mainstand

Grand Stand

“ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์” ทีมฟุตบอลที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนเขตจตุจักร



ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะได้ยินข่าว ทีมฟุตบอลจิตอาสา ที่ตั้งอยู่ในดินแดนชนบทอันห่างไกล ลงแข่งแข่งขันฟุตบอลรายการ “ช้างจูเนียร์ คัพ 2019” รอบคัดเลือก เรื่องราวของการแบ่งปันโอกาสด้านฟุตบอลแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ด้อยโอกาส สามารถพบเห็นได้ในทุกสนามแข่งขันที่เราเดินทางไปสัมผัสก่อนหน้านี้


 

หากแต่การแข่งขันรอบคัดเลือก สนามที่ 6 โซนกรุงเทพและปริมณฑล ยังมีทีมฟุตบอลจิตอาสาทีมหนึ่ง ลงแข่งขัน เพื่อฟาดฟันช่วงชิงความเป็นหนึ่ง ในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี และ แย่งชิงตั๋วเพื่อเปิดประสบกาณ์ฝึกฟุตบอล ณ ประเทศอังกฤษ ในฐานะผู้ชนะการแข่งขัน

“ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์” คือทีมฟุตบอลดังกล่าวที่เรากล่าวถึง พวกเขาไม่ได้มาจากย่านชนบท หรือ จังหวัดอันห่างไกล แต่ซ่อนตัวอยู่ในย่านชุมชนใจกลางเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พื้นที่อันปะปนด้วยผู้คนสองฐานะ ที่ผสมกันจนแยกไม่ออก

เส้นทางลูกหนังของศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ จึงบอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ไม่เพียงแค่เยาวชนที่ลงชิงชัยบนพื้นหญ้า แต่รวมถึงโค้ชผู้ฝึกสอน และ ผู้ปกครองที่ส่งแรงใจจากข้างสนาม

เราขอนำทุกท่านไปสัมผัสกับเรื่องราวของศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ทีมฟุตบอลจิตอาสาบนสนามสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ที่รวบรวมจิตใจของผู้คนในชุมชน ให้เป็นหนึ่งเดียว

 

ชีวิตแออัดกลางเมืองหลวง

ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ตั้งอยู่ที่ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กีฬาครบวงจร มีทั้ง สนามฟุตบอล, สนามฟุตซอล, สนามวอลเลย์บอล, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส หรือ ลานลีลาศ โดยเปิดกว้างให้ผู้คนในชุมชนใกล้เคียงเข้ามาใช้เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย โดยเสียค่าสมาชิกปีละ 40 บาท

ในอดีต ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ คือ พื้นที่พักผ่อนย่อนใจของผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านประชานิเวศน์ โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นพื้นที่ทำเลทอง ติดถนนสำคัญหลายสาย และ ใกล้สำนักงานของธุรกิจชื่อดัง เช่น บริษัท มติชน จํากัด

แม้สายตาของผู้คนภายนอก จะมองหมู่บ้านประชานิเวศน์ เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้มีฐานะ แท้จริงแล้ว โดยรอบพื้นที่ดังกล่าว ถูกห้อมล้อมไปด้วยชุมชนแออัด ทั้งชุมชนริมคลองข้างวัดเสมียนนารี หรือ ชุมชนเทวสุนทร ที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มคนชนชั้นล่างของสังคม และ มีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่กว่าความเป็นอยู่ทั่วไปในเมืองหลวง

“คนทั่วไปจะมองว่าหมู่บ้านประชานิเวศน์ เป็นหมู่บ้านของคนมีเงิน คนร่ำรวย แต่ความจริง ประชานิเวศน์เป็นชุมชนใหญ่ คนอยู่เยอะ มีหมู่บ้านเดี่ยวที่ตั้งอยู่ติดสนามกีฬา ถัดออกไปเป็นสลัมข้างวัดเสมียน ถัดไปเป็นชุมชดแออัดอีก ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีทุกอย่าง ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องดีนะครับ เป็นทุกอย่างที่สังคมไม่ต้องการ”

“เท่าที่ผมสัมผัสชีวิตคนในชุมชนแถวนี้มา หลายครอบครัวเขาไม่มีรายได้ ลูกหลานอยากเล่นฟุตบอล อยากฝึกกับอคาเดมีดีๆ แต่ไม่มีเงินส่งเรียน เด็กไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่มาเล่นบอล แบบไม่มีครูสอนในศูนย์กีฬานี้”

นายภาสชัย ทองงาม หรือ “โค้ชนิช” อธิบายสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนประชานิเวศน์ และ ชีวิตของเด็กที่ขาดโอกาสในการสานต่อความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของตัวเอง

ก่อนจะกลายเป็นผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลของชุมชน โค้ชนิชคือหนึ่งในผู้พักอาศัยในย่านประชานิเวศน์ สภาพความเหลื่อมล้ำจากสังคมรอบตัว คือสิ่งที่ชายผู้นี้เห็นอยู่ทุกวัน เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ของคนรอบข้างให้ดีขึ้น

“แต่เดิมผมเป็นโค้ชอาสา สอนฟุตบอลให้โรงเรียนประชานิเวศน์ เพราะลูกชายอยากเรียนฟุตบอล แต่ไม่มีคนสอนให้ สอนมาหกเจ็ดปี ลูกผมเรียนจบ ผมยังสอนอยู่ เด็กที่มาเรียนก็มีมาก ผมจึงมานั่งคิดว่าทำอย่างไรต่อไปดี”

“คิดไปคิดมา ผมเห็นว่าจริงๆ ประชานิเวศน์เป็นชุมชนใหญ่ เด็กเยอะ วัยรุ่นเยอะ ล้อมรอบมีทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน ห้าถึงหกโรงเรียน เด็กไร้โอกาสก็เยอะ ทำไมผมไม่ช่วยพวกเขาทั้งหมด ผมจึงคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนประชานิเวศน์ ทำเรื่องขอศูนย์กีฬา ใช้สนามฟุตบอลเป็นที่ฝึกซ้อมให้เด็กในชุมชน”

 

บ้านหลังที่สองของเด็กๆ

จนถึงตอนนี้ โค้ชนิชใช้เวลาอยู่กับการฝึกสอนฟุตบอลในศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ มายาวนานกว่าสิบปี แม้จะจบการอบรมโค้ชแค่ระดับ ที-ไลเซนส์ แต่ผลงานในการปลุกปั้นเยาวชนของเขาไม่น้อยหน้าใคร

โค้ชนิชพาเยาวชนในสังกัด ลงแข่งขันคว้าเหรียญทองกีฬาท้องถิ่น ในนามทีมกรุงเทพมหานคร ติดต่อกันหลายปี และ ปั้นนักเตะหญิงบางคน ก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้สำเร็จ

สิ่งที่ยากสุดในทำทีมฟุตบอลศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ จึงไม่ใช่การปลุกปั้นนักเตะให้เก่งมีฝีมือ แต่เป็นการปลูกฝังให้เขามีระเบียบวินัย ใช้ชีวิตเป็นคนดีของสังคม สปิริต และ น้ำใจนักกีฬาต้องมีติดตัวตลอดเวลา แม้ในยามถอดเครื่องแบบนักฟุตบอล กลับมาใช้ชีวิตเป็นเด็กนักเรียนธรรมดา

“เด็กเดี๋ยวนี้หลายคนดูบอลในโทรทัศน์ เห็นเสียบสกัดเข้าด้านหลัง ใช้มือผลักฝั่งตรงข้าม เล่นนอกเกมแต่ไม่ฟาวล์ เขาคิดว่ามันเท่ เอาไปทำตาม เพราะไม่รู้ว่ามันผิด เด็กบางคนตั้งใจเอามือปัดก็มี ผมต้องกำชับเรื่องนี้ให้หนัก”

“ผมสอนพวกเขาตลอดว่า คุณต้องอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดเวลา ไม่ใช่กลับไปโรงเรียนแล้วกลั่นแกล้งคนที่อ่อนแอกว่า คุณทำแบบนั้นไม่ได้ ผมต้องอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า นักกีฬาที่แท้จริงต้องเป็นสุภาพบุรุษ ดีพร้อมในทุกด้าน เมื่อคุณมาอยู่ตรงนี้ คุณต้องเต็มที่กับมัน ทุ่มเทสุดหัวใจ นอกลู่นอกทางไม่ได้“

การเลี้ยงดูที่แตกต่างจากร้อยพ่อพันแม่ แม้มีฝีเท้ายอดเยี่ยมเหมือนกัน แต่วินัยนอกสนามยังเป็นจุดบกพร่อง โค้ชนิชเล็งเห็นว่าบทบาทจิตอาสาฝึกสอนฟุตบอลในสนาม ยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนชีวิตเยาวชนเหล่านี้

เนื่องจากเมื่อใดที่เด็กเลิกซ้อมฟุตบอลกลับบ้าน พวกเขาไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล จากปัญหาของครอบครัวที่แตกต่างกันไป โค้ชนิชจึงปรับเปลี่ยนบทบาทของทีมฟุตบอลศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ จากทีมฟุตบอลระดับเยาวชน สู่ ครอบครัวแห่งใหม่ของเด็กในชุมชน เพื่อดูแลพฤติกรรมของพวกเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ก่อนมาฝึกฟุตบอล เด็กเหล่านี้มีปัญหา หลายคนครอบครัวแตกแยก พ่อแม่หย่าร้าง ไม่มีเวลาดูแลลูกหลังเลิกเรียน เด็กจึงไปมั่วสุมตามที่ต่างๆ เมื่อพวกเขาอยากเล่นกีฬา ผมมีหน้าที่ช่วยประคับประคองชีวิตพวกเขา”

“ผมขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ให้เขาส่งลูกมาอยู่กับผม รับรองว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ทั้งหมด ถ้าคุณไม่มีเวลาดูแลลูก ส่งมาให้ผม เพราะผมมีเวลาทำตรงนี้”

โชคดีที่โค้ชนิชได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ปกครอง หลายครอบครัวในชุมชนประชานิเวศน์ รวมตัวกันจัดตั้ง “ชมรมฟุตบอลศูนย์กีฬาประชานิเวศ” เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้ง ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อช่วยเหลือโค้ชนิชที่เลี้ยงดูเยาวชน 11 ชีวิต ด้วยตัวคนเดียว

“ผมคิดว่าผู้ปกครองเห็นในสิ่งที่ผมทำ เวลาผมสอนเด็กในสนาม พวกเขาจะมานั่งดู เมื่อลูกคนอื่นที่อยู่กับผมมาก่อน เล่นกีฬาดี เรียนก็ดี เขารีบส่งลูกมาอยู่กับผมเลย พ่อแม่สมัยนี้หัวไวครับ ถ้าเป็นช่องทางช่วยอนาคตลูกได้ เขาก็ทำ”

“ทุกวันนี้ ผมจึงอยู่กับเขาเหมือนเป็นพ่อคนหนึ่ง เราอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน ผมสอนเขาว่า นักกีฬาเล่นดีอย่างเดียวไม่พอ ถ้าทำตัวนอกสนามไม่ดีก็ไม่มีใครเอา ผมสอนให้พวกเขาแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัว ทุกเย็นผมให้เขานั่งสมาธิ ทบทวนตัวเองว่า วันนี้เขาทำอะไรมาบ้าง”

“ช่วงปิดเทอม ผมก็ยังอยู่กับเขา เราทำอาหารกินด้วยกัน บางทีผมออกเงินเองบ้าง บางครั้งผู้ปกครองอยากช่วย ผมเก็บแค่คนละยี่สิบบาท เพราะไม่ได้คิดมากเรื่องเงิน ผมมาช่วยเหลือตรงนี้ด้วยใจ ไม่ขออะไรมากกว่านี้”

 

ยืนหยัดด้วยใจ แม้ไร้ความช่วยเหลือ

บางครั้ง น้ำใจอันมหาศาล อาจมีค่าเท่ากับเงินตราน้อยนิด โค้ชนิชเปิดเผยว่า ตัวเขาได้รับเบี้ยเลี้ยงตอบแทนงานฝึกสอนฟุตบอลเพียงวันละ 60 บาท แม้กระทั่งรับบทบาทหน้าที่ เป็นโค้ชคุมทีมกรุงเทพมหานครไปแข่งขันกีฬาระดับประเทศ โค้ชนิชไม่ได้ค่าตอบแทน แม้แต่บาทเดียว

“เบี้ยเลี้ยงวันละ 60 บาท ศูนย์กีฬาฯเขาเป็นคนให้ผมมา ตอนนี้ผมเป็นลูกจ้างไม่ประจำ เงินเดือนอะไรก็ไม่ได้หรอก ตอนผมเป็นโค้ชให้กรุงเทพมหานคร ผมไม่ได้เงินสักบาท ขอเบิกเองก็ไม่ได้ด้วย”

“โชคดีที่ผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆ เขาเห็นผมทำตรงนี้ เขาจึงจ่ายเป็นค่าจ้างให้ผม ผมได้สี่พันบาทต่อเดือน เมื่อผมไปทำทีมให้กรุงเทพมหานคร ลงแข่งกีฬาท้องถิ่น ตลอดแปดปีที่ผมช่วยมา ผมทำจริงจังนะ แต่ไม่ได้เงินตอบแทน ต้องรอคนที่เขาเห็นมาช่วยเรา”

ความขัดสนส่วนตัว ไม่เท่าความยากลำบากที่ส่วนรวมต้องเจอ ทุกวันนี้ ทีมฟุตบอลศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ต้องฝึกซ้อมบนสนามฟุตบอลสาธารณะที่ไม่ได้รับการปรับปรุงมากว่าสิบปี

ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือสนามแห่งนี้จะปิดตัวเพื่อปรับปรุงในปีหน้า และ พวกเขายังไม่รู้ว่า จะไปซ้อมฟุตบอลกันได้ที่ไหน หากพื้นหญ้าซึ่งเคยใช้ในทุกวันถูกปิดตัวลง

“สนามฟุตบอลที่ทีมเราเล่นอยู่ ปลายปีหน้าก็จะปิดแล้ว เขามองว่าสนามมันเสีย เล่นแล้วฝุ่นเยอะ รบกวนคนวิ่งรอบข้าง เพราะมันใช้งานมาเป็นสิบปี แต่ไม่มีการบำรุงสักที”

“ผมไม่รู้เลยว่าจะเอาเด็กไปเล่นที่ไหน ลึกๆ ผมอยากมีสนามเป็นของตัวเอง สอนฟรีเหมือนเดิม เลี้ยงดูเด็กเหมือนเดิม เพราะสนามตรงนี้ มันจัดการยาก กว่าเด็กจะเลิกเรียน บางทีมีผู้ใหญ่กลุ่มอื่นเขามาเล่นก่อนแล้ว ถ้ามีสนามตัวเอง ผมจะสอนพวกเขาได้เต็มที่”

“แต่จะหาคนมาช่วยเราสร้างสนาม ตอนนี้หายากครับ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย มันยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เมื่อก่อนนะ ผมซ้อมเด็กอยู่ คนวิ่งรอบสนามเขาเห็น ยื่นเงินให้เด็กเลยครับ แล้วไม่ใช่น้อย บางทีเป็นหมื่น แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีใครให้เลยครับ”

สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในชุมชนประชานิเวศน์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายครอบครัวต้องแบกรับรายจ่ายที่มากขึ้น และรับรายได้ที่จำนวนน้อยเท่าเดิม เมื่อเงินทุกบาททุกสตางค์ต้องใช่อย่างคุ้มค่า ผลกระทบจากความเป็นอยู่ดังกล่าว จึงส่งผลถึงเรื่องราวบนพื้นหญ้าอย่างช่วยไม่ได้

“ส่วนมาก พ่อแม่ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในสำนักงานเขต ไม่มีใครทำงานประจำ หรืองานที่มันมั่นคง หากินแบบเดือนชนเดือน มันกระทบกับทีมของเรามาก เพราะการทำทีมฟุตบอลตรงนี้ ผมต้องพาเขาไปแข่งรายการต่างๆ มันใช้ค่าสมัคร คนละสามร้อย แต่บางบ้านเขาไม่มี ผมเองก็ไม่มี เมื่อก่อนยังช่วยออกให้ได้ เดี๋ยวนี้ ผมเองไม่รู้จะหาจากไหนมาออกให้เขาเหมือนกัน”

“ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด เมื่อก่อนข้าวแกงแถวนี้ ราคาไม่เกิน 30 บาท เดี๋ยวนี้ขึ้นเป็น 45 บาท ไปสั่งที่ไหนก็ราคานี้หมด ผู้ปกครองบางคนเขาถึงจำเป็นต้องมาฝากลูกกับเรา เพราะเขาทำงานเสร็จแล้ว ต้องไปขายของต่อ หาเงินหมุนกันเดือนชนเดือน”

เมื่อประชาชนยืนด้วยตัวเองอย่างยากลำบาก ความช่วยเหลือจากภาครัฐ ย่อมเป็นสิ่งที่คนในชุมชนคาดหวัง แต่โค้ชนิชยอมรับว่าตัวเขาไม่ได้ฝันถึงเม็ดเงินจากหน่วยงานใด ให้เข้ามาช่วยเหลือตรงนี้ เพราะตลอดระยะเวลาที่เขาเป็นจิตอาสาสอนฟุตบอลมาหลายปี โค้ชนิชไม่ได้เคยได้ยินเสียงหรือวี่แววความช่วยเหลือใดเลย

“ทุกอย่างที่ผมทำ มันปิดทองหลังพระ ไม่มีใครเห็น ในสายตาผู้ใหญ่คือ ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ผมทำทีมกรุงเทพมหานครแข่งขัน 8 ปี ได้แชมป์ทั้ง 8 ปี ไม่ว่าจะ ทีมหญิง หรือ ทีมชาย แต่ทีมศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือใดๆ”

แม้ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางมรสุมมากมาย โค้ชนิชยังเดินหน้าพาทีมศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ ลงแข่งขันตามรายการต่างๆต่อไป โดยศึก ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนที่ยิ่งใหญ่สุดในประเทศ คือ ทัวร์นาเมนต์ล่าสุดที่พวกเขาลงแข่งขัน เพื่อประลองความเป็นหนึ่งด้านลูกหนัง ในโซนกรุงเทพและปริมณฑล

“รายการช้าง จูเนียร์ คัพ ผมส่งเด็กลงแข่งขันทุกปี เพราะมันคุ้มค่า ทีมไม่เสียค่าสมัคร แต่ เด็กได้ประสบการณ์เยอะ ทีมฟุตบอลชื่อดัง นักเตะฝีเท้าดีมาแข่งตลอด ผมส่งเด็กชุดนี้แข่ง ตั้งแต่สองปีที่แล้ว พวกเขาได้พัฒนาศักยภาพจากการแข่งขัน ผลแพ้ชนะ ผมไม่สนใจเลยครับ”

ถึงจะตกรอบคัดเลือก รอบแรก ไปจากผลการแข่งขัน ชนะหนึ่งนัด แพ้สองนัด แต่บทเรียนที่ได้รับกลับมานั้นคุ้มค่า โค้ชนิชสอนทุกเด็กก่อนลงสนามว่า พวกเขาต้องทุ่มเทเต็มที่ เพื่อตอบแทนโอกาสในการลงสนามที่ได้รับ และ เงินทุกบาทที่ผู้ปกครองเสียไป ในเส้นทางสานฝันการเป็นนักฟุตบอลของเยาวชนแหล่านี้

“ทุกครั้งที่พ่อแม่เด็กควักเงินจ่ายค่าอะไรก็ตาม ผมชี้ให้ดูเลยว่า พ่อแม่เสียเงินเพื่อคุณแล้ว ฉะนั้น ถ้าคุณไม่จริงจังกับฟุตบอล เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา กลับบ้านไปอ่านหนังสือดีกว่า”

“ผมพาทีมมาแข่ง รายการช้าง จูเนียร์ คัพ ถึงไม่เสียค่าสมัคร แต่เราก็ยังมีรายจ่ายอื่น ทั้ง ค่าข้าว ค่ารถ ค่าน้ำมัน ผมจึงบอกเด็กให้เขาใจว่า ถ้าคุณไม่มาเตะบอลวันนี้ คุณก็ไม่เสียเงินสักบาท แต่ตอนนี้คุณเสียแล้ว ต้องจริงจังกับมัน ผมทำแบบนี้ เพื่อบอกให้พวกเขาจำขึ้นว่า กว่าพ่อแม่จะหาเงินแต่ละบาท มันยากลำบาก ฉะนั้น ถ้าตั้งใจทำอะไร ต้องทำให้สำเร็จ”

ทุกบทเรียนที่พร่ำสอน ทุกอุปสรรคที่เข้ามา ล้วนพัฒนาให้ทีมศูนย์กีฬาประชานิเวศน์แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่แค่เด็กที่กำลังวิ่งเล่นฟุตบอลในสนาม แต่รวมไปถึงความสัมพันธ์ในชุมชน การช่วยเหลือกันของผู้ปกครอง ท่ามกลางช่วงเวลาอันยากลำบาก ทุกคนยืนหยัดต่อสู้เพื่อกันและกัน โดยมีทีมฟุตบอลเยาวชนนี้เป็นศูนย์กลาง รวมทุกหัวใจของคนทุกเพศวัย ให้เป็นหนึ่งเดียว

“ผมไม่รู้หรอกนะว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ผมมั่นใจอย่างหนึ่ง ถ้าผู้ปกครองช่วยเหลือกันแบบนี้ตลอด ต่อให้สักวันศูนย์กีฬาแห่งนี้ไม่มี สนามตรงนี้ใช้ไม่ได้ หรือ อะไรก็แล้วแต่ ทีมฟุตบอลทีมนี้จะยังคงอยู่ต่อไป ผมเชื่อแบบนั้นนะ” โค้ชนิชกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

ติดตามฟุตบอลรายการ ช้าง จูเนียร์คัพ ได้ที่นี่  CHANG JUNIOR CUP 2019

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

>>ไร่ใหม่ อะคาเดมี : เมล็ดพันธุ์ลูกหนังจากจิตอาสาในชุมชนที่สอนเด็กเกือบร้อยชีวิต

>>ดูดี อคาเดมี : ศูนย์พัฒนาชีวิตเด็กน้อยในบ้านเกิดของนฤพล อารมณ์สวะ

>>3rd Battalion FC : อคาเดมีฟุตบอลของ “ชาวกานา” ที่ไม่คิดค่าสอนเด็กไทยผู้ไร้โอกาส

>>คัมภีร์วิทยา : ร.ร. สอนศาสนาอิสลามที่ใช้ “ฟุตบอล” ขัดเกลาเยาวชนในชายแดนใต้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง