mainstand

Grand Stand

ก่อน “หัตถ์พระเจ้า” : หมู่เกาะฟอล์คแลนด์... จุดเริ่มต้นความบาดหมางระหว่างฟุตบอลอังกฤษ - อาร์เจนฯ



อาร์เจนตินา กับ อังกฤษ คือสองชาติมหาอำนาจ ของวงการฟุตบอล เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกมากมาย และเคยผ่านการคว้าแชมป์ การแข่งขัน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในวงการลูกหนัง อย่างฟุตบอลโลกมาแล้ว


 

ถึงจะอยู่คนละทวีป คนละฝากของเส้นศูนย์สูตร โดยมีผืนน้ำมหาสมุทรขั้นกลาง แต่ทั้งสองชาติ กลับเป็นหนึ่งในคู่ปรับ ที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงที่สุด อีกคู่หนึ่ง ของโลกฟุตบอล

สิ่งที่นำพาความเกลียดชัง มาสู่ทั้งสองประเทศ คือหมู่เกาะขนาดเล็ก บนมหาสมุทรแอตแลนติค ที่ทั้งสองประเทศ ต้องการได้มาครอบครอง จนนำไปสู่ การเกิดสงคราม เป็นบทสรุป

ไปพบกับเรื่องราว บนหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ สถานที่ ซึ่งทำให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ของคนทั้งสองชาติ และเป็นจุดเริ่มต้น ของเหตุการณ์สุดคลาสสิค ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ระหว่างคน ทั้งสองประเทศ

 

รากเหง้าของความเกลียดชัง

ความคับแค้นระหว่าง ทั้งสองชาติเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1953 เมื่อทีมชาติอาร์เจนตินา สามารถเอาชนะอังกฤษ ได้เป็นครั้งแรกในเกมกีฬาลูกหนัง ด้วยสกอร์ 3-1 ที่กรุงบัวโนส ไอเรส


Photo : @golazoargentino

อย่างไรก็ตาม อังกฤษกลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ และประกาศว่าแมทช์นี้ ไม่ใช่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ ของทีมชาติอังกฤษ และถือว่าทัพสิงโตสามตัว ไม่เคยแพ้ต่ออาร์เจนตินา

กระนั้น ฟีฟ่า กลายเป็นผู้ดับฝันของอังกฤษ และประกาศว่า นี่คือแมทช์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ชัยชนะของทัพฟ้า-ขาว สร้างความสุขให้กับคนทั้งประเทศ และนักการเมืองรายหนึ่ง ของอาร์เจนตินา ได้ประกาศกร้าวว่า อาร์เจนตินา คือเจ้าแห่งวงการฟุตบอล ที่แท้จริง ไม่ใช่อังกฤษ

อังกฤษ ล้างแค้นอาร์เจนตินา กลับคืน อย่างเจ็บแสบ ในฟุตบอลโลก 1966 ณ แดนผู้ดี เมื่ออังกฤษเฉือนชนะทัพฟ้าขาว 1-0 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

ประเด็นเดือดเริ่มต้นหลังจบเกม เมื่ออัลฟ์ แรมซีย์ (Alf Ramsey) กุนซือของทีมสิงโตคำราม ห้ามไม่ให้ลูกทีมของเขา ไปแลกเสื้อกับนักเตะอาร์เจนตินา หลังจบเกม พร้อมทั้งเรียกนักเตะอาร์เจนตินา ว่าเป็นพวกสัตว์ป่า เนื่องจากมองว่า นักเตะจากทวีปอเมริกาใต้ เข้าปะทะนักเตะของเขา รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะที่สื่ออังกฤษ โหมประโคมข่าว ว่านี่คือเกมที่โหดร้ายที่สุด เกมหนึ่งของโลก ซึ่งเกิดโดย ทีมชาติอาร์เจนตินา


Photo : readinternationalfootball.com

แต่ในทางตรงกันข้าม สื่อที่อาร์เจนตินา ประโคมข่าวว่า นี่คือการโกงแห่งศตวรรษ (The Theft of the Century) เพราะพวกเขามองว่า ลูกยิงประตูชัยของอังกฤษล้ำหน้า, อันโตนิโอ รัตติน (Antonio Rattin) กัปตันทีมของทัพฟ้าขาว ถูกไล่ออก แบบไม่มีเหตุผล รวมถึงกรรมการที่เป่าตัดสินในเกมวันนั้น ฟังและพูดภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ของประเทศอาร์เจนตินา ไม่รู้เรื่อง

ความบาดหมาง ของทั้งสองชาติ ในโลกฟุตบอล จึงเป็นเหมือนกองเพลิง ที่พร้อมจะลุกลามได้ทุกเมื่อ จนกระทั่งปี 1982 ถังน้ำมัน ที่พร้อมราดเชื้อเพลิงนี้ ให้เผาทั้งสองประเทศ ต้องลุกเป็นไฟ ก็มาถึง

 

สงครามข้ามทวีป

มองแค่เฉพาะในโลกฟุตบอล ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองชาติ ถือว่ามีความหนักหน่วงรุนแรง พอสมควร แม้ไม่เคย มีความขัดแย้งในเชิงประวัติศาสตร์ กันมาก่อน


Photo : www.telegraph.co.uk

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ที่ทำให้ทั้งสองชาติ เข้าหน้ากันไม่ติด แต่ก็ได้สร้างความบาดหมาง แค่เรื่องเรื่องเล็กน้อย อย่างฟุตบอล และเมื่อความขัดแย้ง ของทั้งสองประเทศ ถูกขยายสเกล ขึ้นเป็นระดับการเมือง ระหว่างประเทศ โดยมีดินแดนที่ชื่อ “หมู่เกาะฟอล์คแลนด์” เป็นเดิมพัน ความขัดแย้ง จึงยิ่งรุนแรงเป็นเท่าทวีคูณ

หมู่เกาะฟอล์คแลนด์ (Falkland Islands) เป็นหมู่เกาะที่มีพื้นที่รวม 12,200 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางตะวันออกของประเทศอาเจนตินา ห่างไป 483 กิโลเมตร ในมหาสมุทรแอตแลนติค ตอนใต้


Photo : DAHBOO777

หมู่เกาะแห่งนี้ถูกบันทึก ว่ามีอยู่จริงบนแผนที่โลก โดยคณะสำรวจจากประเทศอังกฤษ ในปี 1833 หลังจากทำสงคราม แย่งชิงหมู่เกาะแห่งนี้ กันอยู่หลายครั้ง ทั้ง อังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน และอาร์เจนตินา อังกฤษ สามารถยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ มาครอบครองอย่างถาวร ในฐานะหนึ่งในดินแดน ของเครือจักรภพ ในปี 1841

หมู่เกาะแห่งนี้อยู่อย่างสงบ กระทั่งในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการ ของอาร์เจนตินา กำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างหนัก และได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง จากประชาชนในประเทศ


Photo : www.ncl.ac.uk

ตามประสา รัฐบาลเผด็จการทั่วโลก พวกเขาใช้วิธีเดียวกัน ในการแก้ไขปัญหา นั่นคือ ไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สร้างปัญหาเรื่องใหม่ขึ้นมาแทน

ลีโอโปลโด กัลเตียรี (Leopoldo Galtieri) ผู้นำเผด็จการ ของอาร์เจนตินา จึงตัดสินใจยกกองทัพ บุกยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ เพราะมองว่า เป็นเกาะที่อังกฤษ ทิ้งร้างความสนใจไปนาน การยึดดินแดน ที่ห่างไกล คนละซีกโลกทวีป ไม่น่าก่อให้เกิดปัญหา ระหว่างประเทศ

กัลเตียรี คิดถูกหนึ่งอย่าง การบุกยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ เพิ่มความนิยมของเขาในอาร์เจนตินา ประชาชนดีใจที่ได้ แผ่นดินใหม่มาครอบครอง

แต่สิ่งที่กัลเตียรี คิดผิด นั่นคือ อังกฤษภายใต้การนำของ มาร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ (Margaret Thatcher) นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่ง ประกาศพร้อมยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ กลับคืนมา เพราะเธอถือว่า ดินแดนของอังกฤษ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลก เธอจะไม่ยอมเสีย ให้กับประเทศไหน เป็นอันขาด


Photo : www.aljazeera.com

แม้จะมีความพยายาม ประณีประนอมด้วยการฑูต โดยมีสหประชาชาติ เป็นตัวกลาง แต่ยิ่งกลับก่อให้เกิดความแบ่งแยกในประชาคมโลก (ประเทศในอเมริกาใต้ ยกเว้น ชิลี สนับสนุนอาร์เจนตินา, ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา สนับสนุนอังกฤษ) เมื่อตัดสินกันไม่ได้ ผลลัพธ์ ต้องตัดสินกันด้วยสงคราม

อังกฤษส่งเรือรบกว่า 100 ลำ และเครื่องบินรบอีกหลายสิบลำ มุ่งตรงจาก มหาสมุทรแอตแลนติคตอนเหนือ สู่ตอนใต้ เพื่อทวงคืนหมู่เกาะฟอล์คแลนด์กลับคืนมา

สงครามกินเวลากว่า 70 วัน บทสรุป อังกฤษทวงคืน หมู่เกาะฟอล์คแลนด์ กลับมาได้ แม้ต้องสูญเสียทหารไปกว่า 255 นาย

แต่บาดแผลของผู้แพ้อย่าง อาร์เจนตินา หนักหนากว่านั้น ทหาร 633 คน เสียชีวิต อีกกว่า 1,600 คน ได้รับบาดเจ็บ และทหารมากกว่า 11,000 คน ถูกจับเป็นเชลยสงคราม

 

การล้างแค้นบนผืนหญ้า

อาร์เจนตินา อาจดูไม่ใช่ฝ่ายถูกนัก หากมองถึงจุดเริ่มต้น กับการบุกยึดดินแดน ของประเทศอื่น แต่การแพ้สงครามครั้งนี้ ปลุกกระแสชาตินิยม ในหมู่ประชาชน ชาวอาร์เจนไตน์ ให้ตื่นขึ้น อีกครั้ง


Photo : www.breitbart.com

“พวกเราประสบความสำเร็จ นี่คือการกระทำ อันแสนกล้าหาญ ของเหล่าทหารเกณฑ์ จำนวนมหาศาล” พาดหัว หนังสือพิมพ์ในอาร์เจนตินา หลังจบ สงครามฟอล์คแลนด์ แสดงถึงความภูมิใจ ในความรักชาติ ของชาวอาร์เจนตินา ในเวลานั้น ได้เป็นอย่างดี แม้เป็นฝ่ายพ่ายในสงคราม

สิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนตัวตนความเป็นชาติ ได้ดีที่สุด คือทีมฟุตบอล ในฐานะศูนย์รวมใจ ของคนทั้งชาติ โดยเฉพาะสำหรับชาติที่บ้าบอล อย่าง อาร์เจนตินา สนามหญ้า ที่มีไว้ใช้ วิ่งไล่หวดลูกหนัง คือพื้นที่ ที่หอมหวานที่สุด ที่จะเปลี่ยนเป็นสนามรบ เพื่อใช้แก้แค้น ประเทศอังกฤษ

ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก ทีมชาติอาร์เจนตินา กับทีมชาติอังกฤษ พบกันครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเมื่อ 4 ปีก่อน

มันเป็นเกมการแข่งขันที่ทั้งโลกจับตามอง เพราะนอกจากเรื่องการเมืองแล้ว เรื่องฟุตบอล ถือว่าเข้มข้นไม่แพ้กัน อังกฤษมีทีมที่ดีที่สุด นับตั้งแต่ได้แชมป์โลก เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่อาร์เจนตินา มีนักฟุตบอล ที่เก่งที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลานั้น ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona)

...และเป็นมาราโดนา ที่ทำสองประตู ที่โลกจดจำไม่มีวันลืม กับประตูที่ได้รับการเลือกให้เป็น “ประตูที่ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ” ด้วยการฉีกกระชากนักเตะอังกฤษ อย่างน้อย 5 คน เข้าไปยิงประตู และอีกประตูที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กัน แต่เป็นในด้านความอื้อฉาว กับ “หัตถ์พระเจ้า” ที่เจ้าตัวเอามือชกบอลต่อหน้า ปีเตอร์ ชิลตัน เข้าประตูแบบดื้อๆ


Photo : rarehistoricalphotos.com

“ผมเคยคุยกับชายคนหนึ่ง เขาบอกผมว่า เขาดีใจและสะใจมาก ที่เห็นอังกฤษตกรอบ ด้วยประตูที่ไม่เป็นธรรม อย่างลูก ‘หัตถ์พระเจ้า’ เพราะนั่นยิ่งทำให้อังกฤษเจ็บปวด กับความพ่ายแพ้ มากเป็นเท่าทวี” เซซาร์ หลุยส์ เมนอตติ (César Luis Menotti) อดีตกุนซือ ทีมชาติอาร์เจนตินา กล่าว

อาร์เจนตินา ดับฝันการกลับไปเป็นแชมป์โลก ของอังกฤษ พร้อมกับก้าวไปคว้าแชมป์โลก ในปีนั้น กลายเป็นการล้างแค้น ที่เต็มไปด้วยความสะใจของชาวอาร์เจนไตน์ทั้งชาติ

“จริงๆ แค่ชนะอังกฤษ พวกเราก็รู้สึกว่า เพียงพอแล้ว กับบอลโลกครั้งนี้ เป้าหมายอันดับหนึ่งของเรา คือการเอาชนะอังกฤษ การคว้าแชมป์โลก เป็นแค่เป้าหมายรองเท่านั้น” โรเบอร์โต เปร์ฟูโม (Roberto Perfumo) อดีตกัปตัน ทีมชาติอาร์เจนตินา กล่าว

“เราไม่ได้เอาชนะทีมฟุตบอล ของพวกเขา แต่เราชนะพวกเขา ทั้งประเทศ” มาราโดนา เขียนถึงความรู้สึกของเขา ต่อเกมเมื่อปี 1986 ในหนังสือชีวประวัติส่วนตัว “ผมรู้ดี มีเด็กอาร์เจนตินา จำนวนมาก ตายเพราะสงคราม พวกเขายิงเรา เหมือนนกตัวน้อยๆ”

“นี่คือการล้างแค้นของพวกเรา เป็นการชดเชย จากเรื่องที่ฟอล์คแลนด์ เราพูดกันก่อนเริ่มแมทช์ ว่าเราจะไม่เอาความรู้สึก ระหว่างทั้งสองเรื่อง มาปนกัน มันคือคำโกหก โกหกทั้งเพ พวกเราไม่ได้คิดถึงอะไร นอกเหนือไปจาก การล้างแค้น”

 

การต่อสู้ที่ยังไม่จบ

ในขณะที่ฝั่งอาร์เจนตินา เต็มไปด้วยความชื่นมื่น อังกฤษ กลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ที่พวกเขารู้สึกถูกปล้นชัย ด้วยประตูที่ควรจะเป็นการแฮนด์บอล ชื่อของมาราโดนา กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของชาติในทันที


Photo : en.wikipedia.org

“เขาโกง และขโมยมันไปจากเรา ผมคงไม่พูดกับเขาแน่ ถ้าผมได้เจอเขา ผมไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเขาด้วยซ้ำ” เคนนี แซนซัม แบ็คซ้ายตัวจริง ของอังกฤษ ชุดปี 1986 ผู้เผชิญหน้า ในเกมกับสุดอื้อฉาว กับมาราโดนา กล่าวเอาไว้

อังกฤษทำได้เพียงรอคอย การแก้แค้น ที่ยาวนานถึง 12 ปี กับเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส เกมที่คนอังกฤษ ต้องการเห็นนักฟุตบอล ของพวกเขา ล้างแค้น อาร์เจนตินา ให้ได้

ฝันหวาน ที่ชนชาติผู้ดี คาดหวังไว้ กลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายตกรอบ จากการดวลจุดโทษ พร้อมกับใบแดงของ เดวิด แบ็คแฮม (David Beckham)

“10 สิงโตผู้กล้า กับ 1 ไอ้เด็กโง่” พาดหัวของ เดลี มิร์เรอร์ (Daily Mirror) รวมถึงจดหมายขู่ฆ่า หลายฉบับ รุมโจมตีใส่เบ็คแฮม ผู้ชายที่กลายเป็นแพะรับบาป ให้ระบายความโกรธแค้น ของประชาชนชาวอังกฤษ ที่ไม่ใส่สามารถ ล้างแค้นอาร์เจนตินา ได้สำเร็จ


Photo : w1nnersclub.com

“การเจอกับอาร์เจนตินา เป็นเกมที่ยากเสมอ คนอังกฤษล้วนตื่นเต้น และให้ความสนใจ เวลาเราพบกับอาร์เจนตินา แรงกดดันแบบนี้ ผมยอมรับว่า ไม่ดีกับนักฟุตบอลเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยให้เรามีแรงฮึกเหิม อยากเอาชนะพวกเขา ผมเชื่อว่า ฝั่งอาร์เจนตินา ก็เป็นเหมือนกัน”

เบ็คแฮม กล่าวประโยคข้างต้นในปี 2002 ก่อนฟุตบอลโลก ที่ทวีปเอเชียจะเริ่มขึ้น และเขาได้ลบฝันร้ายเมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยการเป็นคนยิงจุดโทษ พาทีมชาติอังกฤษ เอาชนะ ทีมชาติอาร์เจนตินา ด้วยสกอร์ 1-0 ส่งทัพฟ้าขาวตกรอบแรก ไปอย่างสุดสะใจ เป็นการล้างแค้นที่หอมหวานที่สุด ของประชาชนชาวอังกฤษทุกคน

นับตั้งแต่เกมในวันนั้น อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา ยังไม่เคยพบกันอีกเลย ในเกมใหญ่ระดับ ทัวร์นาเมนต์ นานาชาติ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองทีม สู้กันบนสนามหญ้า ต้องย้อนไปถึงปี 2005 ในเกมกระชับมิตรที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทีมสิงโตคำรามสามารถคว้าชัยไปได้ด้วยสกอร์ 3-2

อย่างไรก็ตาม ความขุ่นเคือง ระหว่างประชาชนทั้งสองชาติ ไม่เคยจางหายไป เพราะประเด็นทางการเมือง เรื่องหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ยังคงเป็นเรื่องราว ที่สร้างความขัดแย้ง จนถึงทุกวันนี้

อาร์เจนตินา ยังคงยืนกรานจนถึงปัจจุบัน ว่าหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ คือดินแดนของพวกเขา แม้ว่าประชาคมโลก จะยืนยันว่า หมู่เกาฟอล์คแลนด์ เป็นของอังกฤษ เพราะสำหรับชาวอาร์เจนตินา หมู่เกาะแห่งนี้ เป็นของพวกเขา มาโดยตลอด เพียงแค่ถูกโจรผิวขาว จากซีกโลกเหนือ มาปล้นเอาไปเท่านั้น

“มันเหมือนกับว่า เรามีกระเป๋าตังค์ อยู่ในมือ แล้วอังกฤษมาขโมยของเราไป” มาราโดนา กล่าว “ผมดีใจมากนะ ที่ผมยิงประตูสุดสวยงาม ลูกที่ 2 ในเกมกับอังกฤษได้ บางครั้งผมก็คิดว่า ผมตั้งใจที่จะล็อคหลบพวกเขาแบบนั้น เข้าไปยิงประตู”


Photo : elleman.vn

ล่าสุดในปี 2016 สหประชาชาติ ประกาศขยายเขตน่านน้ำของ อาร์เจนตินา ให้ไกลออกไปถึง เขตน้ำรอบหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ยิ่งทำให้ความตึงเครียด ระหว่างทั้งสองประเทศ เพิ่มมากขึ้น เพราะหมู่เกาะเป็นของอังกฤษ แต่น่านน้ำ เป็นของอาร์เจนตินา

แม้จะไม่มีการปะทะกันบนสนามฟุตบอล ระหว่างทั้งสองชาติ มาถึง 14 ปี แต่หากโชคชะตา นำพาให้อังกฤษ และอาร์เจนตินา กลับมาเจอกันอีกครั้ง บนสังเวียนลูกหนัง นักฟุตบอลของทั้งสองชาติ พร้อมแปรสภาพสนามหญ้า ให้กลายเป็นสนามรบ กับเกมการแข่งขัน ที่มีมากกว่าเรื่องของชัยชนะ ในเกมกีฬา แต่เป็นการเดิมพันศักดิ์ศรี ของคนทั้งชาติ

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/sport/2005/oct/02/features.sport12
https://www.youtube.com/watch?v=BiDvLshi9CY
https://www.goal.com/en/news/1717/editorial/2016/06/22/3890864/this-was-our-revenge-when-maradona-went-to-war-with-england
https://www.theguardian.com/sport/2002/may/19/worldcupfootball2002.football2
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-3654040/Diego-Maradona-s-Hand-God-goal-provokes-strong-reactions-England-s-1986-World-Cup-players-30th-anniversary.html
https://www.theguardian.com/football/2002/may/19/worldcupfootball2002.sport4
https://www.independent.co.uk/news/world/americas/falkland-islands-argentinian-waters-argentina-un-united-nations-commission-on-the-limits-of-the-a6957611.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง