mainstand

Grand Stand

ทำไมเรอัล มาดริด จึงแทบไม่มีนักเตะ จากทวีปแอฟริกา?



เรอัล มาดริด คือสโมสรฟุตบอล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของโลก ด้วยดีกรี แชมป์ลาลีก้า 33 สมัย, แชมป์ โกปา เดล เรย์ 19 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 13 สมัย


 

แต่มีกลุ่มคนส่วนหนึ่งของโลก ที่แทบไม่มีส่วนร่วม กับความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ นั่น คือ นักฟุตบอลจากทวีปแอฟริกา

นับตั้งแต่สโมสรนี้ ก่อตั้งมา 117 ปี มีนักเตะที่ถือสัญชาติจากทวีปแอฟริกา ลงเล่นให้เพียงแค่ 7 คนเท่านั้น

ซามูเอล เอโต้ (Samuel Eto'o), เยเรมี (Geremi), ฮาเวียร์ บัลบัว (Javier Balboa), มาฮามาดู ดิยาร์รา (Mahamadou Diarra), มิคาเอล เอสเซียง (Michael Essien), อัชราฟ ฮาคิมี่ (Achraf Hakimi) และ เอมานูเอล อเดบายอร์ (Emmanuel Adebayor)

รายชื่อข้างต้น คือรายชื่อนักเตะแอฟริกันทั้งหมด ที่เคยลงสนามให้ เรอัล มาดริด อย่างเป็นทางการ ซึ่งนอกจากจะมีจำนวนที่น้อยแล้ว นักเตะส่วนใหญ่ที่ร่วมทีมจะเป็นดาวรุ่ง ที่รอถูกขายออกจากทีม หรือ เป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพการค้าแข้ง ถูกซื้อมาเป็นตัวสำรองเท่านั้น

Main Stand จะพาทุกท่าน ไปร่วมกันไขหาคำตอบ ถึงเหตุผล ที่สโมสรฟุตบอลชั้นนำของโลก จากประเทศสเปนแห่งนี้ ถึงไม่นิยมเซ็นนักเตะจากทวีปแอฟริกา ทั้งที่มีนักเตะฝีเท้าดี จากทวีปนี้ อยู่ทั่ววงการฟุตบอล ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ต่อสโมสรแห่งนี้

 

ต้นเหตุจากความไม่ชอบ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่เรอัล มาดริด เข้ามาเป็นเจ้าพ่อ ของวงการตลาดซื้อขายนักเตะ ในช่วงราวๆ 20 ปีหลัง เป็นเพราะผู้ชายคนหนึ่ง ที่เข้ามาพลิกชะตาให้สโมสรนี้อีกครั้ง เขาคือ ฟลอเรนติโน เปเรซ (Florentino Pérez)


Photo : www.managingmadrid.com

ไม่มีใคร ในสโมสรแห่งนี้ จะมีอำนาจมากไปกว่าเปเรซ ตลอดช่วงเวลา ที่เขาดำรงตำแหน่ง เป็นประธานของสโมสร เขาสามารถชี้เป็นและชี้ตาย ให้กับโค้ชทุกคน ที่เข้ามาในสโมสร และชะตาของนักเตะด้วยเช่นกัน

รวมไปถึงอำนาจ ในการดึงตัวนักฟุตบอล เข้าสู่ทีม ย่อมต้องผ่านสายตา ผู้ชายคนนี้ และเปเรซคือเหตุผล ที่ทำให้แฟนบอลหลายคนเชื่อว่า เขาคือต้นเหตุที่ทำให้ เรอัล มาดริด แทบไม่ซื้อตัวนักเตะแอฟริกันแถวหน้า เข้าสู่ทีม ไม่ว่าพวกเขาจะโด่งดัง ฟอร์มเยี่ยม มากแค่ไหน ตลอดช่วงเวลาที่เปเรซ เป็นประธานสโมสร

“ฟลอเรนติโน ไม่เคยชอบนักเตะผิวสี ไม่เคยให้ความเคารพ พวกเขาเลย เขาไม่ใช่พวกเหยียดผิวนะ เขาแค่ไม่ชอบคนผิวสี”

ซานโตส มาเกวซ เอเยนต์ฟุตบอล ที่ทำงานดีลนักเตะกับเปเรซ มายาวนานกว่า 10 ปี ให้สัมภาษณ์ในปี 2015 ถึงเหตุผล ที่เขาเชื่อว่า เป็นต้นเหตุที่นักเตะผิวสี ไม่มีโอกาสเล่นให้เรอัล มาดริด

“ทำไมนักเตะแบบมาเกเลเล ถึงจะเล่นให้เรอัล มาดริดไม่ได้ เพียงเพราะเขาเป็นคนผิวสี ผมเคยเถียงกับเขาอย่างยาวนาน เพราะเขาต้องการขายซามูเอล เอโต้ ออกจากทีม”

“ผมบอกเขาไปว่า ห้ามขายเอโต้เด็ดขาด ผู้ชายคนนี้จะเก่งไม่แพ้ หลุยส์ ฟิโก้ (Luis Figo) แต่สุดท้ายเขาก็โดนปล่อยออกจากทีม เพียงเพราะเขาเป็นคนผิวสี”


Photo : as.com

นอกจากนี้ มาเกวซ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เปเรซมักจะซื้อนักเตะ ที่เขาชอบเป็นการส่วนตัว เข้าสู่ทีมเสมอ หากอ้างอิงจากคำพูด ของมาเกวซ ที่บอกว่าเปเรซ ไม่ชอบนักฟุตบอลจากทวีปแอฟริกา หรือนักเตะผิวสี หมายความว่า แทบเป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ชายคนนี้จะซื้อนักเตะจากกาฬทวีปเข้าสู่ทีม

จริงอยู่ว่า มาดริดในยุคของเปเรซ ซื้อนักเตะจากแอฟริกาเข้ามาร่วมทีมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นนักเตะ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงพีค และแฟนบอลทีมราชันชุดขาว ล้วนไม่เข้าใจ ว่าซื้อมาร่วมทีมเพราะอะไร เช่น อเดบายอร์ หรือ เอสเซียง

ในขณะที่ยอดนักเตะอย่าง เอโต้ ทีมกลับขายออก ด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปี จนเอโต้ ก้าวไปเป็นตำนาน ของทีมคู่ปรับ อย่างบาร์เซโลนา ในที่สุด

 

คุณไม่ใช่ซุเปอร์สตาร์

นอกจากทฤษฎี ว่าด้วยเรื่องรสนิยมความชอบ ในประเภทนักเตะ ของเปเรซ ยังมีอีกหนึ่งแนวคิด ที่แฟนบอลมองว่า สมเหตุสมผลไม่น้อย ซึ่งทำให้มาดริด ไม่ยอมซื้อนักเตะจากทวีปแอฟริกา เข้าร่วมทีมคือนโยบาย ในการทำทีมของทางเรอัล มาดริด ด้วยแนวคิดกาลาติกอส (Galácticos)


Photo : www.elespanol.com

แนวคิดในการกว้านซื้อนักเตะซุเปอร์สตาร์ ซึ่งเป็นความคิดของเปเรซ ถูกอกถูกใจแฟนบอลทีมราชันชุดขาว ซึ่งทำให้เขาได้รับเลือกเป็นประธานของ เรอัล มาดริด ในปี 2000

แม้เปเรซจะเป็นคนสร้าง แนวคิดกาลาติกอสขึ้นมา แต่แนวคิดนี้คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าแฟนบอลของมาดริด ที่ถือหุ้นของสโมสร ไม่โหวตเลือกเขาขึ้นมาเป็นประธานสโมสร เพื่อดำเนินนโยบาย สร้างทีมในฝันให้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อทั้งประธานสโมสร และแฟนบอล มีความเห็นตรงกัน ว่าอยากเห็นนักเตะซุเปอร์สตาร์เข้ามาร่วมทีม การเลือกซื้อเฉพาะผู้เล่น ที่มีมูลค่าสูง ทางการตลาด เข้ามาสู่ทีม จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลุยส์ ฟิโก้, ซีเนอดีน ซีดาน (Zinedine Zidane), โรนัลโด้ (Ronaldo), เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) และ ไมเคิล โอเวน (Michael Owen) คือนักเตะที่แฟนฟุตบอลทั่วโลก ต้องรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลรุ่นเก๋า หรือรุ่นเยาว์ ย่อมรู้จักนักเตะทั้ง 5 คนนี้ ในฐานะสุดยอดผู้เล่นแถวหน้าของยุค


Photo : clubofmozambique.com

นอกไปจากนั้น 4 ใน 5 คนข้างต้น ยังเคยคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ (Ballon d'Or) มาครอบครอง ได้สำเร็จ ส่วนคนเดียวที่ไม่เคยได้อย่างเบ็คแฮม เคยได้รับตำแหน่งอันดับ 2 ในการโหวตรางวัลนี้ ในปี 1999

ในช่วงเวลานั้นเอง หากพูดกันตามความจริง นักเตะจากแอฟริกา ไม่ได้มีผลงานน่าประทับใจ ที่จะสร้างตัวเองให้มีฝีเท้า เป็นที่ประทับใจของแฟนบอล และสร้างมูลค่าทางการตลาด ของตัวเองให้มากพอ จนก้าวขึ้นมาสู่ระดับที่เรียกว่าเป็น “ซุเปอร์สตาร์ได้”

หากอ้างอิงจากการโหวตรางวัล บัลลง ดอร์ นับตั้งแต่ปี 1996 ถึงปี 2003 มีนักเตะจากทวีปแอฟริกา ให้เข้าชิงรางวัลนี้ เพียงแค่ 9 รายชื่อเท่านั้น จากทั้งหมด 400 รายชื่อ

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร ที่ในช่วงกลาติกอสยุคแรก จะไม่มีการซื้อนักเตะแอฟริกัน เข้าสู่ทีม เพราะเหล่าแข้งกาฬทวีป สอบตกอย่างร้ายกาจ กับการประกาศตัวเอง ให้เป็นที่ยอมรับในโลกลูกหนัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกาลาติกอส ภาค 2 หลังจากเปเรซกลับมารับตำแหน่งประธาน ของทีมราชันชุดขาวอีกครั้งหนึ่ง อาจถูกตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดทีมยังคงหมางเมิน การซื้อนักเตะจากทวีปแอฟริกา ทั้งที่ในยุคปัจจุบัน แข้งจากทวีปนี้ สามารถพิสูจน์ตัวเอง ให้เป็นที่ยอมรับได้แล้วในเรื่องของฝีเท้า

แต่การจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับ ซุเปอร์สตาร์ ต้องสอบผ่านทั้งฝีเท้า ภาพลักษณ์และการตลาด โดยเฉพาะในยุคที่โลกฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจแบบเต็มตัวในปัจจุบัน

นักฟุตบอลที่เข้าร่วมทีม ระดับโลกอย่างเรอัล มาดริด ที่มีแฟนบอลมากกว่า 600 ล้านคนทั่วโลก จึงต้องเป็นได้มากกว่า ผู้เล่นในสนาม แต่ต้องเป็นคนที่สามารถสร้างมูลค่า ให้กับสโมสร สร้างฐานแฟนคลับให้กับทีม รวมถึงเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าของสโมสร และสปอนเซอร์ที่สนับสนุนทีมด้วย


Photo : www.newsweek.com

ในปี 2018 มีการสำรวจและพบว่า มีแฟนของเรอัล มาดริดในทวีปเอเชีย มากกว่า 250 ล้านคน ขณะเดียวกันสโมสรเรอัล มาดริด เคยทำผลสำรวจเมื่อปี 2015 และพบว่า นักเตะอย่างคริสเตียโน โรนัลโด้ (Cristiano Ronaldo) และ แกเร็ธ เบล (Gareth Bale) สองแข้งชาวยุโรป ซึ่งถูกดึงตัวเข้ามาในโปรเจ็คต์ กาลาติกอส รอบที่ 2 สามารถสร้างฐานแฟนคลับ ได้เป็นจำนวนมาก ทั้งในทวีปเอเชีย และอเมริกาใต้

เมื่อแผนการกาลาติกอส ที่ซื้อนักเตะซุเปอร์สตาร์ ซึ่งเน้นไปที่ผู้เล่นจากทวีปยุโรป และอเมริกาใต้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของการตลาดนอกสนาม และผลงานในสนาม กับการเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 3 สมัยซ้อน

ฉะนั้น จึงไม่เห็นเหตุผลที่เรอัล มาดริด ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัวเอง ในเมื่อสิ่งที่ทำอยู่ได้ผลดีอยู่แล้ว แม้จะทำให้โอกาส ที่แข้งแอฟริกัน จะได้มาสวมเสื้อสีขาว ของยอดทีมจากสเปนมีน้อยมากก็ตาม

 

โควตาที่จำกัด

อีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำให้แข้งแอฟริกา ถูกมองข้ามจากเรอัล มาดริด คือโควต้าจำกัดผู้เล่นต่างชาติ ของลาลีก้า สเปน


Photo : en.as.com

ในอดีตช่วงก่อตั้งลีก สเปนจำกัดโควต้า ผู้เล่นต่างชาติ เพียงแค่ 3 คน และทีมส่วนใหญ่ในสเปน เลือกอิมพอร์ตผู้เล่น จากทวีปอเมริกาใต้เป็นหลัก เพราะเกือบทุกประเทศ ในทวีปอเมริกาใต้ ใช้ภาษาสเปน เนื่องจากในช่วงยุคล่าอาณานิคม ทวีปอเมริกาใต้ ถูกยึดครอง และวางรากฐานการพัฒนาประเทศ โดยสเปน

ด้วยเหตุนี้ สเปนจึงมีความสัมพันธ์ ในเชิงบวกกับกับชาติทวีปอเมริกาใต้ การสื่อสาร การปรับตัว ระหว่างคนจากสองทวีปทำได้โดยง่าย การส่งแมวมองไปดูฟอร์มนักเตะ ที่อเมริกาใต้ ไม่ใช่เรื่องยาก เช่นเดียวกับ เมื่อนักเตะข้ามซีกโลกมาเล่นที่สเปน นักเตะสามารถ ปรับตัวได้ง่ายเช่นเดียวกัน

แม้ปัจจุบัน โควต้าต่างชาติในลาลีก้า จะไม่ถูกจำกัดแค่ 3 คน แบบในอดีต แต่เป็นการเปิดเสรีให้กับนักเตะ ในสหภาพยุโรป เท่านั้น ขณะที่โควต้าสำหรับนักเตะนอกอียู ถูกจำกัดไว้ที่ 3 คนเหมือนเดิม

เท่ากับว่า นักเตะจากทวีปแอฟริกา ต้องแย่งชิงโควต้า 3 ที่ กับนักเตะจากทวีปอเมริกาใต้ ที่เป็นขวัญใจของชาวฟุตบอลสเปน รวมไปถึงทวีปเอเชีย และนักเตะในยุโรปที่อยู่นอกอียู เช่น รัสเซีย, เซอร์เบีย หรือ ตุรกี เป็นต้น

ด้วยโควตา ที่จำกัด ทำให้การซื้อนักเตะ นอกสหภาพยุโรปมาร่วมทีม ต้องถูกคิดอย่างถี่ถ้วนที่สุด โดยเฉพาะกับทีมอย่างเรอัล มาดริด ที่ต้องการนักเตะที่ภาพลักษณ์ และฝีเท้าเป็นเลิศ การพิจารณาดึงตัวนักเตะสักคน ย่อมคิดหลายชั้น เป็นเท่าทวี

หากเปรียบเทียบแบบปอนด์ต่อปอนด์ นักเตะอิมพอร์ตโดยตรง จากแอฟริกา ยังเป็นรองนักเตะจากอเมริกาใต้ ที่ได้เปรียบ ทั้งในเรื่องภาษา หรือสภาพอากาศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สไตล์การเล่นฟุตบอล แบบสเปน ที่เน้นฟุตบอลเกมรุก ความสามารถ เฉพาะตัว ที่เข้าทางนักเตะจากอเมริกาใต้เป็นอย่างดี ตรงกันข้ามกับนักเตะจากแอฟริกา ที่เน้นพลังกำลัง ซึ่งเหมาะกับฟุตบอลที่ปะทะหนักหน่วงแบบลีกอังกฤษมากกว่า

รวมถึงการเซ็นนักเตะ จากแถบละตินอเมริกา ให้ผลตอบแทน เป็นอย่างดีกับทีมราชันชุดขาว ทั้ง มาร์เซโล (Marcelo), เคย์เลอร์ นาบาส (Keylor Navas) หรือ คาเซมิโร (Casemiro) คือกำลังหลักยุคไร้เทียมทาน ของเรอัล มาดริด ตลอดช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้


Photo : www.zimbio.com

ดังนั้นแล้ว โอกาสสอดแทรก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของขุนพลราชันชุดขาว สำหรับนักเตะจากกาฬทวีป จึงเป็นเรื่องยากมากถึงมากที่สุด หากพิจารณา จากทั้งเรื่องของผลงานในสนาม สไตล์การเล่น ผลประโยชน์ ทางธุรกิจ ภาพลักษณ์ของสโมสร ไปจนถึง ข่าวลือเรื่องความชอบส่วนตัว ของประธานสโมสรก็ตาม

แม้สุดท้าย หลายคนอาจจ้องจับผิด ว่าสโมสรแห่งนี้ ทำไมถึงไม่ยอมเซ็นนักเตะแอฟริกา พวกเขามีการเลือกปฏิบัติหรืออคติกับแข้งแอฟริกันหรือไม


Photo : www.worldfootball.net

แต่ตราบใดที่เรอัล มาดริด ยังคงเดินหน้าประสบความสำเร็จ กับผลงาน ทั้งในและนอกสนาม สโมสรแห่งนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้อง เปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน ในการเซ็นสัญญากับผู้เล่น ที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

และสำหรับแฟนบอล ทีมโลส บลังโกส พวกเขาคงไม่สนใจว่า นักเตะที่เข้ามาร่วมทีม จะมาจากทวีปอะไร มากไปกว่า นักเตะที่เข้ามาร่วมทีม จะสามารถพาทีมคว้าแชมป์ ได้ตามเป้าหมายของสโมสรหรือไม่

 

แหล่งอ้างอิง 

http://www.espn.com/soccer/league-name/story/2316875/headline
https://asia.nikkei.com/Business/Companies/Real-Madrid-aims-to-score-with-Chinese-sponsors-and-fans
https://www.football-espana.net/66753/la-ligas-relationship-south-america
https://ec.europa.eu/taxation_customs/business/calculation-customs-duties/rules-origin/introduction/list-noneu-countries_en
https://www.goal.com/en/news/12/spanish-football/2015/07/19/13717862/florentino-perez-doesnt-like-black-players



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง