mainstand

Grand Stand

เวทีเปลี่ยนชีวิตของ...เผด็จ แก้วมณี



โอกาส คือสิ่งที่แปลก บางครั้งมันก็ลอยมาหาเอง บางครั้งเราก็ต้องขวนขวายไขว่คว้ามันมา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ คุณจะอ้าแขนออกรับมันหรือไม่?


 

แต่สำหรับ โอ๊ต - เผด็จ แก้วมณี เด็กหนุ่มวัย 15 ปีจาก จ.ชลบุรี … "โอกาส" ที่มาในนามของ FC Bayern Youth Cup คือสิ่งที่ตัวเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมาถึงตรงหน้า แต่ที่สุดแล้วก็ตัดสินใจรับไว้ และทำมันอย่างสุดความสามารถ

ซึ่งเวทีนี้เอง คือสิ่งที่ได้เปลี่ยนความคิด รวมถึงชีวิตของเขา

 

จากตุ๊กตา สู่ลูกฟุตบอล

"พูดไปหลายคนอาจไม่เชื่อ แต่สมัยเด็กๆ ผมเล่นพวกตุ๊กตามาก่อนนะ" โอ๊ต เริ่มต้นเล่าถึงช่วงเวลาในวัยเด็กชนิดที่เราเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของเขา

"ทีนี้ตอนอนุบาล 2 น้าผมก็ซื้อลูกฟุตบอลมาให้เล่น ผมก็ลองเตะไปเรื่อยๆ ขำๆ แล้วเราก็เออ ... ชอบ หลังจากนั้นก็เล่นกีฬานี้มาเรื่อยๆ แต่ก็เริ่มเอาจริงเอาจังกับมันเมื่อตอน ป.3 ครับ"

แม้ดูจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเล่นฟุตบอลช้าไปสักนิดเมื่อเทียบกับหลายคน แต่การจริงจังและจริงใจกับกีฬานี้ ก็ทำให้ทักษะกีฬาลูกหนังของโอ๊ตค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนติดทีมโรงเรียน และเมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกสถาบันการศึกษาในระดับมัธยม โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา สถาบันดังประจำ จ.ชลบุรี บ้านเกิด คือที่แรกที่เขาเลือก

อันที่จริง เขาเกือบจะพลาดโอกาสเข้าศึกษาต่อที่สถาบันแห่งนี้เสียแล้ว เมื่อตัวเขาทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ตัวสำรอง แต่ฟ้ายังเป็นใจ เมื่อคนที่ติดตัวจริงสละสิทธิ์ โอ๊ตจึงได้เข้าเรียนในสถาบันที่เขาใฝ่ฝันสมใจ ไม่เพียงเท่านั้น การที่อัสสัมชัญ ศรีราชา ได้ทำข้อตกลงกับสโมสร พัทยา ยูไนเต็ด (เจ้าตัวเผยด้วยว่า แม้ทีมในระดับอาชีพจะเปลี่ยนชื่อเป็น สมุทรปราการ ซิตี้ แล้ว แต่ทีมในระดับเยาวชนยังใช้ชื่อเดิม) จึงทำให้เขาได้เข้าสังกัดเป็นนักเตะอคาเดมี่ของทีมนี้โดยปริยาย

 

คำสั่งจากอาจารย์

"อันที่จริง ตอนแรกผมไม่ได้สนใจรายการนี้เลยนะ วันที่เขามาคัดตัว ผมคิดว่าจะไปเล่นเกมกับเพื่อนหลังเลิกเรียนด้วยซ้ำ"


นี่คือคำสารภาพของโอ๊ต เพราะในตอนโครงการ FC Bayern Youth Cup จัดการแข่งขันรอบคัดเลือกของปี 2018 เจ้าตัวไม่ได้คิดว่าจะไปสมัครร่วมคัดเลือก ทั้งๆ ที่หนึ่งในสนามคัดตัว จัดขึ้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ที่เจ้าตัวศึกษาอยู่แท้ๆ

"ทีนี้มาสเซอร์ (อาจารย์) ก็คุยกับเด็กๆ ว่า 'เขามาถึงที่แล้ว ทำไมไม่มีเด็กโรงเรียนเราไปร่วมคัดเลย' ก็เลยบังคับกลายๆ แหละครับว่า ให้เด็กรุ่นผมไปสมัครหน่อย"

แม้เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากคำสั่งของอาจารย์ แต่เพื่อไม่ให้เสียชื่อสถาบัน โอ๊ตจึงทำอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ กระทั่งเขามีชื่อติดในรอบ 15 คน ที่จะต้องเข้าแคมป์เก็บตัวก่อนตัดตัวรอบสุดท้ายให้เหลือ 10 คน ซึ่งเขาเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากอัสสัมชัญ ศรีราชา ที่หลุดมาถึงรอบนี้ในปีดังกล่าว

ทว่าในแคมป์เก็บตัวนั้นเอง เรื่องราวไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น …

 

ความเจ็บปวด และการกลับมา

"ผมได้รับบาดเจ็บที่เข่าในตอนนั้นครับ ก็เลยไม่ติดเป็น 1 ใน 10 คนสุดท้ายที่จะได้ไปเยอรมนีโดยปริยาย ... ตอนนั้นผมเฮิร์ทหนักเลย เพราะโอกาสมันอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ถึงกับมีความคิดที่จะเลิกเล่นฟุตบอลเลยในตอนนั้น"

แม้ต้องเจอกับความผิดหวัง แต่ครอบครัวก็เหมือนเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจปลุกให้สู้ต่อ ด้วยเหตุนี้ โอ๊ตจึงตัดสินใจสมัครร่วมโครงการอีกครั้งในปี 2019 … ไม่ต้องรอให้อาจารย์บอก คราวนี้เจ้าตัวพร้อมไปด้วยตัวเอง เพื่อแก้ตัวจากเมื่อปีก่อนให้ได้

จากประสบการณ์เมื่อ 1 ปีก่อนหน้า คราวนี้เขารู้แล้วว่ามีจุดอ่อนตรงไหน และต้องเสริมอะไร จึงเพิ่มเติมทักษะอย่างเต็มที่ ทั้งการบังบอล ซึ่งเขาต้องเสริมความแข็งแกร่งช่วงแผ่นหลังด้วยการเล่นท่าแพลงค์ (Plank), การเก็บบอลจังหวะแรกหรือ First touch, การยิงประตู ที่สำคัญที่สุด คือการลงเล่นในสนาม 7 คน ซึ่งเล็กกว่าสนามใหญ่ 11 คนอย่างที่คุ้นเคย และการเล่นสนามเล็กเช่นนี้ ต้องวิ่งเคลื่อนไหวและใช้ไหวพริบสูงกว่า

เมื่อบวกกับทักษะการเลี้ยงบอลที่ดี ตามรอย เอแด็น อาซาร์ นักเตะไอดอลของโอ๊ต ผลตอบแทนจากความพยายามนั้นก็หอมหวานสมกับการรอคอย เมื่อโอ๊ตมีชื่อติดเป็น 1 ใน 10 คนสุดท้ายของโครงการ FC Bayern Youth Cup ปี 2019 ลบล้างความผิดหวังจากเมื่อ 1 ปีก่อนหน้าได้สำเร็จ

 

จอมแอสซิสต์

"รอบ World Final ที่เยอรมนี จะว่าไปมันก็มีความกดดันอยู่นิดๆ นะครับ เพราะอย่างแรกเลย คือเราเป็นแชมป์เก่ามา 2 ปีติด ทุกคนก็ตั้งใจที่จะเอาแชมป์สมัยที่ 3 กลับมาให้ได้ ส่วนตัวผมเอง หลายสิ่งหลายอย่าง อากาศ, อาหารการกิน ฯลฯ มันต่างจากที่ไทยเยอะเลย"


แม้ศักดิ์ศรีของแชมป์เก่าจะค้ำคอ แต่ทุกคนก็สู้อย่างสุดความสามารถ ซึ่งเจ้าของเสื้อเบอร์ 7 ที่ถูกวางให้เป็นศูนย์หน้าก็ทำผลงานได้ไม่เลว ยิงได้ 1 ประตูในเกมรอบแบ่งกลุ่มที่พบกับ อินเดีย รวมถึงทำคนเดียว 3 แอสซิสต์ซึ่งคู่แข่งทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย, จีน รวมถึง FC Bayern Kids Club ที่เป็นเหมือนตัวแทนของเจ้าภาพอย่างทีมเสือใต้ ต่างก็โดนโอ๊ตจัดแอสซิสต์ให้ถ้วนหน้า

ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อโอ๊ตได้รับบาดเจ็บในรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายที่เจอกับจีน ทำให้อีกสองนัดที่เหลือในรอบน็อกเอาต์ เขาไม่สามารถเล่นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเจ้าตัวเองก็มองว่า หากฟิตสมบูรณ์ บางทีผลการแข่งขันอาจจะไม่จบด้วยอันดับ 4 อย่างที่เกิดขึ้นก็ได้

"ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับครับว่า รอบรองชนะเลิศกับรอบชิงอันดับ 3 ที่เราแพ้เยอรมนีกับจีน พวกเราเสียสมาธิกันในจังหวะสำคัญจนเสียประตู แต่สำหรับผมเองแล้ว ใน 2 นัดนั้นผมลงสนามด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ เพราะเจ็บบริเวณหลังมาตั้งแต่เกมนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่มที่พบจีนแล้ว ถ้าฟิต 100% ผมเชื่อครับว่าน่าจะช่วยทีมได้มากกว่านี้"

โอ๊ตบอกกับเราด้วยว่า การได้มาร่วมโครงการ FC Bayern Youth Cup และได้ไปแข่งขันรอบ World Final ในปี 2019 ถือเป็นอีกหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต กับการได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งศาสตร์ลูกหนังจากสโมสรระดับโลกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค, ได้รู้จักกับเพื่อนต่างชาติ

และที่สำคัญที่สุด คือการมาครั้งนี้ ได้ปลุกความกล้าในตัวของเขาให้ตื่นขึ้นมา ...

 

ขอแค่กล้าโลกก็เปลี่ยน

"เชื่อไหมว่า นี่คือการไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตผมเลย"

โครงการ FC Bayern Youth Cup สำหรับโอ๊ตนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่โอกาสในการแสดงฝีเท้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โลกกว้าง ทั้งการได้ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศอันหนาวเย็น รวมถึงอาหารการกินที่ลิ้นคนไทยไม่คุ้นเคย

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ การไปเยอรมนีครั้งนี้ ทำให้เขากล้าที่จะแสดงออก กล้าคิด กล้าถาม มากขึ้น

"เราก็เด็กบ้านๆ ที่ได้ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิตน่ะนะครับ บางเรื่องก็อาจจะเงอะๆ งะๆ อยู่บ้าง บางทีเวลาจะถามอะไรจะซื้ออะไร เราก็ไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ ทีนี้ผมก็ขอให้พวกพี่ๆ ที่ไปด้วยกันทำให้ผมดูเป็นตัวอย่างหน่อย พอเห็นแล้วก็เออ เราก็ทำได้เหมือนกันนี่หว่า มันก็เลยช่วยให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้นตามไปด้วย"

และความกล้าที่ค่อยๆ ถูกปลุกขึ้นระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตนี้เอง ก็ทำให้เขาได้พบกับประสบการณ์ที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส

"ระหว่างตอนนั่งเครื่องบินกลับมาที่ไทยครับ ผมก็ไปขอน้ำดื่มกับทางลูกเรือ ถามเขาหลายเรื่อง มีช่วงนึงผมถามว่า แล้วกัปตันเครื่องบินเขาต้องทำยังไง ไปพักตรงไหน? ทีนี้ลูกเรือก็ต่อสายคุยกับกัปตันแล้ว ปรากฎว่ากัปตันเที่ยวบินนั้นก็ชื่อเล่นว่า โอ๊ต เหมือนผมอีก คราวนี้เขาก็เปิดประตูห้องนักบินให้ผมเข้าไปดู ซึ่งปกติแล้วจะไม่ค่อยเปิดให้คนนอกง่ายๆ พอเครื่องถึงไทย กัปตันกับลูกเรือก็เรียกพวกเราทุกคนไปถ่ายรูปร่วมกันด้วยครับ"

โอ๊ตยอมรับว่า ประสบการณ์ชีวิตที่ได้จากโครงการ FC Bayern Youth Cup 2019 ทำให้เขาเปลี่ยนไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความกล้าคิด กล้าถาม กล้าทำ ซึ่งจากนี้ไป เขาก็พร้อมที่จะเปิดรับความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตแล้ว

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ เรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามา มันทำให้เขากล้าที่จะตั้งเป้าหมายชีวิตที่ใหญ่กว่าเดิมด้วยเช่นกัน …

"เป้าหมายของผมนอกจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและติดทีมชาติไทยแล้ว อีกสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้คือ ไปค้าแข้งในทวีปยุโรปครับ เพราะการไปครั้งนี้ผมได้มีโอกาสดูเกมที่ บาเยิร์น มิวนิค ลงแข่งใน อลิอันซ์ อารีน่า ด้วย บรรยากาศอะไรต่างๆ มันทำให้ผมรู้สึกดี และฮึกเหิมมาก"

"ผมเชื่อว่า ถ้าผมมุ่งมั่น ตั้งใจ เรื่องนี้มันสามารถเกิดขึ้นกับผมได้ครับ" โอ๊ตกล่าวทิ้งท้าย

 


>> 
คุยผ่านตำนานบาเยิร์น เคลาส์ ออเกนธาเลอร์ : อนาคตลูกหนังไทย กับพันธกิจของ อลิอันซ์ อยุธยา

 


>> Allianz Ayudhya กับพันธกิจมอบอนาคตให้กับแข้งเยาวชนไทยผู้ไม่ยอมแพ้

 


>> การก้าวข้ามความล้มเหลวของ 5 เด็กไทยผู้พลาดไปบาเยิร์น มิวนิค 

 


>> เด็กหนุ่มพวกนี้คือใคร...ทำไมคนไทยต้องเชียร์?

 


>> เพื่ออนาคต : วิเคราะห์ระบบโภชนาการอคาเดมีบาเยิร์น กินอาหารแบบไหนถึงโตมาเก่ง?

 


>> ฟิว - เกริกพล อาบรัมย์ : จากเด็กที่เคยถูกโรงเรียนดังปฏิเสธ สู่ MVP FC Bayern Youth Cup

 


>> ภารกิจแก้ตัวของเด็กหัวใจแกร่งวัย 15 ปี...คีม - นิติพันธ์ สุกใส



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง