mainstand

Grand Stand

ชา, กาแฟ, เครื่องดื่มชูกำลัง : สารกระตุ้นนักกีฬา ที่ถูกกฎหมาย?



คาเฟอีน ถือเป็นหนึ่งในสารที่ผู้คนทั่วโลกทุกเพศทุกวัยชื่นชอบ ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบใด จะเป็นชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มชูกำลังก็ตาม เมื่อหนึ่งในสรรพคุณที่สำคัญของมันคือ ช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวและสดชื่น พร้อมสำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่ยังค้างคาและกำลังจะมาถึง


 

ถึงกระนั้น ทุกสิ่งก็มีขีดจำกัดของมัน น้อยเกินไปก็ไม่ดี มากเกินไปก็ไม่ดี แล้วสำหรับนักกีฬาอาชีพล่ะ พวกเขาควรบริโภคคาเฟอีนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม เพื่อกระตุ้นความสดชื่นให้พร้อมสำหรับทุกการแข่งขัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อตัวเองกัน?

 

ของแบบนี้ใครก็ชอบ

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า คาเฟอีนคือหนึ่งในสารที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบ แต่สำหรับนักกีฬาล่ะ พวกเขาชื่นชอบมันขนาดไหน?


Photo : deadspin.com

พูดถึงเรื่องนี้ หนึ่งในคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนแบบสุดลิ่มคงต้องยกให้ บอริส เดียว อดีตนักบาสเกตบอลดีกรีแชมป์ NBA สมัยอยู่กับ ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส เพราะเขาหลงใหลในกาแฟอย่างหนักถึงกับซื้อเครื่องทำกาแฟไฟฟ้าและพามันติดตัวไปทุกที่ ทั้งสนามซ้อม, สนามแข่งขัน หรือในที่ซึ่งหลายคนไม่เชื่อว่าจะมีไฟฟ้าเข้าถึงอย่างบนภูเขา เพื่อที่เขาจะได้ลิ้มรสกาแฟหอมๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อบวกกับสไตล์การเล่นและการใช้ชีวิตแบบง่ายๆ สบายๆ จึงทำให้ ลามาร์คัส อัลดริดจ์ เพื่อนร่วมทีมในฤดูกาลสุดท้ายของเดียวกับสเปอร์ส (2015-16) ตั้งฉายาให้เขาว่า “Tea Time” ซึ่งเดียวก็ได้แก้ว่า จริงๆ แล้วตัวเขาเป็น “Coffee Guy” มากกว่า

อีกหนึ่งคนที่หลงเสน่ห์ของคาเฟอีนชนิดถอนตัวไม่ขึ้นคงหนีไม่พ้น เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงผู้นำ เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างเทพนิยายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16 ซึ่งยอมรับด้วยตัวเองว่า เสพติดมันอย่างหนัก โดยกิจวัตรที่เขาต้องทำเป็นประจำทุกครั้งในวันแข่งขัน คือการซด เร้ดบูล เครื่องดื่มชูกำลังสัญชาติลูกครึ่งไทย-ออสเตรีย 3 กระป๋อง (หลังตื่นนอน หลังอาหารเที่ยง และก่อนวอร์มอัพเริ่มเกม ครั้งละกระป๋อง) รวมถึงกาแฟ ดับเบิ้ล เอสเพรสโซ่ เพื่อให้ตัวเองพร้อมลงสนาม เรื่องดังกล่าวถือเป็นกิจวัตรติดตัววาร์ดี้มานาน แม้จะเติบใหญ่จนติดทีมชาติอังกฤษ ซึ่งมีระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาระดับแนวหน้า แต่นี่ยังถือเป็นนิสัยประจำตัวที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำอยู่ดี


Photo : telegraph.co.uk

ความนิยมชมชอบในคาเฟอีนนั้นยังมีในหลายรูปแบบ อย่างนักฟุตบอลที่มาจากทวีปอเมริกาใต้ พวกเขามีความนิยมในการดื่ม Yerba Mate หรือชาสมุนไพรท้องถิ่นของอเมริกาใต้ ซึ่งเราจะได้เห็นนักเตะระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรส หรือแม้แต่นักเตะยุโรปอย่าง อองตวน กรีซมันน์ และ ปอล ป็อกบา ถือกระปุกใส่เครื่องดื่มชนิดนี้ติดตัวอยู่เสมอ


Photo : culturalawareness.com

ส่วนนักกีฬาดังๆ ของไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นทีมฟุตบอล หรือทีมวอลเลย์บอลหญิง ก็ไม่น้อยหน้า ถือเป็นคอกาแฟตัวยงเช่นกัน เพราะเมื่อเปิดดูโซเชียลมีเดียของพวกเขาจะเห็นว่า แก้วกาแฟ ไม่ว่าจะกาแฟร้อน กาแฟเย็น ร้านประจำท้องถิ่น หรือแม้แต่ร้านกาแฟแฟรนไชส์ระดับโลก คือสิ่งที่อยู่คู่กันแบบแยกไม่ออก

 

สารกระตุ้นที่ถูกกฎ?

จากที่กล่าวมาคงเห็นแล้วว่า เครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนผสมอยู่นั้น ถือเป็นของนิยมของบรรดานักกีฬา คำถามก็คือ แล้วคาเฟอีนสามารถเพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬาได้มากน้อยขนาดไหนกัน?


Photo : Bongdaplus.vn

เรื่องดังกล่าว ดร.มาร์ค ทาร์โนโปลสกี้ จากมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ในประเทศแคนาดา ได้เปิดเผยกับ New York Times ว่า "ข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถภาพจากคาเฟอีนนั้นมีมากมาย แถมยังเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก เพราะมันชัดเจนว่าคาเฟอีนนั้นสามารถเพิ่มสมรรถภาพให้กับนักกีฬาได้จริง แถมยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากแล็บที่ได้รับความเชื่อถือหลายแห่งทั่วโลกเป็นเครื่องยืนยันอีกด้วย"

กล่าวเฉยๆ อาจจะไม่เห็นภาพ เราจึงขออนุญาตยกผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมานำเสนอให้เห็นภาพสักเล็กน้อย เริ่มจากงานวิจัยของ JL Ivy, DL Costill, WJ Fink และ RW Lower เมื่อปี 1979 ที่ให้นักกีฬาจักรยานดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน 400 มิลลิกรัม (หรือ 4.45 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) แล้วปั่นจักรยาน ผลปรากฎว่านักกีฬาคนที่ดื่มกาแฟสามารถปั่นได้ไกลกว่าเดิม 7.4% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ

หลังจากนั้น JD Wiles, SR Bird, J Hopkins และ M Riley ได้ทำการวิจัยต่อยอดในปี 1992 ด้วยการทดลองให้กาแฟที่มีคาเฟอีนปริมาณเท่ากันกับนักวิ่ง พบว่านักวิ่งที่ได้รับคาเฟอีนสามารถวิ่งระยะ 1,500 เมตรบนลู่วิ่งสายพานได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้รับคาเฟอีนถึง 4.2 วินาที

ไม่เพียงเท่านี้ ทีมวิจัยโดย NJ Wesensten, WD Killgore และ TJ Balkin ยังได้ทำการศึกษาต่อในปี 2005 จนพบว่า การได้รับคาเฟอีนในปริมาณ 600 มิลลิกรัม สามารถเพิ่มความตื่นตัวทางจิตใจได้มากเทียบเท่าแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า 20 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

จากผลวิจัยที่กล่าวไปข้างต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่องค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้นโลก (WADA) จะเคยขึ้นชื่อ คาเฟอีน เป็นหนึ่งในสารกระตุ้นต้องห้าม ซึ่งหากตรวจพบสารนี้ในร่างกาย 1,200 มิลลิกรัม (เทียบเท่ากับกาแฟ 8 แก้ว) ขึ้นไป จะถือว่านักกีฬาผู้นั้นใช้สารกระตุ้นทันที

ทว่าเรื่องดังกล่าวก็เปลี่ยนไป เมื่อทาง WADA ตัดสินใจถอดชื่อคาเฟอีนออกจากสารต้องห้ามเมื่อปี 2004 หลังมีข้อมูลการวิจัยเพิ่มเติมว่า การรับคาเฟอีนเข้าร่างกายมากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเหมือนกัน อย่างเช่น ทำให้เกิดอาการขาดน้ำ แต่อีกเหตุผลสำคัญคือ คุณจะห้ามนักกีฬาไม่ให้ดื่มเครื่องดื่มยอดนิยมมากที่สุดของโลกได้อย่างไรล่ะ?

ด้วยเหตุผลที่ว่ามา จึงทำให้นักกีฬาสามารถบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่างๆ ได้อย่างสบายใจ ถึงกระนั้นทาง WADA เองก็ยังไม่วางใจ ขึ้นบัญชีสารนี้อยู่ในบัญชีที่ต้องจับตามองมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากมีผลการศึกษาที่สามารถชี้ชัดไปในทิศทางใดได้มากกว่านี้ สถานะของคาเฟอีนในบัญชีสารกระตุ้นก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

 

ดื่มเท่าไหร่ถึงเหมาะสม?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า แม้เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนจะช่วยเพิ่มความสดชื่น ตลอดจนเพิ่มสมรรถภาพชั่วขณะให้กับนักกีฬาได้ แต่หากบริโภคมากไป ก็อาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน

เรื่องดังกล่าว ดร. คริสเตน แฮร์ริส จาก Bastyr University กล่าวว่า "จริงอยู่ที่การบริโภคคาเฟอีนสามารถช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น, ลดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ รวมถึงช่วยให้ปฏิกิริยาตอบสนอง, ความตื่นตัว, ประสาทสัมผัสทั้งทางสายตาและการใช้คอมพิวเตอร์ดีขึ้น แต่ทุกสิ่งก็มีลิมิต"

"เพราะการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดภาวะวิตกกังวล ไม่เพียงเท่านั้น มันยังส่งผลให้ความสามารถในการจดจ่อกับบางสิ่งลดลง รวมถึงรู้สึกไม่สบายในทางเดินอาหาร, นอนไม่หลับ และหงุดหงิดได้ค่ะ"

และนั่นก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญที่สุดในครั้งนี้ก็คือ “ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคเครื่องดื่มที่มาคาเฟอีน ควรอยู่ที่เท่าไหร่?”

ในปี 2015 คณะกรรมการความปลอดภัยทางอาหารของยุโรป (EFSA) ได้ตีพิมพ์ข้อแนะนำว่า การบริโภคคาเฟอีนจากทุกแหล่งรวมกันไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปที่มีสุขภาพดี แต่สำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก ควรลดปริมาณการบริโภคคาเฟอีนจากทุกแหล่งรวมกันลงกึ่งหนึ่ง เหลือไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน

หากสงสัยว่า คาเฟอีน 400 มิลลิกรัมนั้นประมาณไหน? เปรียบเทียบง่ายๆ กับสิ่งที่เราคุ้นเคยก็คือ กาแฟเอสเพรสโซ่ 5.2 ช็อต หรือ กาแฟสตาร์บัคส์ไซส์ Venti (20 ออนซ์) 1 แก้ว หรือ เครื่องดื่มชูกำลังขวดไซส์ 150 มิลลิลิตร 8 ขวด หรือ เครื่องดื่มชูกำลังไซส์ 250 มิลลิลิตร 5 กระป๋อง (หากเป็นไซส์ 500 มิลลิลิตร ก็ลดเหลือ 2 กระป๋องครึ่ง) หรือ น้ำอัดลมไซส์ 325 มิลลิลิตร 11.7 กระป๋อง


Photo : JOE.co.uk

แต่สำหรับนักกีฬา แน่นอนว่าปริมาณที่เหมาะสมย่อมไม่เหมือนกันผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ซึ่งหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานโภชนาการกีฬาของออสเตรเลีย (SDA) แนะนำว่า ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพให้นักกีฬาได้นั้นอยู่ที่ 1-3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สมมติว่าคุณน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมนั้นจะอยู่ที่ 70-210 มิลลิกรัม หากเทียบกับปริมาณแนะนำสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไป ตีง่ายๆ ก็คือ ลดจากที่เรากล่าวไปข้างต้นครึ่งหนึ่งนั่นแหละ

อีกสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องกล่าวถึงคือ แม้เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนส่วนมากจะให้พลังงาน จากการที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบสำคัญ ถึงกระนั้น พลังงานที่ได้รับก็ไม่สามารถทดแทนพลังงานที่ได้จากอาหารแต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักกีฬา หรือคนธรรมดา อย่าลืมกินอาหารเพื่อที่จะได้มีแรงในการทำงานและสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองรัก ส่วนเครื่องดื่มคาเฟอีนนั้น ถือเป็นส่วนเสริมที่จะช่วยให้ตื่นตัว จนงานสำเร็จดั่งใจหมายนั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.abc.net.au/news/2003-09-24/caffeine-removed-from-banned-drug-list/1483236
https://www.caffeineinformer.com/caffeine-safe-limits
https://www.forbes.com/sites/lisaquast/2013/12/23/how-too-much-coffee-could-affect-your-work-performance/#5cc6c4177a93
https://www.healthline.com/nutrition/caffeine-and-exercise
https://www.irishtimes.com/sport/other-sports/caffeine-still-the-key-to-legal-performance-enhancing-1.2997065
https://www.medicalnewstoday.com/articles/320697.php
https://www.menshealth.com/health/a19537652/caffeine-and-olympics/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/481158
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/1623356/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16120100
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4213371/
https://www.researchgate.net/publication/23669680_Caffeine_and_sport_performance
https://pdfs.semanticscholar.org/ddcf/dbb0a170adf75979d4c64a377b53810d2cdb.pdf
https://www.sidelinesportsdoc.com/caffeine-for-athletic-performance-good-or-avoid/
http://www.thaiscience.info/journals/Article/JSMU/10970805.pdf
https://www.thesun.co.uk/sport/football/1866747/leicester-star-jamie-vardy-reveals-match-day-diet-that-consists-of-three-red-bulls-a-double-espresso-and-an-omelette/
https://www.trainingpeaks.com/blog/caffeine-and-the-endurance-athlete/
https://www.washingtonpost.com/news/early-lead/wp/2016/01/07/boris-diaw-installs-working-espresso-machine-in-his-locker-because-boris-diaw/?utm_term=.9e61469b51c5
https://www.washingtonpost.com/news/early-lead/wp/2017/03/08/caffeine-could-be-headed-to-world-anti-doping-agencys-prohibited-substance-list/?noredirect=on&utm_term=.7c2b526b3efe



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง