On The Main Stand

โมเดลจากกีฬาหมากรุก : ถอดรหัสระบบนับคะแนนฟีฟ่าฉบับใหม่ที่เที่ยงธรรมกว่าเดิม



16 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ประกาศใช้กลไกการคิดคะแนนฟีฟ่ารูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ  โดยได้ยกเลิกระบบคะแนนเฉลี่ยย้อนหลังสี่ปี มาเป็นระบบ Elo Rating ที่ใช้จัดอันดับทีมฟุตบอลหญิง และจะคิดคะแนนจากการแข่งขันที่สะสมไปเรื่อยๆ เน้นความสำคัญในปัจจุบัน มากกว่าระบบคะแนนเฉลี่ยเเบบเดิม  Main Stand จะพาไปเจาะลึกถึงระบบการคิดคะแนน ว่าการเปลี่ยนระบบเช่นนี้ ทีมต่างๆ ในโลก จะได้ประโยชน์อย่างไร


 

ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง?

ที่ผ่านมา แฟนฟุตบอลมักเกิดคำถามขึ้นบ่อยๆ ว่า เอ...ทีมนี้ ไม่น่าจะเก่งนา ทำไมอันดับโลกดี? ทำไมทีมชาติไทย ที่ผ่านมาเล่นดี แต่อันดับไม่กระเตื้องซักที? คำตอบก็คือ การคิดคะแนนระบบเก่า ชัยชนะที่ได้ในแต่ละเกม จะถูกนำมาหารเฉลี่ยกับผลงานทั้งหมดในรอบปี  และทุกครั้งที่แพ้ คะแนนในแมตช์นั้นจะมีค่าเท่ากับ 0 ทันที เมื่อนำเอาคะแนนในรอบปีมาเฉลี่ย ความพ่ายแพ้ จึงเป็นตัวฉุดคะแนนที่สำคัญ นั่นจึงเกิดช่องว่าง สำหรับทีมที่ได้เข้ารอบสุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ แต่กลับไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ ผิดกับบางทีม ที่ไม่ได้เข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่เก็บชัยชนะเหนือทีมเล็กๆ ในทัวร์นาเมนต์รองๆ  

เหตุผลดังกล่าวคือคำตอบว่า ทำไมทีมไทย ที่ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย จึงมีอันดับโลกที่ต่ำกว่าอินเดีย, เวียดนาม, คีร์กิซสถาน ทั้งที่พวกเขาไม่เฉียดเข้าใกล้รอบนี้เลยด้วยซ้ำ   

นั่นทำให้ในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ทีมอย่างอังกฤษ ชวดการเป็นทีมวางในโถที่ 1  แต่กลับเป็นโปแลนด์ที่ได้ไปอยู่ในโถที่ 1 แทน ทั้งที่ผลงานในฟุตบอลโลกสองทีมนี้ต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงระบบการคิดคะแนนอยู่เป็นระยะ

ฟีฟ่า จึงตัดสินใจรื้อระบบการคิดคะแนนเดิม  และนำเอาระบบใหม่ที่เรียกว่า Elo Rating นำมาใช้ในการคำนวณคะแนน หลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก  เพื่อกำจัดช่องว่างที่กล่าวไปข้างต้น

 

ตัวชี้วัด ที่แม่นยำยิ่งขึ้น

โมเดลการคิดคะแนนรูปแบบใหม่ ใช้เวลาการพัฒนาร่วมสองปีตามรายงานจากฟีฟ่า ซึ่งระบบ Elo Rating ที่นำมาประยุกต์ใช้นั้น เกิดขึ้นจากมันสมองของ อาร์พาด เอโล อาจารย์มหาวิทยาลัยและเซียนหมากรุกชาวออสเตรียน-อเมริกัน ที่คิดค้นระบบดังกล่าวเพื่อจัดอันดับนักกีฬาหมากรุกให้สอดคล้องกับฝีมือของผู้เล่น ก่อนจะถูกนำไปปรับใช้กับกีฬาต่างๆ มากมาย โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้เน้นการปรับอัลกอริทึ่ม (Algorithm) และตัวแปรต่างๆ เพื่อให้ตัวคะแนน และอันดับโลกสามารถชี้วัดระดับความสามารถของทีมชาติต่างๆได้จริง ชนิดที่ตรงไปตรงมา และใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด

ระบบการคิดคะแนนในรูปแบบใหม่นี้ จึงถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการหลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018  และได้นำระบบดังกล่าวมาคิดคำนวณจากผลการแข่งขันในฟุตบอลโลกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการคิดคะแนนในระบบนี้ ฟีฟ่าได้ศึกษาจากกีฬาอื่นๆ ที่ใช้ระบบนี้มาเป็นเวลานาน และได้นำมาประยุกต์ใช้กับการจัดอันดับทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติมาเป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว

 

สูตรคำนวณใหม่ ไฉไลกว่าเดิม?

-เกมอุ่นเครื่องนอกปฏิทินฟีฟ่า =5

-เกมอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่า =10

-รอบแบ่งกลุ่มเนชั่นลีก (อาจรวมถึงรายการชิงแชมป์ภูมิภาค เช่น ซูซูกิคัพ) =15

-รอบเพลย์ออฟ-ชิงชนะเลิศ เนชั่นลีก (อาจรวมถึงรายการชิงแชมป์ภูมิภาค เช่น ซูซูกิคัพ) =25

-รอบคัดเลือกรายการชิงแชมป์ทวีป และ ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก = 25

-รายการชิงแชมป์ทวีปรอบสุดท้าย ก่อนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย = 35

-รายการชิงแชมป์ทวีปรอบสุดท้าย ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายขึ้นไป = 40

-ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ก่อนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย = 50

-ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายขึ้นไป =60
 

ผลการแข่งขัน (W) วัดจากผลการแข่งขันของทีม  ชนะ W=1 , เสมอ =0.5, แพ้ =0 // กรณียิงลูกโทษ  ชนะ=0.75, แพ้ =0.5

ค่าตัวแปร (We)  คือ   ค่าที่มาจากผลต่างคะแนนของทั้งสองทีม ก่อนเข้าสูตรคำนวณที่ใช้ฟังก์ชั่นเลขยกกำลัง สำหรับสูตรคำนวณคือ

โดยที่ (dr) = คะแนนทีมเรา ลบ คะแนนทีมคู่แข่ง
 

เมื่อทราบปัจจัยทั้งหมดแล้ว นี่คือตัวอย่างของการคำนวณคะแนน (ซึ่งยึดจากคะแนนปัจจุบันที่ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคม) ที่เราจะยกตัวอย่างให้ดู


ตัวอย่างที่ 1    กรณีทีมชาติไทย อุ่นเครื่องกับ ทีมชาติฮ่องกง ตามปฏิทินฟีฟ่า และ ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายชนะ

เมื่อพิจารณาค่าตัวแปรเพื่อคำนวณเป็นคะแนนสุทธิ จะมีค่าดังนี้

คะแนนดั้งเดิมไทย (PBefore) = 1144 ,  คะแนนฮ่องกง = 1076

ความสำคัญ (I) = 10 (อุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่า) , ผลแพ้ชนะ (W) = 1   

We (พิจารณาค่า dr  คะแนนไทย - คะแนนฮ่องกง (1144 - 1076)  = 68)
 

เข้าสูตรคำนวณ  P    =  PBefore + I (W – We)

แทนค่า P = 1144 + 10 ( 1- (1/10 -(68/600) + 1 ))

                = 1144 + 10 ( 1- (1/1.77))    = 1144 + 10 (1 - 0.56)

                   = 1144 + 10 (0.44)  = 1144 + 4.4 = 1148.4  
 

ดังนั้น คะแนนหลังไทย อุ่นเครื่องชนะฮ่องกง จึงเท่ากับ 1,148 คะแนนโดยประมาณ

ในทางกลับกัน  คะแนนของฮ่องกง จะลดลงในอัตราที่เท่ากัน คือ ประมาณ 4 คะแนน
 

ตัวอย่างที่ 2   กรณีทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเวียดนาม ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย และทีมชาติไทยเป็นฝ่ายชนะ

คะแนนดั้งเดิมไทย (PBefore) = 1144 ,  คะแนนเวียดนาม = 1220

ความสำคัญ (I) = 25 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก) , ผลแพ้ชนะ (W) = 1   

We (พิจารณาค่า dr  คะแนนไทย – คะแนนเวียดนาม =1144 - 1220  =(-76))
 

เข้าสูตรคำนวณ  P    =  PBefore + I (W – We)

แทนค่า  P=1144 + 25 ( 1- (1/10 -(-76/600) + 1 ))

                = 1144 + 10 ( 1- (1/2.34))    = 1144 + 25 (1 - 0.43)

                    = 1144 + 25 (0.57) = 1158.25
 

ดังนั้น คะแนนหลังไทย ชนะเวียดนามในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก จึงเท่ากับ 1,158 คะแนน โดยประมาณ

ในทางกลับกัน  คะแนนของเวียดนาม จะลดลงในอัตราที่เท่ากัน คือ ประมาณ 14 คะแนน
 

ตัวอย่างที่ 3   กรณีทีมชาติไทย พบ ทีมชาติญี่ปุ่น ในเอเชี่ยนคัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย และทีมชาติญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ (ในเวลา)

คะแนนดั้งเดิมไทย (PBefore) = 1144 ,  คะแนนญี่ปุ่น = 1392

ความสำคัญ (I) = 40 (ชิงแชมป์ทวีป รอบ 8 ทีมขึ้นไป), ผลแพ้ชนะ (W)=0   

We (พิจารณาค่า dr  คะแนนไทย – คะแนนญี่ปุ่น =1144 - 1392  =(-248))
 

เข้าสูตรคำนวณ  P    =  PBefore + I (W – We)

แทนค่า  P = 1144 + 40  (0 - (1/10 -(-248/600) + 1 ))

                 = 1144 + 40 (0 -(1/3.59))  = 1144 + 40 (0 - 0.278)

         = 1144 + 40 (-0.278) = 1144 + (-6.95) = 1137.05  
 

กรณีนี้ หากเป็นรอบปกติ คะแนนของไทยจะลดลงประมาณ 6 คะแนน แต่กฎใหม่ระบุไว้ว่า กรณีที่คิดคำนวณออกมาแล้ว (W-We) เป็นค่าติดลบ สำหรับการแข่งขันในรอบน็อคเอาท์ ค่า (W-We) จะเท่ากับ 0 ทุกกรณี ดังนั้น หากเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป จะไม่มีทางที่คะแนนจะลดลงอีก ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิม เมื่อหากเข้ารอบลึก แต่แพ้  แต้ม 0 คะแนนจากความพ่ายแพ้ จะถูกคิดเฉลี่ยในระบบด้วย ทำให้คะแนนเฉลี่ยถูกฉุดลง ทั้งที่เข้าสู่รอบลึก

 

ระบบใหม่ อะไรสำคัญ?

แต่เดิม ฟีฟ่าแรงกิ้ง คิดคำนวณจากผลงานย้อนหลังสี่ปี โดยนำเอาคะแนนในรอบปีมาหารเฉลี่ย ออกมาเป็นคะแนนสะสม แต่ช่องว่างของระบบนี้ให้โอกาสกับทีมที่ชนะ มากกว่าทีมที่เข้ารอบลึกแต่มีแพ้บ้างชนะบ้าง ดังที่เราจะเห็นว่าบางทีมด้วยชื่อชั้นไม่น่าจะมีอันดับที่ดี  แต่ก็กลับมีอันดับที่ดีกว่าบางทีม นี่คือช่องว่างที่ฟีฟ่ามองเห็นมานาน และอุดช่องว่างด้วยระบบ Elo Rating

Elo Rating ให้ความสำคัญกับการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่มากขึ้น  โดยให้ความสำคัญของการแข่งขันในรอบน็อคเอาท์ มากกว่าการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยตัวคูณที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน ก็ลดความสำคัญในเกมอุ่นเครื่องลง  โดยหากเป็นการอุ่นเครื่องนอกปฏิทินฟีฟ่าคะแนนตัวคูณจะยิ่งน้อยลง

เปรียบเทียบความแตกต่างระบบเก่าและระบบใหม่

 

ประโยชน์ของระบบใหม่

ฟีฟ่าระบุว่าประโยชน์ของการคิดคะแนนระบบใหม่ ประเทศต่างๆจะได้รับประโยชน์และความเที่ยงธรรมกว่าระบบเดิม  

1.ระบบใหม่ ยังอิงจากคะแนนของระบบเดิม  โดยคิดปรับสัดส่วนอย่างลงตัว ทำให้ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ  หลังปรับสัดส่วนจากระบบเก่าเป็นระบบใหม่

2. การคิดคะแนน คิดจากความเป็นปัจจุบันมากกว่า เนื่องจากเป็นการเอาคะแนนเดิมมาบวก (หรือลบ) ด้วยคะแนนจากแมตช์การแข่งขัน ทำให้แต่ละทีมจะมีอันดับที่ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลงานปัจจุบันเป็นหลัก  แตกต่างจากรูปแบบเดิม ที่คิดคะแนนเฉลี่ยสะสมย้อนหลังสี่ปี บางทีมผลงานปัจจุบันไม่ดี แต่ผลงานย้อนหลังทำได้ดี อันดับโลกจึงดีตามไปด้วย

3.สัมประสิทธิ์ทวีปถูกยกเลิก ไม่อยู่ในปัจจัยการคิดคำนวณ  ทำให้แต่ละทีมที่พบกัน มีความเท่าเทียมในแง่ผลการแข่งขันมากขึ้น และไม่เป็นการเหมารวมความแข็งแกร่งของทวีปมากจนเกินไป

4. การแบ่งความสำคัญของแมตช์ที่มีหลายระดับมากขึ้น  ทำให้คะแนนที่ได้ในแต่ละแมตช์ใกล้เคียงกับความจริงมากขึ้น  อย่างเช่น การแบ่งเกมอุ่นเครื่องออกเป็นระดับฟีฟ่าเดย์ และนอกโปรแกรมฟีฟ่าเดย์  ทำให้แต่ละชาติให้ความสำคัญกับฟีฟ่าเดย์มากขึ้น

รวมถึงการเพิ่มอัตราคูณในรอบลึก นอกเหนือจากรอบปกติ ทำให้ทีมที่เข้ารอบลึกมีโอกาสทำอันดับที่ดีได้มากกว่า  ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่คะแนนในแต่ละรอบไม่ว่าจะรอบแรก หรือรอบชิงชนะเลิศ สัดส่วนตัวคูณเท่ากันหมด

5. ทีมที่รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับใหญ่ๆ และไม่ได้เล่นรอบคัดเลือก จะไม่กระทบต่ออันดับ เนื่องจากระบบใหม่นี้ หากไม่ได้แข่งขันระดับทวีป คะแนนจะคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิม ที่เมื่อไม่มีแมตช์ คะแนนสะสมจะค่อยๆลดลง  จากคะแนนเฉลี่ยที่ลดลง

 

ใครได้ - ใครเสีย?

เนื่องจากระบบนี้ ให้ความสำคัญกับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ และแบ่งค่าความสำคัญถี่ขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มความสำคัญในรอบ 8 ทีมสุดท้ายขึ้นไปของการแข่งขัน จากนี้ทิศทางอันดับโลกของทีมเล็กทีมใหญ่ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

1.เราจะไม่ได้เห็นทีมเล็กๆ ชนะทีมเล็กๆ และมีอันดับโลกที่ดีอย่างน่าสงสัย

กรณีของอินเดียและคีร์กิซสถาน  พวกเขามีอันดับโลกที่จากการตบเด็กในศึกเอเชี่ยนคัพรอบคัดเลือก  ทำให้คะแนนของพวกเขาพุ่งพรวดขึ้นมา ขณะเดียวกัน สองทีมนี้แทบไม่พบกับความพ่ายแพ้เลย  นั่นคือจุดอ่อนของระบบเก่าที่นำเอาคะแนนมาหารเฉลี่ย ซึ่งหารแพ้คะแนนเท่ากับ 0 ตัวคะแนนที่เท่ากับ 0 นี่แหละ ที่จะฉุดค่าเฉลี่ยลงเยอะ  เมื่อไม่พบกับความพ่ายแพ้ คะแนนของพวกเขาย่อมดีกว่าทีมที่เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบ 12 ทีมสุดท้าย อย่างทีมชาติไทย ที่เจอแต่คู่แข่งหนักๆ  จนเป็นผลให้คะแนนค่าเฉลี่ยถูกฉุดลงอย่างมาก

แต่หากเป็นในระบบใหม่  แม้อินเดียและคีร์กิซสถานจะเก็บชัยชนะต่อเนื่อง  แต่เมื่อพวกเขาพบกับความพ่ายแพ้ คะแนนจะลดลงจากเดิมทันที  เพราะคะแนนแต่ละนัด จะนำเอาคะแนนเดิม (PBefore) มาเป็นตัวตั้ง  ทำให้คะแนนที่ได้จากการคำนวณ มาจากคะแนนปัจจุบันทั้งหมด ดังนั้น แม้หากพวกเขาเก็บชัยชนะได้ คะแนนอันดับโลกจะขึ้นตามปกติ  แต่เมื่อพวกเขาพบกับความพ่ายแพ้ คะแนนจะลดลงทันทีและไม่ถูกนำไปหารเฉลี่ย เป็นเหตุผลให้ทีมที่มีอันดับโลกดี ต้องเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

2.การันตี ทีมที่เข้ารอบลึก อันดับโลกดีแน่นอน

ในอดีต เราจะเห็นบางทีมที่ตกรอบแรกในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ แต่อันดับโลกดีกว่าบางทีมที่เข้าถึงรอบลึก แต่กลับมีคะแนนอันดับโลกที่ไม่ดีนัก  ในอดีตเราอาจเห็นทีมชาติโปรตุเกสแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 อันดับโลกแพ้ทีมชาติเวลส์ ที่เข้าถึงเพียงรอบ 4 ทีมสุดท้าย เพราะเวลส์เก็บชัยชนะในทัวร์นาเมนต์ได้มากกว่าโปรตุเกส จึงทำให้อันดับโลกของเวลส์นั้นดูดีกว่า  

ระบบใหม่ จึงอุดช่องโหว่นี้ ด้วยการเพิ่มเกณฑ์คะแนนสำหรับการแข่งขันรอบ 8 ทีม  ซึ่งจากรอบ 8 ทีมสุดท้าย คะแนนที่ทีมทำได้ จะการันตีว่าไม่มีการลดลงอีกแล้ว เหตุนี้ทำให้ทีมที่เข้ารอบลึกๆ จะการันตีว่า อันดับโลกจะดีกว่าทีมที่ตกรอบแรกแน่นอน

ตัวอย่างที่ชัดเจนจากการจัดอันดับโลกเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็คือ ทีมชาติโครเอเชียที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 สามารถขยับมาอยู่อันดับที่ 4 ของโลก  เนื่องจากพวกเขาเข้ารอบลึกในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ขณะที่ทีมชาติเยอรมนี ที่เคยเป็นเบอร์ 1 ของโลก ร่วงกราวมาอยู่ที่ 15 ของโลก เพราะตกรอบแรกนั่นเอง

3.เกมอุ่นเครื่อง มีผลกับอันดับโลกน้อยลง

จากการคำนวณคะแนนจะพบว่า เกมอุ่นเครื่อง โดยเฉพาะกับทีมที่มีอันดับโลกใกล้เคียงกัน จะมีผลให้คะแนนอันดับโลกเปลี่ยนแปลงไม่มาก  โดยอยู่ในช่วงคะแนน 2-15 คะแนนเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างน้อยทีเดียว

เหตุนี้ตัวชี้วัดอันดับโลก จึงอยู่ที่แมตช์ใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก , เอเชี่ยนคัพ, ฟุตบอลยูโรฯ หรือฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ส่วนเกมอุ่นเครื่องเป็นเพียงน้ำจิ้มเบาๆ เท่านั้น

4.อันดับโลกคงเดิม หากไม่มีแมตช์แข่งขัน

ระบบเดิม เมื่อไม่มีการแข่งขัน คะแนนจะหลุดออกจากการคำนวณไปเรื่อยๆ อันดับโลกจะค่อยๆตกลงมา  แต่ระบบนี้ เมื่อไม่มีการแข่งขัน คะแนนก็จะยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีปัจจัยในเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบการคิดคะแนนแบบใหม่ (ระบบใหม่เน้นคะแนนปัจจุบันเป็นนัดต่อนัด)  
หากมีการเปลี่ยนระบบตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  ทีมอย่างอินโดนีเซียและคูเวต ที่โดนแบนจากฟีฟ่า จะยังรักษาคะแนนสะสมของตัวเองได้  และมีโอกาสที่อันดับจะไม่ตกมาต่ำกว่า 150 หรือทีมชาติรัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 พวกเขาจะมีอันดับที่ดีขึ้นกว่านี้ แม้ไม่มีทัวร์นาเมนต์รอบคัดเลือก  เนื่องจากระบบเดิม คะแนนฟีฟ่าของรัสเซียจะสู้ทีมที่ผ่านการคัดเลือกของโซนยุโรปไม่ได้เลย เพราะคะแนนสะสมที่ได้ มาจากค่าเฉลี่ยจากเกมอุ่นเครื่องเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ คือระบบการคิดคะแนน  ส่วนจะดีหรือไม่ อนาคตเราจะได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และจะได้สัมผัสจากเสียงสะท้อนของเหล่าชาติสมาชิกในอนาคต



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วิรวิชญ์ เจริญเชื้อ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง