mainstand

Grand Stand

มองผ่านมุมเจ้าของทีมบอลนอก : ทำไมนักการเมืองไทยถึงลงมาทำสโมสรฟุตบอล?



หากมองตามโครงสร้างของฟุตบอล “เจ้าของสโมสร” ถือเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อสโมสรๆหนึ่งอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ “เงินทุน” กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารทีมฟุตบอล


 

หากสโมสรใดมีเจ้าของทีมที่ร่ำรวย มีความทุ่มเท และรักในการพัฒนาทีมฟุตบอลอย่างแท้จริง ความสำเร็จสามารถเกิดขึ้นได้ในพริบตา ดังที่เกิดกับ เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ปารีส แซงค์ แชร์กแมง รวมถึงหลายๆสโมสรในไทย อาทิ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

แต่ถ้ามีเจ้าของที่เข้ามา เพื่อหวังแต่ผลกำไรเพียงเดียว แฟนบอล อาจต้องเจ็บช้ำที่ต้องมาเห็นทีมฟุตบอลที่รัก เป็นแค่ของเล่นคนรวย และสโมสรอาจต้องลำบากหรือตกชั้น เหมือนที่เกิดขึ้นกับหลายสโมสรในอังกฤษ หรือถึงขั้นถอนทีม ยุบสโมสรในฟุตบอลลีกไทย

เมื่อเทียบความสำคัญของเจ้าของสโมสรฟุตบอล จะลีกไทยหรือลีกนอก ดูแล้วก็แทบไม่แตกต่างกัน แต่บนความเหมือนกันของหน้าที่ มีบางอย่างแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เพราะในลีกอาชีพต่างแดน เจ้าของทีมส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็น นักธุรกิจ มหาเศรษฐีที่ลงทุนแข่งกัน น้อยทีมนักที่มีเจ้าของทีมเป็น นักการเมือง ผิดกลับเมืองไทยที่ส่วนมาก คนทำทีม คือ “นักการเมืองในพื้นที่” หรือเป็นคนในครอบครัวตระกูลการเมือง

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ นักการเมืองไทย สนใจมากทำทีมฟุตบอลอาชีพในบ้านเรา ขณะที่ลีกอาชีพต่างประเทศ กลับเป็นเหล่านักธุรกิจ ไม่ใช่คนการเมือง Main Stand จะพาไปไขข้อสงสัยถึงเหตุผลที่นักการเมืองไทย ถึงนิยมลงมาทำทีมฟุตบอล ผ่านบทความชิ้นนี้

 

เจ้าของทีมฟุตบอล = ธุรกิจที่สร้างกำไรมหาศาล

 

“การเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลจะทำกำไรให้คุณมหาศาล หากคุณเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจมากพอ” แดน โจนส์ ผู้เชียวชาญด้านธุรกิจกีฬา ให้คำจำกัดความ กับความเปลี่ยนแปลงของ กีฬาฟุตบอลอาชีพ ที่กลายเป็นธุรกิจเต็มตัว

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะลีกชั้นนำของยุโรป “สโมสรฟุตบอล” ได้กลายเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนอย่างมาก เพราะเป็นธุรกิจที่พร้อมสร้างผลกำไรให้แก่นักลงทุนได้อย่างมหาศาล หากผลงานของทีมไปได้สวย และเจ้าของทีมรู้จักบริหารทีมแบบไม่ใช้เงินเกินตัว มากเกินไป

ภายหลังที่โลกฟุตบอลเข้าสู่ความเป็นธุรกิจอย่างเต็มตัว แนวคิดทุนนิยม ได้เริ่มเข้ามาสู่วงการลูกหนังอย่างเต็มตัว พรมแดนความเป็นชาติที่คอยขวางกั้นโลกฟุตบอลได้พังทลายลงไป แทนที่ด้วยตลาดเสรี ซึ่งเข้ามาขับเคลื่อนโลกฟุตบอล

นักเตะสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระมากขึ้น  เช่นเดียวกับการเปลี่ยนมือเจ้าของสโมสร ที่เปิดโอกาสให้เศรษฐีนายทุน และนักธุรกิจต่างสัญชาติ จำนวนมาก ได้เข้ามาถือหุ้น ครอบครองสโมสรตามที่ใจต้องการ มีเพียงไม่กี่ประเทศในยุโรปเท่านั้น ที่ยังยึดจารีตเดิมไว้ หากมองไปที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาล 2017-18 สามารถทำรายได้รับ รวมกว่า 4,500  ล้านปอนด์

“ธุรกิจฟุตบอลสามารถทำกำไรให้คุณได้ เพียงแต่ต้องอดทน รอผลในระยะยาว บางครั้งคุณจำเป็นต้องลงทุนก่อน หากหวังผลตอบแทน”

“วันหนึ่งในระยะยาว สโมสรฟุตบอลและธุรกิจนี้ จะมีค่ามากกว่าเงินที่ผมจ่ายไปในตอนนี้เสียอีก เพียงแต่สิ่งที่ต้องจำให้ดี คือต้องลงทุนอย่างถูกต้อง และหวังผลในระยะยาว” จอห์น เฮนรี กล่าวเมื่อปี 2010 หลังเทคโอเวอร์สโมสรลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล มีข่าวเกี่ยวโยงกับการขายทีมหงส์แดงอยู่แทบทุกปี เพราะหากเขาขายลิเวอร์พูล ในตอนนี้ เขาสามารถขายได้ในราคา 1,500 ล้านปอนด์ จากที่ซื้อสโมสรมาในราคาเพียงประมาณ 300 ล้านปอนด์ หรือเท่ากับได้กำไรมากถึง 4 เท่าตัว

เช่นเดียวกับ ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน เจ้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีเหตุผล ในการเข้ามาถือครองสโมสรฟุตบอลด้วยเหตุผลทางธุรกิจเช่นเดียวกัน

“ผมมองในเรื่องของธุรกิจเป็นหลัก กับการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร พรีเมียร์ลีก คือหนึ่งในสินค้าที่สร้างความบันเทิงได้มากที่สุดให้กับผู้ชมทั่วโลก แน่นอนสำหรับผม นี่คือธุรกิจที่น่าลงทุน”

คนที่เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอาชีพในต่างแดน ส่วนมากล้วนเป็นนักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสในการทำกำไร จากการที่สโมสรฟุตบอลอาชีพในลีกชั้นนำของโลก หลายๆแห่ง เปิดรับการลงทุนจากต่างแดน ผลที่ตามมาคือ มหาเศรษฐีจากหลากหลายธุรกิจ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, จีน, อียิปต์, กรีซ รวมถึง ไทย ต่างสนใจเข้ามาควบคุมกิจการสโมสรฟุตบอลต่างประเทศ

ไม่เพียงแค่สโมสรฟุตบอลอาชีพ เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับนักลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อยอด ในการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจดั้งเดิมของเหล่าเจ้าของทีมฟุตบอลได้อีกด้วย

จาง จินตง ประธานซูหนิง กรุ๊ป บริษัทซึ่งถือหุ้นใหญ่ของสโมสรอินเตอร์ มิลาน เปิดเผยว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เขาเลือกเข้าสู่ธุรกิจฟุตบอลอาชีพ เนื่องจากมันสามารถสร้างประโยชน์แก่บริษัทแม่ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเหล่านักธุรกิจเจ้าของฟุตบอล

“คุณลองมองถึงธุรกิจฟุตบอลในตอนนี้ นี่คือตลาดที่กำลังเติบโตขึ้น และสร้างผลประโยชน์ในเชิงบวกได้ เมื่อมองดูทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ของการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล จึงเป็นเหตุผลให้เราเทคโอเวอร์ สโมสร อินเตอร์ มิลาน”

“การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล ช่วยพัฒนาธุรกิจในเครือซูหนิงได้ ในด้านการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเรา เพื่อบรรลุเป้าหมายการเจาะตลาดในระดับสากล”

กรณีของ ซูหนิง กรุ๊ป คล้ายๆกับที่ เรด บูล (Red Bull) บริษัทเครื่องดื่มชูกำลังสัญชาติออสเตรีย ที่ไล่ซื้อสโมสรฟุตบอลหลายประเทศ ทั้ง ในออสเตรียบ้านเกิด (เรดบูล ซัลซ์บวร์ก), สหรัฐอเมริกา (นิว ยอร์ค เรดบูล) บราซิล (เรดบูล บราซิล) แม้แต่ เยอรมัน (แอร์แบ ไลป์ซิก) ที่เรดบลู เลี่ยงบาลีจนสามารถบริหารทีมได้ ก็เพื่อโปรโมตธุรกิจหลักของบริษัท โดยทุกสโมสรในเครือของเรดบูล จะถูกเปลี่ยนชื่อสโมสรให้สื่อถึงบริษัท มีโลโก้สโมสรในรูปแบบเดียวกัน คือกระทิงแดงสองตัวขวิดเข้าหากัน และมีสปอนเซอร์คาดหน้าอกเป็นเครื่องดื่มเรดบูล

หรืออย่าง ชีค มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน ที่นอกจากซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้ว ยังซื้อทีมในออสเตรเลีย (เมลเบิร์น ซิตี้) และทีมในสหรัฐอเมริกา (นิว ยอร์ค ซิตี้) เพื่อใช้สโมสรฟุตบอลเป็นสื่อในการโปรโมต และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ เอติฮัต แอร์เวย์ สายการบินของเมืองอาบูดาบี

ผลประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อมจากการลงทุนทำฟุตบอลในลีกชั้นนำของโลก จึงเหมาะกับนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง ตรงที่ธุรกิจของพวกเขา ก็ได้รับผลพลอยได้ ที่ดีไปด้วย

ขณะที่ นักการเมือง หากลงมาทำฟุตบอลจริง แน่นอนว่านั่นหมายถึงเงินจำนวนมหาศาลที่พวกเขาต้องนำลงทุน และได้กลับมาเพียงแค่ผลประโยชน์ทางตรงคือ ผลประกอบการ กับทางอ้อม ที่คนทั่วไป รู้จักเพิ่มขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะช่วยอะไรให้ทางการเมืองมากนัก

ส่วนผลประโยชน์อื่นๆ ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ การทำทีมฟุตบอลจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักการเมืองในต่างแดน

 

เอเชียตะวันออก โมเดล

 

ไม่ใช่แค่นักธุรกิจข้ามชาติเท่านั้น ที่นิยมหันมาลงทุนเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล แต่รวมถึงเหล่านักลงทุนในประเทศที่เป็นเจ้าของทีมฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน,ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

กลุ่มทุนในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไม่ได้เข้ามามีบทบาทกับสโมสรฟุตบอลในช่วงที่ฟุตบอลเปิดเข้าสู่ตลาดเสรี  บริษัทเหล่านี้ เปรียบเสมือนผู้ให้กำเนิดวงการฟุตบอลลีกในประเทศ

ด้วยความที่การเริ่มต้นทำลีกอาชีพในช่วงแรกของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยในการสร้างสโมสร ทำให้ทีมฟุตบอลแรกเริ่มของทั้งสองประเทศนี้ ถูกก่อตั้งโดยบริษัทชั้นนำ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จนก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลและกลุ่มทุน ผูกติดกันแบบไม่สามารถแยกออกได้

เช่นเดียวกับ ในไทย ที่สโมสรใน ไทยลีก ยุคดั้งเดิมล้วนเป็นทีมองค์กร, รัฐวิสาหกิจ ภาครัฐ ทั้งสิ้น ไม่ใช่ทีมจังหวัด  ดังนั้นเหตุผลที่นายทุนในประเทศ หันมาเป็นเจ้าของฟุตบอล ยุคนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการสร้างผลประโยชน์ ให้กับบริษัทแม่

เพราะธุรกิจฟุตบอลสามารถสร้างผลประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งการ ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมตแบรนด์ ผ่านการเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอก หรือชื่อผู้สนับสนุนสนาม รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรกับการเป็นบริษัทที่ให้การสนับสนุนด้านกีฬา

ซึ่งปัจจุบันทีมลักษณะนี้ในไทย ก็ยังมีอยู่เช่น ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่บริหารงานโดย กลุ่มทรู คอร์เปเรชั่น, พีทีที ระยอง ทีเจ้าของทีมคือ ปตท. เป็นต้น


Photo : True Bangkok Untied

มากไปกว่านั้น ในกรณีของประเทศจีน ที่รัฐบาลมีการให้เงินอัดฉีดแก่กลุ่มธุรกิจ ที่ทำทีมฟุตบอล และมีแผนการในการสนับสนุนกีฬาฟุตบอล ดังนั้นสำหรับกลุ่มธุรกิจในจีนแล้ว การทำทีมฟุตบอล สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ต่อรองผลประโยชน์และกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนได้

ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะปฏิเสธโอกาสที่เข้ามาถือครองทีมฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอยู่ในมือเหล่าผู้บริหารมือโปร ที่สามารถหาช่องทางให้สโมสรฟุตบอล สร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างงดงามให้กับเหล่านักธุรกิจได้

 

สนามฟุตบอลในไทย คือปัจจัยสำคัญ

สำหรับวงการลูกหนังต่างประเทศ มีเหตุผลมากมายนับไม่ถ้วน ที่เชื้อเชิญให้เหล่านักธุรกิจควักเงินไปลงทุนกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล


Photo : Suphanburi FC | Viwat Rueangsomboon

แต่หากย้อนมองมาที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่า ผู้บริหารทีมฟุตบอลส่วนใหญ่ กลับเป็น นักการเมือง หรือคนในตระกูลการเมือง มากกว่าที่จะเป็นนักธุรกิจ เหมือนหลายประเทศในยุโรป หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ดร. ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้เคยศึกษาค้นคว้าประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรฟุตบอลกับเจ้าของทีมฟุตบอลที่เป็นนักการเมือง เผยว่าเหตุผลที่ส่วนใหญ่สโมสรฟุตบอลไทย มีเจ้าของเป็นนักการเมือง เป็นเพราะว่าปัจจัยหลายอย่างเอื้อกับนักการเมือง มากกว่านักธุรกิจ

“ถ้าจะทำทีมฟุตบอลสิ่งแรกที่ต้องมีคือสนามฟุตบอล ซึ่งสนามฟุตบอลส่วนใหญ่ที่ทีมฟุตบอลใช้แข่งขันอยู่ในปัจจุบัน เป็นสนามประจำจังหวัด อบจ. และอบต.”

“ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าถึงการใช้สนามเหล่านี้ได้ คือนักการเมืองท้องถิ่น ดังนั้นไม่ใช่เรื่องยากหากนักการเมืองท้องถิ่นจะทำทีมฟุตบอล เอาสนามบอลส่วนกลางมาใช้ ขณะที่นักธุรกิจ จะเข้าสนามเหล่านี้ถึงได้ยากกว่า”

“หลายคนอาจมองเรื่องสนามเป็นเรื่องเล็ก แต่มันเป็นปัจจัยสำคัญกับการทำสโมสรฟุตบอลไทย เพราะถ้าเจ้าของทีมฟุตบอล ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับเจ้าของสนาม การทำทีมฟุตบอลจะเป็นเรื่องยาก หลายสโมสรต้องย้ายสนาม ย้ายถิ่นฐานของสโมสร เพราะมีปัญหาไม่ลงรอยกับเจ้าของสนาม คือหน่วยงานทางการเมืองท้องถิ่น”


Photo : Suphanburi FC

สนามแข่งขัน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นเจ้าของสโมสร ภายหลังจากปี 2009 ที่สิทธิ์การแข่งขันถูกกระจายอยู่ไปตามภูมิภาคต่างๆ แทนที่แต่เดิมที่แข่งกระจุกอยู่ใน กรุงเทพและปริมณฑล แน่นอนว่าการสร้างสนามขึ้นมาใหม่ โดยเอกชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินลงทุนมากพอสมควร มีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่กล้าลงทุนสร้างสนามเป็นของตัวเอง

ครั้นเมื่อมองหาสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐาน ในถิ่นฐานที่ตั้ง ก็ล้วนเป็นสนามที่เป็นของ รัฐ การติดต่อการเช่าขอใช้ หรือปรับปรุงสถานที่ เป็นเรื่องทำได้ยากยิ่ง  แถมยังเป็นการลงทุนต่อเติม ปรับปรุง ในสนามที่เจ้าตัวแทบไม่มีกรรมสิทธิ์จะได้เป็นเจ้าของ

เราจึงได้เห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการโยกย้ายสนาม ถิ่นฐานบ่อยครั้ง เพราะติดขัดในเรื่องของการใช้สนาม ตรงกันข้ามกับ นักการเมือง พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ง่ายกว่านักธุรกิจ หากมีคอนเนกชั่นกับ ผู้มีอำนาจ ในสนามๆนั้น รวมถึงสิทธิ์ที่ สมาคมกีฬาจังหวัด แต่ละจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณา

 

เจ้าของทีมฟุตบอลไทย = ธุรกิจที่ยังไม่น่าลงทุน

อีกประการหนึ่งที่ นักธุรกิจ นักลงทุน ไม่ได้สนใจอยากเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลไทยมากนัก เนื่องจากพวกเขามองเห็นว่า การทำทีมฟุตบอลในประเทศ มีความเสี่ยงที่ขาดทุนสูง และได้ผลกำไรกลับมายากมาก เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป


Photo : Buriram United

ตัวอย่างในปี 2017 สโมสรชั้นนำอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขาดทุนในปีนั้นกว่า 75 ล้านบาท หรือทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ขาดทุนมากกว่า 100 ล้านบาทในปีเดียวกัน

แม้ปัจจุบัน ฟุตบอลอาชีพในไทย จะมีมูลค่าสูง และหลายๆสโมสร มีรายรับที่มากขึ้น ทั้งค่าลิขสิทธิ์ ค่าสปอนเซอร์ รวมถึงค่าบัตรเข้าชม และขายสินค้าที่ระลึก แต่เมื่อเอามาบวกลบคูณหารแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก หากจะมองหากำไรจากเงินลงทุน 70-400 ล้านบาทที่สโมสรในโตโยต้า ไทยลีก เสียไปต่อปี

ในมุมมองของนักธุรกิจ “การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในไทย” ไม่ถือเป็นธุรกิจที่ควรค่าต่อการลงทุนนัก เพราะหากนักธุรกิจ อยากโปรโมตแบรนด์สินค้าผ่านทีมฟุตบอล พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปเทคโอเวอร์สโมสรแบบที่เกิดขึ้นในเมืองนอก

แค่นำเม็ดเงินที่ตัวเองสามารถจ่ายได้ ไปเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนทีมฟุตบอลที่มีฐานกองเชียร์ มวลชน คนในท้องถิ่นติดตามอยู่แล้วดีกว่า เพราะในวงการฟุตบอลอาชีพไทย สปอนเซอร์คือท่อน้ำเลี้ยงสำคัญ ที่ช่วยให้สโมสรฟุตบอลดำเนินการต่อไป


Photo : Buriram United

อีกทั้งการเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนทีมฟุตบอลในบ้านเรา ก็เปิดกว้างกว่าวงการฟุตบอลต่างประเทศ เพราะสามารถโปรโมตแบรนด์ได้ผ่านทั้ง ชื่อสโมสร ชื่อสนาม และบนเสื้อแข่ง ที่สามารถแปะสัญลักษณ์ของสปอนเซอร์ผู้ใจดีได้อย่างเต็มเหนี่ยว ไม่เหมือนสโมสรฟุตบอลต่างประเทศที่มีกฎข้อบังคับชัดเจน เกี่ยวสปอนเซอร์บนตัวเสื้อ

เมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่า ประหยัดต้นทุนมากกว่า และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่ต่างกัน นักธุรกิจไทยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงไปทำสโมสรฟุตบอลด้วยตัวเอง เช่น เอสซีจี ที่เลือกสปอนเซอร์ให้ เมืองทอง ยูไนเต็ด และได้ใช้สโมสรว่า เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือ สิงห์ ที่เข้าเป็นผู้สนับสนุนให้ เชียงราย ยูไนเต็ด ได้มีการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” เป็นต้น

ในทางกลับกันสโมสรฟุตบอลที่ถูกบริหารโดยนักการเมืองท้องถิ่น ก็ได้รับผลประโยชน์ทางตรง จากเม็ดเงินที่ บริษัทเอกชน จ่ายเข้ามาเพื่อสนับสนุนสโมสร ช่วยลดค่าใช้จ่ายของทีมจากกระเป๋าเงินตัวเอง ขณะที่เหล่านักธุรกิจ ก็ได้สานมิตรภาพกับนักการเมืองท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

 

ผลประโยชน์อยู่ที่ใคร?

“ช่วงพ.ศ. 2549-2551 (ฤดูกาล 2006-2008) มีนักการเมืองหลายคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง พวกเขาเลยผันตัวมาทำฟุตบอลแทน ซึ่งบางคนก็วางมือจากฟุตบอลไปเลย บางคนก็กลับมาอีก”

“สโมสรฟุตบอลเป็นเครื่องมือเรียกความนิยม ไม่ให้ตัวนักการเมืองหายไปจากการรับรู้ของสาธารณะ บวกกับสภาพการเมืองยุคปัจจุบันที่ถูกปิดกั้นโอกาสในการสร้างฐานคะแนนเสียง นักการเมืองหลายคนจึงมองเห็นว่า การทำสโมสรฟุตบอลสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความนิยมได้”


Photo : Sukhothai FC

ดร. ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มองว่า แม้การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลไทย อาจไม่เอื้อผลประโยชน์ให้กับนักธุรกิจมากนัก แต่สำหรับนักการเมือง สโมสรฟุตบอลสามารถสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขาได้ในทางอ้อมด้วย

เนื่องจาก สโมสรฟุตบอลสามารถสร้างความนิยมให้กับเหล่านักการเมืองท้องถิ่นได้ ผ่านการทำทีมฟุตบอล ที่มวลชนในพื้นที่ ได้รู้จัก ได้สร้างความคุ้นเคยแก่กันมากขึ้น

แถมความสำเร็จด้านฟุตบอล ยังเป็นอะไรให้ความรู้สึก จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน มากกว่านักการเมืองท้องถิ่น ที่ไม่ได้ทำทีมฟุตบอล ในมุมมองของกองเชียร์  เพราะในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ทีมฟุตบอล ช่วยให้นักการเมืองท้องถิ่น ชนะการเลือกตั้งได้

“ช่วงหนึ่งเชียงราย ยูไนเต็ด มีปัญหาเรื่องการสนามเหย้าของจังหวัด เพราะว่าขั้วการเมืองท้องถิ่นกับคนทำทีมเชียงราย เป็นคนละขั้วกัน จนเชียงราย ยูไนเต็ด ต้องย้ายไปเล่นที่จังหวัดเชียงใหม่”

“หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นาน มีการเลือกตั้งท้องถิ่นพอดี ฝั่งที่ทำทีมเชียงรายเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นแทน เพราะแฟนบอลเชียงรายบางคนรู้สึกสงสารฝั่งที่ทำเชียงราย ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายเชียงราย ยูไนเต็ด ก็ไปสร้างสนามของตัวเองเพื่อตัดปัญหาทั้งหมดอยู่ดี”


Photo : Chiang Rai United FC

เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นเช่นเดียวกันที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งกลุ่มนักการเมืองที่บริหารสโมสรชลบุรี เอฟซี แพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นให้กับกลุ่มการเมืองอื่น และกลุ่มแฟนบอลฉลามชล เชื่อว่าทีมฉลามชลต้องย้ายออกจากสนามเทศบาลเมืองชลบุรีไปใช้สนามอื่น เพราะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง

ทำให้แฟนบอลชลบุรี เอฟซี จำนวนไม่น้อย ที่หันไปเชียร์กลุ่มการเมืองที่บริหารทีมชลบุรี เพื่อหวังให้กลุ่มการเมืองที่ทำทีมฉลามชล ชนะการเลือกตั้ง เพื่อให้สโมสรรักของแฟนบอลได้ผลประโยชน์ จากกลุ่มการเมืองท้องถิ่น

นอกจากนี้ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังเผยว่า การเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ จะเป็นอีกครั้งที่มีความน่าสนใจ เพราะเจ้าของสโมสรฟุตบอลไม่น้อย ที่สังกัดพรรคการเมือง ต่างลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งใหญ่หนนี้

“ผมว่ามันมีความน่าสนใจอยู่นะ คือหลายจังหวัดที่มีเจ้าของทีมฟุตบอลเป็นนักการเมือง เป็นขั้วตรงข้ามกับเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งส.ส.ในสภา”  ดร. ณัฐกร วิทิตานนท์ ให้ความเห็นกับ Main Stand

“ถ้าเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมา ฝ่ายนักการเมืองที่ทำทีมฟุตบอลชนะการเลือกตั้งกันเยอะ นักการเมืองอาจเข้าทำทีมฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นว่าช่วยในการสร้างฐานเสียงได้ แต่ถ้าไม่ นักการเมืองอาจลดบทบาทกับการทำทีมฟุตบอลก็ได้”

“บางสโมสรที่มีความสัมพันธ์ทางการเมือง สามารถให้การช่วยเหลือกันได้ เช่นการสลับตัวนักเตะกัน หรือจัดเกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร อาจเป็นความสัมพันธ์ในเชิงสโมสรแม่กับสโมสรลูก แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาเจรจาว่ากันด้วยเรื่องของธุรกิจ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบบ้านเรา”


Photo : ลุงเบิ้ม สู้โว้ย

“ผลประโยชน์” จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ทั้งนักธุรกิจหรือนักการเมือง เข้ามาเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในยุคใหม่ ทั้งบอลไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับว่า บริบท และปัจจัยของแต่ละประเทศว่า เอื้อกับกลุ่มอาชีพไหนมากกว่ากัน

แต่หากมองให้ลึกลงไปในจิตใจของแฟนบอล เชื่อว่า พวกเขาคงไม่สนใจมากนักว่าเจ้าของสโมสรฟุตบอลที่พวกเขารักจะเป็นนักการเมืองหรือนักธุรกิจ

เพราะสิ่งที่พวกเขาสนใจ และต้องการ คือ ความจริงใจที่เจ้าของสโมสรมีต่อทีมที่พวกเขารัก ผ่านการบริหารทีมอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ไม่หวังเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ของสโมสร จนทำให้ทีมต้องตกต่ำ ถึงขั้นตกชั้นหรือยุบสโมสร

นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่แฟนบอล ต้องการขอจาก เจ้าของสโมสรทุกคน เพราะที่สุดแล้ว ความรักที่พวกเขามีต่อทีมฟุตบอล ไม่ได้เกิดจากแค่ว่า เจ้าของสโมสรที่พวกเขาเชียร์ ประกอบอาชีพใด? แต่มันเกิดขึ้นจากศรัทธาที่พวกเขามีให้ต่อสโมสร

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1282109512&grpid=02&catid=no
https://www.sanook.com/sport/824349/
https://www.statista.com/statistics/556893/premier-league-clubs-revenue-by-stream/
http://financialfootballnews.com/premier-league-financial-review-summary/
http://financialfootballnews.com/premier-league-2018-financial-review-matchday-revenue/
https://www.theguardian.com/football/2018/jun/06/premier-league-finances-club-guide-2016-17
https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1282109512&grpid=02&catid=no
https://www.sanook.com/sport/824349/
https://www.theguardian.com/football/blog/2010/nov/02/liverpool-john-w-henry-nesv
https://www.teamtalk.com/news/shock-news-as-john-w-henry-puts-liverpool-up-for-sale-for-huge-price
https://www.theguardian.com/football/2018/oct/21/glazer-family-have-no-immediate-intention-to-sell-manchester-united
https://www.theguardian.com/sport/blog/2008/sep/24/premierleague1
https://www.bbc.com/news/business-26365955
https://www.telegraph.co.uk/investing/business-of-sport/premier-league-investors/
http://foxsportsstories.com/2018/04/22/chinese-investors-acquiring-european-football-clubs/
https://www.tcijthai.com/news/2015/19/scoop/5517
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/582084
https://prachatai.com/journal/2018/12/79879
https://www.tcijthai.com/news/2018/8/scoop/8216
https://prachatai.com/journal/2017/02/70294



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง