On The Main Stand

กีฬาเหนือจินตนาการ : เจาะกีฬา “ควิดดิช” ของจริงที่ไม่ใช่เพียงโลกเวทมนตร์



จากปลายปากกาและจินตนาการของนักเขียนสตรีอัจฉริยะที่ชื่อ เจ เค โรว์ลิ่ง นำไปสู่อีกโลกหนึ่งที่คนทั่วโลกหลงใหล และไม่อยากจะกลับไปสู่ความเป็นจริง


 

แม้จะผ่านไป 7 ปีแล้ว สำหรับภาคสุดท้ายของภาพยนตร์พ่อมดในจอเงิน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพ่อหนุ่มพ็อตเตอร์สายฟ้าฟาดกลางหน้าผาก ยังคงขายได้ และยังอยู่ในความทรงจำของเด็ก (และผู้เคยเป็นเด็กทั่วโลก)

แน่นอน หมายรวมถึง “กีฬาควิดดิช” ทั้งในหนังสือและภาพยนตร์ ที่ทำให้เหล่าแฟนคลับอยากจะมีไม้กวาดความเร็วสูงสักเล่มเป็นของตัวเอง

ควิดดิช ในแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ถูกกล่าวถึงหลายครั้งด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นในภาคแรกๆที่แฮร์รี่ยังคงเป็นเด็กชั้นปีต้นๆ ในภาคแรก ศิลาอาถรรพ์ แฮร์รี่ได้เรียนรู้วิธีการขี่ไม้กวาดกับมาดามฮูช , และได้รู้จักกีฬาควิดดิชกับรุ่นพี่กัปตันทีมกริฟฟินดอร์อย่างโอลิเวอร์ วู้ด รวมทั้งการขี่ไม้กวาดบินครั้งแรก รับใช้ทีมกริฟฟินดอร์ พบกับคู่รักคู่แค้นอย่างสลิธิริน

ในภาคที่สอง ห้องแห่งความลับ แฮร์รี่ต้องดวลกับ เดรโก มัลฟอย คู่ปรับตัวฉกาจในโรงเรียน ตำแหน่งของเขาคือ ซีกเกอร์ ถ้าเปรียบเหมือนฟุตบอลก็กองหน้าดีๆนี่เอง เขาต้องอาศัยความเร็วในการขี่ไม้กวาดเพื่อหาลูกบอลสีเหลืองทองบินได้เล็กจิ๋วที่ชื่อว่า “โกลเด้นสนิทช์”

แต่ภาคที่กล่าวถึง ควิดดิช ได้อย่างหรูหราและงดงามที่สุดคือภาคที่ 4 ถ้วยอัคนี ที่แฮร์รี่และเพื่อนๆได้เข้าไปชมการแข่งขัน “ควิดดิชเวิลด์คัพ” กับสนามแข่งขันที่งดงาม แฟนควิดดิชเข้าไปชมกันแทบจะเต็มความจุ และนักกีฬาที่เข้าแข่งขันเป็น “สตาร์ระดับโลก” (ภาพยนตร์ยกตัวอย่าง วิคเตอร์ ครัม นักกีฬาร่างบึกบึนจากบัลแกเรีย) อยู่ในสถานะเกินเอื้อมสำหรับแฟนกีฬาที่พร้อมปวารณาตนเป็นแฟนคลับอย่างไม่มีเงื่อนไข

เหมือนกับที่คอบอลรอชมฟุตบอลโลกอย่างไรอย่างนั้น

“ควิดดิช” ไม่ค่อยได้ถูกพูดถึงมากในภาคท้ายๆ เมื่อเรื่องราวไปเจาะลึกการต่อสู้ระหว่างแฮร์รี่ กับ ลอร์ด โวลเดอมอร์ อธรรมหมายเลขหนึ่งของเรื่อง

ฉะนั้นภาพความทรงจำของแฟนแฮร์รี่เกี่ยวกับ ควิดดิช ก็แตกต่างกันออกไป แต่แน่นอน ควิดดิชไม่ได้มีแค่ “ซีกเกอร์” ตำแหน่งของแฮร์รี่ ยังมีหลายอย่างที่เราต้องรู้จักเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้

เอาแค่ในโลกเวทมนตร์ก่อนนะครับ

 

ย้อนความทรงจำ...ทำความรู้จัก “ควิดดิช”

สนามควิดดิชก็มีลักษณะคล้ายกับสนามฟุตบอล ที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์ทรงกลม

แต่ละฝั่งของสนามไม่ใช่ประตูที่มีตาข่าย แต่มันเป็นเสาต้นยาวสีทองมีห่วงสามอันอยู่ด้านบน ที่ถูกติดตั้งไว้ทั้งสองด้าน

กีฬาควิดดิชในโลกเวทมนตร์มีลูกบอลทั้งหมดสามลูก ลูกแรกคือ “ควัฟเฟิล” ลักษณะในการเล่นกับลูกควัฟเฟิลก็เหมือนกับแฮนด์บอล, บาสเก็ตบอล หรือฟุตบอล คนที่มีหน้าที่เล่นกับควัฟเฟิลมีชื่อว่า “เชสเซอร์” พวกเขาจะส่งบอลกันไปมา และต้องขว้างลูกเข้าไปในห่วงของฝั่งตรงข้ามให้ได้ เพื่อ 10 คะแนน โดยที่ผู้รักษาประตูหนึ่งคนจะเป็นผู้เฝ้าห่วง เรียกกันว่า “คีปเปอร์”


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

ลูกบอลลูกที่สองถือเป็นปีศาจของชาวควิดดิช เรียกกันว่า “บลัดเจอร์” มันเป็นลูกบอลที่โหดร้ายพร้อมจะก่อกวนผู้เข้าแข่งขันทุกคน และลอยด้วยความเร็วสูงมุ่งหมายจะพุ่งเข้าชนและทำให้นักกีฬาได้รับบาดเจ็บ ฉะนั้นต้องมีตำแหน่งที่จัดการกับเจ้าบลัดเจอร์ เราเรียกพวกเขาว่า “บีทเตอร์” หากทีมใดมีบีทเตอร์ที่ดี และจัดการกับลูกบลัดเจอร์ ก็เหมือนกับปกป้องเชสเซอร์ในทีมให้ทำแต้มใส่คู่ต่อสู้ได้ต่อเนื่อง (เหมือนกับกองกลางตัวตัดเกม หรือกองหลังของเกมฟุตบอลนั่นเอง)

ส่วนตำแหน่งของแฮร์รี่ เรากล่าวไปแล้วข้างต้นคือ “ซีกเกอร์” กฎของกีฬาชนิดนี้คือ หากซีกเกอร์คนใดคว้าลูกโกลเด้นสนิทช์ในมือได้ นั่นหมายถึงทีมนั้นจะได้ 150 คะแนน และเกมจะจบลงทันที

คุณสามารถครอบครองลูกสนิทช์ด้วยวิธีการใดก็ได้ และในแมตช์แรกของแฮร์รี่ เขาอมมันเข้าไป และบ้วนออกมาอยู่ในกำมือ ทำให้ทีมกริฟฟินดอร์ของเขาเป็นผู้ชนะ

กีฬาควิดดิชมองเผินๆเหมือนกับจะถูกจำกัดไว้ในโลกเวทมนตร์ และดูน่าจะเป็นกีฬาที่เล่นในชีวิตจริงไม่ได้ ประการแรก คุณไม่มีทางขี่ไม้กวาดลอยได้ในโลกแห่งความจริงอยู่แล้ว และประการที่สอง ลูกบอลในโลกเวทมนตร์สามารถลอยในอากาศได้เอง แต่ในโลกแห่งความจริง ลูกบอลไม่ว่าจะในกีฬาใดก็ตามมันต้องอาศัยแรงเพื่อทำปฏิกริยาให้มันเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะพุ่งตรง หรือลอยขึ้นก็ตาม

แต่ด้วยจินตนาการของคนรักกีฬา (ที่น่าจะอัจฉริยะไม่แพ้เจเค โรว์ลิ่ง) พวกเขาคิดค้นกีฬา “ควิดดิช” ในชีวิตจริงขึ้น ซึ่งถือกำเนิดมาจนถึงตอนนี้ก็ 13 ปีแล้ว!

แต่พวกเขาทำให้ควิดดิชสามารถเล่นในชีวิตจริงได้อย่างไร และใครกัน ที่ทำให้กีฬาในจินตนาการนี้กลายเป็นความจริง

 

ควิดดิชในโลกมักเกิ้ล

“มักเกิ้ล” คือคำที่พ่อมดแม่มดในโลกเวทมนตร์ใช้เรียกปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์ และไม่รู้ว่ามีโลกแห่งเวทมนตร์อยู่คู่ขนานกับพวกเขา (คนอังกฤษจะเรียกว่า มักเกิ้ล ส่วนคนอเมริกันจะเรียกว่า โน-แมจ)

กลายเป็นว่าในปี 2005 มักเกิ้ลในโลกแห่งความจริง (ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในหนังสือหรือภาพยนตร์ของแฮร์รี่...แต่อาจเป็นแฟนคลับของมันอย่างเข้าเส้น) อย่าง ซานเดอร์ มานเชล และ อเล็กซ์ เบเนเพ แห่งโรงเรียนมิดเดิลบิวรี่ คอลเลจ รัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา เป็นผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้ขึ้นมา โดยใช้ชื่อเดิมเหมือนในหนังสือว่า “ควิดดิช”  มีการผลิตคู่มือและกฎกติกาของมันออกมาถึง 10 เล่มด้วยกัน


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

สนามควิดดิชมีขนาดพอๆกับสนามแข่งขันฮ็อคกี้ โดยมาตรฐานแล้วจะอยู่ที่ 55 x 33 เมตร มีห่วงสามห่วงอยู่คนละฝั่งเหมือนกับในเรื่องแฮร์รี่ (แต่ไม่ได้สูงเสียดฟ้าเหมือนในเรื่อง เพราะแน่นอน นักกีฬาบินไม่ได้) ทุกคนต้องสอดไม้กวาดไว้ตรงหว่างขาของตัวเอง และห้ามปล่อยไม้กวาดนั้นตกถึงพื้นเป็นอันขาด แต่คุณสามารถจะถือมันไว้ก็ได้ ไม่มีใครห้าม กฎสำคัญคือห้ามตกพื้น

แต่ในโลกแห่งความจริง (กับการแข่งขันบางแห่งที่เน้นอุปกรณ์แบบพื้นบ้าน) อนุโลมให้ใช้ท่อพีวีซีขนาดหนึ่งเมตร ใช้แทนไม้กวาด แต่ส่วนใหญ่แฟชั่นของวงการนี้ (เหมือนกับรองเท้าสตั๊ดในวงการฟุตบอล) ก็คือการประดิษฐ์ไม้กวาดมาอวดกันนั่นเอง เพราะแน่นอนว่ามันดูเท่ หากคุณมีไม้กวาดสวยๆและดูดีเหมือนเวลาเราชมกันในจอเงินของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

ผู้เล่นแต่ละทีมจะมีทั้งหมด 6 คน (ไม่นับซีกเกอร์ที่จะต้องอยู่ข้างสนามก่อน และจะลงมาหลังจากผ่านพ้น 18 นาทีของเกมไปแล้ว) เมื่อเริ่มเกม ลักษณะการทำแต้มจะเหมือนกับในโลกเวทมนตร์ เชสเซอร์มีหน้าที่ส่งลูกควัฟเฟิลไปโยนเข้าห่วงของฝั่งตรงข้าม (ซึ่งจะได้ 10 คะแนน) ส่วนคีปเปอร์มีหน้าที่รักษาประตูไม่ให้ลูกควัฟเฟิลลอยเข้าไปในห่วง หรือบางครั้งหากทีมสกอร์ตาม คีปเปอร์อาจทำหน้าที่เป็นเชสเซอร์ได้ (เหมือนกับโลกฟุตบอลเวลาที่ผู้รักษาประตูเติมไปเล่น ลูกเตะมุมช่วงท้ายเกม)

ในเมื่อลูกบลัดเจอร์เคลื่อนที่เองไม่ได้เหมือนในโลกเวทมนตร์ ตำแหน่ง “บีทเตอร์” ในทีนี้ คือผู้ที่ถือลูกบลัดเจอร์ในมือ และขว้างใส่ผู้เล่นฝั่งตรงข้าม จะเป็นเชสเซอร์หรือบีทเตอร์ด้วยกันก็ได้ ผู้เข้าแข่งขันคนใดที่โดนลูกบลัดเจอร์อัด จะต้องถูกไล่ออกจากสนาม และต้องไปแปะมือที่ห่วง (ซึ่งอยู่ท้ายสนามฝั่งของตัวเอง) แล้วจึงกลับมาลงแข่งขันได้ คีปเปอร์ กับ เชสเซอร์ ไม่สามารถรับลูกบลัดเจอร์ได้ (เพราะพวกเขาต้องเล่นกับลูกควัฟเฟิล) แต่ บีทเตอร์ด้วยกัน สามารถเอามือรับลูกบลัดเจอร์ได้ และจะไม่ถูกไล่ออกจากสนาม บีทเตอร์สามารถเข้าปะทะและสัมผัสร่างกายกันได้หากสถานการณ์จำเป็น ไม่ผิดกฎแต่อย่างใด

เมื่อถึงนาทีที่ 17 สนิทช์ รันเนอร์ จะถูกส่งลงไปในสนาม ซึ่งจะเป็นผู้เล่นเป็นกลาง ไม่ได้อยู่ฝั่งใด ลูกสนิทช์จะถูกสอดไว้ในส่วนพิเศษของกางเกงด้านหลังที่มีลักษณะคล้ายถุงเท้า และย้อยลงมาตรงบริเวณบั้นท้าย หน้าที่ของสนิทช์รันเนอร์ คือวิ่งหนีอย่างเดียว และไม่จำเป็นต้องถือหรือขี่ไม้กวาดเล่นในสนาม

นาทีที่ 18 ของเกม ซีกเกอร์จะถูกส่งลงมา และหน้าที่ของซีกเกอร์ทั้งสองฝั่งคือเข้าหาสนิทช์ รันเนอร์ และฉกชิงลูกสนิทช์มาเป็นของตัวเองให้ได้ เกมจะจบต่อเมื่อซีกเกอร์คว้าลูกสนิทช์มาครอง แต่หากยังไม่ได้ลูกสนิทช์หลังจากนาทีที่ 23 เกมจะจำกัดอิสระให้ “สนิทช์ รันเนอร์” วิ่งหนีในบริเวณที่น้อยลง จากทั่วทั้งสนาม เหลือแค่กลางสนาม และถ้ายังจบเกมกันไม่ได้อีก ก็ให้เอามือไขว้หลังไว้แล้ววิ่ง

ผู้ชนะไม่ใช่ทีมของซีกเกอร์ที่ได้ลูกสนิทช์ (แม้ว่าจะได้ 150 แต้มก็ตาม) แต่หมายถึงทีมที่ได้คะแนนมากที่สุด ฉะนั้นบางกรณีแม้ซีกเกอร์จะคว้าลูกสนิทช์ได้ แต่เชสเซอร์เล่นกันไม่ดีก่อนหน้านั้น โอกาสแพ้ก็มีเหมือนกัน

ในสหรัฐอเมริกา การแข่งขันรูปแบบทัวร์นาเม้นต์ของควิดดิชเกิดขึ้นจริง ภายใต้การรับรองของสหพันธ์ควิดดิชนานาชาติ (IQA) จัดแข่งขันมาแล้ว 4 ครั้ง (ครั้งแรกในปี 2012) และทีมที่ได้แชมป์มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้ ที่ทำได้สำเร็จ 3 สมัย และ ออสเตรเลีย 1 สมัย


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

 

เหตุผลคนชอบควิดดิช : เพราะแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ หรือ เพราะตัวกีฬา?

จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันมีผู้เล่นกีฬาควิดดิชในชีวิตจริงมากถึง 20,000 คน จาก 25 ประเทศทั่วโลก

แม้ชื่อของกีฬา และวิธีการเล่นจะมาจากหนังสือแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ แต่ แจ็ค เลนนาร์ด ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน ควิดดิช พรีเมียร์ลีก แห่งประเทศอังกฤษเผยว่า ปัจจุบันคนที่เล่นควิดดิช ก็เพราะชอบกีฬาชนิดนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้เกี่ยวกับโลกของเวทมนตร์อีกต่อไป


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

“เหลือเชื่อเหมือนกันว่ามันจะเป็นที่นิยมมากขนาดนี้” เลนนาร์ด เริ่มเล่า

“ตัวผมเองเริ่มเข้ามาในวงการเพราะแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ก็จริง แต่พอผมได้คลุกคลีกับการเล่นของมัน กับกติกาของมันบนโลกแห่งความเป็นจริง มันสนุกมาก”

“สังคมของกีฬาควิดดิชเป็นสังคมที่วิเศษ และปัจจุบันมันกลายเป็นกีฬาที่ให้ผู้หญิงและผู้ชายลงเล่นด้วยกันได้ ซึ่งกีฬาน้อยชนิดที่จะเป็นลักษณะนี้”

“หรือแม้กระทั่งถ้าคุณเป็นบุคคลข้ามเพศ คุณก็สามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ได้เช่นกัน”

“ผมเชื่อในความหลากหลาย และความเท่าเทียมของการเป็นมนุษย์ ทุกคนบนโลกนี้สามารถเข้ามาเล่นควิดดิชได้ มันจึงเป็นกีฬาที่ทำให้ทุกคนรัก และสร้างเพื่อนใหม่ที่ไม่มีพรมแดนใดๆมาขวางกั้น” เลนนาร์ด เปิดใจกับกีฬาที่เขารัก


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

ผู้บริหารองค์กรกีฬาควิดดิชแดนผู้ดียังเปรียบเทียบกีฬาน้องใหม่ชนิดนี้ กับกีฬายอดนิยมหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างฟุตบอล

“มันต่างกัน อย่างถ้าคุณไปเล่นฟุตบอลที่โรงเรียน แต่ละคนก็อยากจะเป็นแต่กองหน้ากันทั้งนั้น”

“แต่สำหรับควิดดิช ไม่ว่าคุณจะเล่นตำแหน่งไหน คุณก็โดดเด่นได้ ทุกตำแหน่งมีความสำคัญ และมีช่วงเวลาที่โดดเด่นของตัวเองเท่าเทียมกัน”

“ความแข็งแกร่งของร่างกาย และการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมทีมเป็นสิ่งสำคัญ แต่จุดเดียวที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จคือความมุ่งมั่นตั้งใจ ผมเคยเห็นนักกีฬาบางคนยังโยนลูกควัฟเฟิลไม่ไปด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นนักกีฬาทีมชาติไปแล้ว” เลนนาร์ด ทิ้งท้าย

ปัจจุบันแม้จะมีนักกีฬากว่า 20,000 คนที่รู้จักกีฬาชนิดนี้ดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่ต้องยอมรับว่า มันยังไม่แพร่หลายนักหากเทียบกับกีฬาสากลชนิดอื่นๆ


Photo : Facebook : IQA Quidditch World Cup

แต่บางทีงานเขียนชิ้นนี้ของ Main Stand อาจทำให้คนไทยทราบว่า “ควิดดิช” ไม่ได้มีแต่ในหนังสือหรือภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พ็อตเตอร์เท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นจริงมากว่าสิบปีแล้ว

หากคนไทยจะหันมาเอาดีทางกีฬาควิดดิชก็ยังทัน ลองหยิบจับไม้กวาดที่บ้านคุณมาขี่ และทำสนามหลังบ้านคุณให้เป็นสังเวียนควิดดิชกันเถอะ!



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง