mainstand

Feature

ไขข้อข้องใจเหตุใดนักฟุตบอลบราซิลต้องมีชื่อเล่น?



หากเอ่ยถึง ริคาร์โด อิเซคซัน ดอส ซานโตส เลเต หรือ จิวานนิลโด วิเอรา เด ซูซา หลายคนน่าจะเกาหัวแกรกด้วยความสงสัย แต่ถ้าบอกว่าพวกเขาคือ กาก้า และ ฮัลค์ น่าจะทำให้บางคนคุ้นหูกันบ้างว่าพวกเขาคือนักฟุตบอลแถวหน้าของบราซิล


 

อย่างไรก็ดี ทั้ง กาก้า และ ฮัลค์ ต่างไม่ใช่ชื่อที่ติดตัวมาโดยกำเนิด มันคือชื่อเล่นที่ถูกตั้งภายหลังและเรียกใช้ในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยสิ่งนี้ถือเป็นธรรมเนียมที่พบเห็นได้เฉพาะวัฒนธรรมฟุตบอลบราซิล

เหตุใจจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand

 

อาณานิคมโปรตุเกสหนึ่งเดียวในอเมริกาใต้

บราซิล ถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในอเมริกาใต้ พวกเขามีพื้นที่ถึง 8 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 16 เท่า และมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐอเมริกาเพียงนิดเดียว โดยมีประชากรอาศัยอยู่ราว 200 ล้านคน


Photo : nationalgeographic.com

ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส ซึ่งถือเป็นประเทศเดียวของละตินอเมริกา เนื่องมาจากสนธิสัญญาตอร์เดซิญาส์ในปี 1494 ที่โปรตุเกสและสเปนแบ่งโลกออกเป็นสองส่วน

จุดเริ่มต้นของสนธิสัญญานี้มาจากในช่วงแรกโปรตุเกส ถือเป็นผู้นำในการเดินเรือสำรวจโลก พวกเขาเริ่มต้นสำรวจทางทะเลอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 15 โดยเลียบไปตามชายฝั่งของทวีปแอฟริกาไปทางตะวันออก  จนสามารถบุกเบิกเส้นทางทางการค้าไปจนถึงเอเชีย

ในขณะที่สเปน เพิ่งจะเริ่มต้นสำรวจทางทะเลในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 นำโดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และเนื่องจากโคลัมบัสมีความเชื่อว่าโลกกลม ทำให้เขาจึงตัดสินใจเดินเรือไปทางตะวันตก เพื่อไม่ให้ทับเส้นทางกับโปรตุเกส โดยจุดมุ่งหมายคือเอเชีย แต่สุดท้ายพวกเขากลับไปเจอทวีปอเมริกาเสียก่อน  

หลังจากโคลัมบัสกลับมาถึงยุโรป สเปนได้อ้างสิทธิ์ในดินแดนที่เพิ่งค้นพบ และส่งทูตไปหาสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ ที่ 6 เพื่อขอการรับรอง ก่อนที่โป๊บจะออกโองการหลายฉบับในปี 1493 ที่เอื้อประโยชน์ให้สเปน รวมไปถึงการรับรองสิทธิ์ดินแดนที่โคลัมบัสค้นพบ

อย่างไรก็ดี หนึ่งในโองการเหล่านั้นมีโองการที่ชื่อว่า “อินเทอร์เซเทอรา” ที่มอบดินแดนทางตะวันตกและใต้ ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่เส้น 100 ลีก ทางตะวันตกและทางใต้ของหมู่เกาะเคปเวอร์ดีให้กับสเปน ซึ่งกระทบต่อเขตอิทธิพลของโปรตุเกสโดยตรง ส่งผลให้โปรตุเกสไม่พอใจ และส่งตัวแทนไปเจรจากับสเปนทันที

“โปรตุเกสต้องการรักษาอาณานิคมของตนในแอฟริกาและหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติก” มิเกล อังเคล ซาลามา ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบายาโดลิดและผู้อำนวยการศูนย์ตอร์เดซิญาส์แห่งความสัมพันธ์ไอเบโร-อเมริกันกล่าว

“เส้นแบ่งดังกล่าวเป็นเรื่องน่าตกใจ เนื่องจากทำให้พวกเขาเดินเรือไม่ได้ ซึ่งในการเดินเรือ จำเป็นต้องมีลมที่เป็นใจและต้องมีลมในช่วงเวลาคับขัน แต่โองการฉบับนี้ทำให้พวกเขาอยู่ในดินแดนของพวกคาสตีล (สเปน)”

จากผลดังกล่าวทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างสเปนและโปรตุเกส ทำให้สำนักวาติกันต้องมาไกล่เกลี่ย ก่อนจะตกลงกันได้ด้วยการทำสนธิสัญญาตอร์เดซิญาส์ ในปี 1494 แบ่งโลกออกเป็นสองฝั่ง

พวกเขาใช้จุดเริ่มต้นจากเกาะเคปเวอร์เดในแอฟริกา (ที่โปรตุเกสเป็นเจ้าของ) ไปทางตะวันตก 370 ลีก (หน่วยวัดในสมัยโบราณ) แล้วขีดเส้นแบ่ง สเปนได้ครองพื้นที่ฝั่งตะวันตกของเส้นแบ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้บุกเบิก ส่วนฝั่งตะวันออกตกเป็นของ โปรตุเกส ที่ทำให้พวกเขาได้ครอง แอฟริกา เอเชีย และพื้นที่บางส่วนของอเมริกาใต้ ซึ่งก็คือบราซิลในปัจจุบัน

การตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของโปรตุเกส ทำให้บราซิลรับมาทั้งวัฒนธรรม ศาสนา รวมไปถึงภาษา พวกเขาคือชาติเดียวในอเมริกาใต้ที่พูดภาษาโปรตุกีส  

และภาษาก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักฟุตบอลบราซิลมีชื่อเล่น

 

ชื่อนี้มีที่มา

ตามปกติเมื่อประเทศใด เข้าไปยึดครองอีกประเทศ หนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้สลายตัวตนดั้งเดิมของคนท้องถิ่น คือการให้เรียนรู้ภาษาของผู้ยึดครอง และบังคับใช้เป็นภาษาราชการ ซึ่งบราซิลก็เป็นหนึ่งในนั้น


Photo : www.huckmag.com

พวกเขาใช้ภาษาโปรตุกีส เป็นภาษาราชการมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการตั้งชื่อ ทำให้คนบราซิลจำเป็นต้องมีชื่อถึง 3-4 วรรค และการที่แต่ละคนมีชื่อที่ยืดยาว การนำชื่อเล่นมาใช้ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบราซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการฟุตบอล

อันที่จริงชาติอื่นก็มีการใช้ชื่อเล่นอยู่บ้าง เช่น “เดอ ไกเซอร์” ของ ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ อดีตกัปตันทีมชาติเยอรมัน หรือ  “เดล ปิบ เด ออโร” ดิเอโก มาราโดนาแห่งอาร์เจนตินา หรือแม้กระทั่งในไทยอย่าง “ซิโก้” ของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ “น้าเทิด” เทิดศักดิ์ ใจมั่น  ชื่อเล่นก็ถูกนำมาใช้เรียกอยู่ในสื่ออยู่บ่อยๆ

ทว่านั่นเป็นเพียงแค่การเรียกขานเพราะไม่มีชาติไหนที่นำชื่อเล่นเหล่านั้นมาใช้แทนชื่อโดยกำเนิดอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนบราซิล ที่ทำให้โลกได้รู้จักชื่อของ เปเล่ หรือ ซิโก้ มากกว่า เอ็ดสัน อารันเตส โด นาสซิเมนโต หรือ อาเธอร์ อันตูเนส โคอิมบา

ชาวบราซิล มีวัฒนธรรมในการตั้งชื่อเล่นโดยมีที่มาที่หลากหลาย อย่างการินชา (เจ้านกน้อย) ที่ถือกำเนิดในชื่อ มานูเอล ดอส ซานโตส ก็มาจากลักษณะทางร่างกายของเขาที่เป็นคนร่างเล็ก ผมสั้นเกรียน และขาโก่ง ทำให้พี่สาวนำชื่อของนกสีน้ำตาลที่พบในเมืองเปา กรันเด บ้านเกิดของเขา มาตั้งเป็นชื่อเล่น

ในขณะที่ ทอสเทา (เหรียญเล็กๆ) ที่ชื่อเต็มว่า เอดูอาร์โด กอนซัลเวส เด อันดราเด อีกหนึ่งดาวเตะระดับตำนานของบราซิล ก็ได้ชื่อเล่นมาจากรุ่นพี่ที่เล่นฟุตบอลกับเขาสมัยเด็กๆ เนื่องจากเขาตัวเล็กกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับ ดุงกา กัปตัน บราซิลชุดแชมป์โลก 1994 ก็มีที่มาลักษณะที่คล้ายกับ Dopey หนึ่งในคนแคระในเรื่องสโนว์ไวท์และคนแคระทั้งเจ็ด  

“ตอนสมัยยังเด็ก ผมเคยเล่นฟุตบอลกับเด็กที่แก่กว่า และทุกคนก็เก่งกว่าผม พวกเขาเรียกผมว่า ทอสเทา (เหรียญเล็กๆ) เพราะว่าผมเตี้ยที่สุด และมันไม่เคยรบกวนผมเลย” ทอสเทากล่าวกับ Bleacher Report

ไม่เพียงแต่ลักษณะทางกายภาพ ชื่อเล่นยังสามารถบอกเมืองที่พวกเขากำเนิด เช่น จูเนียร์ บายาโน (จากบาเฮีย) หรือ มาร์เซลินโญ คาริออกา (มาจากริโอ ที่ชาวเมืองเรียกว่า คาริออกา)


Photo : imdb.com

ตอนที่ อดีตเทพฟรีคิกแห่งโอลิมปิก ลียง อย่าง จูนินโญ หรือชื่อเต็มของเขาคือ อันโตนิโอ อกุสโต ริเบโร เรส จูเนียร์ ย้ายไปเล่นให้กับ วาสโก ดา กามา ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงทศวรรษที่ 2000 เขาต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น จูนินโญ เปาลิสตา (รุ่นน้องจาก เซา เปาโล) เนื่องจากที่แห่งนั้นมี จูนินโญ อีกคนหนึ่งอยู่แล้ว

ทำให้หลังจากนั้น เขาได้เพิ่มคำว่า เปอร์นัมบูกาโน ลงไปในชื่อ โดยมีความหมายว่าเขามาจากรัฐเปอร์นัมบูโก ก่อนที่จะย้ายไปค้าแข้งในยุโรปกับลียงในเวลาต่อจากนั้นไม่นาน  

กรณีดังกล่าวคล้ายกับโรนัลดินโญ ที่เดิมเขามีชื่อเล่นว่าโรนัลโด้ แต่หลังจากทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนมีชื่อเสียงโด่งดัง และติดทีมชาติในปี 1999 เขาตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ชื่อโรนัลดินโญ (โรนัลโด้น้อย) เพื่อป้องกันความสับสน และเป็นที่รู้จักในชื่อนี้เป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี ชื่อเล่นก็ไม่ได้อาจจะบอกภูมิหลังได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ และบางครั้งอาจจะได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ    

 

ชื่อเล่นโค้ชประทาน

แม้ว่าชื่อเล่นของนักเตะบราซิล จะสามารถบอกที่มาของพวกเขาได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในบางกรณีอาจจะเป็นข้อยกเว้น ดังเช่น มิเนโร (แปลว่ามาจากมินาส เกเรส) กองกลางบราซิล ชุดฟุตบอลโลก 2006 ที่ควรจะชื่อ เกาโช ที่แปลว่ามาจากรัฐ ริโอ กรันเด โด ซูล รัฐบ้านเกิดของเขา


Photo : @90sfootball

หรือ ริคาร์โด โรเจริโอ เด บริโต กองกลางบราซิลชุดฟุตบอลโลก 1986 และ 1990 ก็มีชื่อเล่นว่า อเลเมาที่แปลว่าเยอรมันเนื่องมาจากผมทองและนัยน์ตาสีฟ้า ที่เหมือนกับชาวยุโรป โดยที่เขาไม่ใช่ชาวเยอรมันแต่อย่างใด ซึ่งคล้ายกับกรณีของ รุสโซ (รัสเซีย) อดีตแบ็คขวาทีมชาติบราซิล

อย่างไรก็ดี บางครั้งชื่อเล่นที่ได้มาอาจจะเกิดจากความไม่ตั้งใจ เมื่อโค้ชในสมัยเด็กรู้สึกว่าชื่อเกิดของพวกเขาไม่เหมือนกับชื่อนักฟุตบอล ตัวอย่างเช่น ลูซิโอ อดีตกองหลังอินเตอร์ มิลานและ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีชื่อเดิมว่า ลูซิมาร์ หรือ เปาโล มิรันดา ที่ชื่อจริงๆของเขาคือ โจนาธาน โดอิน

เช่นเดียวกับกราฟิเต อดีตดาวยิงของโวล์ฟบวร์ก ชุดแชมป์บุนเดสลีกา 2008-2009  ที่เดิมชื่อว่าดินา ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้เพราะโค้ชในสมัยเยาวชน

“ตอนที่ผมไปคัดตัวที่มาโตเนนเซ โค้ชเรียกผมมาข้างๆแล้วพูดว่า ‘กราฟิเต มานี่’ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ‘กราฟิเต? ทำไมต้องเป็นกราฟิเต?’ เขาอธิบายว่า ‘ผมเคยเล่นกับคนตัวสูงที่ชื่อว่ากราฟิเต ที่คล้ายกับนาย แล้วนายชื่ออะไร’ ผมบอกเขาว่าเพื่อนผมเรียกผมว่าดินา เขาพูดว่า ‘มันดีเกินไปที่จะเป็นนักฟุตบอล มันไม่น่าเวิร์ค’” กราฟิเต ย้อนความหลังกับ Bleacher Report

“ตอนแรก ผมไม่ชอบมันเลย แต่ผมจะทำอะไรได้ ผมต้องยอมรับมัน และผมก็ดีใจที่ทำแบบนั้น สุดท้ายแล้ว มันช่วยผม มันเป็นชื่อเล่นที่น่าจดจำ ผู้คนไม่ลืมมัน”

“ตอนที่ผมไปเล่นที่เกาหลีใต้ในปี 2003 (ระยะสั้นๆกับ เอฟซี โซล) ผมต้องทิ้งชื่อนั้นชั่วคราว เพราะว่าพวกเขาออกเสียงกันไม่ได้ พวกเขาจึงเรียกผมด้วยนามสกุล บาติสตา ที่เยอรมันผู้คนเรียกชื่อผมยากเหมือนกัน พวกเขาจึงเรียกผมว่า ‘กราฟฟา’ ผมรู้สึกยินดีกับมันมากๆ และในโซเชียลมีเดียผมก็ใช้ชื่อนี้”

ชื่อเล่นของนักฟุตบอลบราซิล ยังมีอีกมากมายหลายประเภท บางครั้งอาจจะเชื่อมโยงกับตัวผู้เล่นคนนั้น แต่บางครั้งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย โดยที่มาอาจจะมีทั้งซูเปอร์ฮีโร (ฮัลค์), นักร้องชื่อดัง (อาเดรียโน ไมเคิล แจ็คสัน),  สุนัข (คลาดิโอ พิตต์บูล) หรือแม้กระทั่งโปเกมอน (ยาโก พิคาชู)

อย่างไรก็ดี ชื่อเล่นเหล่านี้ดูเหมือนจะเริ่มเลือนหายไปจากวงการฟุตบอลบราซิลในปัจจุบัน

 

วัฒนธรรมที่สูญหาย

หากไล่เรียงนักทีมชาติบราซิลชุดลุยโคปา อเมริกา 2019 ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะพบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนเป็นชื่อตัดทอนมาจากชื่อเต็มของพวกเขาทั้งสิ้น


Photo : en.tempo.co

ตัวอย่างเช่น เนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงของ ปารีส แซงต์ แชรกแมงต์ ก็มาจากชื่อเต็มของเขาคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ หรือ เอเดอร์สัน ผู้รักษาประตูจอมหนึบของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็มาจากชื่อ เอเดอร์สัน ซานตานา เดอ โมราเอส  

จริงอยู่ที่อาจจะยังมีชื่อเล่นที่ใช้การเติม  -inho (แปลว่าเล็ก) หรือ -ao (แปลว่าใหญ่) ลงไปในชื่ออย่าง เฟอร์นันดินโญ, ฟาบินโญ หรือเปาลินโญ แต่มันก็ให้ความรู้สึกต่างไปจากชื่อเล่นสมัยก่อนอย่าง คาฟู หรือ กาก้า

เปเป้ หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของซานโตส ที่เคยคว้าแชมป์โลกกับบราซิล 2 สมัยในปี 1958 และ 1962 และเป็นคู่หูสำคัญของเปเล่ ให้ความเห็นว่าที่จริงวัฒนธรรมของคนบราซิลมักจะมีความไม่ทางการและผ่อนคลายอยู่เสมอ แต่มันค่อยๆเปลี่ยนไปในปัจจุบัน

“ผมเคยมีช่วงเวลาที่สวยงามกับฟุตบอลบราซิล ฟุตบอลโลก 1958,1962, 1970 ตอนนั้นทีมมีนักเตะที่มีชื่อเล่นเต็มไปหมด แต่ไม่มีแบบนี้แล้วในปัจจุบัน พวกเขาอยากให้เรียกชื่อเกิดมากกว่า มันจะยากขึ้นสำหรับแฟนบอลในการสร้างสายสัมพันธ์กับไอดอลคนใหม่” เปเป้อธิบาย

“ผมรู้สึกภูมิใจที่รู้จักในชื่อเปเป้ พ่อของผมถูกเรียกว่าโฆเซ มาเซีย และถูกตั้งชื่อว่า เปเป้ เหมือนกับผม”

“มันง่ายกว่ากับแฟนบอลที่จะชื่นชมนักฟุตบอลด้วยชื่อเล่นอย่าง เปเล่ และ การินชา มากกว่าพูดว่า ‘นักฟุตบอลในดวงใจของผมคือ มานูเอล ฟรานซิสโก (ชื่อการินชา)’ ทุกอย่างกลายเป็นทางการมากขึ้น”

ในขณะที่ทอสเทา มองว่าอิทธิพลของฟุตบอลยุโรป มีส่วนทำให้การตั้งชื่อเล่นแบบในอดีตค่อยๆตายไปจากวงการฟุตบอลบราซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายทอดสดที่ทำให้คนบราซิลซึมซับวัฒนธรรมจากต่างทวีป

“ถ้าคุณเปิดทีวี คุณอาจจะเจอกับเกมพรีเมียร์ลีกกำลังถ่ายทอดสดอยู่ในบราซิล เช่นเดียวกับ ลาลีกา บุนเดสลีกา และเซเรียอา และอย่างที่คุณรู้ นักกีฬาจำนวนมากใส่นามสกุลของพวกเขาไว้บนเสื้อ ฟุตบอลบราซิลก็ทำเช่นนั้น แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยเราอย่างไร” ทอสเทากล่าว

“บางครั้ง ผมยังจำแม้กระทั่งนามสกุลของพวกเขายังไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่มีชื่อเล่น แต่มันแย่กว่านั้น พวกเขามีสองชื่อเช่น ติอาโก ซิลวา, ติอาโก เนเวส , ติอาโอ ริเบโร มันน่าเศร้า”

ในขณะเดียวกัน สโมสรยักษ์ใหญ่ในบราซิล เช่น อินเตอร์นาซิอองนาล และ เซา เปาโล ก็มีส่วนทำให้ชื่อเล่นค่อยๆล้มตายหายไป อินเตอร์ฯมักบอกนักเตะว่านามสกุลจะสามารถจำแนกได้ว่าพวกเขามีเชื้อสายยุโรปหรือไม่ ซึ่งจะมีผลในการขอพาสสปอร์ตยุโรป และทำให้นักเตะมีมูลค่ามากขึ้น ย้ายไปยุโรปได้ง่ายขึ้นจากการไม่ถูกนับเป็นโควต้าต่างชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น เฟอร์นันโด คาวัลโญ อดีตประธานสโมสรอินเตอร์ฯ ยังเคยขอร้องให้นักข่าวเรียกเด็กที่มาจากอคาเดมีด้วยชื่อเกิด หรือทีมของพวกเขาเคยเซ็นสัญญานักเตะดาวรุ่งที่รู้จักกันว่า โกเตรา (หยดน้ำ) ก่อนที่สโมสรจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เลโอ ซิลวา ตอนเปิดตัว

สิ่งนี้คล้ายกับตอนที่ เซา เปาโล คว้านักเตะอย่าง โฟกูเต (จรวด) ชัมบินโญ (ลูกปราย) มาร์เซลินโญ (เพราะถูกฝึกมาจากโรงเรียนสอนฟุตบอลของ Marcelinho Carioca) มาร่วมทัพ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาใช้ เวลลิงตัน คาบรัล, ดา ซิลวา และ ลูคัส มูรา ตามลำดับ


Photo : www.beinsports.com

น่าเสียดายที่ชื่อเล่นที่ครั้งหนึ่งถือเป็นเครื่องหมายการค้าของฟุตบอลบราซิล ค่อยๆถูกลบเลือนหายไป เนื่องจากมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากนักฟุตบอลชาติอื่น แม้กระทั่งโปรตุเกส อดีตเจ้าอาณานิคมของพวกเขา

อย่างไรก็ดี มันอาจจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างดูเป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด แม้ว่าบางทีอาจจะทำให้เสน่ห์ของมันหายไปก็ตาม  

“ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเปเล่เป็นที่รู้จักด้วยชื่อของเขา เอ็ดสัน อารันเตส เขาจะสุดยอดอย่างนี้อยู่หรือเปล่า? อาจจะใช่ แต่แน่นอนว่าเขาน่าจะได้รับความนิยมน้อยกว่านี้ จินตนาการไม่ออกเลยตอนที่คนเรียกเขาว่าอารันเตส” ทอสเทาทิ้งท้าย

 

แหล่งอ้างอิง

https://bleacherreport.com/articles/2805794-the-death-of-the-brazilian-football-nickname
https://www.fifa.com/mensyoutholympic/news/y=2010/m=11/news=nicknames-reign-brazil-1333656.html
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/767597
https://www.catdumb.com/why-columbus-go-west-378/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง