mainstand

Grand Stand

มุมมืดอีสปอร์ต : วงการเกมเติบโต แต่ทำไมบริษัทเกมถึงปลดพนักงานกันอย่างโหดร้าย



อีสปอร์ต คือวงการกีฬาที่นับวันยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากเงินรางวัลในการแข่งขันรายการต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบริษัทและองค์กรต่างๆ ที่ทุ่มเงินมหาศาลให้การสนับสนุน ทำให้มูลค่าของวงการทั่วโลกในตอนนี้สูงถึงหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


 

ทว่าท่ามกลางเม็ดเงินอันมหาศาลที่ไหลผ่านวงการนี้ กลับมีสิ่งที่ดูจะสวนทางอยู่ไม่น้อยเกิดขึ้น นั่นคือ การที่บริษัทเกมปลดพนักงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ชนิดที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

คำถามคือ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้กันแน่?

 

อีสปอร์ตโต...เกมโตกว่า

เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของมูลค่าวงการอีสปอร์ตที่สูงแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 31,000 ล้านบาท) กันมาบ่อยแล้ว แต่หากถามถึงอุตสาหกรรมเกม ต้นน้ำของการแข่งขันอีสปอร์ตล่ะ มันสูงขนาดไหน?


Photo : th.priceprice.com

ข้อมูลที่ Newzoo ร่วมกับ GamesIndustry.biz สำรวจระบุว่า อุตสาหกรรมเกมในปี 2018 ทั่วโลก มีมูลค่าสูงถึง 134,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าปี 2017 ถึง 10.9%

และหากแยกย่อยไปยังภาคส่วนต่างๆ ก็จะพบว่า เกมบนโทรศัพท์มือถือ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดถึง 47% ของทั้งหมด หรือราว 63,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) รองลงมาคือ คอนโซลอย่าง PlayStation หรือ XBOX ที่ 28% หรือราว 38,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) และคอมพิวเตอร์ 25% หรือราว 33,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1 ล้านล้านบาท) 

ตัวเลขที่กล่าวนี้คงช่วยยืนยันอย่างชัดแจ้งแล้วว่า อุตสาหกรรมเกมนั้น นับวันจะยิ่งเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และนั่นก็เป็นแรงหนุนให้วงการอีสปอร์ตเติบโตควบคู่ด้วยเช่นกัน

 

เงินสะพัดสวนทางเลย์ออฟกระจาย

จากตัวเลขทางเศรษฐกิจของวงการเกมที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าบริษัทเกมต่างๆ ก็มีรายได้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์


Photo : aswift.com

Activision Blizzard บริษัทผู้สร้างเกมดังอย่าง Overwatch, StarCraft และ Hearthstone ซึ่งต่างก็เป็นเกมที่มีการแข่งขันอีสปอร์ตในวงกว้าง เปิดเผยรายรับประจำปี 2018 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2019 โดยพวกเขาสามารถทำรายได้ตลอดปีสูงถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 229,000 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมากกว่าปี 2017 ถึง 6.88%

ทว่าท่ามกลางข่าวดีทางรายได้ ก็มีข่าวร้ายตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว...

เพราะในวันเดียวกับที่มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้นั้นเอง ทาง Activision Blizzard ก็ได้ตัดสินใจ ปลดพนักงานเป็นจำนวนราว 800 คน คิดเป็นราว 8% ของพนักงานทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายประชาสัมพันธ์, การตลาด และอีสปอร์ต ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการปิดสตูดิโอย่อยของ King Games บริษัทในเครือผู้สร้างเกม Candy Crush Saga ไปถึง 2 แห่งอีกด้วย


Photo : pyramid-logistics.com

นี่ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะข่าวการปลดคนงานออกจากอุตสาหกรรมเกมนั้นมีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ค่ายผู้สร้างเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Electronic Arts (EA) เคยสั่งปิดสตูดิโออย่าง Westwoord ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ Command & Conquer และอีกหลายสตูดิโอในเครือ, Disney ตัดสินใจปิด LucasArts ผู้สร้างเกมในตระกูล Star Wars ในส่วนของการสร้างเกมทั้งหมด เปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ในตัวเกมเพียงอย่างเดียว (ส่วนงานสร้างเกมถูกโอนไปให้ EA รับผิดชอบแทน) ขณะที่บางสตูดิโอ พวกเขาอาการหนักถึงขั้นล้มละลาย แบบเดียวกับ THQ ที่เคยสร้างเกมมวยปล้ำของ WWE ต้องประสบในปี 2013

 

เหตุผลของวงจรอุบาทว์

เห็นได้ชัดว่า การปลดคนงานของบริษัทเกมต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น พนักงานผู้โชคร้ายเหล่านี้ ล้วนมีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจน้อยมาก อย่างในกรณีของ Activision Blizzard เมื่อต้นปี 2019 มีรายงานว่า พนักงานที่ถูกปลด รู้ตัวว่าจะต้องออกจากงานเพียง 5 วันก่อนที่จะต้องเก็บข้าวของออกจากออฟฟิศด้วยซ้ำ


Photo : lapendos.xyz

คำถามก็คือ เหตุใดการปลดพนักงานของบริษัทเกมถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหมือนเป็นประเพณีประจำปีไปเสียได้?

"สถานการณ์ในอุดมคติสำหรับบริษัทเกมนั้น คือการทำหลายโปรเจ็คท์เกมไปพร้อมๆ กัน เพื่อที่จะได้มีบุคลากรหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนได้ตามต้องการ" โฮลเดน ลิงค์ ผู้สร้างเกม ซึ่งอีกหนึ่งบทบาทคือผู้ทำเว็บไซต์ GameJobsWatch ที่ติดตามการปลดคนงานในอุตสาหกรรมเกมเผย

"ปกติแล้วเมื่อโปรเจ็คท์หนึ่งเสร็จสิ้นและวางจำหน่าย โปรเจ็คท์ต่อไปก็จะเริ่มต้นทันที ทว่าในบางครั้ง เรื่องมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด วงรอบการทำงานไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด บางโปรเจ็คท์อาจจะแค่ประสบความล่าช้า ขณะที่บางโปรเจ็คท์ประสบปัญหาจนต้องล้มเลิกการพัฒนา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแผนงานเหล่านี้ สามารถนำมาซึ่งการปลดพนักงาน ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น 'การปลดงานตามฤดูกาล' (Seasonal Layoffs) ได้ทั้งสิ้น"


Photo : business.linkedin.com

นอกจากนี้ยังมีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นำมาซึ่งการปลดพนักงานในอุตสาหกรรมเกม นั่นคือการทำรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งจากสาเหตุที่กระแสตอบรับของเกมออกใหม่ไม่ดีอย่างคาดจนส่งผลกับยอดขาย, การวางจำหน่ายเกมหรือออกอัพเดทช้ากว่าที่กำหนดไว้ รวมถึงการแข่งขันในอุตสาหกรรมอันรุนแรง ซึ่งทาง แอนดรูว์ วิลสัน CEO ของ EA ก็ยอมรับผ่านทางบันทึกภายในกับพนักงาน ที่หลุดมาถึงมือสื่อและถูกเปิดเผยว่า "เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง"

 

ประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จะด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในการพัฒนาเกม หรือรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ไม่พ้น พนักงานที่อยู่ในห่วงโซ่ด้านล่างขององค์กรต่างๆ อยู่ดี


Photo : news.microsoft.com

เคธี่ ชิโรนิส เกมดีไซเนอร์สาวเล่าประสบการณ์ชีวิตของเธอผ่านเว็บไซต์ Polygon ว่า เธอเริ่มทำงานเป็นนักพัฒนาเกมครั้งแรกในปี 2013 หลังสำเร็จการศึกษาใหม่ๆ กับ Microsoft Game Studios ทว่าอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียวก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ทำให้ต้องออกจากงาน แม้เธอจะได้งานใหม่ทันที แต่ปรากฎว่าทำได้เพียงไม่กี่เดือนก็โดนเลย์ออฟอีกครั้งเนื่องจากโปรเจ็คท์ต่างๆ ของบริษัทไม่เป็นไปตามแผน 

การถูกปลดออกจากงานครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เธอกับ แม็กซ์ สามีซึ่งพบรักกันที่ Microsoft ไม่กล้าที่จะวางแผนอะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย และถึงแม้เธอจะได้งานใหม่ที่ดูจะมั่นคงขึ้น แต่สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันทำให้เธอแทบจะอยู่ไม่เป็นสุขกับงานเลยแม้แต่น้อย

"ครั้งหนึ่ง บริษัทที่ฉันทำงานกำลังจะเปลี่ยนเอนจินที่ใช้ในการพัฒนาเกม ซึ่งฉันมีประสบการณ์มาก่อน ขณะที่หลายๆ คนไม่มี ตอนนั้นฉันก็รู้สึกแหม่งๆ แล้วล่ะว่าเรื่องร้ายๆ กำลังจะมา"

"แล้ววันหนึ่งช่วงก่อนเที่ยง คอมพิวเตอร์ของพนักงานหลายคนในออฟฟิศก็ล็อกเอาท์เองพร้อมๆ กัน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตอนแรก แต่หลังจากนั้นฝ่ายบุคคลก็โทรเรียกบุคคลเหล่านั้นขึ้นห้องประชุมทีละคนๆ และนั่นคือวันสุดท้ายที่พวกเขาเหล่านั้นได้ทำงานที่นี่ ส่วนฉันเองแม้จะรอดจากซองขาวได้ แต่ก็รู้สึกผิดในใจอยู่เหมือนกัน และมันก็ทำให้ฉันเริ่มมีอาการหวาดระแวงเกี่ยวกับเรื่องงานขึ้นมา"

 

ปรับตัวเพื่ออยู่รอด

ประสบการณ์จริงที่ต้องเผชิญผ่านการทำงาน ทำให้คนในอุตสาหกรรมเกมต้องปรับตัว โดยหนึ่งในสิ่งที่ทำนั้น คือการผูกมิตรกับคนร่วมวงการไว้ ไม่ว่าจะทำงานในบริษัทที่เป็นคู่แข่งหรือไม่ เพราะเมื่อถึงวันที่อะไรต่างๆ ไม่เป็นไปดั่งที่คาดไว้ เพื่อนร่วมวงการก็จะช่วยเหลือกันให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ อย่างเช่นในตอนที่ Activision Blizzard ปลดพนักงาน อดีตคนงานก็ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Twitter, Linkedin ในการหางาน ทำให้พวกเขาได้งานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเกมขนาดกลางถึงใหญ่ หรือจะเป็นบริษัทที่เกิดใหม่ก็ตาม


Photo : www.cmu.edu

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คนในวงการเกมต้องตระหนักอยู่เสมอ ... "ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน" ดังที่ เคธี่ ชิโรนิส เผยว่า

"เวลาผ่านไป ฉันก็รู้ว่า ความกลัวและความวิตกกังวลไม่ใช่แค่เพียงเรื่องปกติธรรมดา แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็นหากคุณต้องการมีอาชีพการทำงานที่ยืนยาว มันมีความเป็นไปได้อยู่เสมอว่าเกมนั้นอาจจะออกช้า อาจจะขายไม่ดี และสตูดิโอที่ทำงานอยู่อาจปิดตัวได้ทุกเมื่อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้แต่กับบริษัทที่มีเกมฮิตหลายๆ เกม"

"ที่สุดแล้ว งานในฝัน มันก็คืองานธรรมดาๆ อีกงานหนึ่งเท่านั้นเอง"

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.businessinsider.com/activision-blizzard-layoffs-reaction-2019-2
https://www.gamesindustry.biz/articles/2018-12-17-gamesindustry-biz-presents-the-year-in-numbers-2018
https://www.gamesindustry.biz/articles/2018-12-18-global-games-market-value-rose-to-usd134-9bn-in-2018
https://kotaku.com/why-game-developers-keep-getting-laid-off-1583192249
https://www.polygon.com/2019/3/5/18233699/game-developer-layoffs-unions-katie-chironis
https://www.tweaktown.com/news/65354/ea-firing-350-employees-business/index.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง