On The Main Stand

ลดจำนวนทีมช่วยได้ไหม : โปรแกรมไทยลีกจัดแบบไหนถึงเหมาะสม?



เสียงบ่นเรื่องโปรแกรมการแข่งขันที่ถี่ นำมาซึ่งแนวทางการลดจำนวนไทยลีกเหลือ 16 สโมสรในฤดูกาลหน้า คำถามก็คือแล้วแนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนจริงเหรอ?


 

ปัญหาโลกแตกอย่างหนึ่งของฟุตบอลอาชีพยุคใหม่บ้านเรา คงหนีไม่พ้นเรื่องโปรแกรมการแข่งขัน ที่ยังแก้ไม่ตกเสียที

การหยุดพักเบรกบ่อยๆ แล้วกลับมาเตะแข่งกันถี่ๆกัน ในช่วงท้ายฤดูกาล ย่อมส่งผลกระทบเต็มๆถึง สโมสรต่างๆ ที่ต้องประสบปัญหาผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ. มีอาการเหนื่อยล้า, สภาพร่างกาย ความฟิต ที่ไม่เต็มร้อย เพราะถูกใช้งานมากเกินไป จนทำให้อรรถรสฟุตบอลหายไป และดีกรีความสนุกของการต่อสู้ของลีกลดลงด้วย

แม้ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ชุดใหม่ จะมีความพยายามในการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งการว่าจ้างบริษัทมืออาชีพด้านจัดการโปรแกรมจากต่างประเทศ มาช่วยวางคิวการแข่งขัน โตโยต้า ไทยลีก ให้มีความยืดหยุ่น และทุกทีมได้เล่นเกมเหย้า-เยือนที่เหมาะสม

รวมถึงยังมี แนวทางในการลดจำนวนทีมจาก 18 สโมสร ให้เหลือ 16 ทีม เพื่อไม่ให้โปรแกรมแข่งโหลดเกินไปในฤดูกาลหน้า

มองผ่านๆก็ดูเหมือนเป็น แนวทางที่ดี เพราะอย่างน้อยก็จะได้โปรแกรมคืนมาถึง 4 เกมวีก หรือเท่ากับ 1 เดือน

แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงต้นตอปัญหาแท้จริง ดูเหมือนว่า ปัญหา ไม่ได้อยู่แค่เรื่องจำนวนทีมที่เยอะเกินไปเพียงอย่างเดียว ที่ทำให้ไทยลีกยังไม่สามารถจัดโปรแกรมที่เหมาะสมได้เสียที

 

ปิดฤดูกาลให้สั้น เพิ่มฤดูแข่งขันให้ยาว

ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนารูปแบบการแข่งขันมาโดยตลอด ทั้งการจัดโปรแกรมแบบเตะคร่อมปี (เช่น ฤดูกาล 1996-1997, 2004-2005) ตามโมเดลลีกยุโรป ที่จะเริ่มเปิดซีซั่นในเดือน สิงหาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ในอีกปีถัดไป พัฒนามาสู่โปรแกรมแข่งขันแบบจบในปี

แน่นอนว่าสำหรับประเทศที่มีเพิ่งมีลีกอาชีพมาได้ 20 กว่าปี และเป็นลีกอาชีพจริงๆ ตามกฏข้อบังคับของเอเอฟซี แค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น

คงเป็นเรื่องที่ดูไม่แฟร์เหมือนกัน หากจะหยิบยกไปเปรียบเทียบกับ ลีกชั้นนำของยุโรป, เอเชีย กันแบบโต้งๆ แล้วมาตีตราบอกว่า ไทยลีก จัดโปรแกรมไม่ดี

แต่ก็ใช่ว่า การเรียนรู้จุดแข็งของโปรแกรมลีกจากต่างบ้านต่างเมือง จะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดรับ และนำมาศึกษา ปรับใช้ เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทาง สำหรับการจัดโปรแกรมการแข่งขัน อย่างเรื่องแรก ระยะเวลาในการปิด-เปิดฤดูกาล

“ผมอยากจะขอพูดถึงโปรแกรมการแข่งขันซักหน่อยครับ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมได้ยินมาว่าเราต้องการพัฒนาไทยลีก และสมาคมต้องการพัฒนาโดยการลดทีมจะ 18 ทีมเหลือเพียง 16 ทีม แต่มันก็อาจจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ ที่จะจัดการโปรแกรมการแข่งขันได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ครับ"

“เมื่อเราดูโปรแกรมที่เหลือออยู่ ไทยลีกจะจบฤดูกาล ในต้นเดือนตุลาคม หลังจากนั้น ฟุตบอลไทยลีก จะหยุดพักนานถึง 4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากเกินไปและจะส่งผลเสียต่อตัวผู้เล่นด้วย ผมเข้าใจว่าทีมชาติเป็นเรื่องสำคัญ และเราต้องไม่ลืมว่าฟุตบอลในระดับสโมสร ก็เป็นรากฐาน และหัวใจสำคัญของฟุตบอลไทยเช่นกัน "

“พ่อมดบอลไทย” โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ผู้อำนวยการสโมสรชาวเบลเยียม ของ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  พูดถึงแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจของลีกลูกหนังที่ยังผูกติดกับ ทีมชาติไทย เยอะเกินไป จนทำให้มีช่องว่างระหว่างฤดูกาล 2018 กับ 2019 ยาวเกินไป

 
Photo : Facebook : Robert Procureur

ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อลีกอาชีพไทย ซ้ำยังเป็นช่วงพักฤดกาลที่ยาวนานเกินไป สำหรับอาชีพนักฟุตบอล พร้อมกับได้ให้คำแนะนำว่า ควรขยับเวลาเปิดฤดูกาลใหม่ ให้เร็วขึ้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์

เหตุที่ สมาคมฯ และไทยลีก ต้องการขยับเวลาปิดฤดูกาล 2018 ให้เร็วขึ้น นั้นเพื่อต้องการให้ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ได้มีเวลาเก็บตัว เพื่อเตรียมทีม สำหรับการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ในเดือน พ.ย.-ธ.ค. นี้

เท่ากับซีซั่นนี้จะมีการปิดฤดูกาลที่เร็วกว่าฤดูกาลก่อน 1 เดือน จนมีช่วงว่างระหว่างฤดูกาลนานถึง 4 เดือน

เรืองนี้ส่งผลถึงพัฒนาการ ความต่อเนื่อง แม้สโมสรจะได้เรียก นักฟุตบอลมาปรีซีซั่นนานขึ้น แต่ก็เทียบไม่ได้เลย กับการแข่งขันจริง และไม่มีความจำเป็นที่ลีกอาชีพ ต้องหยุดนานขนาดนั้น

นอกจากนี้ ในการแข่งขันลีกรากหญ้า อย่าง ไทยลีก 4 หรือดิวิชั่น 2 เดิม ก็ประสบปัญหาในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีมที่ไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบแชมเปียนส์ลีก จะมีฤดูกาลแข่งขันเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น

ในซีซั่นนี้ ออมสิน ลีก 2018 รอบภูมิภาค เริ่มแข่งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ สิ้นสุดฤดูกาลปกติ ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้

แม้จะมีการแก้ปัญหาด้วยการพยายามยืดฤดูกาลให้ยาวนานขึ้น ในบางโซนให้แข่งแบบ 3 เลก แต่ท้ายที่สุด ก็มีแค่ทีมที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบ แชมเปียนส์ลีก เพียงไม่กี่ทีมเท่านั้น

ส่วนทีมที่ไม่ได้เข้ารอบ ชปล. ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยต้องหันไปทำงานอื่นแทน ที่ไม่ใช่เล่นฟุตบอล เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, ทำนา, ทำสวน, ก่อสร้าง ฯ เพื่อหารายได้มาชดเชยส่วนที่หายไป ในช่วงปิดฤดูกาลที่ยาวนานถึงครึ่งปี

ด้วยสัญญาจ้างของลีกระดับล่าง ส่วนใหญ่ มักจะเซ็นกันแบบซีซั่นต่อซีซั่น ไม่เหมือนกับลีกสูงสุดที่สัญญายังครอบคลุมไปถึงช่วงไม่มีแข่งด้วย

อีกทั้งการหยุดที่ยาวนานยังส่งผลไปถึง พัฒนาการด้านฟุตบอลที่ขาดความต่อเนื่อง ทั้งที่ ฟุตบอลลีกภูมิภาค ก็นับเป็นหนึ่งในรากฐานฟุตบอลอาชีพด้วย

“ผมค่อนข้างแปลกใจกับช่วงเวลาเปิด-ปิดฤดูกาลของฟุตบอลไทย เพราะที่ลีกเอิง บ้านผม หยุดกันแค่เดือนครึ่ง-สองเดือนเท่านั้นเอง ก็กลับมาแข่งฤดูกาลใหม่แล้ว ผมยังสงสัยเลยว่าช่วงบอลไทยหยุดตั้ง 4 เดือน นักบอลเขาจะทำอะไรกัน” ดาวิด เบอร์ตู แฟนบอลชาวฝรั่งเศสที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย และติดตามดูฟุตบอลไทยลีกเป็นประจำ กล่าวกับ Main Stand

เมื่อสำรวจไปยังลีกชั้นนำของยุโรป อาทิ ลีกเอิง ฝรั่งเศส, ลาลีกา สเปน, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ รวมถึง บุนเดสลีกา เยอรมัน จะพบว่าลีกเหล่านี้ มีช่วงเวลาการเปิด-ปิดฤดูกาลที่ชัดเจน และรักษาระดับช่องว่างเท่าเดิมอยู่สม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเป็น ซีซั่นนั้น จะมีเมเจอร์สำคัญอย่าง ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) รออยู่ก็ตาม ก็ไม่ได้เลื่อนโปรแกรมลีกให้จบเร็วขึ้น หรือพักเบรกกลางทาง ยกเว้นเบรกหนีหนาวที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมอยู่แล้ว  

ส่วนฝั่งเอเชีย ก็มีตัวอย่าง เช่น ลีกสูงสุดของอิรัก มีจำนวนทีมมากถึง 20 สโมสร พวกเขาใช้วิธีการเปิดฤดูกาลแบบคร่อมปี เริ่มเปิดฤดูกาลในเดือน พฤศจิกายน แล้วไปบรรจบซีซั่นในช่วงเดือน สิงหาคม (ปิดฤดูกาลไปแล้ว) ทำให้พวกเขามีช่วงพักระหว่างฤดูกาลที่เหมาะสม ประมาณ 2 เดือน

เช่นเดียวกับ เจ.ลีก ในฤดูกาลนี้ ที่มี 18 สโมสรเท่ากับ ไทยลีก เริ่มเปิดฤดูกาลในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ (ไล่เลี่ยกับไทยลีก) แต่ไปสิ้นสุดฤดูกาลในต้นเดือนธันวาคม เท่ากับว่ามีช่องว่างพักฤดูกาลประมาณ สองเดือนกว่าๆ

อาจจะบอกว่า เพราะญี่ปุ่น ไม่ต้องมาเตะรายการ เอเอฟซี ซูซูกิ คัพ นิ ก็เลยสามารถลากยาวโปรแกรมไปถึงธันวาคมได้ แต่หากดูรายการอย่าง อีสต์ เอเชียน คัพ (ชิงแชมป์ภูมิภาคเอเชียใต้) ในปี 2017 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ ช่วง 4 วันสุดท้าย ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ เจ.ลีก ยังคงแข่งขันนัดชิงของ ไฟนัลสเตจ อยู่เลย

นอกจากนี้ ฟุตบอลไทยลีก ยังมีหยุดเบรกหลังจบเลกแรก เป็นธรรมเนียมประจำด้วย ต่างจากหลายๆลีกชั้นนำ ที่มักนิยม หวดแข้งกันต่อไปเลยในอีกสัปดาห์ถัดไป เพื่อไม่ให้โปรแกรมไปอัดตัวกันอยู่ในเลกสองมากเกินไป

เราจึงมักเห็นว่า ไทยลีก จะหวดกันสบายๆในครึ่งฤดูกาลแรก แล้วโปรแกรมก็ถี่ขึ้นในครึ่งฤดูกาลหลัง

ดังนั้นถ้าในอนาคต ฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก รวมถึงลีกรอง สามารถลดช่องเวลาระหว่างฤดูกาลให้ “สั้น”  ลง ด้วยการยืดเวลาของฤดูกาลให้ยาวขึ้น หรือขยับมาเตะให้ไวขึ้น โดยไม่มีการพักระหว่างฤดูกาล ก็น่าจะทำให้โปรแกรมไม่ถูกบีบอัดแน่นเกินไป

ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว เมื่อนำมาประกอบร่างกับจำนวนทีมที่ลดลงเหลือ 16 ทีม ของโตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2019 จะทำให้ ไทยลีก จัดโปรแกรมลีก เกมวีกละสัปดาห์ ได้อย่างสบายๆ และหาช่องว่างในการปรับแต่งปฏิทินแข่งขัน ให้เข้ากับ ช่วงเวลาฟีฟ่าเดย์ของทีมชาติ รวมถึงฟุตบอลถ้วยในประเทศทั้งสองรายการ ได้ดีอีกด้วย

 

ฟุตบอลถ้วยเลกแรก

หากยังจำกันได้ เมื่อไม่นานนัก ในฤดูกาล 2017 สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วย 2 รายการอย่าง โตโยต้า ลีก คัพ (แข่ง 22 พ.ย.) และ ช้าง เอฟเอ คัพ (แข่ง 25 พ.ย.) ที่นัดชิงทั้งสองรายการ มีระยะห่างกันแค่ 3 วันเท่านั้น

กว่างโซ้งฯ ยื่นเรื่องขอเลื่อนโปรแกรมนัดชิงฯ ฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ ให้ห่างจากนัดชิง โตโยต้า ลีก คัพ อย่างน้อยสัก 1 สัปดาห์ สุดท้ายคำร้องดังกล่าวไม่เป็นผล

เชียงราย เลือกที่จะยอมโรเตชั่นผู้เล่นในนัดชิงถ้วยลีกคัพ เพื่อรักษาสภาพนักเตะไว้สำหรับรายการที่สำคัญกว่าอย่าง ช้าง เอเอฟคัพ ที่มีตั๋วรอบเพลย์ออฟ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เป็นเดิมพัน


Photo : Facebook : Chiang Rai United FC

ซึ่งก็นับเป็นกรณีที่ไม่น่าจะได้เห็นบ่อย ที่การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วยในประเทศ 2 รายการ จะมีระยะเวลา ที่การแข่งขันกระชั้นชิดใกล้เคียงกันเช่นนี้

ที่น่าสนใจคือ ในฤดูกาลดังกล่าว ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก แข่งจบวันที่ 18 พ.ย เท่ากับว่าแชมป์ทั้งสามรายการ จะรู้ผลกันภายในช่วงเวลาแค่ 1 สัปดาห์

โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ แสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า “แล้วทำไมฟุตบอลถ้วย ช้างเอฟเอ คัพ กับ โตโยต้า ไทยลีก จึงไม่จัดแข่งตั้งแต่เลกแรก ซะเลย เพื่อไม่ให้โปรแกรมแน่นเกินไปในช่วงเลกสอง”  

ซึ่งก็เป็นแนวทางที่น่าคิดไม่น้อย… ยกตัวอย่าง ฟุตบอลอังกฤษ มี 3 เมเจอร์หลัก อย่าง  พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุด เป็นตัวชูโรง และฟุตบอลถ้วย 2 รายการอย่าง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ซึ่งพวกเขาก็สามารถบริหาร และให้ความสำคัญแต่ละรายการได้อย่างลงตัว

ในฤดูกาล 2017-18 พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จบซีซั่นในวันที่ 13 พ.ค. แต่ฟุตบอลถ้วยเล็กอย่าง ลีก คัพ นั้นรู้ผล ทีมแชมป์ไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว เนื่องจาก ทีมจากพรีเมียร์ลีก มีคิวลงเล่นถ้วยนี้ตั้งแต่รอบสอง ในเดือนกันยายน

ส่วนถ้วยที่ใหญ่กว่า อย่าง เอฟเอ คัพ ถูกจัดวางไว้เป็นรายการสำคัญสุดท้ายของฤดูกาล แข่งขันนัดชิงในวันที่ 19 พ.ค. (ซึ่งก็มีระยะห่างจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกลีกจบ ราวๆ 1 สัปดาห์)

สเปน มีจำนวนทีมบนลีกสูงสุด 20 สโมสร แม้มีบอลถ้วยแค่รายการเดียวก็จริง แต่ก็ใช้ระบบเหย้า-เยือน ตั้งแต่รอบ 32 ทีมไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ โดยทีมจากลีกสูงสุดจะเริ่มลงแข่งขัน ตั้งแต่เลกแรก ในเดือนตุลาคม (ทราบผลคู่ชิงตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์)

ความพิเศษของ โคปา เดอ เรย์ ก็คือ ในฤดูกาลที่ทีมชาติสเปน จะแข่งขันเมเจอร์สำคัญอย่าง ฟุตบอลยูโร, ฟุตบอลโลก ศึกชิงถ้วยของสโมสรสเปน จะขยับมาเตะนัดชิงกันในเดือน เมษายน

ซึ่งการบริหารจัดการฟุตบอลถ้วยในประเทศที่ดีนี่เอง ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ส่งเสริมให้ในช่วงทศวรษที่ผ่านมา สโมสรจากสเปน จึงประสบความสำเร็จในเวทีระดับยุโรป ทั้ง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และ ยูโรป้า ลีก อยู่สม่ำเสมอ


Photo : Facebook : Real Madrid C.F.

ฝรั่งเศส มี 20 สโมสร และฟุตบอลถ้วยหลัก 2 รายการเช่นกัน ซึ่งทั้งสองรายการจะมีรายการหนึ่ง ที่ทีมจากลีกสูงสุด ได้ลงเล่นตั้งแต่เลกแรก ส่วนอีกรายการ ทีมจากลีกเอิง จะเริ่มเล่นในช่วงปีใหม่ (ในรอบ 64 ทีม)

โดยในฤดูกาลที่ผ่านมา นัดชิง Coupe de la ligue ถูกจัดขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม ส่วนถ้วยใหญ่กว่าอย่าง Coupe de France แข่งขันวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งจบก่อนฤดูกาลการแข่งขันของ ลีก เอิง ที่สิ้นสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ทำให้เห็นว่า ยังไงเสีย ความสำคัญของฟุตบอลถ้วย 2 รายการ ย่อมไม่มีทางเท่ากัน และการขยับโปรแกรมเพื่อให้มี จุดสิ้นสุดฤดูกาล ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ย่อมไม่ส่งผลดีต่อทั้งสโมสร และสปอนเซอร์จัดการแข่งขัน ที่คงไม่มีใครอยากเห็นทีมคู่ชิงส่งนักเตะสำรองลงเล่น

หากเรียงตามลำดับความสำคัญในปัจจุบัน โตโยต้า ไทยลีก จัดเป็นการแข่งขันที่มีความสำคัญสุดอันดับ 1 รองลงมาคือถ้วยช้าง เอฟเอ คัพ ที่มีตั๋วไปเล่นรอบเพลย์ออฟ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก และเมเจอร์สำคัญรายการสุดท้ายคือ โตโยต้า ลีก คัพ ถ้วยที่มีการกลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้ง ตั้งแต่ปี 2010 หลังเว้นว่างไปตั้งแต่ปี 1994 (ก่อนไทยลีกครั้งแรกจะเริ่มขึ้นเสียอีก)

การมีฟุตบอลถ้วยถึง 2 รายการ และมีเอกชนยอมจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อเป็น Title Sporsor ย่อมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เห็นได้โดยทั่วไปว่า หลายชาติในโลก มีฟุตบอลถ้วยในประเทศมากกว่า 1 รายการ ดังนั้นการจัดแข่งขัน 2 ถ้วยในไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้โปรแกรมหนักเกินไป

เพราะตามหลักแล้ว มักจะเลือกรายการที่มีความสำคัญน้อยสุด ให้จบการแข่งขันก่อน เช่น ลีก คัพ อังกฤษ ที่แข่งขันจบก่อน เอฟ เอ คัพ อังกฤษ นานถึง 3 เดือน แต่ในเมืองไทยดูเหมือนว่าการจัดสรรบริหารเวลาการแข่งขัน ยังมีปัญหาอยู่

ยกตัวอย่าง ในฤดูกาล 2017 ไทยลีก เริ่มแข่งขันตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์, ถ้วยโตโยต้า ลีก คัพ เริ่มแข่งคัดเลือกรอบแรก 1 มีนาคม, ถ้วยเอฟเอ คัพ เริ่มแข่งรอบคัดเลือก รอบแรก 5 เมษายน

โตโยต้า ลีก คัพ 2017 แข่งรอบคัดเลือกรอบสอง ในวันที่ 15 มี.ค. ต่อด้วยรอบเพลย์ออฟ ในปลายเดือน เม.ย.

จากนั้นก็เว้นว่างไปเกือบ 3 เดือน จึงกลับมาแข่งขัน รอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่มีทีมจากไทยลีก ลงเล่นด้วย ในวันที่ 26 ก.ค. แล้วก็หยุดไปอีก 3 เดือน ก่อนเข้าสู่การแข่งรอบ 16 และ 8 ทีมสุดท้าย ในเดือนตุลาคม ต่อเนื่องด้วยรอบ 4 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 4 พ.ย. และชิงชนะเลิศในวันที่ 22 พ.ย.

เอฟเอ คัพ 2017 หลังจบรอบคัดเลือกรอบแรกในเดือน เมษายน ก็ต้องรอเวลาอีก 2 เดือนครึ่ง เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในรอบ 64 ทีมสุดท้าย ที่มีทีมจากไทยลีก เริ่มแข่งขันด้วย ในวันที่ 21 มิ.ย.

จากนั้นพักการแข่งขันไป 2 เดือน แล้วกลับมาเตะเดือนละรอบตั้งแต่ สิงหาคม ไปจนถึงพฤศจิกายน ที่แข่งขันรอบ 4 ทีมสุดท้ายในวันที่ 1 พ.ย. และชิงชนะเลิศในวันที่ 25 พ.ย.

เมืองทองฯ ยูไนเต็ด เคยต้องลงเล่น 8 เกม ในรอบ 1 เดือนมาแล้ว ในฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วงทีมที่มีคิวเล่นรอบน็อกเอาท์ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รวมถึงฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ และฟุตบอลลีก

หากเทียบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในซีซั่นที่ผ่านมา ช่วงที่พวกเขามีคิวเล่นถ้วยใหญ่ยุโรป และบอลถ้วยประเทศด้วย เปแอสเช เคยต้องลงเล่นมากสุดต่อ 1 เดือน อยู่ที่ 7 เกมเท่านั้น ในซีซั่นเดียวกัน


Photo : Facebook : PSG - Paris Saint-Germain

ส่วนฤดูกาลปัจจุบัน ฟุตบอลถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ และ โตโยต้า ลีก คัพ ยังมีรูปแบบการจัดไม่ต่างจากของเดิมมากนัก ตรงที่ ทีมจากลีกสูงสุด ได้เริ่มแข่งในช่วงเลกสอง แล้วก็มีการเว้นช่องเวลาการแข่งขัน ไว้นาน ก่อนจะมาแข่งถี่ขึ้นในช่วงท้ายฤดูกาล

ช้าง เอฟเอ คัพ 2018 เริ่มแข่งรอบคัดเลือก ในวันที่ 4 เม.ย. จากนั้นก็พักไป 2 เดือนครึ่ง แล้วจึงค่อยเริ่มรอบ 64 ทีมสุดท้าย ที่มีทีมจากไทยลีก ลงฟาดแข้งในวันที่ 27 มิ.ย. (เข้าช่วงเลกสอง)

แข่งรอบ 32 ทีม วันที่ 4 ก.ค. แข่งรอบ 16 ทีมวันที่ 25 ก.ค. และรอบ 8 ทีมสุดท้าย วันที่ 1 ส.ค. (เท่ากับว่าช่วงประมาณ 1 เดือนเศษ มีการแข่งไปแล้ว 4 รอบ) โดยยังไม่มีการกำหนดโปรแกรมรอบ 4 ทีมสุดท้าย กับนัดชิงชนะเลิศ

ส่วนรายการ โตโยต้า ลีก คัพ ขยับมาแข่งรอบคัดเลือก ทั้ง 2 รอบเร็วขึ้น ในช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ กับต้นเดือน มีนาคม จากนั้นในเดือนเมษายน ก็เข้าสู่การแข่งขันรอบเพลย์ออฟ

แต่ก็เว้นไปถึง 2 เดือน เพื่อกลับมาแข่งขันรอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่มีทีมจากไทยลีก ลงเล่นด้วย ในวันที่ 13 มิถุนายน จากนั้นแข่งรอบ 16 ทีมสุดท้ายในวันที่ 11 กรกฏาคม และรอบ 8 ทีมสุดท้ายในวันที่ 8 สิงหาคม  ส่วนรอบตัดเชือก กับนัดชิงชนะเลิศ ยังไม่มีการกำหนดเช่นกัน

การจัดฟุตบอลถ้วยให้เร็วขึ้น และปรับโปรแกรมฟุตบอลถ้วยให้เหมาะสม ตามลำดับขั้น อาจจะช่วยให้ สโมสรไม่ต้องกรำศึกหนักในเลกสองจนเกินไป

ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เมืองทองฯ ที่ไม่มีคิวลงเล่น เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก แต่เชื่อหรือไม่ว่าพวกเขามีคิวลงเล่นมากถึง 8 เกมใน 1 เดือน

จเด็จ มีลาภ เฮดโค้ชการท่าเรือ เอฟซี เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การที่ผู้เล่นต้องเตะติดๆกันถี่ ทั้งบอลถ้วยและบอลลีก ส่งผลต่อ นักเตะทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ที่เกิดอาการบาดเจ็บง่ายขึ้น, มีการใช้งานร่างกายหนักเกินไป จนเกิดอาการ Over-training ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ นักกีฬา ไม่สามารถเรียกฟอร์มการเล่นที่ดีสุดออกมาได้ และเกิดความเบื่อหน่ายในการเล่น เนื่องจากร่างกายถูกเรียกร้องให้ใช้งานหนักเกินกำลัง


Photo : Facebook : การท่าเรือ เอฟซี Port FC

 

มิดวีกควรมีหรือไม่?

หลายคนเข้าใจว่า สาเหตุที่ทำให้ นักเตะไทย กรอบ ล้า จนส่งผลให้เกมออกมาไม่สนุก มาจากการที่ ไทยลีก มีโปรแกรมมิดวีกเยอะเกินไป แต่ในช่วงที่เตะติดๆกัน

อย่างในเดือน กันยายน หลังพักเบรกเอเชียนเกมส์ เฉพาะไทยลีกอย่างเดียว จะมีโปรแกรมแข่งมากถึง 6 เกมในรอบ 1 เดือน

เพราะตามธรรมชาติของฟุตบอลลีก “มิดวีก” หรือการเตะเกมกลางสัปดาห์นั้น ส่วนใหญ่่จะไม่ค่อยได้รับความนิยม และหากไม่จำเป็นจริง ลีกชั้นนำของโลก ก็แทบจะไม่ใส่เกมกลางสัปดาห์มาไว้ในโปรแกรมลีก เพราะจะไปกระทบกับ การเล่นฟุตบอลถ้วยสโมสรระดับทวีป รวมถึงการพักระหว่างเกมลีกด้วย  

ปัญหาที่เกิดขึ้นใน ไทยลีก ก็คือ มีการเบรกหลังจบเลกแรก รวมถึงฟุตบอลบอลถ้วย ทั้งสองรายการ จะถูกแทรกเข้ามาในช่วงเลกสอง


Photo : Facebook : Buriram United

นอกจากนี้ การเลื่อนการแข่งขัน จากการพักเบรกให้กับทีมชาติไทย ชุดต่างๆ และภัยธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม ก็ทำให้ โปรแกรมโตโยต้า ไทยลีก ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนกลางทางเสมอ และจำเป็นต้องใส่เกมวันพุธให้มากขึ้น

ในฤดูกาล 2017 โตโยต้า ไทยลีก มีการเตะมิดวีกพร้อมกันทุกคู่ มากถึง 9 เกมวีก ส่วนในซีซั่นนี้ มีการเตะมิดวีกพร้อมกันทุกคู่ถึง 6 เกมวีก

เมื่อลองเทียบกับลีกจากยุโรป ยกตัวอย่าง ลีกเอิง ฝรั่งเศส มีจำนวนสโมสรมากถึง 20 ทีม 38 แมตช์วีก ฤดูกาล 2017-18 พวกเขามีเกมมิดวีกแบบเตะทุกคู่เพียง 3 สัปดาห์ ส่วนในฤดูกาลใหม่ที่จะถึงนี้ ลีก เอิง จะมีเกมมิดวีกแบบแข่งพร้อมกันแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น

บุนเดสลีกาเยอรมัน มี 18 สโมสร (เท่ากับ ไทยลีก) ในฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขามีเกมกลางสัปดาห์แบบเตะพร้อมกันแค่ 1 วีก, ลาลีก้า สเปน มี 20 ทีม ในฤดูกาล 2017-18 มีการเตะกลางสัปดาห์ 3 ครั้ง โดยเตะแบบไล่ตั้งแต่วันพุธไปถึงอาทิตย์ 1 สัปดาห์ และวันพุธ-ศุกร์ 2 สัปดาห์

“ผมเห็นว่าไทยลีกเตะกลางสัปดาห์บ่อยมาก เทียบกับ ลีก เอิง แล้ว เราจะมีเกมกลางสัปดาห์น้อยมากๆ หรือแทบไม่มีเลย ถ้ามีก็จะเป็นพวกบอลถ้วย และแชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรป้า หากทีมคุณไม่ได้เข้ารอบลึกๆในรายการเหล่านี้ คุณแทบจะไม่มีเกมกลางสัปดาห์เลย และอย่าลืมนะ ลีกเรามีถึง 20 ทีม” ดาวิด เบอร์ตู แฟนบอลชาวฝรั่งเศสที่ติดตามดูฟุตบอลไทยมากว่า 3 ปี กล่าว

แต่การมีมิดวีกก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ คุณภาพลีกถดถอยลง หากถูกจัดอยู่ในความเหมาะสม ยกตัวอย่าง เจ 1 ลีก ญี่ปุ่น ที่มี 18 สโมสร ฤดูกาลนี้ ที่มีการปรับเปลี่ยนมาแข่งด้วยระบบเดิม แทนระบบสเตจ ก็มีเกมมิดวีกแบบเตะพร้อมกัน ในช่วงกลางสัปดาห์อยู่ที่ 6 เกมวีก แบ่งออกเป็นเลกแรก 4 นัด เลกสอง 2 นัด

เคลีก 1 เกาหลีใต้ มีเกมมิดวีกมากถึง 7 นัดจาก 33 เกมในฤดูกาลปกติ (เคลีก มี 12 ทีม แต่จำนวนนัดแข่ง 38 เกม รวมรอบแชมเปียนชิพ และรอบตกชั้น) ส่วน ไชนีส ซูเปอร์ ลีก มีเกมกลางสัปดาห์ 4 เกมวีก แบ่งเป็นเลกละสองสัปดาห์

นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่า จำนวนมิดวีกไม่ได้เป็นตัวชี้วัด คุณภาพเสมอไป เพราะเจลีก ก็มีเกมลีกกลางสัปดาห์ เท่ากับ ไทย แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่เทน้ำหนักไปไว้ช่วงเลกสองเยอะเกินไป

 

ก้าวข้ามสู่ลีกอาชีพ

“ผมว่าจริงๆ ปัญหาที่ทำให้ ไทยลีก ต้องเตะกันถี่ขึ้น มันไม่เกี่ยวกับเรื่องจำนวนทีม หรือบอลถ้วยหรอก แต่สาเหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะบ้านเรายังให้ความสำคัญกับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ของ ทีมชาติไทย มากกว่า”

“เช่น ซีเกมส์, ซูซูกิ คัพ ล่าสุดก็ เอเชียนเกมส์ ที่ต้องหยุดพักเบรกเกือบ 1 เดือน เพื่อให้ทีมชาติชุดเล็กไปลงแข่งกีฬาระบบสมัครเล่น”

“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เอเชียนเกมส์, ซีเกมส์ มันเป็นกีฬาระบบสมัครเล่น ส่วนฟุตบอลลีก มันเป็นระบบอาชีพ ถ้าคุณเอาความเป็นกีฬาสมัครเล่นมาแทรกเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วกีฬาอาชีพ จำเป็นต้องหยุดให้”

“ผมว่าตรงนี้ต่างหากที่ทำให้โปรแกรมมันต้องเล่นกันถี่ขึ้น และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาฟุตบอลอาชีพในระยะยาว”

อ.อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์ประจำ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาและทำวิจัยเกี่ยวกับฟุตบอลไทย สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริง ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องจำนวนทีม แต่เป็นความคาดหวัง และวิถีของฟุตบอลไทย ที่ยังผูกกับความสำเร็จของทีมชาติมากเกินไป


Photo : Facebook : ฟุตบอลทีมชาติไทย U23

แน่นอนว่า ในยุคที่ลีกอาชีพยังไม่เกิดขึ้น การได้เห็น ทีมชาติไทย ลงทำการแข่งขันประสบความสำเร็จ ในระดับภูมิภาคอาเซียนมาอย่างยาวนาน และได้เข้าร่วม เอเชียนเกมส์ อยู่ตลอด ย่อมเป็นภาพจำและสิ่งที่แฟนบอลรู้สึกภาคภูมิใจ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ (ซึ่งในอดีตไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ และมักเป็นทีมชุดใหญ่ที่ไปแข่ง)

ไม่แปลกหากลูกยิงฟรีคิกของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ใส่ เกาหลีใต้ ในเอเชียเกมส์ จะเป็นที่จดจำมากกว่าแชมป์สโมสรเอเชีย 2 สมัยของ ธ.กสิกรไทยซ้อน ในความคิดของแฟนบอลไทยทั่วไป

แม้ต่อมา โอลิมปิก เกมส์, เอเชียนเกมส์, ซีเกมส์ จะมีการเปลี่ยนแปลงกฏการส่งผู้เล่น ให้มีความเป็น กีฬาสมัครเล่นมากขึ้น ทั้งการกำหนดอายุผู้เล่นไม่ให้เกิน 23 ปี เพื่อไม่ให้กระทบกับ นักกีฬาอาชีพมากเกินไป และไม่ให้เกิดปัญหากับลีกอาชีพ

แต่ความคาดหวังในทีมชาติไทย ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป แม้ปัจจุบัน ฟุตบอลไทย จะเข้าสู่การเป็น ลีกอาชีพอย่างเต็มตัวแล้วก็ตาม โดยเฉพาะความคาดหวังที่ว่า “เจอระดับเอเชียต้องสู้ได้ เจอระดับอาเซียน ต้องชนะ ต้องแชมป์เท่านั้น” ยังเป็นเหมือนชนักติดหลัง ที่สมาคมฯ เลี่ยงไม่ได้ ขืนส่งชุดที่ไม่ดีสุดแล้วแพ้ ตกรอบมา ย่อมถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงอย่างแน่นอน

ในฤดูกาล 2017 ไทยลีก เคยมีการพักเบรกให้กับ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ไปแข่งขันซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย เป็นเวลา 1 เดือน


Photo : Facebook : ฟุตบอลทีมชาติไทย U23

ส่งผลให้โปรแกรมหลังจากนั้น ถูกอัดและเตะติดๆกัน พอเข้าสู่ปี 2018 โปรแกรมในตอนแรกที่คลอดออกมานั้น ไม่มีการเบรก ในช่วงเอเชียนเกมส์

แต่พอเริ่มมีเสียงจากสโมสรอาชีพ คัดค้านว่าจะไม่ปล่อยตัวผู้เล่นดาวรุ่ง ที่เป็นกำลังหลักสโมสร หากไม่มีพักเบรก

ทำให้ สมาคมฯ ต้องมีการนำเรื่องกลับมาทบทวน เพราะอาจทำให้ ช้างศึกชุดเอเชียนเกมส์ ไม่สามารถเรียกผู้เล่นตัวหลักในรุ่นอายุนี้ไปใช้งานได้ ก่อนจะมีการตัดสินใจพักการแข่งขันเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้ วรวุธ ศรีมะฆะ เฮดโค้ชทีมชาติไทย U-23 สามารถเลือกใช้ผู้เล่นที่ดีสุดในพิกัดอายุนี้ไปใช้งาน

เรื่องนี้จะโทษสโมสรที่ยื่นแนวทางเช่นนี้ไม่ได้ เพราะทีมกีฬาอาชีพ ย่อมต้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เพื่อสามารถใช้งานผู้เล่นในการแข่งขันอาชีพได้

อีกทั้ง เอเชียนเกมส์ ก็ไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์หลักตามปฏิทินฟีฟาเดย์ ที่จะสโมสรจำเป็นต้องปล่อยตัวนักกีฬาให้กับ ทีมชาติไทย อย่างปฏิเสธไม่ได้

ดังนั้น ถ้าความคาดหวังมันสูง และทีมชาติไทย ต้องการจริงๆ ก็มีแค่ทางเลือกเดียว คือต้องหยุดลีกเท่านั้น สโมสรจึงจะยอมปล่อยตัว เพราะถ้าไม่หยุดลีก สโมสรที่มีนักเตะตัวหลัก ติดทีมชาติชุดนี้ก็จะเสียผลประโยชน์ หมดสิทธิ์ใช้งานนักเตะกำลังหลักของตัวเอง

ถามว่าแล้วลีกอาชีพชาติอื่น ในทัวร์นาเมนต์นี้หยุดแข่งขันไหม? คำตอบก็คือ ไม่ ยกตัวอย่าง เค ลีก เกาหลีใต้, เจลีก ญี่ปุ่น ต่างไม่ได้หยุดในรายการนี้ แม้กระทั่ง อินโดนีเซีย เจ้าภาพเอเชียนเกมส์ ก็ไม่ได้หยุดการแข่งขัน Liga 1 แต่อย่างใด

จนบางทีก็เป็นเรื่องน่าคิดว่า เรากำลังโฟกัสผิดจุดหรือไม่ สำหรับเป้าหมายในการสร้างลีกอาชีพ…

ทุกคนทราบดีว่า ลีกอาชีพ เป็นรากฐานสำคัญที่จะบ่มเพาะ สร้างรายได้ อาชีพ ให้กับนักฟุตบอลจำนวนมาก เมือไหร่ก็ตามที่ลีกอาชีพเข้มแข็ง ก็จะส่งผลต่อยอดถึง ทีมชาติไทย ที่จะมีทรัพยากรที่ดีให้เลือกใช้ ในการแข่งขันรายการสำคัญ อย่างเช่น เอเชียน คัพ หรือ ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก

แต่การสร้างลีกอาชีพให้แข็งแรงนั้น ก็ต้องจำเป็นที่่มี สภาพแวดล้อมเหมาะสม รองรับด้วย เช่นฤดูกาลการแข่งขัน โปรแกรมการแข่งขัน มาตรฐานการแข่งขัน คุณภาพผู้เล่นไทย-ต่างชาติ ผู้ฝึกสอน  ตลอดจนผู้ตัดสิน

การที่ ลีกอาชีพ ไม่สามารถบริหารจัดการโปรแกรมการแข่งขันให้เกิดความสมดุลได้ เพราะยังถูกกรอบของกีฬาสมัครเล่นมาครอบอยู่ จนไม่สามารถวางแผน หรือกำหนดโปรแกรม ได้ตายตัวนั้น จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ก็ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของลีกอาชีพ

โปรแกรมที่เหมาะสมบางทีก็อาจขึ้นอยู่ว่า คุณกำลังมองอะไรเป็นหลัก? อะไรควรมาก่อนมาหลัง

ถ้าทีมชาติยังเป็นสำคัญกว่าการพัฒนาลีก ก็ควรสร้างบรรยากาศของลีก ให้รับรองทัวร์นาเมนต์ที่ถูกคาดหวังของทีมชาติไทย มีการพักเบรก จัดลีกให้สั้นลง เพื่อทีมชาติไทยได้เก็บตัวนานๆ


Photo : Facebook : ฟุตบอลทีมชาติไทย U23

แต่ถ้าหากต้องการสร้างลีกให้แข็งแรง เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงของทีมสร้างทีมชาติ ที่เป็นแนวทางสากล และชาติชั้นนำของโลกปฏิบัติกัน ก็ควรเริ่มจากการลดความคาดหวังของทีมชาติ ในรายการสมัครเล่น ลงมา เพื่อหันมาสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมของลีกให้ดีเสียก่อน ซึ่งก็เห็นไหมว่า มันไม่ได้ผูกขาดกับแค่เรื่องของจำนวนทีมบนลีกสูงสุดเพียงเดียว

“ผมคิดว่า อย่าให้เอาความเป็นกีฬาสมัครเล่น มาทำให้กีฬาอาชีพต้องยอมเปลี่ยนกลางคัน” อ.โจ้ อาจินต์ กล่าวทิ้งท้าย

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง