On The Main Stand

Notifications อันตราย : ภัยร้ายโลกไซเบอร์ที่คุกคามนักกีฬาจนพ่ายแพ้ยับเยิน



การวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งติฉินนินทา คือสิ่งที่มนุษย์โลกทุกคนต้องประสบพบเจอเป็นปกติ ดั่งที่ปรากฎในโคลงโลกนิติ พระนิพนธ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ความว่า

 

ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ มีควัน

ห้ามสุริยะแสงจันทร์ ส่องไซร้

ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า

ห้ามดั่งนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทา
 

ถึงกระนั้น มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดได้และเจ็บเป็น บางครั้งเสียงวิจารณ์ที่หนักหนาสาหัสก็ส่งกระทบได้ในหลากมิติ ยิ่งสังคมปัจจุบันเป็นยุคโซเชี่ยลมีเดีย หรือสังคมออนไลน์ ทำให้สิ่งต่างๆ สามารถส่งตรงถึงเป้าหมายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผลกระทบที่เกิดจึงยิ่งรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย และแน่นอนว่า นักกีฬาก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการวิจารณ์รวมถึงด่าทอเสมอ

นั่นนำมาซึ่งคำถามที่ว่า พวกเขาควรจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้เช่นไรดี?

 

โซเชี่ยลมีเดียส่งผลต่อฟอร์มจริงหรือ?

แต่ก่อนที่จะถึงคำถามนั้น ก็มีอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการใช้โซเชี่ยลมีเดียนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่น รวมถึงผลงานในการแข่งขันได้จริงหรือไม่?

เรื่องดังกล่าว คิม เอนเซล, คริสโตเฟอร์ เมซาโน่ และ เฮเลน บราวน์ จากมหาวิทยาลัยเดกิน ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการศึกษานักกีฬาในแดนออสซี่เมื่อปี 2016 พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 68.1% ใช้โซเชี่ยลมีเดียในช่วงก่อนการแข่งขันราว 2 ชั่วโมง ขณะที่ 31.9% ใช้ในระหว่างการแข่งขัน ส่วน 71.9% ของกลุ่มตัวอย่างใช้ในช่วงไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจบการแข่งขัน

นอกจากนี้ทั้งสามยังระบุด้วยว่า การใช้โซเชี่ยลมีเดียก่อนหรือระหว่างการแข่งขัน อาจส่งผลให้การเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจทำได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีป็อปอัพข้อความหรือ Push Notifications เด้งขึ้นมาในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันต่อความวิตกกังวล เช่นที่ เอมิลี่ ซีโบห์ม นักว่ายน้ำทีมชาติออสเตรเลียได้กล่าวว่า “รู้สึกเหมือนไม่ได้ออกจากโซเชี่ยลมีเดีย เพราะเรื่องราวในนั้นเข้าไปวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา”

แต่ผลการศึกษาล่าสุดในปี 2018 ของ มิเชล เฮย์ส จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลียเช่นกัน กลับมีผลลัพธ์ที่แตกต่างไปอยู่บ้าง เมื่อเธอระบุว่า การใช้โซเชี่ยลมีเดียของนักกีฬา ไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียสมาธิจากภาระหน้าที่ในการแข่งขันที่อยู่ตรงหน้าแต่อย่างใด ถึงกระนั้นเธอก็ยอมรับว่า การใช้โซเชี่ยลมีเดียระหว่างช่วงการแข่งขันอาจนำมาซึ่งความวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เห็นสถิติ หรือความสำเร็จของคู่แข่ง อันนำมาซึ่งการเปรียบเทียบโดยปริยาย

 

เชื่อมโลกทั้งด้านดีและร้าย

เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า โซเชี่ยลมีเดียถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนี้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือเชื่อมโลกให้นักกีฬา, ครอบครัว, มิตรสหาย หรือแม้กระทั่งแฟนกีฬาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น


Photo : Facebook : Daniel Sturridge

โดยเฮยส์ได้เปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่านผลงานการศึกษาในปี 2018 ว่า “จุดประสงค์หลักของการใช้โซเชี่ยลมีเดียสำหรับนักกีฬา คือสื่อสารกับครอบครัวของพวกเขาเวลาอยู่ห่างกัน ซึ่งโดยมากจะเป็นการอยู่กันคนละประเทศระหว่างการแข่งขัน มันช่วยพวกเขาให้รู้สึกใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยผ่อนคลาย รวมถึงหลบลี้จากทุกสิ่งที่อยู่รายล้อมตัว”

“นักกีฬามักชอบที่จะแชร์รูปภาพให้ครอบครัวเห็นว่าตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นช่วยให้ครอบครัว, มิตรสหาย รวมถึงแฟนคลับได้รู้ว่าคนรักคนโปรดของพวกเขานั้นสบายดี รวมถึงเห็นสภาพต่างๆ ในการแข่งขันผ่านจากสายตาของนักกีฬาจริงๆ ซึ่งย่อมมากกว่าที่เห็นผ่านการถ่ายทอดสดหรือหน้าข่าวอยู่แล้ว” เฮยส์กล่าวเสริม

แต่อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของโซเชี่ยลมีเดียก็คือ เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นได้ สิ่งที่เชื่อมโลกของทุกคนเข้าหากัน ก็มีผลข้างเคียงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งหลายครั้งได้ลุกลามสู่การคุกคามผ่านโลกออนไลน์ หรือ Cyberbullying ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญก็คือ การคุกคามดังกล่าวสามารถส่งตรงถึงผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายได้ทันที

และนักกีฬาแทบทุกคนในโลกก็ล้วนเจอประสบการณ์เหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้นด้วยสาเหตุที่หลากหลาย ทั้งผลงานในสนามอย่าง เลบรอน เจมส์ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่า เก่งสู้ ไมเคิ่ล จอร์แดน ไม่ได้ในบางมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จ ที่จอร์แดนได้แชมป์บาสเกตบอล NBA ถึง 6 ครั้ง ส่วนเจมส์ได้เพียง 3 ครั้ง รวมถึงมีสถิติแพ้ในรอบชิงชนะเลิศมากกว่าอย่างทาบไม่ติด (เจมส์ 6 - จอร์แดน 0) ขณะที่บางคนก็ถูกคุกคามด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อย่าง เซรีน่า วิลเลี่ยมส์ นักเทนนิสหญิงระดับแนวหน้าของโลก ที่มักถูกคุกคามผ่านโซเชี่ยลมีเดียอยู่บ่อยครั้งด้วยเหตุผลที่ว่าเธอ ‘แกร่งเกินที่จะเป็นผู้หญิง’

ซึ่งหลายครั้ง เสียงวิจารณ์จากโลกออนไลน์ก็ทำให้นักกีฬาผู้ตกเป็นเป้าประสบกับปัญหาในโลกความจริง อย่างเช่นกรณีของ เพจ สปิราแนค นักกอล์ฟหญิงผู้กลายเป็นคนดังบนสังคมออนไลน์ด้วยหน้าตาและรูปร่าง ซึ่งร้องไห้ต่อสื่อเมื่อปี 2016 ยอมรับว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ลุกลามสู่การคุกคามนั้น ทำให้เธอเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า แถมต้นตอของเหตุการณ์ทุกอย่างนั้นไม่ได้เกิดจากผลงานในสนามเสียด้วย

“เรื่องที่ประสบอยู่มันยากที่จะรับมือจริงๆ ค่ะ” เจ้าตัวเผย “ฉันต้องต่อสู้กับอาการซึมเศร้า เพราะแม้จะมีอายุเพียง 22 ปี (ณ ตอนพูดถึงเรื่องดังกล่าว) แต่ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าพอ ไม่ว่าทำดีแค่ไหน ก็มักจะมีคนบอกว่าฉันทำได้ไม่ดีพออยู่เสมอ และมันหนักถึงขนาดที่มีคนพูดว่า ฉันไม่ใช่นักกอล์ฟที่เก่ง ไม่ใช่คนที่ดี เป็นผู้หญิงสำส่อน ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะว่า ฉันชอบที่จะใส่ชุดรัดรูปเล่นกอล์ฟเท่านั้นเอง”

 

เพิกเฉย หรือสู้กับมัน?

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนว่าการห้ามวิจารณ์เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะแม้จะทำผลงานได้ดีจนตำหนิได้ลำบากแค่ไหน ก็มีคนที่พร้อมจะหยิบยกประเด็นอื่นๆ นอกสนาม หรือแม้กระทั่งในสิ่งที่เป็นตัวตนของนักกีฬาคนนั้นมาเล่นงานอยู่เสมอ

และนั่นนำมาสู่คำถามที่ว่า เราควรจะรับมือกับเรื่องราวลักษณะนี้อย่างไร? จะเพิกเฉยไปเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น หรือจะสู้ โต้ตอบกลับเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของตนเองดี

ซึ่งการเพิกเฉยนั้นคือวิธีรับมือกับคำวิจารณ์ในแง่ลบที่ง่ายและได้ผลดีวิธีหนึ่ง เนื่องจากในบางกรณีก็ไม่ควรค่าแก่การไปโต้ตอบ อย่างที่ จอน เอคัฟฟ์ ผู้เขียนอีบุ๊ค The Hater handbook แนะนำว่า

“คนแปลกหน้านั้นคือบางคนที่คุณไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน และบางครั้งคุณก็อาจไม่คิดอยากพบเลยตลอดชีวิต ซึ่งในบางครั้งสิ่งที่พวกเขาลงทุนมาตลอดทั้งชีวิต อาจมีค่าเท่ากับเพียงการใช้เวลา 40 วินาทีเพื่อโพสต์อะไรซักอย่างลงบนเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร ไม่ต้องทำให้คนเห็นว่าคุณดีพอ เพราะบางคนก็ไม่ได้ควรค่าที่คุณจะต้องทำเช่นนั้น”

ขณะที่ ไมเคิ่ล แบรดลี่ย์ กัปตันทีมฟุตบอลชายของสหรัฐอเมริกา พูดถึงเรื่องการวางเฉยต่อเสียงวิจารณ์ในแง่ลบว่า “มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนักกีฬา ซึ่งต้องเข้าใจเสียก่อนว่าทุกคนล้วนมีความเห็นเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะกับโลกทุกวันนี้ ทุกคนล้วนมีพื้นที่ที่จะระบายอาการหัวร้อนของตนในทุกเมื่อที่ต้องการ ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ถ้าคุณรับมือกับมันไม่ได้แสดงว่าคุณอยู่ผิดที่ แต่ถ้าใช้มันให้ถูกทางก็สามารถใช้กระตุ้นคุณได้ ผมเคยได้ยินประโยคหนึ่งที่พูดกันว่า ‘สิงโตไม่สนความเห็นของแกะหรอก’ ซึ่งผมว่ามันเหมาะสมกับการอธิบายเรื่องนี้มากเลยทีเดียว”

สำหรับนักกีฬาบางราย วิธีการเพิกเฉยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ก็คือการหันไปเล่นโซเชี่ยลมีเดียที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า อย่างกรณีของ เซรีน่า วิลเลี่ยมส์ ซึ่งแม้จะมีแอคเคาน์ทั้งในเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม แต่โซเชี่ยลมีเดียที่เธอชอบเล่นอย่างเป็นจริงเป็นจังนั้นก็คือ สแนปแชต ซึ่งมีจุดขายที่ความเป็นส่วนตัว ทุกโพสต์ในนั้นจะทำลายตัวเอง ไม่สามารถกลับมาดูได้อีกเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้หรือผู้รับได้อ่านข้อความ ต่างจากโซเชี่ยลมีเดียตัวอื่นที่โพสต์นั้นจะคงอยู่ตลอดไป

โดยวิลเลี่ยมส์ผู้น้องเปิดใจถึงการใช้สแนปแชตในการสื่อสารกับแฟนๆ เป็นหลักว่า “ฉันไม่ต้องการที่จะรับมือกับการคุกคามต่างๆ รวมถึงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับมัน ฉันไม่ชอบอ่านคอมเมนท์ แต่ถึงแม้จะมีเรื่องอะไรทำนองนั้นออกมา ฉันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ราคาอะไรกับมัน ซึ่งสแนปแชตช่วยได้ตรงจุดนี้” และหากจำกันได้ ข่าวที่เซรีน่าตั้งท้องลูกสาวคนแรกนั้น เธอก็เผลอหลุดมาทางสแนปแชตนั่นเอง

ซึ่งในกรณีของการเพิกเฉยนั้น นอกจากการทำเมินมันเสียแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ให้ผลดีไม่แพ้กัน นั้นคือ การบล็อก เพราะเมื่อบล็อกใครในโซเชี่ยลมีเดีย เขาก็จะไม่เห็นข้อความของคุณอีกต่อไป และหากผู้นั้นคิดที่จะคอมเมนท์อะไรเสียๆ หายๆ ก็ไม่สามารถทำได้ จนบางคนต้องสมัครแอคเคาท์ใหม่เพื่อมาด่าโดยเฉพาะ และก็ถูกบล็อกในเวลาอันรวดเร็วเป็นวัฏจักรซ้ำไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม สำหรับ จอร์แดน โพยดราส อดีตนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยยูท่าห์ วัลเลย์ กลับมองต่างออกไป เมื่อเขาเห็นว่าการโต้ตอบกับเสียงวิจารณ์เสียบ้างก็ถือเป็นอะไรที่ได้ผลดีไม่แพ้กัน โดยให้มุมมองว่า “ผมชอบปฏิสัมพันธ์ที่นักกีฬามีต่อคนธรรมดาทางโซเชี่ยลมีเดียนะ เพราะมันทำให้คุณเห็นว่า ที่สุดแล้วนักกีฬาก็คือคนปกติ สามารถเล่นตลกหรือหัวเราะได้เหมือนคนทั่วไป อย่างที่ เควิน ดูแรนท์ ทำนี่ก็ดี แต่สิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับเขาก็คือ กว่าที่จะเริ่มตอบโต้คนในโซเชี่ยลมีเดีย ก็ตอนที่เขาได้แหวนแชมป์ NBA แล้ว ผมคิดว่ามันดูไม่มีรสนิยม เพลย์เซฟมากไป และมันทำให้แหวนแชมป์ของเขาดูด้อยค่าไปจากเดิมอยู่หน่อยๆ”

ขณะที่ เมดิสัน คีย์ส นักเทนนิสหญิงดีกรีรองแชมป์ยูเอสโอเพ่น 2017 ก็ยอมรับว่า เจอกับเรื่องทำนองนี้อยู่เป็นประจำ และสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องดังกล่าวได้ คือสู้กับมันด้วยการออกมาพูดถึงเรื่องนี้

“บางวันที่เจอกับความพ่ายแพ้ แค่เปิดโทรศัพท์มือถือเท่านั้นแหละ คอมเมนท์แย่ๆ ก็ไหลมาเป็นสายน้ำ แถมบางครั้งเรื่องดังกล่าวยังเกิดขึ้นหลังจากที่ชนะ เพราะฉันไปชนะนักเทนนิสที่แฟนกีฬาพวกนั้นเชียร์เข้า”

นักเทนนิสอเมริกันรายนี้ยังเผยต่อด้วยว่า “ฉันรู้สึกว่า ถ้าเอาแต่เงียบ ไม่ทำอะไรซักอย่างที่ควรทำเพื่อแก้ปัญหานี้ ฉันคงจะไม่พอใจกับตัวเองเอามากๆ เลยล่ะ”

อีกวิธีหนึ่งในการสู้กับการคุกคามทางโลกออนไลน์สำหรับนักกีฬา ก็คือการส่งต่อข้อความนั้นออกไป อย่างเช่นการแชร์ในเฟซบุ๊ค หรือรีทวีตในทวิตเตอร์ ด้วยเหตุผล 3 ประการ 1. เพื่อให้สังคมเห็นว่าพวกเขาต้องเจอกับอะไรทำนองนี้ 2. เพื่อเปิดโปงคนที่กระทำการดังกล่าว และ 3. เพื่อให้แฟนคลับจัดการเรื่องนี้แทนตัวนักกีฬา

เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับ แบรนดอน วีเดน อดีตควอเตอร์แบ็คของ คลีฟแลนด์ บราวน์ส และ ดัลลัส คาวบอยส์ ในศึกอเมริกันฟุตบอล NFL สมัยเรียนระดับคอลเลจกับมหาวิทยาลัยโอกลาโฮม่าสเตท เมื่อมีแฟนคลับมหาวิทยาลัยโอกลาโฮม่า คู่ปรับของสถาบันเขาทวีตในเชิงแช่งให้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก ซึ่งวีเดนโต้ตอบเพียบแค่รีทวีตข้อความดังกล่าว พร้อมกับเสริมด้วยคำพูดของตัวเองเพียงสั้นๆ ว่า ‘นี่เรื่องตลกใช่มั้ย?’ และสถานะของวีเดนนี้เองที่นำมาซึ่งจุดเปลี่ยน เมื่อแฟนกีฬาของทั้งสองสถาบันตามขุดคุ้ยเรื่องราวของเจ้าของทวีตปริศนานี้ยกใหญ่ จนในที่สุดตัวตนก็ถูกเปิดโปงว่าเป็นนักกีฬาเบสบอลของมหาวิทยาลัยโอกลาโฮม่า และทำให้ทางมหาวิทยาลัยตัดสินใจไล่เจ้าของทวีตนี้ออกจากทีมเบสบอลทันที


Photo : Twitter : @jordanheckff

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ทั้งตัวนักกีฬาเองและผู้เชี่ยวชาญไม่สนับสนุนให้ทำ คือการลบแอคเคาท์ออกจากระบบ เพราะนั่นคือสิ่งที่ชี้ว่าคุณเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าเหล่าผู้จงเกลียดจงชังทั้งหลายปั่นหัวคุณได้สำเร็จ รวมถึงย่ามใจว่าพวกเขาเสียงดังกว่าคุณ และสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกแล้ว ซึ่ง เจฟฟ์ บอนด์ นักจิตวิทยาด้านกีฬาชาวออสเตรเลียมองว่า สำหรับนักกีฬาดาวรุ่ง บางครั้งการให้ผู้จัดการส่วนตัวเป็นคนกลั่นกรองสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะโพสต์อะไรในโชเชี่ยลมีเดียนั้นส่งผลดีกว่า เพื่อที่พวกเขาจะได้มีสมาธิกับการเป็นนักกีฬาอย่างเต็มที่ รวมถึงศึกษาถึงผลกระทบในแง่ลบของมันอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะโพสต์อะไรเสียก่อน

ส่วนแนวทางการเล่นโซเชี่ยลมีเดียนั้น นักวิชาการอย่าง เอนเซล, เมซาโน่, บราวน์ และ เฮย์ส ต่างก็เสนอวิธีใกล้เคียงกับ โดยพวกเขามองว่า ในช่วงระหว่างทัวร์นาเมนต์แข่งขัน ควรเว้นการเล่นในช่วงใกล้เวลาลงสนาม รวมถึงระหว่างแข่งขันไว้บ้าง เพื่อช่วยให้ตั้งสมาธิ รับมือกับความกดดันได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้กล่าวไว้ นั่นคือจะช่วยลดสิ่งกระตุ้น อันจะนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงการคุกคามเวลาผลการแข่งขันไม่เป็นใจได้อีกทางด้วย


Photo : www.dailymail.co.uk

แม้เราไม่อาจห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการคุกคามจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบนโซเชี่ยลมีเดียได้ แต่สิ่งที่นักกีฬาและทุกคนสามารถทำได้ คือการรับมือกับมันอย่างถูกวิธี ใช้อย่างมีสติ หากสู้กับเสียงวิจารณ์ได้ก็สู้อย่างระมัดระวัง หากสู้ไม่ได้ หรือไม่คุ้มที่จะสู้ บางครั้งปล่อยผ่านไปก็ได้ เพราะหลายครั้งการโต้เถียงก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของทุกฝ่าย ขึ้นอยู่กับว่าจะมองในด้านใดเท่านั้น

สิ่งที่นักกีฬารวมถึงเราทุกคนควรให้ความสำคัญ คือการเพิ่มคุณค่าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทักษะฝีมือ หรือแม้กระทั่งทัศนคติคิดบวก เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณอยู่ในวงการได้นาน รวมถึงเป็นแบบอย่างให้คนอื่นทำตามด้วยเช่นกัน

 

แหล่งที่มา

Kim Encel, Christopher Mesagno & Helen Brown (2017) Facebook use
and its relationship with sport anxiety, Journal of Sports Sciences, 35:8, 756-761, DOI:
10.1080/02640414.2016.1186817

http://dx.doi.org/10.1080/02640414.2016.1186817
https://www.anxiety.org/sport-anxiety-and-social-media-use-during-competitions
https://app.secure.griffith.edu.au/news/2018/04/12/new-study-of-social-media-use-and-athlete-performance/
https://athletesinaction.org/quickhits/how-to-respond-to-harsh-criticism
https://bleacherreport.com/articles/2664573-10-athletes-unfairly-vilified-by-sports-fans-and-social-media
https://www.cnet.com/news/athletes-and-celebrities-cant-escape-social-media-scrutiny-no-matter-how-much-they-want-to/
http://www.excellesports.com/news/female-athletes-social-media/
http://www.fieldhousemedia.net/4-ways-student-athletes-can-deal-with-haters-on-social-media/
https://www.theage.com.au/sport/afl/sports-psychologists-warn-afl-players-to-stay-off-social-media-20170614-gwr009.html
https://theconversation.com/the-selfie-olympics-whats-the-impact-of-social-media-on-performance-92273
https://www.uvureview.com/recent/blogs/sports-blog/athletes-respond-social-media-criticism/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง