mainstand

Grand Stand

ไทยชนะทีมจากแอฟริกา แต่ทำไมอันดับโลกต่ำ? ขุดละเอียด ระบบคิดคะแนนฟีฟ่า



การคิดคะแนนอันดับโลกฟีฟ่า นับเป็นกลไกที่ซับซ้อน และสร้างข้อสงสัยให้กับแฟนฟุตบอลไทย ถึงการทำงานของมัน   อย่างไรก็ตาม อันดับโลก มักถูกใช้เป็นเกณฑ์แบ่งทีมวางในการจับสลากฟุตบอลรายการสำคัญระดับทวีป และระดับโลก และนี่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ ในกลไกการคิดคะแนน ที่จะไขข้อสงสัยว่า กระบวนการนี้ ดีจริงหรือไม่?

 

ที่มาระบบฟีฟ่าแรงกิ้งปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบฟีฟ่าแรงกิ้ง  เกิดขึ้นหลังการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 แถลงการณ์จากฟีฟ่าระบุว่า  ฟีฟ่าแรงกิ้งในระบบนี้ เกิดขึ้น เพื่อให้การคิดคะแนนมีความยุติธรรมมากขึ้น  ให้น้ำหนักกับผลงานปัจจุบันมากกว่าเดิม และลดการคิดคะแนนผลงานย้อนหลัง จากเดิม 8 ปี เหลือ 4 ปี    อีกทั้งเน้นผลแพ้ชนะมากกว่าผลสกอร์ เพื่อป้องกันการล็อกผลล่วงหน้า ระบบดังกล่าวจะสามารถชี้วัดความสามารถของทีมได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด    

 

แม้ว่าจะไม่มีการเรียกร้องจากชาติสมาชิกถึงวิธีการเปลี่ยนวิธีการคิดคะแนน  แต่หลายๆชาติก็มีความเห็นว่า การคิดคะแนนควรจะยึดคะแนนในปัจจุบันให้มากที่สุด   รวมถึงการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาที่มีผลต่อการคิดคะแนน จึงเห็นควรที่จะใช้ช่วงเวลาที่สั้นลง  จากเดิมที่คิดคะแนนย้อนหลังไปถึง 8 ปี กลับมาคิดคะแนนในระบบ 4 ปี และลดสัดส่วนลงไปตามลำดับ ตามช่วงเวลา จึงทำให้อันดับโลก อิงกับผลงานปัจจุบันมากที่สุด     

 

การคิดคะแนนในระบบเก่านั้น  มีจุดอ่อนคือไม่ได้ให้ความสำคัญกับทีมคู่แข่งที่เจอมากนัก  โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวคูณคะแนน ได้แก้ ผลแพ้ชนะ, จำนวนประตูที่ยิงได้, จำนวนประตูที่เสีย, โบนัสสำหรับทีมเยือน, ความสำคัญของแมตช์ และสัมประสิทธิ์ทวีป  โดยที่ไม่มีปัจจัยเรื่องความแข็งแกร่งของคู่แข่ง  นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบดังดล่าว

 

กรณีนี้ จะเห็นได้อย่างเช่น  การที่ทีมชาติไทย เสมอทีมชาติบาห์เรน 1-1  กับ เสมอทีมชาติอิหร่าน 0-0 ในช่วงศึกคัดบอลโลกปี 2002   ทีมชาติไทยจะได้คะแนนในการเสมอกับทีมชาติอิหร่าน ที่มีอันดับโลกเหนือกว่าบาห์เรนในขณะนั้น ต่ำกว่า การเสมอกับบาห์เรน  เนื่องจากทีมไทย เสมอแบบมีสกอร์ อีกทั้งระบบเก่า ปัจจัยความแข็งแกร่งของทีมคู่แข่ง ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ

 

ในช่วงของการเปลี่ยนระบบการคิดคะแนน  ไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากนักถึงความเป็นธรรมมากนัก  เพราะเมื่อก่อนอันดับโลกเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น แต่ปัจจุบัน อันดับโลกถูกนำมาใช้กับการจัดทีมวาง ในฟุตบอลรายการสำคัญต่างๆๆ  รวมไปถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกด้วย อันดับโลก จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก

 

กลไกคะแนนฟีฟ่า

การคิดคะแนนอันดับโลกฟีฟ่า คือการเก็บคะแนนสะสมจากผลงานในแมตช์อย่างเป็นทางการย้อนหลังเป็นจำนวนสี่ปี  โดยคะแนนที่ได้ในแต่ละแมตช์  มีมีการคำนวณจากสี่ตัวแปร นำมาคูณกัน ออกมาเป็นคะแนนสะสม มีสูตรง่ายๆ คือ

 

P       = M   * I *  T * C

 

M คือ ผลแพ้ชนะของแมตช์ ชนะจะมีค่าเท่ากับ 3, เสมอเท่ากับ 1, แพ้เท่ากับ 0 (กรณีดวลจุดโทษ ทีมชนะเท่ากับ 2 , ทีมแพ้เท่ากับ 1)

I คือ ความสำคัญของแมตช์  สำหรับแมตช์อุ่นเครื่องจะมีค่าเท่ากับ 1, การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับทวีปมีค่า 2.5, การแข่งขันรอบสุดท้ายมีค่าเท่ากับ 3 และฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มีค่าเท่ากับ 4

T คือ  อันดับโลกของคู่แข่ง  โดยจะมีค่าเท่ากับ (200 ลบ อันดับคู่แข่ง) กรณีที่คู่แข่งอันดับต่ำกว่า 150  ค่า T จะมีค่าเท่ากับ 50

C คือ สัมประสิทธิ์ทวีป   ซึ่งจะเปลี่ยนทุกครั้งหลังฟุตบอลโลก  ปัจจุบัน อเมริกาใต้มี สปส.=1.00, ยุโรป 0.99 และทวีปอื่นๆ 0.85   โดยจะนำสัมประสิทธิ์ของทั้งสองทีมที่เจอกันมาบวกกันแล้วหาร 2

 

ทั้งหมดจะออกมาเป็นคะแนนดิบของเกมแต่ละแมตช์  แต่วิธีคิดคะแนนอันดับโลก เหนือชั้นกว่านั้น

 

จากนั้นกลไกของคะแนนอันดับโลก  จะถูกนำมาตีเป็นคะแนนสุทธิ โดยรวมคะแนนเฉลี่ยในแต่ละปีของสี่ปีหลังสุด แบ่งออกเป็น 4 รอบปี  แต่จะลดหลั่นไปตามอัตราส่วนของช่วงเวลา สมมติว่าในรอบปีนั้น ทีมไทยมีแมตช์อย่างเป็นทางการ 10 แมตช์  คะแนนจากแต่ละแมตช์จะนำมารวมกันแล้วหารเฉลี่ยด้วย 10 กลายเป็นคะแนนเฉลี่ยในแต่ละรอบปี

 

คะแนนอันดับโลกสุทธิ = (คะแนนเฉลี่ยย้อนหลังเดือนที่ 1-12) + 50%ของ(คะแนนเฉลี่ยย้อนหลังเดือนที่ 13-24) + 30%ของ(คะแนนเฉลี่ยย้อนหลังเดือนที่ 25-36) + 20%ของ(คะแนนเฉลี่ยย้อนหลังเดือนที่ 37-48)

 

 

กลไกทำงานอย่างไร?

 

ย้อนกลับไปที่สี่ปัจจัยของคะแนนอันดับโลก  วิเคราะห์ไปทีละปัจจัย

 

เริ่มจาก M (ผลการแข่งขัน) นับว่ามีส่วนสำคัญที่จะคูณไปถึงปัจจัยอื่นๆ  จากการชนะ/เสมอ/แพ้

 

ดังนั้น   ไม่ว่าจะเจอกับทีมใด, ในการแข่งขันรายการใด, ระดับใด   หากแพ้ค่า M จะมีค่าเท่ากับ 0 ไม่ว่าจะไปคูณกับปัจจัยอื่นๆก็จะเท่ากับ 0 อยู่ดี   ทำให้หากหวังที่จะไต่อันดับโลก ห้ามเจอกับความพ่ายแพ้เด็ดขาด เพราะเมื่อนำมาหารเฉลี่ย  คะแนน 0 จากความพ่ายแพ้ในแต่ละแมตช์  จะชุดคะแนนเฉลี่ยลงอย่างมาก

 

ต่อมาคือ I (ความสำคัญ)  ในรายการที่มีความสำคัญเช่นการคัดเลือกฟุตบอลโลก, คัดเลือกเอเชี่ยนคัพ ที่มีสัมประสิทธิ์ 2.5 การเก็บชัยชนะในเวทีเหล่านี้ ย่อมไปเพิ่มค่าเฉลี่ยในแต่ละปีได้มาก   ขณะที่การชนะในเกมอุ่นเครื่องเป็นเพียงน้ำจิ้ม กรณีที่ทีมนั้นมีชัยชนะที่ต่อเนื่องในรายการระดับทวีป ทีมที่มีผลงานในระดับทวีปที่ดีอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องอุ่นเครื่องกับทีมเล็กๆ เพื่อฉุดคะแนนเฉลี่ยในรอบปีลงแต่อย่างใด

 

T (อันดับโลก)   การเจอกับทีมที่มีอันดับโลกสูง ย่อมมีโอกาสที่จะเพิ่มคะแนนฟีฟ่า แต่ก็แลกมาซึ่งความเสี่ยงจะได้ 0 คะแนนหากพ่ายแพ้   ส่วนการเจอกับทีมที่ต่ำชั้นกว่า โอกาสชนะมีสูงแต่ก็แลกกับแต้มที่อาจจะได้มาไม่มาก

ดังนั้น  หลักการของการเลือกทีมอุ่นเครื่อง  จึงควรมีลักษณะสำคัญคือ เลือกทีมที่มีอันดับโลกสูงกว่า แต่ฝีเท้าอาจไม่ได้เก่งกว่า  

 

C (สัมประสิทธิ์ทวีป)   สำหรับการเจอกับทีมในทวีปเดียวกัน ปัจจัยนี้มีผลต่อคะแนนฟีฟ่าน้อยสุด  เพราะค่าสัมประสิทธ์จะเท่ากันหมด แต่หากอุ่นเครื่องต่างทวีปที่มีสัมประสิทธ์สูงกว่า อาจฉุดค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้  

 

 

เสียงวิจารณ์ของระบบใหม่

 

ประเด็นสำคัญที่การคิดคะแนนฟีฟ่ารูปแบบใหม่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความยุติธรรม มีอยู่หลายข้อ

 

1.การไม่นับสกอร์การแข่งขัน - นับเป็นข้อถกเถียงที่มากที่สุด  เพราะการคิดคะแนนรูปแบบนี้ ให้ความสำคัญเพียงผลแพ้ชนะ ไม่นับสกอร์   ทำให้ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า ฟีฟ่าละเลยกับชุดข้อมูลในส่วนนี้ มาก เนื่องจากไม่ว่าจะชนะ 1-0, 5-0 หรือ 15-0  แต่คะแนนเทียบเท่ากับการชนะเท่านั้น ทำให้ทีมที่เน้นเพียงแค่ “ชนะ” ได้เปรียบกว่าทีมที่ “ชนะขาดแต่มีแพ้เเซมๆ”

 

2.เล่นเหย้า-เยือน คิดคะแนนไม่ต่างกัน — มีงานวิจัยระบุว่า ทีมที่เล่นในบ้านจะมีความได้เปรียบในการยิงประตูมากกว่าทีมนอกบ้าน เฉลี่ย 0.57 ประตูต่อแมตช์  นั่นจึงส่งผลให้ทีมที่เล่นในบ้านบ่อยๆ อาจจะได้เปรียบอันดับโลก เหนือทีมที่เล่นเยือนบ่อยๆ

 

3.แพ้คือ “0 คะแนน” ไม่มีข้ออ้าง — ระบบนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้  ความพ่ายแพ้ไม่ว่าจะแพ้อย่างชนะใจกองเชียร์หรือพ่ายหมดรูป  ผลลัพธ์คือ คะแนนฟีฟ่าในแมตช์นั้น เท่ากับ 0 ทั้งหมด เหตุนี้ความพ่ายแพ้ต่อทีมอันดับ 1 ของโลก หรือแพ้ต่อทีมอันดับ 209 ของโลก   หากแพ้ทุกอย่างเท่ากับ 0 หมด

 

4.สัมประสิทธิ์ทวีป ยังมีข้อถกเถียง — การคิดคะแนนสัมประสิทธิ์ทวีป  นับว่ายังมีข้อถกเถียงอยู่ เพราะ สัมประสิทธิ์จะถูกคำนวณทุกสี่ปี หลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลกในแต่ละครั้ง  ทำให้ปัจจุบัน ทีมจากอเมริกาใต้และยุโรปจะมีสัมประสิทธิ์ที่โดดกว่าทวีปอื่น คือ 1.00 และ 0.99 ขณะที่ทวีปอื่นๆ มีค่าเท่ากับ 0.85   ระบบนี้ คือการ “เหมารวม” ความแข็งแกร่งของทวีปมากจนเกินไป

 

ยกตัวอย่างเช่น ซานมาริโน่ ทีมอันดับ 205  พบกับตูนีเซีย อันดับ 14 ของโลกทวีปแอฟริกา   กรณีนี้ สัมประสิทธิ์ทวีปของซานมาริโน่ที่อยู่ในทวีปยุโรป  กลับเหนือกว่า ตูนีเซีย เสียอย่างนั้น ทั้งที่ตูนีเซียแข็งแกร่งกว่าซานมาริโน่อย่างมาก  

 

 

คะแนนของทีมชาติไทยเป็นอย่างไร

 

นี่คือคะแนนฟีฟ่าของทีมชาติไทยในรอบสี่ปี  จะมีลักษณะหน้าตาเช่นนี้

 

จากตารางจะสังเกตว่า คะแนนสะสมของทีมชาติไทย จะโดยฉุดอยู่ในช่วงรอบปีที่สอง ที่ทีมชาติไทย พบกับทีมชั้นนำในศึกฟุตบอลโลก รอบ12 ทีมสุดท้าย  ที่ทีมไทยได้ 0 คะแนน แม้ว่าทีมไทยจะมาทำผลงานดีในช่วงซูซูกิ คัพ แต่อันดับและตัวคูณที่มีจำนวนน้อย ทำให้คะแนนสะสมยังคงถูกฉุดให้เหลือน้อย

 

ส่วนในรอบปีที่ 1 ทีมไทยแพ้ถึง 4 เกมจากโปรแกรม 9 นัด แม้เกมอุ่นเครื่องจะเก็บชัยชนะได้บ้าง แต่ไม่เพียงพอ  คะแนนเฉลี่ยในรอบปีนี้ ไทยจึงมีเพียง 119.9 คะแนน

 

ส่วนปีที่ผลงานไทยดี คือช่วงปี 2014-2015  สัดส่วนได้ถูกปรับลดลงไปเหลือ 30%และ 20% ตามลำดับ   เมื่อคิดคะแนนสุทธิ สองปีดังกล่าวจึงช่วยดึงคะแนนสะสมได้ไม่มาก

 

ชนะ แต่อันดับโลกไม่ขึ้น

 

กรณีของทีมชาติไทย  อ้างอิงจากตารางข้างต้น  ชัดเจนเลยว่า คะแนนโดนฉุดเพราะความพ่ายแพ้ อีกทั้งในช่วงเวลานี้  ทีมไทยยังไร้แมตช์การแข่งขันระดับทวีป (เช่นคัดบอลโลก, คัดเอเชี่ยนคัพ) โปรแกรมไทยจึงเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่อง จึงไม่สามารถช่วยดึงคะแนนเฉลี่ยในรอบปี  ที่ถูกฉุดลงจากความพ่ายแพ้ได้มากนัก นี่จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ว่า ทำไมทีมไทยชนะ แต่อันดับโลกกลับไม่กระเตื้อง

 

บางกรณี   คะแนนสะสมจากแมตช์ที่เก็บชัยชนะได้  ถูกโยกช่วงปี จากช่วงปีที่ 1 ไปยังช่วงปีที่ 2(เพราะว่าเป็นแมตช์ที่เกิน 1 ปี ก็จะถูกปรับปีไปอยู่ในช่วงปีที่ 2 โดยอัตโนมัติ)   ทำให้คะแนนสะสมในรอบปีที่ 1 ที่มีสัดส่วน 100%ลดลงไปด้วย

 

ไขปริศนา อันดับโลกดีแต่ฝีมือไม่เท่าไหร่

 

ลองเทียบผลงานทีมชาติไทยย้อนหลังของทั้งสามทีมนี้ในรอบ 12 เดือน ได้แก่ ไทย (อันดับ 122), อินเดีย (อันดับ 97) และ คีร์กิซสถาน (อันดับ 75)  จะเห็นได้ชัดว่า เพราะเหตุใด ทั้งอินเดียและคีร์กิซสถาน จึงมีอันดับที่ดีกว่าทีมชาติไทย
 

 จะเห็นว่า รอบปีที่ผ่านมา  ทีมไทยมีแมตช์การแข่งขันถึง 9 แมตช์  แต่พ่ายแพ้ไปถึง 4 แมตช์ และเก็บแต้มจากการแข่งขันระดับทวีป คือ ฟุตบอลโลกรอบ 12 ทีมสุดท้ายได้เพียงนัดเดียว  ทำให้คะแนนเฉลี่ยในรอบปีแรกนั้นได้เพียง 119.9

 

อินเดีย  ทีมที่ผลงานกระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอันดับที่ 172 มาสู่ท็อปร้อยได้ในระยะเวลาเพียงสองปีเศษๆ   เมื่อดูจากผลงานย้อนหลังเอาเฉพาะแค่ในปีแรก จะเห็นว่าทีมที่พวกเขาเจอหรืออุ่นเครื่องด้วยนั้น ล้วนแต่ไม่ใช่ทีมที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขาเลย  แม้จะเป็นการอุ่นกับทีมนอกทวีป แต่การเจอกับเซนต์คิดส์ แอนด์ เนวิส (อันดับ 125 ขณะนั้น), มอริเชียส (อันดับ 152 ในขณะนั้น) นับเป็นการวางแผนที่ดีที่ทำให้พวกเขาไม่เสียคะแนน  เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้น การพ่ายแพ้ จะฉุดค่าเฉลี่ยลงอย่างมาก แต่ในรอบปีที่ผ่านมา อินเดียแพ้เพียง 1 นัดต่อคีร์กิซสถานเท่านั้น ขณะที่ในศึกคัดเลือกเอเชี่ยนคัพ ที่พวกเขาอยู่กลุ่ม A  (ที่มีสัมประสิทธิ์ 2.5 เท่ากับศึกคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบ 12 ทีมสุดท้าย) และเก็บแต้มจากการชนะ/เสมอ เมียนมา , ชนะ มาเก๊า สองนัด เท่านี้เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาติดท็อป 100 ได้

คีร์กิซสถาน คีร์กิซสถาน คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด  ที่เป็นแนวทางของการพัฒนาอันดับโลกอย่างก้าวกระโดด  จะเห็นว่า ในรอบปี พวกเขามีแมตช์ทางการเพียง 5 แมตช์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเกมสำคัญคือ การคัดเลือกเอเชี่ยนคัพทั้งสิ้น   และไม่มีการบันทึกสถิติในแมตช์อุ่นเครื่องเลย เพราะเลือกที่จะอุ่นแบบไม่เป็นทางการ ทั้งที่พวกเขามีเกมอุ่นเครื่องตลอดทั้งปี    ความสำคัญคือ การที่พวกเขาไม่แพ้ในแมตช์สำคัญและได้คะแนนในระดับ 300 คะแนนต่อแมตช์ (การชนะเมียนมา, อินเดีย, มาเก๊า คือสาเหตุสำคัญที่อันดับโลกของคีร์กิซสถานก้าวกระโดด)  ก่อนจะถูกหารด้วยจำนวนแมตช์ทั้งปี ที่มีเพียง 5 เกม นี่จึงเป็นเหตุผลที่คีร์กิซสถาน ก้าวมาติดท็อป 8 ของเอเชียได้สำเร็จ

 

โดยสรุป ทั้งอินเดียและคีร์กิซสถาน แม้ผลงานในรอบปีก่อน(2014-2015) อาจไม่ดีเท่าทีมไทย แต่ผลจากปีปัจจุบันที่พวกเขาเก็บชัยชนะต่อเนื่อง ในรายการที่สำคัญอย่างคัดเลือกเอเชี่ยน จึงเพียงพอกับการติดท็อป 100 และมีอันดับเหนือทีมชาติไทย ตอบคำถามได้อย่างชัดเจนว่า  ทำไมทีมที่ฝีเท้าไม่เก่งกว่าไทย กลับมีอันดับโลกที่เหนือกว่า

 

มีตัวอย่างจากทีมในทวีปอื่นๆ กับผลงานในรอบ 12 เดือนหลังสุด ที่ชี้ให้เห็นถึงคะแนนฟีฟ่า อย่างมีนัยยะสำคัญ  โดยยกกรณีของสวิสเซอร์แลนด์ ทีมอันดับ 6 ที่อันดับโลกดีกว่าทีมมหาชนอย่างสเปน, อังกฤษ และฝรั่งเศส , ทีมชาติกาบูวาร์เด (อันดับ 58) จากโซนแอฟริกาที่อยู่ในกลุ่มท็อปของทวีป  และอีกชาติ คือ รัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลก ที่อยู่ในอันดับ 66 ของโลก



 

สวิสเซอร์แลนด์  -ทีมม้ามืดจากทวีปยุโรป  ที่เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง  โดยในรอบปีที่ผ่านมา แพ้เพียง 1 เกมต่อโปรตุเกส  ส่วนเกมที่เหลือชนะต่อเนื่อง และแต่ละนัดก็ได้คะแนนที่สูงตามมาด้วย  นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมสวิสเซอร์แลนด์ จึงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกอย่างต่อเนื่อง

 

รัสเซีย - จะสังเกตว่า รัสเซียในฐานะเจ้าภาพฟุตบอลโลก  ไม่มีเกมคัดเลือกในระดับทวีป เหมือนทีมจากยุโรปอื่นๆ  ซึ่งเกมอุ่นเครื่องก็มีทั้งชนะ /เสมอ/แพ้ ปนกันไป เหตุนี้ จึงทำให้คะแนนเฉลี่ยในรอบปีที่ 1 น้อยกว่าชาติยุโรปอื่นๆ อย่างชัดเจน  ทำให้อันดับโลกของรัสเซีย ตกลงมาอยู่ที่ 66

 

การ์บูวาเด - ประเทศที่ไม่คุ้นชื่อนี้  ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีแมตช์เพียง 5 นัดในระดับทวีปทั้งหมด  และแต้มที่ทำได้ ก็มาจากแค่สองเกมที่ชนะแอฟริกาใต้ ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา  ส่วนที่เหลืออีก3เกม แพ้ทั้งหมด เมื่อนำเอา 5 เกมมาเฉลี่ยทำให้คะแนนในรอบปีของเขาพุ่งมาสูงถึง 341.7 คะแนน   เหนือกว่ารัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 ที่มีเกมอุ่นเครื่องอย่างต่อเนื่องเสียอีก

 

และกรณีนี้เกิดขึ้นกับทีมชั้นนำ ทั้งเวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ และเปรู ที่เก็บชัยชนะเรื่อยๆ จนติดท็อป 10 ชนิดที่เรียกว่าขัดใจแฟนไทยจริงๆ

 

ทิศทางอันดับโลก ของทีมชาติไทย

 

บางคนอาจบอกว่าอันดับเป็นเพียงตัวเลข  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ทุกครั้งที่มีการจับสลากแบ่งสายในระดับทวีปเอเชีย อันดับโลก จะถูกใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการจัดทีมวางทั้งสิ้น ดังนั้น เป้าหมายการทำอันดับโลกหลังจากนี้ของทีมชาติไทย คือ การกลับไปติดอันดับท็อป 100 อีกครั้ง อันเป็นเป้าหมายที่สมาคมกีฬาฟุตบอลวางไว้เป็นเวลานาน ขณะเดียวกัน ก็ต้องมองถึงผลระยะยาว ของการจับสลากคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 โซนเอเชีย  ที่จะมีขึ้นในปี 2019

 

จากนี้จนกระทั่งปลายปี คงเป็นเรื่องยากที่ไทยจะพัฒนาอันดับโลกในช่วงนี้ แต่ช่วงชี้ชะตาสำคัญ คงเป็นช่วงฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ที่เป็นรายการรอบสุดท้ายระดับทวีป มีคะแนนสัมประสิทธิ์คูณ 3 หากเก็บชัยชนะได้ในแต่ละแมตช์  ดังนั้น ทีมไทยจึงมีโอกาสขยับอันดับโลกไปติดท็อป 100 ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็อาจชี้ชะตาเส้นทางในฟุตบอลโลก 2022 โซนเอเชีย ของทีมชาติไทยไปพร้อมๆกัน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง