mainstand

Grand Stand

อนุสรณ์ ไชยชำนาญ : มือที่จับให้ผมลุกขึ้นมาในวันที่ไร้แขน-ขา จากเหตุระเบิด 3 จังหวัดภาคใต้



ถ้าวันหนึ่งคุณคิดต้องตื่นลืมตาขึ้นมาและพบว่า ตัวเองได้สูญเสียแขน-ขา ที่เคยใช้งานเป็นปกติ คุณคิดว่า คุณจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร?


 

อนุสรณ์ ไชยชำนาญ คือ ชายผู้เคยผ่านเหตุการณ์ที่ยากจะทำใจนี้ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พลทหาร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 

เขามีความคิดที่อยากปลิดชีวิตในทันที เมื่อได้รู้ว่าตัวเองเสียแขน 1 ข้าง ขา 1 ข้าง แต่มือคู่หนึ่งจากคุณแม่ที่เกาะกุมมือข้างเดียวของเขา ในวันที่อ่อนไหวสุดของชีวิต ได้เปลี่ยนความคิดของ ชายผู้พิการคนนี้ให้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง 

ติดตามเรื่องราวชีวิตจริงของจ่าเอก อนุสรณ์ ไชยชำนาญ นักกีฬายิงปืนยาวอัดลม พาราทีมชาติไทย ผู้ก้าวขีดจำกัดเพื่อไล่ล่าความฝัน ด้วย 1 แขน 1 ขา กับอีก 1 หัวใจที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ 

 

มือที่หายไป 

เช้าตรู่ของ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2547 บริเวณด้านหน้าตลาดหน้ามาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เป็นวันหนึ่งของชีวิตที่ อนุสรณ์ ไชยชำนาญ ไม่มีวันลืมเลือน

อนุสรณ์ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ในจังหวัดนราธิวาส ความลำบากทำให้ เขาลาออกจากโรงเรียน หลังจบชั้น ม.2 เพื่อมาทำงานหารายได้ช่วยจุนเจือครอบครัว ทั้งอาชีพ ลูกจ้างเรือประมง, พนักงานปั๊มน้ำมัน 

จนอายุได้ 18 ปี อนุสรณ์ ตัดสินใจ สมัครเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ สังกัด กองทัพเรือ เขายกมืออาสาเข้ามาประจำในพื้นที่บ้านเกิด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 หรือ ก่อนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2547 

“ผมมีความฝันอยากเป็นทหาร มาตั้งแต่ตอนเด็ก เพราะผมเคยเห็นรูปพ่อ ท่านใส่ชุดทหารเกณฑ์ ดูเท่ดี แต่ผมเป็นคนไม่มีการศึกษาสูงนัก เนื่องจากฐานะบ้านยากจน ผมได้เงินไปโรงเรียนแค่วันละ 5 บาทเอง แค่จะซื้อข้าวยังไม่ได้เลย ซื้อได้แค่น้ำเปล่า ผมเลิกเรียนตอนอายุ 14 และทำงานมาโดยตลอด”

“จากนั้น ผมได้สมัครเป็นทหารเกณฑ์ และได้ประจำการอยู่ที่นี่ ซึ่งเหตุการณ์ก็ปกติดี ไม่มีความรุนแรงอะไร เหลืออีกไม่กี่เดือนผมก็จะได้ปลดประจำการแล้ว แต่ก็มาเกิดเหตุการณ์นั้นก่อน”

เช้าวันนั้นพลทหาร อนุสรณ์ มีหน้าที่รับผิดชอบต้องไปจ่ายเสบียง อย่างเช่นที่เคยทำมา บรรยากาศหน้าตลาดสดดูเหมือนทุกวัน ที่มีผู้คนมากมายผ่านไปมา

ระหว่างรอรถจากหน่วยมารับ พลทหาร อนุสรณ์ และทหารนายอื่นๆกลับกรมกอง เขาไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่นาทีต่อมา ตัวเองจะพบเจอกับฝันร้ายที่เป็นจริง

“มันเหมือนคนที่สลบไป ผมตื่นขึ้นมา แบบคนไม่รู้ตัว ร่างกายชาไปหมด สมองมึนงง ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ภาพที่ผมเห็น คือ ผู้คนมากมายนอนจมกองเลือดอยู่เต็มไปหมด แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวเองโดนอะไร สักพักหนึ่งเลือดค่อยๆไหลเข้าตาผม ผมยกมือขึ้นมาปัดเลือดที่ตา ก็เห็นนิ้วกลางข้างขวาของตัวเอง หักงอมาหลังมือ ถึงได้รู้ว่า ‘ผมโดนแล้ว’ ”

“วินาทีนั้นผมโกรธมาก จะหยิบปืนไปยิงโจร แต่มองออกไปก็ไม่รู้ว่าโจรอยู่ไหน หันไปข้างตัวเห็นแขนซ้ายเหลือแต่หนังห้อยอยู่ พอลุกขึ้นยืนก็ลุกไม่ได้ กระดูกขาซ้ายแตกละเอียด ความคิดตอนนั้น คือ อยากตาย ผมหยิบปืนหันเข้าตัวจะยิงตัวเองให้ตาย แต่คันรั้งปืนแตก ทำให้ยิงไม่ได้ ผมคิดถึงมีดพก อยากเอามีดเชือดคอตัวเอง แต่วันนั้นผมไม่ได้พกมีดติดตัวไป”

“ ‘เอามีดมา เอามีดมา ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว’ แต่ไม่มีใครเอามาให้ ผมตะโกนขอมีดจากชาวบ้าน ความรู้สึกตอนนั้น ชีวิตนี้ผมไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ผมทำใจยอมรับไม่ได้เลย”

จากคนที่เคยใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อนุสรณ์ ไชยชำนาญ ต้องกลายเป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียงอยู่นานหลายสัปดาห์

เขาถูกตัดขาทิ้งอีก 1 ข้าง มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะทำใจได้ สำหรับคนที่ไม่ได้พิการตั้งแต่กำเนิด แต่ต้องใช้ชีวิตอย่าง คนพิการตั้งแต่นับจากนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

“ระหว่างที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ผมรู้สึกแย่มาก ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนแต่ก่อน ต้องมีคนคอยช่วยเหลือตลอด ผมยังเคยทำร้ายตัวเอง เอาหัวโขกราวเหล็ก ก็ใช้เวลาอยู่ประมาณ 1 เดือน กว่าจะทำใจยอมรับได้”

“ตลอดช่วงเวลาที่แม่มาเฝ้า แม่คอยจับมือผม ให้กำลังใจผมตลอด ผมเห็นท่านเสียน้ำตาเยอะมาก นั่นทำให้ผมเปลี่ยนความคิดไป ถ้าวันนั้นผมคิดสั้นฆ่าตัวตายไป วันนี้แม่ผมจะอยู่อย่างไร? ท่านจะเสียใจมากแค่ไหน? ผมไม่อยากเห็นท่านเสียน้ำตาอีกแล้ว”

“ผมเปลี่ยนความคิดใหม่หมด พยายามเข้มแข็ง เพื่อให้แม่เห็นว่า ผมสามารถช่วยเหลือตัวเองได้”

 

Chase your dream! ไล่ล่าความฝันใหม่ 

ยิ่งสนทนา เราก็ยิ่งสัมผัสได้ว่า ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่าทีที่สุขุมของ จ่าเอกอนุสรณ์ ส่วนลึกๆ ข้างในของผู้ชายคนนี้ ฉาบไปด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง และความมุ่งมั่นอย่างสูง ในการลงมือทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ 

“อุปสรรคของผมหลังออกจากโรงพยาบาล คือ การต้องรับสภาพว่า ร่างกายผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผมมีแขนข้างเดียว โดยที่ขาข้างหนึ่งใส่ขาเทียม ดังนั้นร่างกายผมจะไม่สามารถทำงานหนักๆ ได้เหมือนเมื่อก่อน  แต่ผมก็ฝืนทำ ผมอยากหาเงินช่วยครอบครัว”

“ผมเริ่มจากการไปทำงานตัดอ้อย ตัดไปได้สัก 5-6 เดือน แผลที่ขาก็เริ่มเปิด เพราะผมขยับตัวตลอดเวลา จากนั้นเปลี่ยนมา ตกปลา อุปสรรคอยู่ตรงที่ผมไม่สามารถผูกเบ็ดได้ แต่ผมพยายามผูกเบ็ดเองให้ได้ ใช้มือบ้าง เท้าบ้าง ลองมาหมดทุกอย่าง จนทำได้ชำนาญ” 

“จากนั้นไปออกเรือประมง สำหรับอาชีพประมง ที่ต้องใช้แรงเยอะมาก เจอกับคลื่นลมมรสุม ยิ่งผมมีร่างกายพิการ ยิ่งเป็นอุปสรรคอยู่แล้ว แต่ผมก็กัดฝันทำมาเป็นเวลาปีกว่า เพราะผมอยากลองทำให้มันสุดๆก่อน เพื่อดูว่าขีดจำกัดผมอยู่ตรงไหน ผมไม่อยากหายใจทิ้งๆไปวัน ถ้าเราอยู่เฉยๆ เราก็จะจมอยู่ภาพเหตุการณ์นั้น และทำให้สุขภาพจิตเราบั่นทอนลง”

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้ามรสุมที่เรือประมงไม่สามารถออกจากฝั่งได้ อนุสรณ์ ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างคนปกติ และไม่มองว่า ความพิการด้านร่างกายคืออุปสรรคของชีวิต 

เขาไปสมัครทำงานเป็น เจ้าหน้าที่ ในหน่วยวิทยุสื่อสารฯ ซึ่งการที่เขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ก็ทำให้ชีวิตของ อนุสรณ์  พบเจอกับจุดเปลี่ยน และมุ่งหน้าไล่ล่าความฝันครั้งใหม่ ในการเป็น “นักกีฬาพารา ทีมชาติไทย”

“ตอนที่ผมทำงานอยู่ ศูนย์วิทยุฯ ได้รับข้อมูลว่าจะมีโครงการ สานฝันฮีโร่ โดยมูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มาเป็นนักกีฬา ด้วยความที่ไม่เคยเล่นกีฬาเลย ก็ไม่รู้ตัวเองจะทำได้ไหม ผมจึงไม่ได้ไปสมัครในปีแรก พอปีที่สอง มีการเปิดโครงการนี้เปิดอีก ผมจึงลองเข้าไปสมัครดู”

“ในโครงการจะมีกีฬาหลายชนิดให้เลือก ผมสนใจยิงปืน ลองขอยิง 1-2 นัด ผมก็ชอบเลย ในโครงการก็มีการฝึกหัดสอนยิงปืน และมีการสอบวัดคะแนน ผลปรากฏว่า ผมมีคะแนนเป็นอันดับ 1 ของโครงการ และมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ ผมจึงได้มาต่อยอด มาคัดตัวกับทีมชาติไทย ชุดเตรียมตัวไปแข่ง อาเซียนพาราเกมส์ 2015”

“ด้วยความมุ่งมั่น ประกอบกับได้รับความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย และภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน ผมได้รับเลือก ติดทีมชาติไทย และคว้า 1 เหรียญทอง (ประเภท ปืนยาวอัดลม บุคคล ประเภทท่ายืน 10 เมตร) มันเป็นอะไรที่ผมไม่คาดคิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งผมจะได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ ที่นำความสำเร็จ กลับมาฝากประเทศชาติ และวงศ์ตระกูลผม”  

อนุสรณ์ ใช้มือที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว ไล่ล่าความสำเร็จหลังอาเซียนพาราเกมส์ 2015 ด้วยการคว้า 1 เหรียญทองเวิลด์ คัพ ปี 2016 และ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงินจากการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ปี 2018 ที่เจ้าตัวสามารถสร้างสถิติใหม่ ( 253.8 คะแนน) ในประเภทปืนยาวอัดลม บุคคล ท่านอน 10 เมตร 

“ถ้าถามว่า มือคู่นั้นของแม่ในวันนั้น มีความหมายแค่ไหนสำหรับผม ? ก็คงเท่ากับ ชีวิตผมทั้งชีวิตนี่แหละ” อนุสรณ์ สบสายตาเรา ก่อนตอบคำถามหนึ่งแบบสั้นๆ แต่มีความหมายมากเหลือเกินสำหรับเขา 

โครงการสานฝันฮีโร่ พลัส ที่บริดจสโตนได้เข้าไปให้การสนับสนุนได้เป็นมือคู่หนึ่งที่ยื่นโอกาสให้ จ่าเอกอนุสรณ์ ได้เริ่มต้นในเส้นทางแห่งเกียรติยศในฐานะนักกีฬาพาราทีมชาติไทย

จากวันนั้นถึงวันนี้ บริดจสโตน ยังคงอยู่เคียงข้างเส้นทางของ จ่าเอก อนุสรณ์ ไชยชำนาญ เขาได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่บริดจสโตน 

รวมถึงยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ในทีมบริดจสโตนไทยแลนด์ที่กำลังไล่ล่าความฝันเก็บคะแนนลุ้นลุยมหกรรมกีฬา “โอลิมปิก เกมส์” และ “พาราลิมปิก เกมส์” ในปี 2020 ที่กำลังมาถึง…

“ผมดีใจนะ เวลาที่มีคนมองเห็นความสำคัญของนักกีฬาคนพิการ และลงมาให้การสนับสนุน เพราะนักกีฬาทุกคน ล้วนต้องมีภาระความรับผิดชอบที่แตกต่างกันออกไป อย่างตัวผมเองที่ผ่านมาก็ต้องเดินทางไกลมาจากนราธิวาส หากผมไม่มีรายได้ จากงานประจำที่ บริดจสโตน ก็อาจไม่มีเงินมากพอจะดูแลตัวเอง หรือใช้สำหรับค่าห้องพัก, ซื้อกระสุน, ปืน เพื่อทำการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง”

“ผมเชื่อว่าคนทุกคนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง หากเรามีใจที่ไม่ยอมแพ้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราล้มเลิกความฝันกลางทาง กลัวความล้มเหลว เราจะไม่มีทางก้าวข้ามมันไปสู่เป้าหมายที่เราวางไว้ได้”

Chase your dream ที่มีความหมายว่าไล่ล่าความฝัน… วันนี้ถึงเวลาที่เขาจะได้ลงมือทำมันแล้ว 

 

ชนะใจตัวเองได้ ก็ชนะได้ทุกอุปสรรค 

อะไรคืออุปสรรคที่เอาชนะได้ยากสุดในกีฬายิงปืน ? สำหรับ อนุสรณ์ ไชยชำนาญ คำตอบของเขา ไม่ใช่คู่แข่งหน้าไหน แต่กลับเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวเอง 

“ยิงปืนเป็นกีฬาที่ไม่ได้ใช้แรงเยอะ แต่ใช้สมอง และสมาธิที่ค่อนข้างสูง หากเราไม่สามารถควบคุมความคิด หรือจิตใจเราไม่นิ่งพอ เราอาจไม่สามารถทำคะแนนได้อย่างที่ตัวเองคาดหวังไว้ อุปสรรคที่นักยิงปืนทุกคนเจอคือเรื่องการรับมือกับสภาพจิตใจของตัวเองยามอยู่ในสนามแข่งขัน”

“ผมใช้เวลาฝึกทุกวัน วันละ 5-6 ชั่วโมง อย่างมีระเบียบวินัย เพื่อทำให้ทุกอย่างออกมาสมูธที่สุด เพราะการแข่งขันจริง ทุกนัดที่ลั่นไกออกไปมีความเสี่ยง หากเราพลาด คนอื่นมีโอกาสทำคะแนนนำได้” 

“ดังนั้นเวลาที่ผมแข่งขัน ผมจะไม่นำเอาคะแนนคนอื่นมากดดันตัวเอง พยายามทำจิตใจตัวเองให้เข้มแข็ง และมีสมาธิ เราฝึกซ้อมมาอย่างไร เวลาแข่งขันก็ทำแบบนั้น เราแข่งกับตัวเองพอ ถ้าเราชนะใจตัวเองได้ เราก็สามารถชนะทุกอุปสรรคได้” 

ในทุกๆวันที่ ชีวิตของคนดำเนินไป เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบางกับชีวิต? วันหนึ่งเราอาจมีชีวิตที่พร้อมไปทุกอย่าง แต่ชั่วข้ามคืนทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออะไรก็เป็นได้

จ่าเอก อนุสรณ์ ไชยชำนาญ ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งอุปสรรคที่ยากลำบากสุดในชีวิต มาด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และกำลังใจจากคนที่อยู่ข้างหลัง โดยไม่มองย้อนกลับไปว่าตัวเองสูญเสียอะไร หรือโทษโชคชะตา แต่ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่มี และทำมันให้ดีที่สุด เท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้ 

“ผมอยากให้กำลังใจคนที่กำลังคิดจะยอมแพ้ อย่าเพิ่งถอดใจ ถึงแม้อาจต้องสูญเสียบางอย่างในชีวิตไป แต่สิ่งหนึ่งที่ห้ามเสียไปคือ หัวใจ อยากให้ลองหันกลับมามองตัวเองว่า เรายังทำอะไรได้บ้าง” 

“พยายามจุดไฟให้ตัวเอง กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ สร้างเป้าหมายใหม่ๆ แล้วสู้ไปกับตัวเอง สู้กับสิ่งที่เรายังเหลืออยู่ ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้ หากเรายอมแพ้วันนี้ เราจะไม่มีวันได้เจอความสำเร็จ แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ สักวันหนึ่ง มันอาจนำพาเราไปเจอหนทางข้างหน้าที่ดีกว่าเดิม” 

เมื่อถามถึงเป้าหมายสูงสุด และความฝันที่อยากทำต่อจากนี้ในอนาคต คำตอบของ อนสุรณ์ กลับยิ่งทำให้เราได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่า มือที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ มีความหมายมากแค่ไหนต่อชีวิตของเขา 

“ในพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ เป้าหมายของผม คือการนำเอาธงชาติไทย ขึ้นไปอยู่บนยอดเสาในต่างแดน เพื่อสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศชาติ และทำให้แม่มีความสุข ชีวิตผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ความฝันสูงสุดในชีวิตที่เหลืออยู่คือ ทำให้แม่มีความสุขและภูมิใจในตัวผม” 

“ในวันที่ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ แม่เคยอยู่เพื่อผม และนับจากนี้ ผมก็จะอยู่เพื่อท่าน” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง