mainstand

Grand Stand

สัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์? : ท่าดีใจ "จิบชา" ของแข้งสาวมะกันมีนัยยะอะไรแฝงอยู่



คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่วงการกีฬาไม่ว่าจะชนิดไหนๆ มาตลอดตั้งแต่สมัยบรรพกาล นั่นคือ "ท่าดีใจ"


 

อารมณ์สะใจ, โล่งใจ หรืออะไรก็ตามแต่เวลาทำคะแนนหรือคว้าชัยชนะนั้น จะว่าไปก็มีที่มาแสนหลากหลาย บางคนทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์, บางท่าดีใจเกิดจากจิตใต้สำนึกแบบที่ไม่ทันได้คิดมาก่อน และบางท่าไตร่ตรองมาแล้วเป็นอย่างดีเพื่อสื่อสารถึงใครบางคน

ซึ่งในบางครั้ง การจะเข้าใจท่าดีใจดังกล่าวให้ลึกซึ้ง อาจต้องย้อนลึกถึงประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ...

 

เหตุเกิดที่ลียง

นับตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลกหญิงเริ่มจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกปี 1991 คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันครั้งที่ 8 ซึ่งฝรั่งเศสได้เป็นเจ้าภาพในปี 2019 คือครั้งที่กระแสทุกอย่างคึกคักที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนในสังคมยอมรับว่าฟุตบอลหญิงนั้นไม่ได้ขายแต่ความสวยงามของผู้เล่น หรือเป็นเวทีที่กลุ่มคนบางพวกเรียกว่า "ทอมบอย" ลงไปเล่นเท่านั้น แต่เป็นเวทีที่ความสวยงาม, ความแข็งแกร่ง และความสนุกสูสี เกิดขึ้นไปพร้อมกัน


Photo : www.bloomberg.com

การแข่งขันเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ ซึ่งคู่เอกของรอบนี้หนีไม่พ้นการเจอกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา แชมป์ 3 สมัย มากที่สุดในประวัติศาสตร์, แชมป์เก่า และเต็งหนึ่ง กับ อังกฤษ ชาติต้นกำเนิดลูกหนัง ที่แม้เพิ่งจะมาเอาจริงเอาจังกับการทำทีมหญิงได้ไม่นาน แต่ก็มีพัฒนาการชนิดที่เรียกได้ว่าก้าวกระโดด

เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 31 ขณะทั้งสองฝ่ายกำลังเสมอ 1-1 ลินซี่ย์ โฮแรน เปิดบอลจากกราบซ้ายให้ อเล็กซ์ มอร์แกน หัวหอกสาวสวยกัปตันทีมโหม่งเต็มๆ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม นี่คือประตูที่ส่งสหรัฐอเมริกาเข้าชิงชนะเลิศด้วยชัยชนะ 2-1, ทำให้เธอขึ้นเป็นดาวซัลโวร่วมของทัวร์นาเมนต์ที่ 6 ประตู และยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูในฟุตบอลโลกหญิงรอบสุดท้ายตรงกับวันเกิด เนื่องจากเกมวันนั้นแข่งขันในวันที่ 2 กรกฎาคม วันคล้ายวันเกิดอายุครบ 30 ปีพอดี


Photo : www.bavarianfootballworks.com

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประตูดังกล่าวคือ การทำท่าทางแปลกๆ เมื่อมอร์แกนเลือกที่จะทำท่าจีบทุกนิ้วไปประกบกับริมฝีปาก ก่อนที่จะกระดกนิ้วก้อยขึ้นมา ... ซึ่งท่าดังกล่าวดูแล้วไม่เหมือนกับการทำท่าจุ๊ปาก สัญลักษณ์ที่ทุกคนรู้กันดีว่าเป็นการแสดงท่าทางอยากให้อีกฝ่ายเงียบเสียง แต่ดูเหมือนกับการยกอะไรที่มีลักษณะเป็นแก้วมีหูขึ้นดื่มเสียมากกว่า

และนั่นก็ทำให้โลกออนไลน์ โดยเฉพาะที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกา สองชาติที่ดวลแข้งกันในค่ำคืนนั้นฮือฮาและกึ่งๆ จะเดือดดาลไปพร้อมกัน

 

เหตุเกิดจากชา?

สาเหตุของการที่ผู้คนดูจะฮือฮาระคนเดือดดาลจากท่าดีใจของมอร์แกนนั้น จะว่าไปก็เกิดจากความช่างสังเกต เพราะแฟนบอลตาดีหลายรายเห็นแล้วก็วิเคราะห์เพียงเสี้ยววินาทีว่า นี่มันท่าจิบชาชัดๆ ซึ่งหากจะมองในแง่ลบสักหน่อย ท่าดีใจของเจ้าของหมายเลข 13 แห่งทีมอินทรีสาว คงสื่อถึงว่า การยิงประตูนั้นมันก็ง่ายๆ เหมือนการจิบชายามบ่ายอะไรประมาณนั้น


Photo : @FOXSoccer

คำถามก็คือ จากท่าดีใจที่ดูเหมือนจะเป็นการจิบเครื่องดื่มอะไรก็ได้ ทำไมผู้คนส่วนมากถึงเลือกที่จะเจาะจงไปที่ชากันล่ะ?

เอาล่ะ สาเหตุหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชา คือเครื่องดื่มประจำชาติของอังกฤษ คู่ต่อสู้ที่สาวมะกันเจอในเกมดังกล่าว แต่เมื่อเราสืบสาวราวเรื่องไปยังประวัติศาสตร์ บางทีมันอาจจะมีความหมายแฝงซ่อนอยู่ ...

นั่นคือเรื่องราวที่ชา กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญสู่การประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกานั่นเอง

เรื่องดังกล่าวต้องย้อนไปไกลถึงสมัยที่สหรัฐอเมริกายังเป็นหนึ่งในดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงปีคริสต์ศักราช 1760 เมื่ออุตสาหกรรมชา สินค้าสำคัญของจักรวรรดิอังกฤษถูกคุกคามจากปัญหาการนำเข้าชาเถื่อนจากจักรวรรดิดัตช์ ซึ่งมีราคาถูกกว่าในคุณภาพที่ไม่แตกต่างกันนัก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัท อีสต์ อินเดีย ซึ่งมีสัมพันธ์กับราชวงศ์อังกฤษและทำหน้าที่แสวงหารายได้ให้กับจักรวรรดิประสบปัญหาทางการเงินจากการถูกตัดราคาขาย ทำให้ชาของ อีสต์ อินเดีย เหลือคงค้างในคลังเป็นจำนวนมาก

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บริษัท อีสต์ อินเดีย จึงโน้มน้าวให้รัฐสภาอังกฤษออก "กฎหมายชา" หรือ "Tea Act" ขึ้นในปี 1773 เพื่ออนุญาตให้ อีสต์ อินเดีย สามารถส่งชาไปยังดินแดนอาณานิคมต่างๆ ได้โดยตรง ไม่ต้องนำเข้ามาที่อังกฤษก่อน รวมถึงรับรองให้ อีสต์ อินเดีย เป็นผู้นำเข้าและขายชาในอาณานิคมแต่เพียงผู้เดียว 


Photo : www.bostonteapartyship.com

กฎหมายดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่ม 13 อาณานิคมอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะบริษัท อีสต์ อินเดีย จะขายชาผ่านตัวแทนที่สนับสนุนจักรวรรดิอังกฤษโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าชาวอเมริกันอีกต่อไป ทำให้พวกเขาสูญเสียรายได้ที่พึงมีไป และยิ่งบวกกับเหตุการณ์ที่รัฐสภาอังกฤษเรียกเก็บภาษีหนังสือพิมพ์ผ่านกฎหมาย "Stamp Act" เมื่อปี 1765 ความไม่พอใจของชาวอาณานิคมอเมริกาก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะจักรวรรดิอังกฤษขูดรีดพวกเขาสารพัด แต่พวกเขากลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะเสนอความเห็นต่างๆ จากการที่ไม่มีชาวอเมริกันคนไหนมีตำแหน่งในสภาอังกฤษเลย

เรื่องราวที่กล่าวมาทำให้เกิดขบวนการต่อต้านกฎหมายภาษีชาเกิดขึ้นทั่วดินแดน 13 อาณานิคม ด้วยเหตุผลที่จะ "ไม่เสียภาษีถ้าไม่มีผู้แทน" โดยจะยอมจ่ายภาษีให้แก่ผู้แทนที่พวกตนเลือกตั้งมาเท่านั้น กระทั่งมาสุกงอมในเหตุการณ์ "งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน" หรือ "Boston Tea Party" เมื่อผู้ประท้วงกลุ่ม ซันส์ ออฟ ลิเบอร์ตี (Sons of Liberty) บุกขึ้นเรือขนสินค้าของบริษัท อีสต์ อินเดีย และจัดการโยนหีบชาทิ้งที่ท่าเรือเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ตส์

จากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐสภาอังกฤษจึงได้ตอบโต้ด้วยการออก "กฎหมายเหลือทน" หรือ "Intolerable Acts" ในปี 1774 ที่สั่งปิดท่าเรือบอสตันจนกว่าจะมีการชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาที่สูญเสียไป รวมถึงการลดสถานะความเป็นรัฐอาณานิคมและเพิ่มอำนาจให้กับข้าหลวงของอังกฤษ ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับอาณานิคมอเมริกาย่ำแย่ลง จนกลายเป็น "สงครามปฏิวัติอเมริกา" หรือ "American Revolutionary War" ซึ่งลงเอยด้วยการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 หรือที่เรียกว่า "Independence Day" นั่นเอง


Photo : www.ldsdaily.com

ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจากชาจนนำมาสู่การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ยังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมอเมริกันอีกอย่าง นั่นคือการ "บอยคอตต์ชา" ซึ่งมีหลักฐานจากจดหมายถึงภรรยาของ จอห์น อดัมส์ หนึ่งในผู้นำการปฏิวัติที่ต่อมาได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ที่ย้ำว่า "ชาจะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งแม้แต่ตนเองก็ต้องเลิกดื่ม และหวังว่ากาลเวลาจะช่วยให้ลืมรสได้"

นี่คือสัญญาณแห่งการบอยคอตต์ชาในอาณานิคมอเมริกา เพราะนับแต่นั้นมา ประชาชนก็พร้อมใจกันที่จะสั่งกาแฟดื่มแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งการต่อต้าน ขณะที่การดื่มชาถูกมองว่าเป็นการภักดีต่อจักรวรรดิอังกฤษ การบอยคอตต์ดังกล่าวกินเวลากว่า 10 ปี ซึ่งนานพอที่จะทำให้การดื่มกาแฟเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของชาวอเมริกันไปตลอดกาล

 

ความจริงนั้นคือ?

จากเรื่องราวที่กล่าวมา ก็ดูจะเป็นเหตุที่เชื่อได้ว่า อเล็กซ์ มอร์แกน หนึ่งในแข้งสาวสวยไอดอลแห่งวงการฟุตบอลหญิง ทำท่าดังกล่าวเพื่อย้อนเกร็ดประวัติศาสตร์ใส่ชาติที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า "เจ้าอาณานิคม"


Photo : www.prosoccerusa.com

แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่? คำอธิบายจากเจ้าตัวเองหลังจบแมตช์ดังกล่าวคงจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่า ...

"จริงๆ ฉันเองก็อยากที่จะทำอะไรให้มันน่าสนใจน่ะนะคะ คือถ้าพูดถึงท่าดีใจเนี่ย เมแกน ราพิโน เพื่อนร่วมทีมฉันมีท่าดีใจที่ครีเอตที่สุด ฉันก็แค่ลองทำอะไรตามรอยเธอและทำให้ดีกว่าเท่านั้นเอง" มอร์แกนเริ่มเล่าถึงเรื่องท่าดีใจ

"ฉันรู้สึกว่าที่ผ่านมาเส้นทางซึ่งเราต้องเผชิญมาตลอดทัวร์นาเมนต์นั้นไม่ง่ายเลย แต่มันก็แค่เสียงซุบซิบนินทา นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันเลือกทำท่านั้น"

จากบทสัมภาษณ์ของแข้งสาวคนสวยนี้เองมีคำศัพท์หนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือคำว่า "That’s the tea." เพราะคำว่า "Tea" ซึ่งแปลว่า "ชา" นั้น มักเป็นคำที่ถูกใช้ในบริบทของ "การซุบซิบนินทา" หรือ "Gossip" ด้วยเช่นกัน โดยคำว่า "Sipping tea" นั้นหมายถึง "รับรู้เรื่องนินทา" ซึ่งหากแปลตรงตัวก็จะเทียบเท่ากับ "การจิบชา" นั่นเอง

ตลอดช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมฟุตบอลหญิงสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง เริ่มจากการที่พวกเธอยื่นฟ้องสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียกร้องโบนัสและสวัสดิการเทียบเท่ากับทีมฟุตบอลชาย โดยให้เหตุผลว่าพวกเธอประสบความสำเร็จในสนามมากกว่า ไม่เพียงเท่านั้น สมาชิกในทีมหลายคนยังมีจุดยืนทางการเมืองที่ตรงข้ามกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้เป็นศูนย์รวมความขัดแย้งของคนทั้งชาติ และล่าสุดกับเหตุการณ์ที่พวกเธอปูพรมถล่มทีมชาติไทยในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มถึง 13-0 ซึ่งสถิติใหม่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เธอสร้าง มาพร้อมกับเสียงวิจารณ์ว่าพวกเธอ "เล่นเต็มที่เกินไป"


Photo : www.soccerwire.com

หากพูดถึงบริบทนี้ ท่าดีใจ "จิบชา" ของ อเล็กซ์ มอร์แกน จึงน่าจะหมายความถึงความแข็งแกร่งของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะนอกจากเธอจะโชว์ฟอร์มแกร่งในสนามแล้ว เหล่าสาวๆ ยังมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวต่อเสียงวิจารณ์ใดๆ อยากจะพูดอะไรก็พูดมา พวกเธอพร้อมฟังอย่างเชิ่ดๆ และให้ความสำเร็จในสนามตอบแทนอยู่แล้ว

แต่ไม่ว่าท่าดีใจดังกล่าวจะมีที่มาตามที่มอร์แกนเล่าจริง หรือมีสาเหตุอื่นแอบแฝง สิ่งหนึ่งที่คงปฏิเสธไม่ได้คือ ท่า "จิบชา" นี้ ได้สร้างอารมณ์ร่วมแก่ชาวอเมริกันทั้งประเทศให้ภูมิใจ และเต็มใจที่จะสนับสนุนทีมฟุตบอลหญิงสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จตามสโลแกนของทีมชาติที่ว่า "หนึ่งชาติ หนึ่งทีม" หรือ "One Nation. One Team." อย่างแท้จริง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/sport/football/48851152
https://www.goldenmoontea.com/blogs/tea/106692871-why-most-americans-drink-coffee-not-tea
https://www.history.com/this-day-in-history/american-colonies-declare-independence
https://www.history.com/topics/american-revolution/tea-act
https://www.history.com/topics/american-revolution/boston-tea-party
https://www.independent.co.uk/sport/football/womens_football/alex-morgan-celebration-tea-usa-england-womens-world-cup-a8985366.html
https://www.metmuseum.org/toah/hd/coff/hd_coff.htm
https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_642
https://www.theguardian.com/football/2019/jul/02/alex-morgan-tea-celebration-usa-england-womens-world-cup
https://www.theguardian.com/football/shortcuts/2019/jul/03/whats-the-tea-the-meaning-behind-alex-morgans-goal-celebration



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง