจากแฟนคลับ เท่ากับเมมเบอร์คนอื่นๆ ต้นสังกัดจึงยังไม่เคยดันเธอขึ้นมาติดเซ็มบัตสึ ในซิงเกิลหลัก ซึ่งเธอเองก็ยอมรับว่าตัวเองยังมีจุดด้อยในเรื่องของการเอาอกเอาใจแฟนๆ เพราะด้วยบุคลิกที่เป็นเด็กสาวขี้อาย ประกอบหน้าตาที่อาจจะยังเป็นรองเพื่อนๆ

ขณะที่ เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันทีมวงที่ได้รับโอกาสติดในทุกซิงเกิล กล่าวไว้ในหนังสารคดี BNK48 Girls Don’t Cry (ท่อนนี้มีสปอยล์ ข้ามไปบรรทัดถัดไปได้เลยครับ) ทำนองว่า เธอยอมรับว่าตัวเองมีความสามารถไม่เท่ากับ สมาชิกบางคนที่ไม่ถูกเลือก แต่เธอไม่สามารถไปทำอะไร หรือแก้ไขระบบการเลือกเช่นนี้ได้ เธอทำได้เพียงแค่ทำให้หน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ถูกเลือกแค่นั้นเอง แม้ระบบนี้อาจจะไม่แฟร์กับบางคนเลยก็ตาม

สำหรับวงดนตรีที่อยู่ได้ด้วยความนิยม และรายได้ทางธุรกิจ เหล่าพี่ๆ โอตะ จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อวงในตระกูล 48 จนอาจกล่าวได้ว่า พวกเขานี่แหละคือ เฮดของเฮดโค้ชตัวจริง

เพราะเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบและทำให้วงอยู่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการเปย์ของแฟนคลับ ทั้งในรูปแบบของสินค้าต่างๆ, อีเวนต์ที่จัดขึ้น, ค่าเข้าชมเธียร์เตอร์ จนถึงขนาดมีการเลือกตั้ง เพื่อให้แฟนคลับของแต่ละเมมเบอร์ จะได้แสดงพลังในการโหวตเลือก เมมเบอร์ที่ตัวเองชื่นชอบ ให้ติดอยู่ในอันดับสูงที่สุด เท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งบัตรเลือกตั้งเหล่านั้นก็ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็น เงินจำนวนมหาศาลที่ บริษัทได้รับ ดังนั้น แฟนคลับ จึงมีพลังอย่างยิ่งใหญ่มากต่อวงที่เซ็ทระบบเช่นนี้

“ถ้าเป็นฟุตบอล คุณก็เห็นว่าสปอนเซอร์มีผลต่อการส่งนักเตะลงสนามเหมือนกัน ถ้าสมมุติ โรนัลโด้ มันไม่ฟิต แต่สปอนเซอร์อยากเห็นในเกมนี้ เขาก็ต้องฉีดยาลงสนามยา ทั้งที่มีคนอื่นๆ ที่พร้อมกว่า สภาพร่างกายดีกว่า แต่ก็ไม่ได้ลง เพราะมันมีบริบทบางอย่างที่เรามองไม่เห็น แต่คุณที่มีอำนาจตัดสินใจมองเห็น” RicchanSama นักเขียนจาก GM Live Online กล่าวเริ่ม

“มันก็มีนะที่ เมมเบอร์บางคน ถูกมองว่าเป็นเด็กดัน ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างกับฟุตบอลหรอกที่จะมี นักเตะบางคน ที่แฟนบอลอาจะรู้สึกว่า มึงส่งลงจังเลย อย่าง ลูคัส เลวา ตอนที่อยู่ ลิเวอร์พูล ก็ดันจนถึงจุดหนึ่ง เออ มึงก็เล่นได้จริงๆ แหะ”

“ตอนที่ BNK48 เสี่ยงเอา โมบายล์ มาเป็นเซ็นเตอร์เพลง KFC ตอนแรกแฟนๆ ก็บ่นเยอะนะ เพราะว่าเป็นเด็กที่ไม่เคยถูกเลือกมาก่อน มีเมมเบอร์ที่ดังกว่าเยอะแยะ คือถ้าเพลงมันไม่ดัง ก็น่าจะยังบ่นกันอยู่แหละ พอดีว่าเพลงมันดัง ก็เลยเป็นการเสี่ยงที่ถูกต้องของโค้ช”

“ไม่ผิดหรอกครับที่วงต้องคิดถึงเรื่องการตลาดเป็นอันดับแรก เพราะด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ BNK48 เลี้ยงศิลปินอย่างเดียวก็ 20-30 คน หรืออย่างที่ญี่ปุ่น ที่เขาเลี้ยงเมมเบอร์ไว้ถึง 300 กว่าคน ถ้ารวมทีมงานด้วย มันก็เยอะกว่านั้นแน่ๆ ทุกการตัดสินใจ  มันมีต้นทุนนะ”

ดังนั้นนักฟุตบอล และเมมเบอร์ นอกเหนือจากทักษะพื้นฐานข้างต้นที่ต้องมีติดตัวแล้ว พวกเขายังต้องทำให้โค้ชตัวจริงประทับใจด้วย ถึงจะมีโอกาสได้รับเลือก

โดยเฉพาะเมมเบอร์ที่ต้องมองให้ออกว่า ระบบของวงอยู่ได้ด้วยความนิยม ภายใต้การแข่งขันที่สูงทั้งภายใน และภายนอก คุณจะทำอย่างไรที่จะรักษาฐานแฟนคลับให้สนับสนุนคุณต่อไป และหาแฟนคลับใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะต่อให้คุณไม่ได้ผลักดันจากค่าย แต่ถ้าคุณเป็นที่รักของแฟนคลับ จนเหล่าพี่ๆ โอตะ กล้าที่จะนำเงินมาลงทุนกับอนาคตคุณ คุณก็มีโอกาสที่จะเป็น “ผู้ถูกเลือก” เช่นกัน

ยกตัวอย่าง มุโต โทมุ เมมเบอร์จาก AKB48 ที่มักถูกมองข้ามจากผู้ใหญ่ในค่าย แต่ด้วยความที่เธอเป็นที่รักของแฟนๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แฟนคลับก็ระดมทุนจนสุดท้ายสามารถพาเธอไปติดเป็น คามิเซเวน (1 ใน 7 เมมเบอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด) ได้สำเร็จ

หรือในรายของ มัตสึมุรา คาโอริ จากวง SKE48 เธอมีสถานะเป็นเพียง เค็งคิวเซย์ (ศิลปินฝึกหัด) แต่ความที่แฟนคลับรักในตัวเธอ เธอจึงได้รับการเลือกตั้งให้ติดอันดับสูงถึง 13 ในการเลือกตั้งเซ็มบัตสึโลก ครั้งที่ 7 และปัจจุบันก็ยังเป็นสมาชิกที่ได้รับความนิยมสูง คะแนนโหวตดีเสมอ ในการเลือกตั้งเซ็นบัตสึโลก

 

ซิงเกิลที่ 4 : แค่พยายามไม่พอ

จริงอยู่ที่ภาพลักษณ์ของวง BNK48 หรือวงรุ่นพี่ในอาณาจักร 48 Group จะขายภาพชวนฝันของเด็กสาวข้างบ้าน ที่มีความพยายามในการเป็นศิลปิน และเข้าถึงได้ง่าย แต่แค่ความพยายามอย่างเดียวไม่เพียงพอหรอก ที่จะทำให้พวกเธอได้รับโอกาสเสมอไป


Photo : Facebook : BNK48

นักฟุตบอล และเมมเบอร์ ต่างต้องมองให้ออกว่า งานของคุณคืออะไร หากคิดว่าแค่พยายามซ้อมให้หนัก เต้นให้เป๊ะ แต่ไม่สามารถทำให้ตัวเองได้รับความนิยมขึ้นมาได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ นักฟุตบอล ที่มีแรง วิ่งเยอะๆ แต่กลับไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า วิ่งไปเพื่ออะไร ทำแบบนั้น ทำแบบนี้เพื่ออะไร

ความฝันในการเป็นศิลปินที่ได้แต่งชุดสวยๆ ร้องเพลง เต้น เป็นความฝันของเด็กสาวจำนวนมาก เช่นเดียวกับ เด็กผู้ชายทั่วไปที่ย่อมเคยใฝ่ฝันอยากสวมชุดแข่งสุดเท่ ลงเล่นเป็นนักฟุตบอล

ในประเทศญี่ปุ่น มีเด็กสาวที่เรียกตัวเองว่าไอดอลกว่า 10,000 คน ในเมืองไทยก็มีคนที่เล่นฟุตบอลไม่น้อย ทั้งในระบบ และนอกระบบ (บอลเดินสาย) ไปกว่ากันเลย

คำถามมีอยู่ว่า อะไรคือความแตกต่างระหว่าง นักเตะที่ประสบความสำเร็จ กับ นักเตะที่ล้มเหลว? ทำไมสโมสรหรือวง ต้องจ้างคุณ? ทำไมแฟนๆ ต้องติดตาม และเสียเงินเชียร์คุณ นั่นเป็นสิ่งที่ เมมเบอร์และนักเตะต้องตอบตัวเองให้ได้

“ทีมฟุตบอลมันจะมีคำกล่าวที่ว่า ไม่มีใครใหญ่กว่าสโมสร ฉะนั้นถ้าคุณจะเป็นนักฟุตบอลที่แฟนๆ รักได้ คุณต้องมีอะไรที่มากกว่าแค่เล่นฟุตบอลไปวันๆ ที่สามารถซื้อใจแฟนๆ ให้หนุนหลังคุณได้ อย่าง แกรี่ เนวิลล์ นอกจากจะแสดงความจงรักภักดีต่อแมนฯ ยูไนเต็ด เขายังได้ใจแฟนๆ ด้วยการแสดงตัวว่าเกลียดลิเวอร์พูลไปเลย”

“วิธีการเชียร์เมมเบอร์ใน BNK48 กำลังจะเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากนี้ ตอนแรกๆ ทุกคนเริ่มจากเชียร์วงก่อน แต่ปัจจุบันการเชียร์มันเริ่มเป็นลักษณะรายบุคคลมากขึ้น ตอนนี้สงครามมันเกิดขึ้นแล้ว มันถึงเวลาที่แต่ละบ้าน จะแสดงพลังและผลักดันเมมเบอร์ของคุณ อย่างล่าสุด น้องมายด์ ได้ติดเซมฯ ซิงเกิลที่ 4 แฟนคลับในด้อมก็ฮือฮาพอสมควร”

“ผมยกตัวอย่าง รินะ (อิซึตะ) เขาเป็นต้นตำรับของคนที่เก่งอย่างเดียวไม่พอจริงๆ ตอนอยู่ AKB48 เธอได้รับฉายาว่า เค็งคิวเซย์ 12 ตำแหน่ง คือเป็นคนที่สามารถจดจำท่าเต้นได้ในเวลารวดเร็ว และสามารถยืนได้ทุกตำแหน่งบนเวที เป็นคนที่เทรนเพื่อนๆ รุ่นน้องในวง แต่ด้วยความที่เธอไม่ได้รับความนิยมมากจากแฟนๆ ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสมากนัก มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แฟนๆ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใคร ดันใคร ไม่ดันของวงใครอยู่พอสมควรเลย” เจ้าของนามปากกา RicchanSama กล่าว

ถ้ามองในมุมของธุรกิจกีฬา เมมเบอร์ในระบบ 48 Group จะต้องสำรวจตัวเองว่า จุดไหนที่ยังบกพร่องอยู่ และเข้าใจว่ารูปแบบธุรกิจของตัวเองเป็นแบบไหน

แม้บางครั้งอาจจะต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบเสียทีเดียว เหมือนกับนักเตะที่ไม่ได้เล่นตำแหน่งถนัด แท็คติกที่ไม่เข้ากับสไตล์ แต่พวกเธอก็ต้องเข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน และต้องบริหารจัดการอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองให้ดี

ระบบนี้ถูกสร้างมาให้ ไอดอล สามารถเป็นที่เข้าถึงได้ง่ายกับแฟนคลับ ฉะนั้นการรักษาความสัมพันธ์และทำให้แฟนๆ ประทับใจในตัวคุณ เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความสามารถ

พูดง่ายๆก็คือ ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่า ตัวเองควรพยายามกับเรื่องไหน เรื่องที่ตัวเองเด่นอยู่แล้ว หรือเรื่องที่ตัวเองยังด้อย

ถ้าเมมเบอร์คนนั้นเต้นเก่ง ร้องเก่ง แต่ยังไม่ได้รับความนิยม อะไรคือจุดบกพร่องที่ทำให้พวกเธอไม่ถึงตรงนั้น ถ้าเมมเบอร์คนนั้น ได้รับความนิยม แต่ยังเต้น ร้อง ไม่เก่ง อะไรคือสิ่งที่เธอต้องแก้ไข

อย่างที่ ไอดอลบางคนกล่าวไว้ในหนัง BNK48 Girls Don’t Cry ว่าสุดท้ายแล้ว ความเสียใจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น ไอดอลที่ประสบความสำเร็จในระบบนี้ หรือนักฟุตบอลระดับโลก ทุกคนต่างล้วนมีความพยายามอย่างมากด้วยกันทั้งสิ้น ในการพาตัวเองไปถึงจุดนั้น และรู้จักงานของตัวเองเป็นอย่างดีว่า ควรต้องทำอะไร 1-2-3-4 และปฏิบัติตัวอย่างไร

ดังนั้นคนในระบบย่อมดีรู้ว่า สุดท้ายแล้ว รูปแบบที่เป็นอยู่ มันเข้ากับ จริตและสิ่งที่ตัวเองเป็นหรือไม่

ถ้าใช่ก็อยู่สู้ต่อ หรือถ้าไม่ใช่ก็แค่แยกทางไปหาระบบที่เหมาะสมกับตัวเอง ในทางฟุตบอลการที่คุณไม่สามารถเล่นเข้ากับระบบหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็นนักฟุตบอลที่แย่เลย หากคุณเข้ากับระบบอื่นมากกว่า ก็แค่ย้ายทีม ไปตามหาระบบที่ใช่กับตัวเอง

การเป็นอันเดอร์ หรือตัวสำรอง ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะนั่นเป็นสถานะที่อยู่เพียงชั่วคราว สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การเป็นคนที่ไม่ถูกจดจำ และมีความคิดแบบ Loser ตั้งหากที่จะทำให้คุณไม่สามารถก้าวข้าม หรือเอาชนะสิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าได้ ไม่ว่าจะในสนามฟุตบอล หรือในสนามชีวิตจริงของไอดอล



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง