mainstand

Grand Stand

ศูนย์กีฬาห้วยต้ม : ค่ายมวยไทยขนาดเล็กที่สร้างโอกาสให้เด็กกะเหรี่ยงมาเกือบ 20 ปี 



ลึกเข้าไปจากตัวจังหวัดลำพูนประมาณ 158 กิโลเมตร มีค่ายมวยไทยขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เปิดทำการมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี 

 

ในความเข้าใจของคนจำนวนไม่น้อยเกี่ยวกับค่ายมวยไทย หากนึกถึง “หัวหน้าค่าย” แน่นอนว่า หลายคนอาจคิดถึงภาพของ ผู้มีอิทธิพล, นักการเมืองคนใหญ่คนโต, นักธุรกิจ, นักการเมือง ฯ เป็นเจ้าของค่าย ตามสภาพความเป็นจริงที่ส่วนมากก็ไม่ได้หนีไปจากภาพที่คนภายนอกคิด

แต่ลืมภาพเหล่านั้นไปได้เลย เพราะค่ายมวยที่เรากำลังขับรถเข้าไปหานั้น แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ค่ายแห่งนี้ตั้งอยู่ในสถานศึกษา โดยมีหัวหน้าคณะควบตำแหน่งผู้ฝึกสอนเป็น “อาจารย์สอนวิชาพลศึกษา”

ผู้อุทิศชีวิตทั้งในและนอกเวลาราชการ สร้างค่ายมวย “ศูนย์กีฬาห้วยต้ม” เพื่อมอบโอกาส และเปลี่ยนชะตาชีวิตของเด็กนักเรียนชาวกะเหรี่ยง สู่การเป็นนักชกระดับประเทศ แม้ว่าความตั้งใจนั้นจะทำให้เขาต้องเป็นหนี้สิ้นนับล้านบาทก็ตาม

 

คุณครูคนใต้ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง

โรงเรียนบ้านห้วยต้ม (ชัยวงษาอุปถัมภ์) เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลฯ, ประถมศึกษา, มัธยมศึกษา รวมสายอาชีวะ ระดับปวช. - ปวส. ภายในเนื้อที่ 97 ไร่ ก่อตั้งโดยดำริของ พระครูพิพัฒนกิจจานุรักษ์ หรือครูบาชัยวงษา พระนักพัฒนาที่ชาวกะเหรี่ยง เคารพและศรัทธา ในปี พ.ศ.2521 ซึ่งท่านย้ายมาจำพรรษาอยู่บริเวณดังกล่าว และมีดำริให้สร้างโรงเรียนบ้านห้วยต้มเพื่อส่งเสริมเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญให้ได้รับการศึกษา

ในปี พ.ศ.2542 “สงบ พุทธพฤกษ์” คุณครูหนุ่มชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ย้ายมาสอนประจำอยู่ในโรงเรียน ที่นักเรียนทั้งหมดเป็นเด็กชาติพันธุ์กระเหรี่ยง ชนเผ่าปกาเกอะญอและโป ที่ครอบครัวอพยพมาตั้งรกรากและอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยต้ม นับ 10 หมู่บ้าน

หลังย้ายมาใช้ชีวิตและสอนหนังสือที่นี่ได้แค่ปีเดียว อาจารย์สงบ ก็ตัดสินใจทำค่ายมวยเล็กๆ ภายในโรงเรียนบ้านห้วยต้ม โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์กีฬาห้วยต้ม” โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนที่ตนเอง ไปเที่ยวงานวัด และเห็นภาพบางอย่างเขาที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ 

“ผมทำค่ายมวยเพราะสงสารเขา เวลามีเทศกาลงานบุญที่จัดมวย ชาวบ้านในชุมชน อยู่ๆ ขอไปขึ้นชกบนเวที ไม่มีวิชา ไม่เคยฟิตซ้อม มีแต่พละกำลัง ต่อยมาร่างกายบอบช้ำ เอาความเจ็บปวดไปแลก โดนดูถูกว่า เป็นมวยชาวเขา มีแต่กำลัง ไม่มีสมอง แถมเด็กบางคนเป็นลูกศิษย์เราด้วย ผมเห็นแบบนั้นก็สงสารเขา จึงหันมาทำกีฬามวยสอนเด็กๆ ในโรงเรียน”

“อีกอย่างด้วยบริบทของที่นี่ เราเป็นครูพละฯ ถ้าเลือกสอนฟุตบอล ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก ทีมหนึ่งมี 20 คน ค่าถุงเท้า สนับแข้ง รองเท้า ชุดฟุตบอล อาหารการกินอีกเท่าไหร่ กว่าจะได้เงินรางวัล บางทีแข่งแทบตาย ตกรอบไม่ได้อะไรเลย ประกอบกับเด็กที่นี่มาจากครอบครัวยากจน ทำอาชีพรับจ้าง, ทำเกษตรกรรม ไม่มีเงินซัพพอร์ทลูกเขาเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว”

“แต่มวยไทย ถ้าเราซ้อมให้เด็กแข็งแกร่ง ชกมวยเป็น ร่างกายเขาก็จะไม่เจ็บปวด และที่สำคัญเขาสามารถชกมวยเป็นอาชีพได้ ผมจึงตัดสินใจทำค่ายมวยในโรงเรียน เมื่อปี 2543” 

สงบ พุทธพฤกษ์ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยต้มฯ ยังจำวันแรกที่เขาเรียกนักเรียนชาวกะเหรี่ยง ที่สนใจฝึกมวยไทย ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน บนลานดินข้างสนามฟุตบอล โดยใช้ถุงปุ๋ยที่ยัดทรายผสมขี้เลื่อย มาแขวนไว้กับต้นไม้ เพื่อใช้แทนกระสอบทราย 

ในตอนนั้น ค่ายมวยศูนย์กีฬาห้วยต้ม ไม่มีเวทีมวย ไม่มีแม้กระทั่งอุปกรณ์การฝึกซ้อมขั้นพื้นฐาน อย่างที่ค่ายมวยควรจะมี พวกเขามีเพียงแค่หัวใจที่รักมวยไทยของ อาจารย์สงบ ผู้เคยขาดโอกาสในการร่ำเรียนมวยไทย เมื่อตอนเป็นเด็ก และต้องการสร้างโอกาสเหล่านี้ไปยังลูกศิษย์ของตน

“ตอนเด็กๆ ผมอยากชกมวยไทยมาก แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน และในละแวกบ้านผม ไม่มีใครสอนวิชามวยไทย ก็ไปแอบชกมวยงานวัดอยู่ 1-2 ครั้ง โดนนักมวยค่ายเตะเล่น จนร่างกายเราเจ็บช้ำ ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่ได้ชกอีกเลย แต่ยังชอบมวยไทยอยู่ จนโตขึ้นมาตัดสินใจเรียนเป็นครูพละฯ”

“ช่วงนั้นก็ไปตระเวนดูมวยตามเวทีต่างๆ และได้คลุกคลีกับมวยมากขึ้น เพราะมีเพื่อนเป็นนักชกอยู่หอด้วยกัน ผมก็จะทำหน้าที่เป็นคู่ซ้อม คอยล่อเป้าให้เพื่อน เพื่อนชกเสร็จนำายได้มาแบ่งกัน จนย้ายมาบรรจุที่นี่ ผมเอาสิ่งที่ผมเคยขาดในวัยเด็ก คือโอกาส มามอบให้ลูกศิษย์ผม”

สงบ เสียสละเวลาส่วนตัวนอกเวลาราชการ ยอมตื่นตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมาควบคุมนักเรียนวิ่ง, ทำร่างกายและฝึกซ้อม ในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า และช่วงเย็นหลังเลิกเรียนจนถึงมืดค่ำ ในการดูแลการฟิตซ้อม รวมถึงวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ที่เขาไม่ได้หยุด เพราะต้องมาคุมนักมวยซ้อม ตลอดจนเป็นผู้ที่ต้องขับรถพา นักมวยไปตระเวนแข่งตามพื้นที่ ต่างๆ ทั้งในและต่างจังหวัด 

จากค่ายมวยที่ไม่มีใครรู้จัก เวลาผ่านไป “ศูนย์กีฬาห้วยต้ม” กลายเป็น ค่ายมวยชั้นนำใน แวดวงมวยภูธรภาคเหนือ ที่สำคัญนักมวยทั้งหมดในค่ายล้วนแล้วแต่เป็น นักเรียน-นักศึกษา คนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 

“ผมไม่เคยไปหานักมวยที่อื่น ผมเอาความสมัครใจของเด็กในโรงเรียน ผมมีข้อแม้ว่า ถ้าคุณอยากชกมวย คุณต้องเรียนหนังสือ ไม่อย่างนั้นอนาคตเขาจะไม่มีวิชาความรู้ติดตัวไป ผมจึงไม่รับเด็กวัยรุ่นข้างนอกที่ไม่ได้เรียน หากเขาต้องอยากให้ผมสอน ก็ต้องกลับมาเรียน”

“หลังจากทำไปสักระยะหนึ่ง ค่ายเราก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในภาคเหนือ เพราะเราเคลื่อนไหวส่งชกในพื้นที่ภาคเหนือตลอดทุกปี ส่วนมวยไทยสมัครเล่น นักเรียนเป็นตัวแทนจังหวัดและภาค คว้าเหรียญทองระดับประเทศมานับไม่ถ้วน” 

นักชกจากค่ายมวยศูนย์กีฬาห้วยต้ม เริ่มแผลงฤทธิ์ จนเป็นเลื่องลือในภาคเหนือ นั่นทำให้บรรดาโปรโมเตอร์ในกรุงเทพฯ ติดต่อทาบทามนำเอา กำปั้นผลผลิตจากน้ำมือของ อ.สงบ พุทธพฤกษ์ เข้ามาชกในเวทีมาตรฐานราชดำเนินและลุมพินี… 

สังเวียนมวยที่เปรียบเป็นโลกอีกใบหนึ่ง ที่แตกต่างกับทุกๆ เวทีต่างจังหวัดในภาคเหนือ ที่พวกเขาเคยสัมผัสมาอย่างสิ้นเชิง 

 

สมหวังและผิดหวัง 

“ผมพอใจกับผลงานของตัวเองนะ เพราะเราไม่ใช่อดีตนักมวยดัง ไม่ใช่ครูมวยที่เก่ง  แต่เราก็สามารถทำให้ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จได้ ชีวิตผมในการทำมวย ผ่านมาแล้วทั้งสมหวังและผิดหวัง”

“ผมสมหวังที่ทำให้ เด่นหมู่ 9 ศูนย์กีฬาห้วยต้ม จากเด็กที่เกเรกลายมาเป็นแชมป์เวทีราชดำเนินได้ และความผิดหวังที่โดนกรรมการไล่เด็กผมลงเวที เพราะชกไม่สมศักดิ์ศรี นั่นทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมาก เรามองมวยไทยเป็นแค่เกมกีฬา แพ้-ชนะ ผมไม่เคยซีเรียส แต่ที่นี่เขามองมวยเป็นธุรกิจ การพนัน” 

“พอเราชกไม่ดี ก็โห่ไล่ หาว่าเด็กเราล้มมวย ผมเป็นครูบาอาจารย์นะ ผมสอนเด็กมาตั้งแต่เขาตัวเล็กๆ เขาไม่มีทางทำอะไรแบบนั้น เราสอนให้เขาขึ้นไปสู้ด้วยวิชามวยไทย เพราะผมไม่ได้ทำมวยไว้เพื่อเล่นการพนัน”

เสียงประกาศจากกรรมการบนเวที ที่ไล่นักมวยในสังกัดศูนย์กีฬาห้วยต้ม ลงจากเวที เปรียบเสมือนรอยมีดที่กรีดเข้ากลางใจของ อ.สงบ พุทธพฤกษ์ 

เขาเดินออกจากเวทีมวย ท่ามกลางเสียงโห่ไล่จากบรรดาเซียนมวยบนล็อก และนับจากวันนั้นที่เขาหันหลังให้สังเวียนเมืองกรุง เขาก็ไม่เคยพาลูกศิษย์กลับไปชกที่นั่นอีกเลย นานนับ 10 ปี แต่ยังคงฝึกสอนมวย และส่งลูกศิษย์ขึ้นชกในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อเป็นรายได้ให้นักเรียน

ปัญหาที่ตามมาก็คือ นักมวยลูกศิษย์หลายคน ในรุ่นที่เว้นว่างจากการเข้าเมืองกรุง หลายคนไม่ได้ต่อยอดสู่การเป็น นักมวยไทยอาชีพ เมื่อจบการศึกษาออกไป และเลิกชกมวยไปโดยปริยาย นั่นทำให้ สงบ เริ่มกลับมาทบทวนถึงโอกาสของเด็กๆ ของเขาอีกครั้ง 

“เมื่อก่อนเราอ่อนประสบการณ์มาก เราไม่ได้คิดเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะเราไม่ได้เล่นการพนัน อย่างการเดินทาง สมัยนั้นเราเป็นค่ายมวยบ้านนอก ไม่มีเงินทุน เวลาไปชกกรุงเทพฯ ก็ต้องเอานักมวยนั่งท้ายรถกระบะ ขับจากลำพูนไปกรุงเทพ 8 ชั่วโมง เพื่อพาเด็กไปชั่งน้ำหนักช่วงเช้า เวลาขึ้นไปชก ก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ สภาพร่างกายไม่ดี แต่ตอนนี้ถ้าชกในกรุงเทพฯ ผมให้นักมวยนั่งเครื่องบินอย่างเดียว”

“หลังๆ เราจึงต้องชกให้มีความน่าเชื่อถือ เพราะคนที่เขาลงทุนเรา เขาคือคนที่สนับสนุนและเชื่อมั่นในมวยของเรา ก็ต้องปรับตัว สังเกตได้เลยว่ามวยยุคหลังของเรา เวลาขึ้นชกช่อง 7 สมมุติ 10 ไฟต์ เราได้คู่ดุเดือดอย่างน้อย 5 ไฟต์ เพราะนักมวยเรามีความพร้อมมากขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ดูแลการฝึกซ้อมดี ถ้าเขาชกบ่ายสอง เราให้เขาซ้อมบ่ายสอง ตามเวลาแข่งขัน ไม่ใช่ชกบ่ายสอง ซ้อมหัวค่ำ”

วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ของคนได้อย่างที่แท้จริง เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานหลายปี ชื่อเสียงและคุณภาพของนักชกจาก “ศูนย์กีฬาห้วยต้ม” ยังคงดึงดูดและทำให้โปรโมเตอร์จากเมืองกรุง สนใจติดต่อ ที่จะนำเอากำปั้นจากค่ายมวยขนาดเล็ก ในตำบลนาทราย อำเภอลี้ กลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง

“มาวิน, เพชรมงคล, คมเพชร, กริชเพชร, บอซูลู” คือ รายชื่อส่วนหนึ่งของนักมวยเจเนอเรชั่นใหม่ ที่ทาง อ.สงบ พุทธพฤกษ์ ปลุกปั้นและพาพวกเขาเข้ามาชกสร้างชื่อในเวทีมาตรฐาน กรุงเทพฯ ส่วนอดีตนักชกหลายรายก็มีอนาคตที่ดี ได้เป็นบรรจุเป็นครูสอนพละฯ ตามสถานศึกษาต่างๆ รวมถึงมีบางส่วนที่ไปเป็น ครูสอนวิชามวยไทยในต่างประเทศ 

แต่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือใหม่ เขายังคงใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการขัดเกลาลูกศิษย์เขาให้เป็นคนดีของสังคม และเน้นย้ำเสมอในเรื่องการเคารพกฏ กติกา และชกอย่างมีน้ำใจกีฬา 

“ครูบางคนเห็นเด็กเกเร ก็ไม่อยากยุ่งแล้ว เพราะคิดว่าเด็กพวกนี้มีปัญหา แต่ผมกลับมองว่าเด็กพวกนี้ มีของ ถ้าเราโน้มน้าวใจเขาได้ นักมวยเราหลายคนมาจากเด็กที่ชอบหนีเรียน เกเร แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไป หลังจากการมาฝึกชกมวยกับเรา เพราะกีฬามวยสามารถขัดเกลาและสอนคนได้ทุกเรื่อง”

“เขาได้รู้จักระเบียบวินัย ต้องฝึกความอดทน ถ้าคนไม่มีวินัย เราสั่งให้วิ่ง เขาก็จะวิ่งช้าๆ เรื่อยๆ เพราะถือว่าวิ่งแล้ว แต่คนที่มีวินัย เหนื่อยแค่ไหนเขาก็จะอดทน ตั้งใจชก อีกอย่างกีฬามวยยังสอนให้เขารู้จักคำว่า สปิริต”

“ผมสอนเด็กเสมอว่า เวลาขึ้นไปบนเวที ชกให้สนุก ชกให้เต็มที่ มองมันให้เป็นเกมกีฬา เหมือนตะกร้อ ‘แกตีมา ฉันบัง ฉันเตะกลับ แกบังไม่ได้ แกเสียแต้ม’ เอาวิชามวย ทักษะ ความไว ความแม่นยำ ความชัดเจนของอาวุธมาสู้กัน ไม่ใช่เอาลูกตุกติก ลูกขี้โกง ช่องว่างของกติกามาใช้ ผมห้ามเด็กผมเล่นลูกตุกติก ลูกตามน้ำ อย่าทำ อาชีพเดียวกัน ต้องแฟร์เพลย์”

เป็นเรื่องปกติหากค่ายมวยจะคาดหวังผลการแข่งขันถึงชัยชนะของนักชก เพราะในการชกแต่ละไฟต์ ต้นสังกัดต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อมาดูแลบำรุง รวมถึงการเดิมพันพนันขันต่อ ส่งผลให้ นักมวยไทย ต่างต้องพบเจอกับแรงกดดันมหาศาล และทำให้นักชกบางคนต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม เทคนิคบางอย่าง เพื่อให้ตนเองไม่เสียเปรียบ ยามอยู่บนสังเวียน

แต่กับค่ายศูนย์กีฬาห้วยต้มที่นี่ อ.สงบ บอกกับเรา “ชัยชนะไม่ใช่สิ่งที่แรกที่เขาคิด” สิ่งที่เขาอยากเห็นจากนักมวยของตัวเอง คือ การเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองในการชกมากกว่าการคิดหาวิธีการไม่ขาวสะอาดบนเวที 

และนั่นทำให้ นักชกจากค่ายศูนย์กีฬาห้วยต้ม ได้ใจแฟนหมัดมวยตู้ช่อง 7 เสมอ ยามขึ้นสังเวียน แม้ไม่มีใครรู้เลยว่าเบื้องหลังที่ได้เห็นนั้น ต้องแลกมาด้วยความเสียสละของ คุณครูท่านหนึ่งมากแค่ไหน ?

 

คุณค่าของ(ความเป็น)คน 

“ผมกับภรรยา (อ.อรวรรณ พุทธพฤกษ์) เราสองคนกู้เงินสหกรณ์ มีหนี้เป็นล้าน เพื่อนำเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทำค่ายมวยดูแลเด็กผู้ชาย และเรื่องนาฏศิลป์ที่ภรรยาดูแลเด็กผู้หญิงในโรงเรียน ทุกวันนี้ก็ยังเป็นหนี้อยู่นะ”

“ผมกับภรรยาเราไม่ใช่คนชาวเผ่า แต่ทำไมเราถึงยังทำกันอยู่? เพราะเด็กชาติพันธุ์ก็คือลูกศิษย์เรา อย่าไปมองว่าเขาต่ำต้อยด้อยการศึกษาเพียงเพราะเขาอยู่บนภูเขา ผมจึงบอกเด็กเสมอว่า เวลาขึ้นเวที เขาไม่ได้ชกเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เขาต้องชกเพื่อหมู่บ้านของเขาด้วยนะ”

โรงเรียนบ้านห้วยต้ม ผ่านการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการถึง 5 ครั้ง แต่ค่ายมวยในสถานศึกษา ยังคงอยู่ แม้จะต้องโยกย้ายสถานที่ถึง 5 ครั้ง จนมาเป็นค่ายที่เห็นในภาพอย่างปัจจุบัน 

แม้สภาพของค่ายจะดูไม่หรูหราและทันสมัย เช่นเดียวกับ สภาพชุมชนที่เงียบสงบ แต่เหตุใด ค่ายมวยศูนย์กีฬาห้วยต้ม ถึงยังสามารถผลิตนักชกที่มีคุณภาพมาประดับวงการมวยไทย ไม่แพ้ค่ายทุนหนาในเมืองหลวง 

“เด็กพวกนี้มีความใจสู้ เพราะพื้นฐานชีวิตครอบครัวเขาลำบากกว่าพื้นที่อื่นๆ เขาอยู่บนดอย เขาต้องความอดทน แข็งแรง เพราะช่องทางทำกิน ความสะดวกสบาย มีน้อยกว่าคนพื้นราบ อีกอย่างที่แตกต่างก็คือ เวลาเขาศรัทธาอะไรอย่างแรงกล้า เขาจะทุ่มเททำมันอย่างไม่มีข้อสงสัย” 

“เมื่อเขาขอให้เราสอนมวย แสดงว่าเขาศรัทธาในตัวเรา ทำให้เขาทำตามที่เราบอกสอนทุกอย่าง ที่สำคัญคือความซื่อสัตย์และกตัญญู ผมทำมวยมา 19 ปี เวลานักมวยได้ค่าตัว ผมจะเป็นคนเก็บเงินทั้งหมด และบันทึกลงสมุด หากเขาต้องการเงินให้มาเบิกไปใช้” 

“เชื่อไหมทุกครั้งชกเสร็จ ไม่เคยมีนักมวยหรือผู้ปกครองคนไหนถามว่า ‘ครูครับ ผมได้ค่าตัวเท่าไหร่?’ เพราะเขาศรัทธาในตัวเรา ไว้ใจเรา ถ้าครูกินข้าวราดแกง ลูกเขาจะได้กินข้าวราดแกง ถ้าครูนอนโรงแรม ลูกศิษย์ก็ได้นอนโรงแรม หากลูกเขานอนพักค้างคืนในวัด ครูก็จะนอนวัดเหมือนกัน ยิ่งเขาวางไว้ใจเรา เรายิ่งต้องซื่อสัตย์กับเขา”

อาจารย์ สงบ อธิบายต่อถึงความประทับใจที่มีต่อลูกศิษย์ และคนในชุมชนบ้านห้วยต้ม โดยเฉพาะวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง รวมถึงการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติอย่างเคร่งขรัด ซึ่งเขาไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน 

“ผมตั้งใจจะว่าเกษียณที่นี่ ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว เพราะชอบในวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เรียบง่าย เขาไม่ได้ดิ้นรนอะไรมากมาย อยู่อย่างพอเพียง มีความสุขกับสิ่งที่เขามี ถึงไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง มันทำให้ผมได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น บางครอบครัวทานมังสวิรัต บางครอบครัวกินเจก็มี ไม่ใช่เจแบบกินไปเรื่อยนะ เป็นเจแบบเคร่งขรัด ผมมาอยู่นี้ก็เลยละเนื้อ (วัว) ไปโดยปริยาย”

“เวลามีงานบุญ จะไม่มีแห่เครื่องเสียงดัง ไม่มีคนเมามายุ่งกับงาน ทุกอย่างเรียบง่ายมาก พอถึงวันพระทุกคนก็จะหยุดงานกันหมด ช่วงเช้าตื่นมาตักบาตรข้าว ช่วงสายตักบาตรผัก ระหว่างวัน นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวพุทธที่เคร่งมาก ร้านค้าปิดทุกร้านถ้าเป็นวันพระ เขาเรียบง่ายถึงขนาดที่ถักทอชุดชนเผ่า โสร่งนุ่งใส่กันเอง บางบ้านยังใช้เตาถ่านอยู่เลย” 

การเป็นคนภายนอกพื้นที่ที่ได้มาช่วยให้ความเป็นอยู่ และชีวิตของลูกศิษย์เขาในชุมชนบ้านห้วยต้มดีขึ้นกว่าเดิม ก็นับเป็นมูลค่า ความสุขที่ อ.สงบ พุทธพฤกษ์ คงไม่สามารถประเมินออกมาเป็น ตัวเลขเงินในบัญชีหรือดอกเบี้ยในธนาคารได้เลย 

เพราะตลอดระยะเวลา 19 ปี ที่ก่อร่างสร้างค่ายมวยนี้ขึ้นมา เขายังคงมีจุดประสงค์เหมือนอย่างวันแรกเริ่มที่ไม่ได้ทำค่ายมวยเพื่อธุรกิจหรือการพนัน… แต่ทำขึ้นเพื่อสร้างโอกาสแก่เด็กๆ ชาติพันธุ์ที่ยังขาดแคลนโอกาสอีกมากมายในชีวิต 

“ผมดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น เด็กบางคนบอกผมว่า 'ถ้าไม่มีครูสอนชกมวย พาไปต่อยตามรายการต่างๆ เขาคงไม่มีเงินไปต่อหม้อแปลงไฟฟ้าเข้าบ้าน' เพราะบางครอบครัวไม่มีไฟฟ้าใช้ หรืออย่างเด็กบางคน เขาเอาเงินที่ได้จากการชกมวยไปสร้างบ้านหลังใหม่ แทนหลังเดิมที่ผุพัง เวลาไปเยี่ยมบ้านเด็กพวกนี้ ผมมีความสุขจริงๆ เห็นแล้วมันตื้นตันใจ”

“เพราะผมไม่ได้ทำค่ายมวยเพราะธุรกิจหรือการพนัน ผมทำเพื่อสร้างคนและให้โอกาสคน ผมอยากเห็นพวกเขาเติบโตไปอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากเข้าใจว่าเด็กพวกนี้ไม่ใช่คนไทย เพียงเพราะเขามีภาษาพูดไม่เหมือนเรา มีวิถีชีวิต และชาติพันธุ์แตกต่างกับเราแค่นั้นหรือ?”

“ สำหรับผมคนที่ดูถูกคน นั่นไม่ใช่คนแล้ว ไปดูถูกคนได้อย่างไร ? ผมไม่อยากให้ใครมาดูถูกลูกศิษย์ผม เพราะผมเชื่อว่าคนทุกคน มีค่าเท่ากัน เกิดมาชีวิตเดียวก็ตาย อยู่ที่เราจะเห็นคุณค่าของคนอื่นที่ต่างจากเราแค่ไหน?” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง