On The Main Stand

มีทั้งดีและร้าย : #DeleAlliChallenge ช่วยบอกอะไรกับนักกีฬาทั่วโลก?



โซเชียลมีเดีย ย่อโลกการสื่อสารให้ “นักกีฬา” ใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้น รวมถึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างแบรนด์และรายได้ของนักกีฬา… แต่ในอีกคมหนึ่งของสื่อสังคม ก็จะได้ย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาเช่นกัน นักกีฬายุคใหม่ต้องจัดการกับสื่อในมืออย่างไรดี?


 

โลกแห่งการสื่อสารหมุนไปเร็วเกินกว่าที่มนุษย์หลายคนจะคาดคิด จนไม่อยากจะเชื่อว่าวันนี้ เราสามารถ เลื่อนจอมือถือเพื่อดูว่า คริสเตียโน โรนัลโด กำลังทำอะไร? เมซุต โอซิล มีความคิดเห็นไปในทางไหน? พอล ปอกบา ย้อมผมสีอะไร?  

โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลจากสื่อกระแสหลักเฉกเช่นอดีต ที่เราแทบไม่สามารถพูดคุย ส่งกำลังใจ ด่าทอ ติดตามชีวิตนักกีฬาเหล่านี้ได้โดยตรง เหมือนปัจจุบันที่ใครๆก็สามารถทำได้

กำแพงระยะห่างของ นักกีฬาซูเปอร์สตาร์ กับ แฟนกีฬา ถูกพังทลายลงด้วย โซเชียลมีเดีย นักกีฬาส่วนใหญ่ของโลก เลือกที่จะใช้มันเป็นอีกช่องทาง เพื่อบอกเล่าตัวตน และสื่อสารบางอย่าง ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

แต่ไม่ว่าวิวัฒนาการของโลกจะก้าวไปไกลแค่ไหน ทุกสรรพสิ่งล้วนมีคุณและโทษในตัวของมัน พลังของ“โซเชียลมีเดีย” สามารถสร้างให้ นักกีฬาธรรมดามีชื่อเสียงได้มากแค่ไหน ก็ย่อมมีแรงเหวี่ยงมากเท่านั้นที่จะย้อนกลับมาทำร้ายนักกีฬาได้เช่นกัน

แล้วนักกีฬาในยุคใหม่? ควรรับมือและวางตัวอย่างไรกับ ยุคสมัยที่การสื่อสารไม่มีขีดจำกัด ไม่มีพรมแดน และไร้ขอบเขต

 

ผลดี

“นักกีฬา” และ “สื่อมวลชน” จัดเป็นสองสิ่งอยู่เคียงคู่กันมาอย่างยาวนาน เพราะต่างมีหน้าที่ที่สัมพันธ์กัน นักกีฬา ได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ผลงาน และทำให้ผู้คนได้รู้จักผ่านสื่อ ขณะที่ สื่อมวลชน ก็ได้ขายข่าว คอนเทนต์จากนักกีฬา เพื่อส่งสารออกไปยังวงกว้าง

ดังนั้น การที่นักกีฬาคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ มีรายได้ ชื่อเสียง และการยอมรับ ย่อมต้องมีทั้งฝีมือ รวมถึงการถูกนำเสนอผ่านสื่ออยู่สม่ำเสมอด้วย


Photo : Twitter : @Rodgers_PG

เพราะต่อให้เก่งกาจขนาดไหน แต่ถ้าไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนบ่อยครั้ง โอกาสที่ยืนระยะชื่อเสียง ถูกว่าจ้างเป็นพรีเซนเตอร์ คงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในอดีตที่ช่องการติดตามกีฬา นักกีฬา ยังมีอยู่จำกัด และไม่ได้สะดวกสบายเช่นปัจจุบัน

“ถ้าเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง นักฟุตบอลยุคก่อน กับยุคนี้ ก็คงเป็นเรื่อง สื่อ โดยเฉพาะ โซเชียลมีเดีย ที่เริ่มทำให้ นักฟุตบอลสามารถพูดคุย ตอบโต้ กับแฟนบอลได้เลยในทันที ต่างจากสมัยก่อนที่ กว่าเราจะรู้จักนักฟุตบอลสักคนหนึ่ง นักบอลคนนั้นอย่างน้อยก็ต้องเคยออกสื่อหลักๆ เจ้าใหญ่ๆ หรือเคยถูกเขียนเป็นข่าวมาบ้าง”

“แต่พอมีโซเชียลมีเดีย นักกีฬาทุกคน มีโทรศัพท์ เขาสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้ เพื่อสื่อสารกับคนติดตามได้โดยตรงได้เลย แถมยังสะดวก และรวดเร็ว ต้องยอมรับว่าสมัยนี้ ใครๆ ก็เช็คข่าวผ่านโทรศัพท์หมดแล้ว จนแทบไม่ต้องไปเดินซื้อหนังสือพิมพ์แบบเมื่อก่อนแล้ว” ธฤติ โนนศรีชัย อดีตนักฟุตบอลไทยลีก ที่ปัจจุบันผันตัวมาทำงานเป็น เอเยนต์ตัวแทนนักฟุตบอล ของ FPS Management & Consulting เผยกับ Main Stand

โซเชียลมีเดีย เป็น “สื่อช่องทางใหม่” ที่เข้ามามีอิทธิพลกับผู้คนในทุกแวดวง ไม่ว่าจะ การเมือง, สังคม,บันเทิง ตลอดจนด้านกีฬา ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า นักกีฬากว่าค่อนโลก หันมาใช้โซเชียลเนตเวิร์กอย่าง Twitter, Instagram และ Facebook ในการสื่อสาร ประหนึ่งเป็น สื่อที่อยู่ในมือของตัวเอง

นักกีฬา สามารถถ่ายทอดความรู้สึก นำเสนอเรื่องราว ไลฟ์สไตล์ ไปยัง แฟนๆ ผู้คนทั่วไปที่ติดตาม ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่โพสต์ ลงไปผ่านช่องทางเหล่านี้

ข้อความ รูปภาพ วิดิโอต่างๆ ที่นักกีฬาโพสต์ จะถูกส่งตรงไปยังผู้ที่กดติดตาม หรือ ผู้คนที่สนใจที่เข้ามาเยี่ยมชม ส่งผลให้ นักกีฬาในยุคใหม่ สามารถสร้างแบรนด์ และมีชื่อเสียงได้ง่ายกว่ายุคก่อนหลายเท่า

ยกตัวอย่างในรายของ เดเล อัลลี กองกลางทีมชาติอังกฤษ ของท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เขากลายที่เป็นบุคคลที่โด่งดังไปทั่วโลก ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยมีที่มา จากการที่ เจ้าตัวท้าชาวเน็ต ทำท่าดีใจของตัวเอง ในชื่อ #Delechallenge ผ่านคลิปที่โพสต์โชเซียลมีเดียส่วนตัว ซึ่งมีเพื่อนๆในทีมไก่เดิอยทองเป็นเหยื่อรายแรกๆ 

มองผิวเผิน ท่าดีใจดังกล่าว ดูจะเป็นอะไรที่ทำได้ง่ายๆ ก็แค่เอานิ้วโป้ง นิ้วชี้ ทำเป็นวงกลม ครอบตา แล้วแบนิ้วกลาง นาง ก้อย ให้ติดหน้าผาก แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ มันเลยทำให้ ชาวเน็ตที่สนใจทำอะไรท้าทายตามกระแสอยู่แล้ว ยิ่งอยากทำตามบ้าง จนแฮชแท็คคำว่า #Delechallenge ถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง เพียงข้ามคืน

แคมเปญนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ไม่เฉพาะแค่คนที่ติดตามฟุตบอลเท่านั้นๆ แต่ เซเลบริตี้มากมายของโลก ไปจนถึงคนที่ไม่รู้จักฟุตบอล ไม่รู้จัก เดเล อัลลี ต่างร่วมถ่ายคลิป ถ่ายภาพตนเอง ทำท่าดีใจแบบ ดาวเตะวัย 22 ปีรายนี้กันแพร่หลาย มีสื่อมากมายได้นำเสนอ ข่าว และสอนการทำท่าดังกล่าวด้วย 

แน่นอนว่าคนที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ คงหนีไม่พ้น เดเล อัลลี ที่จะกลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปมากขึ้น มีคนติดตามไอจีเพิ่มขึ้น แถมยังเป็นยังเป็นการสร้างชื่อเสียง สร้างมูลค่าให้ตนเองได้อีกมหาศาล จากการมี โชเซียลมีเดียในมือ และจุดกระแสติดขึ้นมาง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ไม่ใ่ช่แค่นักกีฬาเท่านั้นที่ได้รับอานิสงค์ที่ดีจากการเติบโตของ โซเชียลมีเดีย แต่การขยายตัวของ โลกออนไลน์ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนักกีฬา

โซเชียลมีเดียตอบโจทย์ในข้อนี้มากกว่าสื่อมวลชน ตรงที่พวกเขาสามารถได้ติดตาม พูดคุย ซักถามกับนักกีฬาตัวจริงๆ ได้เลย ผ่านสื่อโซเชียลที่ไร้การปรุงแต่ง

แตกต่างจากอดีตที่ บรรดาแฟนคลับ หรือคนทั่วไป มีโอกาสได้สื่อสารกับ นักกีฬา น้อยมาก พวกเขาทำได้เพียงแค่รู้จัก นักกีฬาคนนั้นๆ ผ่าน บทสัมภาษณ์, ข่าว ที่ล้วนผ่านขั้นตอน การคัดกรอง และเลือกสรรเนื้อหาจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ก่อนด่านสุดท้ายที่ปล่อยข้อมูลสู่สาธารณชน

“โซเชียลมีเดีย มีพลังที่มหาศาล ทำลายเรื่องระยะทาง จนผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงข้อมูล รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้บนโลกได้พร้อมๆกัน ขณะที่ นักกีฬา ก็เริ่มมีตัวตน และเสียงดังมากขึ้น เพียงแค่กด Public ออกไป ก็มีคนรับฟัง” ธนะ วงษ์มณี บรรณธิการบริหาร สำนักข่าว โกล ประเทศไทย กล่าวเริ่ม

“เป็นเรื่องปกติที่ นักกีฬา จะตกเป็นที่สนใจของแฟนๆ เพราะอาชีพนักกีฬานั้น หมายถึงการที่คุณเป็นหนึ่งในลูกจ้างของสโมสร ซึ่งเป็นองค์กรที่มีผู้คนติดตามอยู่แล้วประมาณหนึ่ง”

“ทีมกีฬาอาชีพ มีส่วนประกอบสำคัญคือ แฟนคลับ เมื่อ นักกีฬา เป็นลูกจ้างคนหนึ่งในองค์กรที่มีพวกเขาติดตามสนับสนุนอยู่ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น ที่จะถูกผู้คนเหล่านี้ จับตามอง”

ในแง่ของการตลาด โซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างรายได้ให้กับนักกีฬา จนอาจกล่าวได้ว่า นักกีฬา เริ่มหันมาใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องด้านการตลาดด้วย ยกตัวอย่างเช่น การโปรโมตสินค้าผ่านสื่อที่พวกเขามีอยู่ในมือ

แบรนด์สินค้า ต่างพอใจที่จะจ่ายเงิน ในการจ้างซูเปอร์สตาร์นักกีฬา (แม้แต่ในเมืองไทยก็เริ่มมีให้เห็น) เพื่อโปรโมตสินค้า ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่สามารถกำหนดได้ และมียอดตัวเลขผู้ติดตามชัดเจน แทนที่จะหว่านซื้อโฆษณาผ่านสื่อมวลชน ที่มีราคาแพง และกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ยากกว่า

Hopperhd.com ได้จัดอันดับนักกีฬาที่เรตค่าโปรโมตสินค้าผ่าน Instagram แพงสุดในโลก ต่อ 1 โพสต์ อันดับ 1 คริสเตียโน โรนัลโด ฟันเงินเบาะๆ ด้วยเรตค่าจ้างสูงถึง 750,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25 ล้านบาทไทย) ต่อ 1 โพสต์


Photo : Facebook : Cristiano Ronaldo

ตามมาด้วยอันดับ 2 เนย์มาร์ 600,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20 ล้านบาท) ต่อ 1 โพสต์ อันดับ 3 ลิโอเนล เมสซี 500,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16 ล้านบาท) ต่อ 1 โพสต์

ด้วยจำนวนผู้ติดตาม IG สูงถึง 139 ล้านผู้ใช้งานของ CR7 รวมถึงภาพลักษณ์, ชื่อเสียง ความสำเร็จ ในฐานะไอค่อนนักฟุตบอลแห่งยุค ล้วนเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม การโปรโมตสินค้าผ่าน Instagram ของพ่อค้าแข้งรายนี้ เพียงแค่กดปุ่ม 1 โพสต์ จึงมีราคาที่สูงลิ่วถึง 25 ล้านบาท

ซึ่งก็เป็นเงินที่ โรนัลโด ได้มาแบบโคตรง่าย แทบไม่ต้องใช้แรงใดๆเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญหากนักกีฬาที่ได้รับความนิยม การยอมรับในระดับสูง และภาพลักษณ์ดีเยี่ยมด้วยแล้ว ก็สามารถเชื่อขนมกินได้เลยว่า ยอด Followers ของนักกีฬาคนนั้นๆ ย่อมมีแต่จะเติบโตขึ้นๆเรื่อยๆ เท่ากับว่าอำนาจในการต่อรองกับแบรนด์สินค้าต่างๆ ของนักกีฬาที่มีชื่อเสียง ย่อมเพิ่มขึ้นสูงเป็นเงาตามตัว

แต่ในขณะเดียว ธนะ วงษ์มณี บก.บริหารจากสำนักข่าว โกล ประเทศไทย ก็ได้กล่าวถึงอีกด้านของการโปรโมตสินค้าบนสื่อสังคมของนักกีฬานั้น ควรต้องมีการเลือกสรรให้เหมาะสมกับอาชีพของตัวเอง ไม่เช่นนั้น ความน่าเชื่อถือจะลดหายไป

“การที่มี สินค้าหรือบริการ มาฝากให้นักกีฬาโฆษณาต่อบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง มันก็เป็นเรื่องของธุรกิจที่มองว่า ถ้าให้นักกีฬาคนนี้พูด คนจะรู้สึกดีด้วย โอเคถ้ามันไม่ขัดกับตัวเขาเกินไป เป็นผลิตภัณฑ์ที่เขาใช้งานอยู่แล้ว ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ก็ไม่ใช่นักกีฬา จะสามารถโปรโมตได้ทุกอย่าง”

“เพราะนักกีฬายังเป็นปัจเจกบุคคลอยู่ การใช้สื่อบุคคลโปรโมต ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างจากการโฆษณาผ่าน หนังสือ, ทีวี อยู่แล้ว ที่ผู้คนสามารถเข้าใจ ยอมรับได้ หากเปิดไปเจอโฆษณาคั่น แต่ถ้านักกีฬาจู่ๆมาขายของที่คนรู้สึกไม่ใช่ตัวตนเขา มันก็อาจลดทอนความน่าเชื่อของนักกีฬาไปได้”

“โซเชียลมีเดีย ย่นระยะทางของผู้ติตตามกับนักกีฬา จนผู้คนรู้สึกเหมือนนักกีฬาเป็นเพื่อนเราคนหนึ่ง ผมเปรียบเทียบง่าย ถ้าวันหนึ่งอยู่ดีๆ เพื่อนคุณ ก็มาขายของอะไรไม่รู้ ที่มันไกลตัว ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเขา”

“สมมุติ ขายกระเบื้อง อะไรแบบนี้ คุณจะเริ่มรู้สึกไม่อยากคุยกับเพื่อนคนนั้นละ ทำให้เกิดระยะห่างมากขึ้น แล้วทำให้คนที่ติดตามนักกีฬาตอนแรก เพราะความเป็นปัจเจก อาจเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนักกีฬาคนนั้นไปเลยก็ได้”

 

ผลเสีย

ต่อเนื่องจากข้อมูลเรื่องราคาค่าจ้างในการโปรโมตผ่าน Instagram ในหัวข้อที่แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม เนย์มาร์ จึงสามารถทำเงินต่อโพสต์ได้มากกว่า ลิโอเนล เมสซี ที่ผู้คนต่างยกให้เป็นสุดยอดนักฟุตบอลแห่งยุคเคียงคู่ คริสเตียโน โรนัลโด หาใช่ เนย์มาร์

คำตอบแบบขวานผ่าซากก็คือ เนย์มาร์ มียอดผู้ติดตาม IG สูงกว่า เมสซี่ โดย ซูเปอร์สตาร์หมายเลข 10 ทีมชาติบราซิล มียอด Followers อยู่ที่ 101 ล้านผู้ใช้งาน ขณะที่ กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา มีผู้ติดตามอยู่ที่ 97.5 ล้านคน

อีกเหตุผลที่ทำให้ แบรนด์ของ เนย์มาร์ แข็งแกร่งแซงหน้า เมสซี ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ อาจเป็นผลมาจากการที่ เมสซี่ เลือกที่จะไม่สร้างแบรนด์ตัวเองผ่าน Twitter ขณะที่ เนย์มาร์ มียอดผู้ติดตามบนเครือข่าย เจ้านกสีฟ้า มากถึง 40.7 ล้านยูสเซอร์

เคธี เลเบล อาจารย์จาก Ryerson University ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านโซเชียลมีเดียกับนักกีฬา เผยข้อมูลว่า นักกีฬาที่เลือกนำเสนอตัวเองผ่าน Twitter นั้น ย่อมมุ่งหวังผลในด้านการตลาด เป็นเพราะช่องทางที่สามารถสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้เร็วขึ้น

สอดคล้องกับ จีน กราโบสกี รองประธานอาวุโสของง Levick Strategic Communications ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็ง Twitter ว่า “คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้และคุณสามารถสร้างแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว ด้วย Twitter แต่ข้อเสียของมันก็คือ คุณสามารถทำลายแบรนด์ที่ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน"

Twitter จัดเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ไม่สลับซับซ้อน มีการอัพเดตที่รวดเร็ว แพร่กระจายได้ไกล ในระยะเวลาอันสั้น ตามข้อจำกัดด้านข้อความที่ไม่เกิน 140 อักษร

จึงเป็นช่องทางที่เหมาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องการสร้างตัวตน และทำให้แบรนด์ของตัวเองแข็งแรงยิ่งขึ้น ให้เลือกที่จะใช้งาน Twitter เพื่อสื่อสารและพูดคุยกับ แฟนคลับ ผู้ติดตาม ที่สามารถตั้งคำถาม โต้ตอบ หรือ Retweet ได้สะดวก เร็วกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆ

แต่ก็ด้วยความรวดเร็ว และถูกส่งต่อไปได้ในวงกว้าง ในเวลาชั่วพริบตานี่แหละ ที่ทำให้บางครั้ง Twitter ก็เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่อาจย้อนกลับมาฆ่านักกีฬา หากไม่มีการใช้งานที่ละเอียด รอบคอบเพียงพอ

ยกตัวอย่างกรณีของ เควิน ดูแรนท์ ที่ดันมาโป๊ะแตกลืมสลับ Account เกรียนกับของจริง หลังเจ้าตัวใช้ Account จริง ไปตอบคำถามของแฟนๆ ถึงเรื่องเหตุผลที่ย้ายออกจาก OKC ว่ามาจากการที่เขาไม่ต้องการทำงานร่วมกับ โค้ช บิลลี โดโนแวน รวมถึงเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

ต่อมามีคนยืนยันได้ว่า ดูแรนท์ พลาดเองและเป็นคนโพสต์ดังกล่าวด้วยตัวเอง เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ ดูแรนท์ เสียหายเป็นอย่างมาก เพราะปกติแล้วนักบาส NBA จะเลือกติดต่อสื่อสารกับแฟนๆ ผ่านช่องทาง Twitter เป็นหลักอยู่แล้ว

เคสของดูแรนท์ เป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายแสน หลายล้าน ดรามาบนโลกโซเชียลที่เกิดขึ้นจาก นักกีฬา

แม้แต่ในเมืองไทย ก็เคยมีให้เห็นอยู่ร่ำไปที่ นักกีฬา เลือกจะโพสต์ระบายความรู้สึก, ตอบโต้แฟนบอลอย่างดุเดือด ผ่านโซเชียลมีเดีย และเมื่อไหร่ก็ตามมันอยู่บนโลกออนไลน์ มันก็ยากจะสลัดออกไปได้ ไม่ว่าจะคุณจะลบสเตตัส ความเห็น หรือออกมาแสดงความขอโทษใดๆ ก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายังเห็นข้อความลักษณะนี้จากนักกีฬาอาชีพอยู่เรื่อยๆนั้น เกิดจากการที่พวกเขาไม่ได้ตระหนัก คาดคิด ถึงผลกระทบด้านลบที่จากตามมาหลังการโพสต์

“อารมณ์ชั่ววูบที่ นักกีฬา โพสต์ลงไปบนเครือข่ายสังคม มันก็ไม่ต่างกับการเอาคำพูดพวกนั้นไปสลักบนศิลาจารึก เมื่อไหร่ก็ตามที่มันเข้าไปอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ตแล้ว มันไม่มีทางหายไปหรอก ไม่ว่าคุณจะลบหรือไม่ลบ อยู่ที่ว่าจะคนขุดคุ้ยมันขึ้นมาหรือเปล่า มันอยู่ได้เป็น 100 ปี”

“ซีดานยังเคยบอกเลยว่า เด็กสมัยนี้น่าสงสาร เพราะเครือข่ายสังคมทำให้พวกเขาหนีความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ ถามว่าเด็กอายุ 16 มีโอกาสล้ม และทำพลาดไหม ซึ่งมันสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงวัยรุ่น แต่โลกมันโหดร้ายขึ้น สมัยก่อนผู้ใหญ่อาจเรียกมาตำหนิ ให้ไปปรับปรุง เพราะเห็นว่ายังเด็ก แต่สมัยนี้ถ้าสิ่งเขาทำพลาด ดันอยู่บนโซเชียล จบเลย ไม่มีใครให้อภัยแล้ว ต่อให้อายุ 30 ความผิดพลาดตอนอายุ 16 ก็ยังฝังอยู่ ไม่หายไป โซเชียลมันมีพลัง แทบไม่มีโอกาสให้ล้มเลย” ธนะ วงษ์มณี จากสำนักข่าว โกล ประเทศไทย กล่าว

ในด้านจิตวิทยา การเล่นโซเชียลมีเดียของนักกีฬา ยังมีความเกี่ยวพันไปถึงฟอร์มการเล่นในสนามด้วย โดยข้อมูลจากเว็บ Macleans ได้เปิดเผยงานศึกษาที่ระบุว่า นักกีฬาส่วนใหญ่ยังคงเล่น Facebook ในช่วง 2 ชั่วโมงการแข่งขัน และจำนวนหนึ่งยังแอบเล่น Facebook ในระหว่างช่วงเวลาการแข่งขันด้วย

งานศึกษาชิ้นนี้ได้ระบุต่อว่า นักกีฬาที่เล่น Facebook ในช่วงเวลาดังกล่าว จะเกิดความวิตกกังวล ยามลงสนามได้มากกว่า นักกีฬาที่ไม่เล่น Facebook ในห้วงเวลาเดียวกัน

เพราะนักกีฬาที่เล่นโซเชียลก่อนแข่ง จะมีความรู้สึกกังวลว่าอาจถูกตำหนิ จะแพ้ หรือถูกวิจารณ์ จนเรื่องพวกนี้ไปรบกวนสมาธิ และมีเอฟเฟกต์ไปถึงฟอร์มการเล่นในสนาม ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น


Photo : Facebook : Buriram United

ยกตัวอย่างในการแข่งขันลีกสูงสุด บราซิล  นายด่านหนุ่ม นามว่า ซานโตส ของทีม พาราเนนเซ ดันเอาโทรศัพท์เข้าไปในสนาม พร้อมกับหยิบขึ้นมาเล่นในช่วงก่อนการเขี่ยลูก จนมีภาพและคลิปปรากฏมา ผลก็คือเกมนั้น พาราเนนเซ แพ้ แอตเลติโก มิเนยโร 1-2 จบเกมเขาโดนสวดชุดใหญ่จากเฮดโค้ชถึงการกระทำที่น่าอับอายของผู้รักษาประตูทีมตนเอง และเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

การหลีกเลี่ยงใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนแข่ง 2 ชั่วโมง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับนักกีฬา เนื่องจากจะได้มีสมาธิกับการแข่งขันอย่างเต็มที่ และสามารถควบคุมอารมณ์ได้  โดยไม่ต้องมาวิตกกังวลจากสิ่งที่อ่านเจอ ที่อาจส่งผลต่อความรู้สึก ในช่วงก่อนที่ตัวเองจะต้องลงเล่นกีฬา

อย่าลืมว่าพื้นที่ความเป็นส่วนตัวเหมือนผู้ใช้งานทั่วไปจะหายไปทันที เมื่อคุณมีสถานะเป็นนักกีฬา ที่ย่อมถูกจับตามอง ในทุกการเคลื่อนที่ ทุกการแสดงออก ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียเฟื่องฟู ฟีดแบ็กจากแฟนคลับ ย่อมถูกส่งไปถึงตัวนักกีฬาได้อย่างง่าย และปริมาณมาก ชนิดที่เทียบไม่ติดกับยุคก่อนเลย

หากอธิบายตามหลักจิตวิทยา ฟีดแบกที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ มีผลต่อจิตใจของนักกีฬาในยุคปัจจุบัน อย่างหลีกไม่ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่กระแส คอมเมนต์ ยังเป็นไปในเชิงบวก แฟนๆชื่นชม ให้การยอมรับในฝีมือ ย่อมสร้างความมั่นใจให้กันนักกีฬา และมีแนวโน้นที่นักกีฬาเหล่านั้น จะรักษาผลงานได้ดีต่อเนื่อง

แต่ในทางตรงข้าม คอนเมนต์ด้านลบ คำวิจารณ์มากๆ ย่อมมีผลให้ นักกีฬาคนนั้น สูญเสียความมั่นใจ และทำให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองลดลง จนมีแนวโน้มว่า นักกีฬาคนนั้น อาจฟอร์มตกลงได้ง่ายๆ

“ถ้านักกีฬาคิดจะเล่นโซเชียลฯ เขาก็ต้องยอมรับความเป็น คนสาธารณะให้ได้ ถ้ามีความคิดเห็นในด้านลบมาถึงตัวเขา เขาเองต้องหาวิธีจัดการ เพื่อไม่ให้ตัวเองเก็บมาคิดมาก จนส่งผลไปถึงฟอร์มการเล่น”

“นักฟุตบอลบางคน เวลาเขาเห็นคอมเมนต์ด้านลบ เขาเปลี่ยนมันมาเป็นแรงกระตุ้น ผลักดันให้ตัวเองตั้งใจซ้อมมากขึ้น เพื่อให้ผลงานในสนามดีขึ้น ดังนั้นถ้าคิดจะเล่น ก็ต้องรับมือให้ได้ ถ้าคิดว่าตัวเองรับมือไม่ได้ ก็ไม่ควรเล่น” ธฤติ โนนศรีชัย กล่าว

เมื่อมีคนรักก็ย่อมมีคนชัง เมื่อมีกระแสชื่นชม ก็ย่อมมีกระแสเกลียดชัง เป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกหนีความจริงข้อนี้ได้ ยิ่งโดยเฉพาะตอนที่บุคคลมีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

โซเชียลมีเดีย เป็นเรื่องใหม่ ที่อาจไม่เคยมีการสอนอย่างจริงจัง หรือเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต แต่ นักกีฬาที่จะประสบความสำเร็จในยุคใหม่ ก็ต้องจำเป็น ต้องเรียนรู้ ทักษะในการบริหารจัดการ ความคิดเห็นเชิงลบที่มีต่อตนเอง ด้วย

แดเนียล เกาลด์, คริสเตน เดฟเฟนบาค และ อารอน มอฟเฟต 3 นักวิจัยได้ทำศึกษาเรื่องจิตวิทยาเชิงกีฬา ระหว่างการแข่งขันโอลิมปิก ฤดูกาลหนาว 2018 ที่เมืองพยองชาง ประเทศเกาหลีใต้

จากการวิจัยพบว่า นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จนั้น ต่างล้วนมี ความมั่นใจ, ความแข็งแกร่งด้านจิตใจ, การมองโลกในแง่บวก ที่สำคัญยังสามารถควบคุมจิตใจ ให้สลัดความความกังวลและสิ่งที่มารบกวน รวมถึงความเครียด ออกไปได้

นี่จึงเป็นสัญญาณที่ว่า นักกีฬายุคใหม่บางส่วน เริ่มเรียนรู้ทักษะในการบริหารจัดการ ความคิดเห็นเชิงลบ

ดังจะได้เห็นว่า นักกีฬาบางราย แม้จะถูกวิพากวิจารณ์ และมีคอมเมนต์ด้านลบถึงตัวเอง แต่พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่โต้ตอบ เพื่อไม่นำพาตัวเองไปอยู่ในหลุมพรางที่ถูกขุดไว้โดยผู้ใช้งานบนเครือข่ายสังคม

นอกจากนี้ นักกีฬาระดับโลกหลายราย ได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษา คนดูแล Account ในโซเชียลมีเดียด้วย เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ด้วย

 

แค่ไหนเรียกว่าพอดี

แคธลีน เฮสเซิร์ท ที่ปรึกษาด้านโซเชียลมีเดียของ แชคิล โอนีล ตำนานนักบาสเกตบอลของโลก เผยว่าเธอได้ให้คำแนะนำแก่ แชค ในการจัดสรรเนื้อหา ที่จะโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแบ่งออกมาเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เรื่องกีฬา, เรื่องของตัวเอง (รวมถึงขายของ) และเรื่องที่น่าสนใจ แล้วบริหารจัดการคอนเทนต์เหล่านี้ให้ลงตัว

แม้เธอมองว่าการที่ นักกีฬา หันมาเล่นสื่อออนไลน์ จะมีความเสี่ยง แต่พวกเขาก็ยังควรที่จะใช้งาน โซเชียลมีเดีย ต่อไป เพื่อสร้างแบรนด์ของนักกีฬาคนนั้นๆ ให้แข็งแรง

ขณะที่ คาร์ลอส โตวาร์ ผู้ดูแลด้านโซเชียลให้แก่ ไบรซ์ จอห์น นักบาสเกตบอลแอลเอ คลิปเปอร์ส ได้เผยว่าหน้าที่ของเขา คือ ผู้ที่คอยหาข้อมูล อธิบายสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ บนสื่อออนไลน์ให้แก่ นักกีฬา รวมถึง การชี้ให้เห็นผลกระทบที่ตามมา และคอยตักเตือนหากนักกีฬา พลาดโพสต์สิ่งที่อาจส่งผลกระทบด้านลบ

2 กรณีดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ในวงการกีฬาระดับโลก เริ่มให้สำคัญในการดูแลสื่อในมือตนเองมากขึ้น เพื่อเป็นตัวช่วยในการจัดการข้อมูล ให้แน่ใจว่าสิ่งที่จะโพสต์ไปนั้น จะก่อเกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพมากสุด

ขณะที่ในเมืองไทย อาจยังไม่มีตำแหน่งตรงนี้ชัดเจน แต่ในบทบาทของเอเยนต์ผู้ดูแลนักกีฬา ก็จะเริ่มเข้ามาช่วยเหลือนักกีฬา โดยจะคอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษา แก่นักกีฬาในสังกัด เกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าจะนักกีฬาระดับโลก หรือในไทย อำนาจตัดสินใจสูงสุดในบัญชีส่วนตัวของนักกีฬา ยังคงเป็นของนักกีฬาอยู่ดี ที่จะเลือกนำเสนออะไร ออกไปสู่สายตาสาธารณชน

“เอเยนต์นักฟุตบอลไทย ก็จะเป็นเหมือนที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำ สมมุตินักกีฬาในการดูแลของเรา มีความรู้สึกไม่สบาย ถูกตำหนิ ถูกวิจารณ์ในโซเชียล หน้าที่ของเราก็จะคอยบอก คอยให้กำลังใจว่า น้องอย่าไปสนใจ หรือไปพิมพ์ตอบโต้ เราอยู่เงียบๆ ทำงานหนักในสนามดีกว่า”

“แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเขา ถ้าเขายืนยันว่าจะทำ เราก็ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายอะไรได้มาก เพราะนั่นคือชีวิตเขา เราทำได้แค่ให้คำแนะนำเท่านั้น” ธฤติ โนนศรีชัย เอเยนต์ผู้ดูแลนักฟุตบอล บ. FPS Management & Consulting กล่าว

ธนะ วงษ์มณี บก.บริหารจากสำนักข่าว โกลประเทศไทย มองว่า นักกีฬาควรใช้โซเชียลมีเดียด้วยความพอดี อย่างระมัดระวัง เพราะผลที่ตามมานั้นมีความรุนแรงอย่างมาก

“นักกีฬา ควรเรียนรู้ที่จะปิดมือถือ ไม่สนใจบ้าง เพราะเครือข่ายสังคมมันทำให้ ระยะทางความห่างหายไป คุณจะรู้ได้ไงว่า เมื่อก่อนไม่มีคนด่า อาจจะมีเสียงด่า มานานแล้ว แต่มันแค่ไม่เด้งมาให้เห็น ให้คุณได้รับรู้เท่านั้นเอง พอมีโซเชียลมีเดีย มันก็ทำให้นักกีฬาได้ยินเสียงเหล่านั้นง่ายขึ้น”

“นักกีฬาต้องทำใจให้นิ่งครับ คุณไม่ได้บวกหรือลบลง แค่ระยะทางมันไม่มีแล้ว บางทีนักกีฬาต้องหันกลับมามองตัวเองด้วย เขาด่าเราเรื่องอะไร ถ้าสมมุติแฟนบอลด่า เพราะเราฟอร์มไม่ดี แล้วเราเล่นห่วยจริง ก็ต้องฟัง เริ่มแก้ที่ตัวเอง เพราะนักกีฬาอาชีพ มีหน้าที่ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ดีซะอีกมีคนมาชี้ข้อเสียให้เราได้รับรู้ ควรต้องไปขอบคุณเขาด้วย”

“แต่สมมุติถ้าด่าเขาเรา เพราะไม่ชอบขี้หน้าเรา ไม่ชอบรูปร่าง หน้าตาเรา แล้วเราไม่สบายใจ งั้นก็ช่วยทำให้เหมือนตอนที่ไม่มีโซเชียลได้ไหม ตอนที่เรายังไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เพราะไอ้คนที่มาด่า เขาอยู่ห่างไกลจากชีวิตเรามาก เป็นใครก็ไม่รู้ แต่ที่เราได้ยินเพราะ โซเชียลมีเดีย มันโกงระยะทาง งั้นเราก็อย่าปล่อยให้เขามาทำให้สติแตก แค่นั้นเอง”

“อย่าบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้านักกีฬารู้สึกอึดอัด ทนไม่ไหวจริงๆ อยากระบาย ก็ออกไปตะโกนกับลม กับฟ้า ให้มันหายไปในอากาศ อย่ามาโพสต์ลงโซเชียล คุณแค่ไม่โพสต์ก็จบแล้ว อย่าใช้มันเหมือนของเล่น แล้วทำเหมือนตัวเองเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก นักกีฬาทุกคนมีต้นทุนทางสังคม”

“พลังมันเยอะมากนะในโซเชียลมีเดีย เหมือนคุณเอาปืนจริงมายิงเล่น ยังไงมันก็ยังอันตราย”


Photo Facebook : ช้างศึก

โซเชียลมีเดีย จึงเปรียบเสมือนดาบสองคมอันทรงพลังของนักกีฬา ที่จะทำให้พวกเขาโด่งดังหรือเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ดังนั้น นักกีฬา นอกเหนือจากจะต้องคอนโทรลผลงานในสนามให้ออกมาดีแล้ว ยังต้องรู้จักการวางตัวให้เหมาะสมบนสื่อสังคม ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงบวกสูงสุดต่อตัวนักกีฬาเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง