mainstand

Grand Stand

เสียงจาก “นักพากย์รุ่นจิ๋ว” = อีกลมหายใจเรือยาวประเพณี 



เรือยาวประเพณี เป็นกีฬาทางน้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ผูกพันกับผู้คนริมฝั่งแม่น้ำ 


 

เหตุผลที่ทำให้เรือยาวประเพณี อยู่กับสังคมไทยมาได้อย่างยาวนานเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นท้องถิ่นนิยม ที่ “ฝีพายเรือ” ส่วนมากเป็นชาวบ้านอยู่ในชุมชนที่ติดแม่น้ำลำคลอง เช่นเดียวกับผู้ชมบนฝั่ง ที่เข้ามาให้กำลังใจ และติดตามเชียร์ฝีพายจากชุมชนของตัวเอง ลงทำการแข่งขันกับคู่แข่งจากพื้นที่อื่นๆ 

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ “นักพากย์เรือ” ผู้คอยทำหน้าที่ บรรยายเกมการแข่งขัน สร้างสีสันให้กีฬาบนสายน้ำ มีชีวิตชีวา มีสีสัน ผ่านเอกลักษณ์การพูดที่รวดเร็วและใช้พลังปอดในการพากย์ จนเป็นเสน่ห์ที่ทุกสนามแข่งเรือต้องมี เพื่อตรึงความสนใจผู้ชมให้อยู่กับการแข่งเรือยาวประเพณี

ลองคิดเล่นๆว่า ถ้าในสนามเรือยาวไม่มีเสียงจากนักพากย์ อรรถรสในการชมจะหายไปมากแค่ไหน? โดยเฉพาะในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เด็กรุ่นใหม่มีทางเลือกหลากหลายขึ้น จนอาจมองข้ามการเป็น นักพากย์เรือยาว… หากไม่มีใครเปิดพื้นที่ให้การสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ อย่างการพากย์เรือยาว 


เสียงเคียงเรือ

พิจิตร จังหวัดที่มีตำนานเล่าขาน “ชาละวัน” และมีแม่น้ำสองสาย “น่าน” กับ “ยม” ไหลผ่าน นั่นทำให้ ผู้คนในจังหวัด ต่างมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างช้านาน

ที่สำคัญ พิจิตร ยังถือเป็นต้นกำเนิดการแข่งเรือยาวประเพณี ที่จัดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2450 จนกลายมาเป็นประเพณีที่ถูกจัดขึ้นทุกปี ช่วงเดือน 10 ตามปฏิทินจันทราคติ หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนา ชาวบ้านจะจัดเทศกาลงานบุญ แห่เรือไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ทางน้ำ และวัดต่างๆ ที่มีแข่งเรือ ก็ถือโอกาสจัดงานปิดทองประจำปีไปในตัวด้วย

โดยที่แต่ละหมู่บ้านหรือชุมชน จะนำเอาเรือยาวมาแข่งขันกันด้วย ในอดีตผู้ชนะจะได้รางวัลเป็น ผ้าห่มหลวงพ่อเพชร นำไปพันไว้บริเวณโขนเรือ เพื่อเป็นศิริมงคล ก่อนจะมีการพัฒนารูปแบบการแข่งขันไปตามยุคสมัย

จากแข่งวันเดียว ก็ขยายเพิ่มระยะเวลาเป็น 2-3 วัน, ประเภทเรือยาวที่ขนาดเพิ่มขึ้น แบ่งเป็น เรือยาวใหญ่ (ฝีพายไม่เกิน 55 คน) เรือยาวกลาง (ฝีพายไม่เกิน 40 คน) และเรือยาวเล็ก (ฝีพายไม่เกิน 30 คน) รวมถึงการเปลี่ยนวันแข่ง ตามปฏิทินสุริยคติ ที่กำหนดให้วันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือนกันยายนทุกปี เป็นการชิงชัยสนามสุดท้าย ณ บริเวณวัดท่าหลวง 

แต่ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย “นักพากย์” ก็ยังเป็นสิ่งที่คงอยู่เคียงคู่ เรือยาวประเพณีและจัดเป็นเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลย

“ถ้าไม่มีเสียงการพากย์เรือ เสน่ห์ของเรือยาวหายไปแน่นอน การพากย์มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ อย่างครอบครัวผม สืบทอดการพากย์กันมาตั้งแต่รุ่นคุณตา มาถึงคุณพ่อจนมาถึงผม ที่เป็นรุ่นหลาน ก็มารับช่วงต่อเพราะผมมองว่าการพากย์เรือยาวเป็นเสน่ห์ที่เราต้องอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย”

“นักพากย์ในอดีตนี่เก่งมากนะครับ พากย์คนเดียวตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ต้นจนจบงาน ต่างจากยุคนี้ที่แข่ง 2 วัน ใช้คนพากย์ 3-4 คนสลับกันพากย์ ในฐานะคนที่ทำงานตรงนี้ก็เคยคิดนะว่า อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่ในวงการพากย์เรือบ้านเราบ้าง”

ด.ต.ไพโรจน์ คงสมร เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักพากย์กับเรือยาวประเพณีที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน และเป็นมรดกทางสายเลือดที่เขาเต็มใจสืบสานต่อ แม้ตนเองจะมีอาชีพเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ สน.ราษฎร์บูรณะ แต่หากเว้นว่างจากภารกิจ เขาก็จะต้องขับรถไปพากย์เรือยาวตามสถานที่ต่างๆ 

เพื่อไม่ให้เสียงของนักพากย์เลือนหายไป จากสนามแข่งเรือยาว ท่ามกลางความหวังลึกๆ ในใจที่อยากเห็นเด็กเยาวชนรุ่นใหม่ มาสานต่อการพากย์เรือยาวจากรุ่นของเขา 

 

เสียงจากเด็กรุ่นใหม่ 

“หนูไม่เคยดูเรือยาวที่เขาแข่งขันจริงๆมาก่อน รู้จักจากอินเตอร์เนต เคยเปิดคลิปดู ก็รู้สึกสนใจเรือยาว เพราะชอบในการพากย์ที่พูดได้รวดเร็ว และหนูก็อยากสืบสานประเพณีดีๆนี้ไว้ด้วยค่ะ”

เสียงจาก น้องน้ำปั่น - ด.ญ. จิตลดา คาดสนิท เด็กหญิงที่เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ และเพิ่งมีโอกาสได้ชมเรือยาวกับตาตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต บริเวณหน้าสนามแข่งเรือ 100 ปี วัดหัวดง จ.พิจิตร 

สิ่งที่ทำให้หนูน้อยคนนี้สนใจเรือยาว ไม่ใช่มาจากการพายเรือที่ขับเคี่ยวกันสุดๆของเหล่าฝีพาย แต่กลับเป็นเสียงลีลาการพากย์ของเหล่านักพากย์มืออาชีพที่เธอได้ยิน และทำให้เธออยากมาสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ด้วยตาของตัวเอง 

แม้ยุคสมัยปัจจุบัน โลกจะหมุนเร็วขึ้น ถูกย่อลงด้วยเทคโนโลยี แต่เสน่ห์ของการพากย์เรือยาว ยังคงดึงดูดให้น้องๆ เยาวชนยุคนี้ส่วนหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะมีภูมิลำเนาติดกับแม่น้ำลำคลอง, เติบโตในพื้นที่มีการจัดแข่งขันสม่ำเสมอ หรือเป็นเด็กในเมืองหลวงที่ไม่มีการแข่งเรือยาว ให้มาสนใจการพากย์เรือยาวประเพณี 

“ที่บ้านหนูติดกับแม่น้ำน่าน ความรู้สึกกับเรือยาวประเพณี เหมือนเป็นความผูกพันทางสายน้ำ เพราะตั้งแต่จำความได้ก็เห็นเรือยาวแข่งมาตลอดทุกปี เวลาไปดูการแข่งขันก็จะได้ยินเสียงคนพากย์ จนเกิดความสนใจ เพราะว่าไม่ค่อยมีผู้หญิงพากย์เรือยาว”

“ตอนหนูอยู่ ป.3 ก็เดินเข้าไปขอผู้ใหญ่พากย์ดู นั่นเป็นครั้งแรกที่หนูได้พากย์เรือยาว แต่ตอนนั้นยังเด็ก ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่านั้น รู้อย่างเดียวว่า ชอบ” น้องน้ำฝน - ด.ญ. รัศมีวรรณ มหาวงศ์นันท์ สาวน้อยจากจังหวัดน่าน เล่าถึงความชอบในกีฬาเรือยาวประเพณี จนถึงขั้นไปขอผู้ใหญ่ พากในย์สนามจริงมาแล้ว 

หรืออย่างในรายของ น้องมาร์ค  - ศุภณัฐ สวนเศรษฐ เด็กชายชาวจังหวัดพิจิตร ที่ใฝ่ฝันอยากเป็น นักพากย์เรือยาว โดยที่ทางครอบครัวให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะทางบ้านมีความผูกพันกับ เรือยาวประเพณี อย่างแนบแน่น 

“คุณตาและคุณพ่อของผม เป็นฝีพายเรือยาวทั้งคู่ พวกท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่าสมัยก่อน เวลาจะแข่งเรือยาวที่ไหน จะไม่เดินทางบนบก แต่จะพายเรือไปตามสายน้ำ ไหลไปตามทาง เวลาพ่อมีแข่งเรือ แม่ก็จะพาผมไปดูตลอด ทำให้ผมชอบเรือยาวและอยากเป็นนักพากย์”

“เพราะนักพากย์สามารถทำให้คนดูสนุกไปกับเราได้ ปกติผมเป็นคนตลก เฮฮา อยู่แล้ว ก็เลยสนใจการพากย์เรือยาว ซ้อมอยู่คนเดียวที่บ้าน เวลาตื่นก็พากย์ เวลานอนก็พากย์ บางครั้งออกไปพายเรือเล่น ก็พากย์จังหวะที่ตัวเองพาย ความใฝ่ฝันผมคือ อยากได้พากย์เรือในคู่ที่พ่อผมแข่ง” 

น้องมาร์คบอกกับเราว่า เขารู้ดีว่า กว่าจะไปถึงขั้นการเป็นนักพากย์เรีอยาวอาชีพ คงเป็นหนทางที่ยากลำบากไม่น้อย  

เพราะไม่มีตำราเล่มไหน หรือสถาบันใดที่เปิดสอนบอกหลักสูตรว่า พวกเขาต้องทำอย่างไร เริ่มจากตรงไหน หรือมีเวทีพื้นที่ใดให้พวกเขาได้แสดงความสามารถและพัฒนาฝีมือตัวเอง

แต่เสียงเล็กๆ ที่ไม่เหมือนใครของเด็กๆ ก็ถูกทำให้ดังขึ้นโดยผู้ใหญ่ใจดี ที่เล็งเห็นว่า หากจะพัฒนาเยาวชนให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ควรต้องเริ่มสร้างตั้งแต่รากฐาน ดังนั้นถ้าอยากเห็นนักพากย์เรือยาวรุ่นใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องเปิดพื้นที่และเวทีให้น้องๆ ได้มาเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการลงมือทำจริงตั้งแต่วัยเยาว์

 

มากกว่าการพากย์คือการสืบสานประเพณี 

“ไทยเบฟ ไทยทาเล้นท์ นักพากย์เรือยาวรุ่นจิ๋ว” เป็นโครงการที่เข้ามาเติมเต็มความฝันของเยาวชน ด้วยการมอบพื้นที่เล็กๆ เป็นรากฐานในการเพาะบ่มต้นกล้านักพากย์รุ่นใหม่ ป้อนเข้าสู่วงการเรือยาวที่มีจัดแข่งขัน กระจายอยู่ในหลายๆ จังหวัด ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ที่พิจิตรเท่านั้น 

โครงการนี้เปิดโอกาสให้เด็กๆ เยาวชน อายุระหว่าง 8-15 ปี สามารถสมัครเข้าร่วมรายการได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แถมมีทุนการศึกษามูลค่ารวม 120,000 บาท ให้กับน้องๆ ทุกคนที่ผ่านมาถึงรอบสุดท้าย ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 6 ที่ทางไทยเบฟฯ ได้จัดโครงการนี้ขึ้นมา พร้อมกับเปลี่ยนรูปแบบจากเดิม ที่ลงไปคัดน้องๆ ตามสนามแข่งเรือจังหวัดต่างๆ มาเป็นให้เด็กๆ ส่งคลิปการพากย์เข้ามาสมัครแทน

จากหลายร้อยคลิปที่ถูกส่งเข้ามา ทางคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเลือกน้องๆ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 16 คนสุดท้าย ที่จะได้มาเข้าแคมป์เก็บตัวเป็นเวลา 4 วัน เพื่อเรียนรู้ทักษะการพากย์ และเข้ามาเวิร์กชอปการพากย์เรือยาวให้ถูกวิธี จากวิทยากรผู้มีประสบการณ์ และทำงานเป็นนักพากย์อาชีพจริงๆ 

“ผมรู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯ ที่คัดเลือกน้องๆ ในปีนี้น้องๆทุกคนที่ผ่านเข้ารอบ ค่อนข้างมีความกระตือรือร้น สนใจตั้งใจฟังมากในสิ่งที่ วิทยากร ให้ความรู้ สอนเทคนิคในการเป็นนักพากย์ที่ดีแก่น้องๆ นอกจากนี้พวกน้องๆ ยังใช้เวลาช่วงพักไปฝึกซ้อมกันเอง ทำให้ปีนี้เราจึงได้เห็นน้องๆ สามารถพากย์ได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี”

“อีกสิ่งที่เราให้ความสำคัญ คือ การจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกัน เพราะแต่ละคน มาจากต่างถิ่นฐาน แต่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ดังนั้นโครงการนี้ พวกเขาจะได้เรียนรู้ขนบประเพณี วัฒนธรรมเรือยาว, ได้ทักษะในการพากย์ติดตัวกลับไป รวมถึงได้รู้จักความสามัคคีกับเพื่อนๆ” ดาบตำรวจไพโรจน์ หนึ่งในทีมวิทยากร กล่าว

สิ่งที่น้องๆ ได้ตลอด 4 วันที่มาเก็บตัวกับโครงการ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากห้องเรียนที่ไหน และทำให้พวกเขาเข้าใจการพากย์เรือยาวอย่างลึกซึ้งมากขึ้น และสามารถนำเอาทักษะกับเทคนิคเหล่านี้ ไปใช้ยามจับไมค์พากย์ในสนามจริงได้ 

“ผมมาจากอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมโครงการ ไทยเบฟ ไทยทาเล้นท์ นักพากย์เรือยาวรุ่นจิ๋ว” 

“ผมได้ประสบการณ์ที่ดีมากเลย ได้เรียนรู้วิธีการพูด การออกเสียง การบรรยายที่ดีควรทำอย่างไร คุณครูที่นี่เน้นย้ำมากว่าให้เราบรรยายตามสถานการณ์จริง ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับช่วงวัย รวมถึงการเตรียมตัว เมื่อต้องออกไปพากย์สนามจริง มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง”  ด.ช. ธนภูมิ ชมจันทร์ หรือ น้องกาฟิว เผยถึงสิ่งที่ได้จากการเวิร์กชอป

ส่วน น้องริว - ด.ช. ธนบดี สีดา จากจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าของตำแหน่งแชมป์ ไทยเบฟ ไทยทาเลนต์ นักพากย์เรือยาวรุ่นจิ๋ว ซีซั่น 2 ก็ตัดสินใจลงสมัครเข้าร่วมโครงการนี้อีกครั้ง ในซีซั่นที่ 6 เพราะต้องการมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม และนำไปต่อยอดสู่การเป็นนักพากย์อาชีพในอนาคต 

“ครั้งแรกที่ผมเข้าร่วมโครงการ ผมอายุประมาณ 10 ขวบ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยมีผู้ใหญ่มาให้ความรู้แบบนี้มาก่อน ปกติจะต้องเก็บเกี่ยวด้วยตัวเอง ครั้งนั้นผมได้รางวัลชนะเลิศ และมีโอกาสได้รับการว่าจ้างให้ไปพากย์เรือยาวตามโอกาสต่างๆ ถือเป็นรายได้ระหว่างเรียน”

“แต่เหตุผลที่ผมกลับมาสมัครอีกครั้งในปีนี้ เพราะผมยังอยากหาประสบการณ์เพิ่มไปเรื่อยๆ บางครั้งการออกไปข้างนอก ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เรายังประสบการณ์น้อย ถึงแม้ผมจะเคยได้แชมป์ครั้งแรก แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าในตอนนั้น ผมยังทำได้ไม่ค่อยดี ยังมีจุดบกพร่องอยู่ เลยอยากมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติมจากโครงการนี้ครับ”

หลังผ่านการเวิร์กชอปใน 2 วันแรกของโครงการ ในวันที่ 3 และ 4 ถือเป็นช่วงเวลาที่ระทึกใจของเด็กๆ เมื่อนักพากย์ตัวน้อยๆ ต้องลงสนามพากย์เรือยาวที่กำลังทำการแข่งขันจริงๆ ณ สนามแข่งเรือ 100 ปี วัดหัวดง อันมีมนต์ขลัง ท่ามกลางผู้ชมผู้ฟังที่เป็นชาวบ้านจริงๆ และเรือยาวที่กำลังแข่งขันจริงๆ  

น้องๆ นักพากย์รุ่นจิ๋ว ถูกแบ่งออกเป็น 4 ชุด พากย์ชุดละ 4 คน โดยในวันที่ 3 และช่วงเช้าวันที่ 4 ของการเข้าโครงการ จะเป็นพากย์แบบเก็บคะแนนสะสม ก่อนคัดเหลือ 5 คน เพื่อมาพากย์ตัดสินในรอบสุดท้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น ที่เด็กๆ อายุไม่เกิน 15 ปี ต้องมาพากย์ในสนามจริง และมีตั๋วเข้ารอบสุดท้ายเพียง 5 ใบเป็นเดิมพัน

ในแต่ละชุด เด็กๆ จะรู้โปรแกรมว่าตัวเองจะต้องพากย์คู่ไหน ดังนั้นสิ่งที่น้องๆ ต้องจัดการให้ได้ คือ การวางสคริปท์การพากย์ว่าจะบรรยายโดยใช้ชุดคำประมาณไหน รวมถึงการทำความรู้จักข้อมูลเกี่ยวกับ เรือทั้งสองลำที่ตนเองกำลังจะพาย ตั้งแต่ถิ่นฐาน ผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน, ผลงานของเรือ ไปจนถึงไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์ระหว่างการแข่งขันของเด็กๆ ด้วย 

แน่นอนว่า นี่เป็นโอกาสที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ สำหรับน้องๆ เยาวชน ที่จะได้มีโอกาสมาพากย์จริง ในสนามแข่งเรือระดับตำนานแห่งนี้ นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ไทยเบฟฯ มองเห็นความสำคัญใน ทาเลนต์ (พรสวรรค์) ของเด็กไทยในทุกๆ กีฬา ไม่เฉพาะแค่กีฬาสากล แต่ยังรวมถึงกีฬาพื้นบ้านแบบไทยๆ ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

“ผมชื่นชอบในการพากย์เรือยาวตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เพราะมีแรงบันดาลใจมาจากเรือชาละวัน ซึ่งเป็นเรือที่ผมชอบและติดตามผลงานมาตลอด ผมฝึกฝนด้วยตัวเอง มีงานพากย์กีฬาอะไร ผมพากย์หมด มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องพากย์เรือชาละวันให้ได้” ด.ช. ปัณธร บัวทอง หรือ น้องปัน กล่าวเริ่ม 

“ไม่คิดเลยว่าการเข้าร่วมโครงการ ไทยเบฟ ไทยทาเลนต์ นักพากย์เรือรุ่นจิ๋ว ซีซั่น 6 จะทำให้ผมได้มาพากย์เรือชาละวัน ความรู้สึกตอนนั้นผมสนุกไปกับมันมาก จนแทบลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นใคร เพลิดเพลิน มีความสุขมาก เหมือนฝันที่เป็นจริงแล้ว”

กว่าจะเป็นน้ำเสียงเล็กๆ จากนักพากย์ ที่บรรยายคู่หนึ่งในเวลาไม่กี่นาที 

เราได้เห็นเบื้องหลังการเตรียมตัวอย่างเอาจริงเอาจัง นับนานชั่วโมง ของน้องๆ เพื่อพยายามทำออกมาให้ดีสุดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามืออาชีพ ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ผู้ชมได้สนุกกับนักพากย์รุ่นจิ๋วอย่างพวกเขา

เป็นธรรมดาที่ทุกๆ การแข่งขัน ย่อมต้องมีผู้ที่สมหวังและผิดหวัง รอยยิ้มของ “น้องน้ำฝน” รัศมีวรรณ มหาวงศนันท์ เจ้าของตำแหน่งชนะเลิศในซีซั่น 6 คือสิ่งที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดี ถึงความรู้สึกที่เธอพยายามมาตลอด 3 ปีที่เข้าร่วมโครงการ หลังเข้าป้ายอันดับ 3 มา 2 ปีติด ก่อนจะมาสมหวังในครั้งนี้ 

ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบ ก็อาจจะมีบ้างที่ความผิดหวังและความเสียใจ จนทำให้ต้องเสียน้ำตา แต่เหนือสิ่งใดความพ่ายแพ้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทางการเป็นนักพากย์ เพราะโครงการนี้เป็นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้นในหนทางสายนี้ ยังมีอีกหลายก้าวให้พวกเขาย่ำเดิน 

ตราบใดที่ยังมีความฝัน ความหวัง “ไทยเบฟ” ก็พร้อมที่ให้การสนับสนุนและร่วมสานต่อ อีกหนึ่งลมหายใจของเรือยาวประเพณีอย่าง “นักพากย์เรือยาว” เพื่อไม่ให้เสียงเหล่านี้ เลือนหายไปตามกาลเวลา 

“การจัดโครงการของไทยเบฟ จะทำให้เด็กๆ ที่ผ่านโครงการนี้ ได้เห็นคุณค่า และรู้จักขนมธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เขาจะเกิดความรักและภาคภูมิใจ อยากสืบสานตรงนี้ต่อไป” 

“ไม่ว่าเขาจะได้แชมป์หรือไม่ได้รางวัลติดมือเลย เด็กทุกคนก็จะมีโอกาสได้ไปต่อยอด ออกไปในสนามตามภูมิภาคตนเอง เช่น ภาคกลางตอนบน, ภาคตะวันตก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะนักพากย์สายเลือดใหม่”

“ผมดีใจมากที่ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ สนใจมาสานต่อการพากย์เรือยาว เพราะสักวันหนึ่งนักพากย์รุ่นเก่าๆ ก็ต้องหมดวัยของเขาไป ถ้าไม่มีเด็กรุ่นใหม่มาสานต่อ มันคงไปต่อลำบาก หากไทยเบฟยังจัดต่อไป ผมก็ยังมีแรงที่อยากมาให้ความรู้น้องๆทุกปีเช่นกัน” ดาบตำรวจ ไพโรจน์ คงสมร ทิ้งท้าย 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง