mainstand

Feature

ไขรหัส 'ขาเทียมของออสการ์ พิสโตเรียส' ช่วยให้ วิ่งเร็วกว่าคนอวัยวะครบ 32?



หนึ่งในคุณูปการที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีให้กับมนุษยชาติ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสองสิ่งนี้ช่วยให้คนเรา "เท่าเทียมกันมากขึ้น"


 

เพราะวิทยาการอันล้ำหน้า มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ อย่างเช่นมีร่างกายที่พิการ สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เฉกเช่นเดียวคนที่มีร่างกายครบ 32 ซึ่งการเล่นกีฬาก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น

ทว่าในบางครั้ง วิทยาการที่ก้าวหน้าก็ดูจะล้ำหน้าเกินไป จนนำไปสู่คำครหาว่า เทคโนโลยี ทำให้ผู้พิการ สามารถเล่นกีฬาได้ดีกว่าคนปกติเสียอีก

แต่มันเป็นความจริง หรืออุปาทานไปเองกันแน่?

 

แตกต่างแต่เท่าเทียม

หากจะใช้คำสั้นๆ เพื่ออธิบายถึงเส้นทางการมาถึงจุดที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าเป็นนักกีฬาผู้พิการที่โด่งดังที่สุดในโลกของ ออสการ์ พิสโตเรียส นักวิ่งผู้พิการชาวแอฟริกาใต้ ... "น่าทึ่ง" คงเป็นคำที่อธิบายได้ครบถ้วนที่สุด


Photo : www.telegraph.co.uk

เพราะชีวิตของเขานั้น ติดลบมาตั้งแต่วันที่เขาลืมตาดูโลกเมื่อปี 1986 แล้ว  กับการที่เกิดมาโดยที่ไม่มีกระดูกน่อง จึงทำให้แพทย์ตัดสินใจตัดขาทั้งสองข้างตั้งแต่อายุเพียง 11 เดือน เขาจึงมีส่วนล่างของร่างกายยาวถึงแค่หัวเข่าเท่านั้นเอง

6 เดือนต่อมา เจ้าตัวได้รับขาเทียมคู่แรกในชีวิต และมันก็ทำให้เขามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเมื่อมีสิ่งนี้ เขาก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

"ผมเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่บุคลิกภาพของผมถูกสร้างขึ้นให้เป็นรูปเป็นร่าง และต้องขอบคุณครอบครัวของผมที่หล่อหลอมให้ผมมีธรรมชาติของการรักการแข่งขัน รวมถึงทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้" นี่คือสิ่งที่ ออสการ พิสโตเรียส เขียนถึงวัยเด็กของเขาไว้ในหนังสืออัตตชีวประวัติ Blade Runner

คุณแม่ของเขาคือหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลของชีวิตมากที่สุด เธอมักจะเขียนโน้ตแปะบนกล่องข้าวที่ทำให้ลูกๆ ไปกินที่โรงเรียนอยู่เสมอ ซึ่งใบหนึ่งที่เขียนให้ออสการ์ ลูกชายคนกลางของบ้าน ความว่า "ผู้แพ้ที่แท้จริงไม่ใช่คนที่เข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย แต่คือคนที่นั่งอยู่ข้างสนาม และไม่เคยพยายามที่จะลงแข่งขัน" เจ้าตัวยังเก็บไว้ถึงทุกวันนี้


Photo : www.ibtimes.co.uk

ด้วยคำสอนของแม่ เจ้าตัวจึงตัดสินใจที่จะลองเล่นกีฬาหลายๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็น รักบี้, โปโลน้ำ รวมถึง มวยปล้ำ แถมยังสามารถเล่นร่วมกับคนธรรมดาได้อย่างไม่อายใคร โดย แยนนี่ บรูคส์ เจ้าของโรงยิมที่กรุงพริทอเรีย ซึ่งพิสโตเรียสเข้าไปใช้บริการอยู่บ่อยครั้งสมัยวัยรุ่นเผยว่า ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะรู้ว่าพิสโตเรียสไม่มีขา แต่ถึงกระนั้นกลับสามารถทำได้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชกมวย, กระโดดเชือก หรือวิดพื้น เขาทำได้ไม่ต่างจากคนปกติเลยแม้แต่น้อย

ทว่าอาการบาดเจ็บที่เข่าอย่างรุนแรงจากการเล่นรักบี้เมื่อปี 2003 ก็ได้ทำให้พิสโตเรียสพบกับกีฬาที่จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล เมื่อเขาเริ่มเข้าสู่วงการวิ่งในระหว่างการพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บช่วงต้นปี 2004 ด้วยพื้นฐานทางการกีฬาที่มีมาอย่างโดดเด่น ทำให้เขาปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และประสบความสำเร็จอย่างทันควัน ด้วยการคว้าเหรียญทองในมหกรรมกีฬาพาราลิมปิก 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในคลาส T44

แต่ความต้องการของพิสโตเรียสไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่เขาฝัน คือการได้ลงสนามแข่งขันร่วมกับนักกีฬาแบบคนปกติ

 

ปัญหาที่มาพร้อมกับขาเทียม

สำหรับการแข่งขันกีฬาของผู้พิการ แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อให้พวกเขาสามารถลงแข่งขันได้นั้นคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยในกรณีของ ออสการ์ พิสโตเรียส "ขาเทียม" คืออวัยวะชิ้นสำคัญที่เขาจะขาดไปไม่ได้


Photo : dondinpic.pw

ถึงกระนั้น ขาเทียมที่ใช้ในการแข่งขันวิ่งก็มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากขาเทียมสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยขาเทียมที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะมีลักษณะเหมือนขาคน แต่สำหรับการวิ่งนั้น จะใช้ขาเทียมที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีลักษณะเหมือนใบมีด ด้วยเหตุนี้ พิสโตเรียสจึงได้ฉายาว่า "Blade Runner" หรือ "นักวิ่งขาใบมีด" โดยปริยาย

แม้ขาเทียมทรงใบมีดจะมีประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุค 1980s จากการคิดค้นและพัฒนาของ แวน ฟิลลิปส์ นักวิทยาศาสตร์ที่เสียขาจากการเล่นสกีน้ำในปี 1976 ขณะอายุเพียง 21 ปี แต่วิทยาการที่ก้าวหน้า ทำให้ฟิลลิปส์สามารถสร้างขาเทียมจากวัสดุน้ำหนักเบาอย่าง คาร์บอนไฟเบอร์ ได้สำเร็จ และขาเทียมลักษณะนี้ก็กลายเป็นที่นิยมของนักวิ่งผู้พิการนับแต่นั้นเป็นต้นมา นักกีฬากว่า 90% ในมหกรรมกีฬาพาราลิมปิก สวมขาเทียมทรงใบมีดในการแข่งขัน และหนึ่งในนั้นคือ พิสโตเรียส ที่ใช้มันตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วงการในปี 2004

ปี 2007 พิสโตเรียสตัดสินใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอีกครั้ง ด้วยการสมัครแข่งขันในรายการของนักกีฬาที่มีอวัยวะครบ 32 ในตอนแรก ทุกอย่างดูจะเป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหา เมื่อฝ่ายจัดการแข่งขันอนุญาตให้เขาลงทำการแข่งขันได้ แต่ไม่นานหลังจากนั้น การลงแข่งของเขาก็นำมาซึ่งคำถามว่า "การให้นักกีฬาผู้พิการที่ใส่ขาเทียมทรงใบมีดร่วมแข่งขัน จะทำให้เขามีข้อได้เปรียบเหนือนักกีฬาคนปกติหรือไม่?"

สาเหตุนั้นก็เนื่องจาก ผลการศึกษาในปี 2007 โดยนักวิจัยชีวกลศาสตร์ ปีเตอร์ บรุคเกมันน์ กับผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคจาก IAAF หรือสหพันธ์กรีฑานานาชาติ เอลิโอ โลคาเตลลี ระบุว่า ขาเทียมทรงใบมีดนั้น ทำให้พิสโตเรียสใช้พลังงานน้อยกว่านักกีฬาที่เป็นคนปกติถึง 25% เมื่อทำความเร็วได้ระดับหนึ่งแล้ว จากคุณสมบัติที่ต่างจากขาเทียมทั่วไป นั่นคือตัวขาจะสะสมพลังงานที่ได้จากการก้าวและปลดปล่อยออกมาเหมือนกับสปริง ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่สวมขาเทียมทรงใบมีด จึงสามารถวิ่งและกระโดดได้เหมือนกับคนปกติ

ผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้ IAAF มีการเปลี่ยนกฎใหม่ โดยชี้ว่า ขาเทียมทรงใบมีดคืออุปกรณ์ที่ช่วยให้นักกีฬาเกิดความได้เปรียบเหนือนักกีฬาปกติ ซึ่งทำให้พิสโตเรียสหมดสิทธิ์ลงแข่งขันร่วมกับนักกีฬาปกติโดยปริยาย

 

ขาเทียมช่วยให้วิ่งเร็วกว่าจริงหรือ?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พิสโตเรียสไม่พอใจกับคำตัดสินนี้เป็นอย่างยิ่ง เขาจึงตัดสินใจอุทธรณ์กับศาลกีฬาโลก หรือ CAS พร้อมให้ความร่วมมือกับการวิจัยเพื่อหาความจริงนี้อย่างเต็มที่


Photo : www.telegraph.co.uk

และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไรซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดย ปีเตอร์ เวยานด์ ก็รับลูกต่อทันที ด้วยการเก็บตัวอย่างการเผาผลาญพลังงานที่เกิดขึ้นจากการวิ่งของนักวิ่งผู้พิการและนักวิ่งที่มีร่างกายปกติ ก่อนจะพบว่า นักวิ่งผู้พิการที่ใส่ขาเทียมใบมีดใช้พลังงานน้อยกว่านักวิ่งชั้นแนวหน้าในการวิ่งระยะไกล 3.8%, น้อยกว่านักวิ่งระยะไกลทั่วไป 6.7% และน้อยกว่านักวิ่งปกติในระยะทาง 400 เมตร 17%

แม้จะใช้พลังงานน้อยกว่าจริง แต่ ร็อดเจอร์ คราม หนึ่งในทีมวิจัยยืนยันว่า การใช้พลังงานในการวิ่งของนักวิ่งผู้พิการชั้นยอดอย่างพิสโตเรียส แทบจะไม่ต่างกับนักวิ่งชั้นยอดที่เป็นคนปกติเลยแม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น ตัวของพิสโตเรียสเองยังยืนยันว่า ขาเทียมไม่ได้ช่วยให้เขาได้เปรียบ เพราะแม้จะมีน้ำหนักเบากว่า แต่เขาต้องใช้แรงถีบขาในการออกวิ่งมากกว่านักวิ่งปกติ

และด้วยหลักฐานทางการวิจัยที่มากขึ้นนี้เอง ที่สุดแล้ว CAS จึงกลับคำตัดสินของ IAAF ในปี 2008 ทำให้พิสโตเรียสสามารถลงแข่งขันกรีฑาร่วมกับนักกีฬาปกติได้

แม้หลังจากนั้น จะมีนักวิ่งระดับตำนานอย่าง ไมเคิล จอห์นสัน เจ้าของเหรียญทองวิ่ง 400 เมตร ในโอลิมปิกปี 1996 ที่เมืองแอตแลนต้า และปี 2000 ที่นครซิดนี่ย์ จะให้ทรรศนะว่า "การให้นักกีฬาที่ใช้อุปกรณ์พิเศษเข้าร่วมแข่งขันกับนักกีฬาปกติ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับผู้เข้าร่วมการแข่งขันคนอื่นๆ เป็นอย่างยิ่ง" แต่สิ่งที่จะชี้วัดว่า นักวิ่งผู้พิการที่ใส่ขาเทียมใบมีดได้เปรียบเหนือนักกีฬาปกติหรือไม่นั้น ผลการแข่งขัน คือสิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดแจ้งที่สุด

เพราะแม้พิสโตเรียส จะคว้าเหรียญเงินร่วมกับทีมชาติแอฟริกาใต้ในการวิ่งผลัด 4x400 เมตร กรีฑาชิงแชมป์โลกปี 2011 ที่เมืองแดกู เวลาที่ทำได้ก็ไม่ได้แตกต่างจากนักกีฬาชั้นยอดคนอื่นๆ เวลาที่ทีมทำได้ตอนเขาลงวิ่งรอบรองชนะเลิศ ดีเพียงอันดับ 3 จาก 16 ทีมเท่านั้น แถมเจ้าตัวยังไม่ได้วิ่งในรอบชิงชนะเลิศอีกด้วย

ส่วนการแข่งขันโอลิมปิก เป้าหมายสูงสุดของพิสโตเรียสซึ่งพลาดไปในปี 2008 ณ กรุงปักกิ่ง ที่สุดแล้วเขาก็สามารถทำเวลาผ่านการคัดเลือกมาแข่งรอบสุดท้ายได้ในปี 2012 ที่กรุงลอนดอน แต่เห็นได้ชัดว่า เวลาที่ทำได้ก็ไม่ได้เหนือกว่านักวิ่งปกติอย่างชัดเจน สถิติที่ดีที่สุดเกิดขึ้นในรอบคัดเลือก โดยทำไว้ 45.44 วินาที ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศด้วยการทำเวลาแย่กว่าเดิมเสียอีก ส่วนการวิ่งผลัด 4x400 เมตร อาการบาดเจ็บที่เกิดกับเพื่อนร่วมทีม ทำให้แอฟริกาใต้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย


Photo : www.zimbio.com

ผลงานในสนาม คือผลชี้วัดที่เกินพอว่า แม้แต่ยอดนักวิ่งผู้พิการอย่างพิสโตเรียสที่สวมใส่ขาเทียมใบมีด ก็ไม่ได้เหนือกว่านักวิ่งคนปกติแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้ยอดนักวิ่งผู้พิการได้รับการยอมรับจากแฟนกีฬาทั่วโลก คือหัวใจและความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเอง แม้ประวัติของเขาจะต้องด่างพร้อยไปตลอดกาล ด้วยคดียิงแฟนสาวเสียชีวิตในปี 2013 แต่ก็ไม่อาจบดบังความจริงนี้ไปได้

หลักฐานที่พิสูจน์ถึงความพยายามอันคุ้มค่านี้ เกิดขึ้นหลังจบรอบคัดเลือกที่เขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 เมื่อ คิรานิ เจมส์ นักวิ่งชาวเกรนาดา ผู้ชนะในรอบนั้นและเป็นเจ้าของเหรียญทองในเวลาต่อมา ขอแลกป้ายชื่อที่ติดตัวนักวิ่ง ซึ่งถือเป็นการแสดงความยกย่องนับถือ ไม่เพียงเท่านั้น แฟนกีฬาในสนามยังให้การยอมรับด้วยเสียงเชียร์และปรบมือ ซึ่งพิสโตเรียสเปิดใจว่า

"เสียงผู้คนที่ส่งเสียงเชียร์เมื่อผ่านโค้งสุดท้ายนั้น เป็นสิ่งที่ผมจะจดจำไปตลอดชีวิต"

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.amputee-coalition.org/running-blade-prosthetics/
https://www.bbc.com/news/magazine-26628573
https://www.physiology.org/doi/full/10.1152/japplphysiol.00174.2009
https://www.prostheticrunning.com/runningprostheses
https://www.smithsonianmag.com/summerolympics/does-double-amputee-oscar-pistorius-have-an-unfair-advantage-at-the-2012-olympic-games-2655123/#ixzz26wkjbD00
https://www.voathai.com/a/pistorius-olympics-runner-nm/1475582.html
https://www.voicetv.co.th/read/45057



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง