FEATURE

แอนโธนี่ ยานนี่ : ชายออทิสติกยอดนักสู้แห่ง NCAA | Main Stand



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาชีพหมอช่างเป็นอาชีพที่น่าเห็นใจ ... เราจะมองข้ามเรื่องการรักษาไปก่อน และมองถึงปลายทางของเรื่อง เหตุการณ์การพูดความจริงต่อญาติ ๆ ให้ได้รู้ว่า อาการของคนไข้ไม่เป็นอย่างที่หวังคืองานที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งในบทบาทของผู้เป็นแพทย์ เพราะเหมือนกับการทำลายโลกแห่งความฝันไว้เหลือเพียงแต่โลกแห่งความจริงเท่านั้น ผลกระทบของการบอกใครสักคนว่า "ลูกชายของคุณเป็นออทิสติก" ร้ายแรงเกินกว่าจะพูดความจริงนี้ได้ง่าย ๆ  


 

ออทิสติก คืออาการภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อนเกินปกติ ทำให้ผู้ที่เป็น ออทิสติก นั้นจะไม่สามารถสื่อสาร, เข้าสังคม และมีพัฒนานาการทางภาษาที่ดีได้เท่าคนทั่วไป ด้วยอาการดังกล่าวทำให้ยากที่ผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องเข้ากับบุคคลอื่น ๆ อย่างการเล่นกีฬา

อย่างไรก็ตามโลกนี้ไม่มีความจริงข้อใดที่ไร้ข้อแม้ ภายใต้สิ่งที่ถูกตีตราว่าเป็นไปไม่ได้หลายสิ่งก็เกิดขึ้นแล้ว และนี่คือเรื่องราวของ แอนโธนี่ ยานนี่ เด็กออทิสติก ที่สามารถลบความเชื่อทางการแพทย์ทุกอย่างทิ้งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ลูกจะดี เริ่มต้นที่ผู้ปกครอง

เด็กชาย แอนโธนี่ ยานนี่ ถือว่าเกิดมาในครอบครัวที่มีความพร้อมที่จะมีลูกอย่างที่สุด พ่อของเขาเป็นรองผู้อำนวยการด้านกีฬาที่รัฐมิชิแกน โดยตำแหน่งหน้าที่หลัก ๆ คือจัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์บาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง NCAA เวทีที่สร้างนักกีฬาให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของ NBA มามากมายภายในรัฐ ขณะที่แม่ของเขาเป็นอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย


Photo : www.sportingnews.com

การเป็นบุคคลระดับแนวหน้าขององค์กรทำให้ทั้งคู่หวังจะให้ลูกชายมีเส้นทางชีวิตที่ดี ไม่ว่าเขาจะเลือกทางกีฬาแบบพ่อ หรือเลือกทางการศึกษาแบบแม่ แอนโธนี่ จะมีที่ปรึกษาที่ผ่านประสบการณ์จริงมามากกว่า 20 ปี

อย่างไรก็ตาม 2 สามีภรรยา ยานนี่ เริ่มรู้สึกแปลก ๆ ถึงพัฒนาการของลูกชายตั้งแต่วัยหนึ่งขวบเท่านั้น อาการของ แอนโธนี่ แปลกจากเด็กทั่วไปคือ เขาไม่มีปฏิกิริยาท่าทางใด ๆ ไม่พูดออกมาสักคำเดียวในวัยที่เริ่มพูด และที่สำคัญคือไม่สบตาเมื่อพูดคุยหรือมีคนคุยด้วย ทั้งคู่เริ่มเห็นท่าทีที่ไม่ปกติจึงรีบพาลูกชายเข้ารักษาและวินิจฉัยจากแพทย์ ซึ่งหลังจากพยายามสู้กับความจริงอยู่ถึง 4 ปี สุดท้ายคุณหมอก็ยืนยันว่าลูกชายของพวกเขากำลังอยู่ในข่ายของโรคออทิสติก แม้จะพยายามรักษาเท่าไรแต่จนแล้วจนรอดปฏิกิริยาด้านการเรียนรู้ของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

"ผมถูกตรวจเจอว่าเป็นออทิสติกตอน 4 ขวบ และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปี พวกเขาก็บอกข่าวร้ายเกี่ยวกับตัวของผมให้พ่อกับแม่ได้รู้" แอนโธนี่ ยานนี่ เล่าย้อนกลับไปถึงตอนที่ยังพอจำความได้ ...


Photo : thenewsherald.com

"เราขอโทษที่ต้องบอกว่าลูกชายของคุณเป็นโรคออทิสติก สิ่งที่เราอยากให้คุณพ่อและคุณแม่เตรียมใจคือ หลังจากจบไฮสคูลเขาจะไม่มีศักยภาพพอที่จะเรียนมหาวิทยาลัย และการเอาดีทางด้านการเป็นนักกีฬา" คุณหมอและผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคออทิสติกตอบความจริงทุกคำเท่าที่เขาจะหาเหตุผลได้

เนื่องจากพ่อของเขาทำงานร่วมกับเด็กและวัยรุ่นมาแทบจะตลอดชีวิต เขามักจะคลุกคลีและช่วยให้เด็ก ๆ ได้เดินตามฝัน เขาเห็นปาฏิหาริย์มาก็ไม่น้อย และการที่พ่อกับแม่ของเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่จะทำ คือสาเหตุที่ทำให้การตรวจเจอว่าลูกชายเป็นออทิสติกนั้นไม่ใช่จุดจบ มันเป็นแค่ทางขรุขระที่ทำให้เดินทางไปถึงฝันลำบากกว่าเดิมบ้างเท่านั้นเอง

"พ่อกับแม่ของผมร้องไห้เลยในตอนนั้น  แต่พ่อเป็นคนที่ยืนขึ้นทั้งน้ำตาและบอกกับหมอว่า 'นี่หมอ ... ผมบอกตรง ๆ ว่าผมเคารพการทำงานของพวกคุณทุกคนเป็นอย่างมาก แต่ขออนุญาตที่ผมจะไม่เคารพในสิ่งที่คุณเพิ่งบอกผมและภรรยาเกี่ยวกับลูกชายของเรา'" พ่อของ แอนโธนี่ ลุกขึ้นในช่วงเวลาที่หากเป็นใครหลายคนคงแข้งขาอ่อน

"สิ่งที่ผมจะบอกหมอก็คือลูกชายของผมจะเรียนจบไฮสคูล เขาจะมีอนาคตที่ดีและจบการศึกษาในมหาวิทยาลัย และต่อให้เขาจะเลือกเป็นนักกีฬาลูกของผมก็จะเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยม ถ้าคนที่อยู่บนฟ้าตั้งใจจะมอบของขวัญให้เขา ลูกชายของผมจะต้องทำได้แน่"

หัวหน้าครอบครัวทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชมในห้องตรวจรักษา ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาใส่หน้าหมอนั้นจะกลายเป็นจริงหรือไม่ แต่การยืนกรานเสียงแข็งไม่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและเชื่อมั่นว่าปาฏิหาริย์จะต้องเกิดกับลูกชายของเขาทำให้ทุกคนในครอบครัวนี้ มีกำลังใจที่จะสู้ต่อ และสิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับลูกชายที่กำลังจะได้รู้ว่าโลกใบนี้โหดร้ายแค่ไหนเมื่อเขาต้องห่างจากอ้อมอกพ่อ-แม่

 

วัยเรียนที่โหดร้าย

65-90% ของเด็กที่มีอาการออทิสติก จะถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแก ... ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้หลายครอบครัวที่มีเด็กเป็นออทิสติกมักจะเลือกให้ลูกเรียนหนังสืออยู่กับที่บ้าน หรือการเรียนแบบโฮมสคูล มากกว่าให้ไปเสี่ยงต่อการโดนรังแกจากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน


Photo : www.wausaudailyherald.com

อย่างไรก็ตามการอยากจะทำให้ลูกเป็นเหมือนเด็กปกติ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องส่ง แอนโธนี่ ไปเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กปกติคนอื่นด้วย สิ่งที่ยากที่สุดคือในช่วงประถมศึกษา เด็กในวัยนี้ยังแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรทำ พวกเขาจะชอบแกล้งคนที่ผิดปกติไปจากคนอื่น และด้วยความที่ แอนโธนี่ มักจะพูดจาติด ๆ ขัด ๆ เขาจึงกลายเป็นเป้าให้เพื่อนได้รังแกอยู่เสมอ และมันเป็นมาตลอดจนถึงช่วงเกรด 6 เพราะตัวของเขาสูงขึ้นมากภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว การสูงถึง 6 ฟุตทำให้เขาเป็นนักเรียนที่ตัวใหญ่ที่สุดในห้องเรียน ทุกคนเริ่มล้อเขาว่าไอ้ยักษ์เขียว ก่อนที่จะลุกลามไปถึงการกลั่นแกล้งและจบด้วยการที่ แอนโธนี่ เป็นเป้าถูกล้อเลียนจากทุกคนในโรงเรียน

พ่อและแม่ของ แอนโธนี่ ทำงานหนักมากเพื่อให้ลูกของพวกเขารู้ว่าไม่ได้สู้กับเรื่องนี้เพียงลำพัง การยืนหยัดเคียงข้างและมั่นใจในตัวลูกชายคนนี้คือสิ่งเดียวที่ แอนโธนี่ อยากจะพยายามทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่พ่อและแม่พยายามที่จะทำให้เขามีความสุขและมีชีวิตที่ปกติเหมือนคนทั่วไป

เขาพยายามทำเต็มที่แต่ก็ไม่มีเพื่อนมากนัก อย่างไรก็ตามความสูงของเขายังพอเป็นประโยชน์บ้าง เพราะถูกดึงตัวเข้าทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็จะโดนเพื่อนแกล้งเสมอ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนร่วมทีมของเขาเอง การโดนล้อทำให้เขาอยากจะเลิกไปโรงเรียนตลอดเวลา ยิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น การโดนล้อก็ยิ่งแรงขึ้น และผู้โดนล้อก็จะมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น เขาอยากจะหนีปัญหานี้ไปให้พ้น แต่คุณครูทุกคนในโรงเรียนนี้เอ็นดูเขาเป็นพิเศษ และเชื่อว่าการที่ให้เขาได้เป็นนักบาสจะทำให้ได้เจอมุมมองแง่บวกแน่นอน แม้ว่าตอนนี้อาจจะต้องทนกับสิ่งที่ได้เจอไปก่อนก็ตาม

"วัยนั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก ผมจำเป็นต้องมีฮีโร่คอยสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองเสมอ โชคดีที่ผมมีคุณครูที่ยอดเยี่ยมตอนเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล พวกคุณครูทุกคนทำให้ชีวิตผมมีวันนี้"    


Photo : www.wausaudailyherald.com

คืนหนึ่งหลังเลิกเรียน เขากลับไปถามตัวเองและตัดสินใจว่าเช้าวันรุ่งขึ้น เขาจะเตรียมหมัดขวาไปชกหน้าเพื่อนหัวโจกที่ชอบล้อเขาบ่อย ๆ อย่างไรก็ตามเขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการทำแบบนี้มันถูกต้องหรือไม่ซึ่งสิ่งที่เขาตอบตัวเองคือ "ไม่เอาดีกว่า"

"ฉันกล้าการันตี ถ้าแกต่อยไอ้หมอนั่นคว่ำลงกับพื้นในพรุ่งนี้ แกเองจะต้องเสียใจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่แกเป็น แต่มันเป็นสิ่งที่ไอ้หมอนั่นมันอยากจะให้เป็น แกจงทำตามวิธีของตัวเองซะ นั่นล่ะทางออกที่ดีที่สุด" แอนโธนี่ เล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้น

"แก่นแท้ของผมสำหรับชีวิตในวัยเรียนคือ อย่าใช้มือ อย่าใช้เท้า อย่าใช้คำพูด หากต้องการจะทำร้ายใคร จงใช้การกระทำของคุณและความสามารถที่คุณมีซะ ทำมันด้วยตัวคุณเอง เมื่อนั้นคุณจะเปลี่ยนโลกได้" และสิ่งที่จะทำให้เขากลบคำพูดร้ายทั้งหมดได้คือบาสเกตบอล เขามั่นใจว่าเขาจะทำได้ดี เพราะความสูงที่มากกว่าใครในโรงเรียน

แอนโธนี่ เป็นคนมั่นใจและมองโลกในแง่บวกมาก อาการออทิสติกอาจจะทำให้เขาเข้าสังคมไม่เก่งนักในช่วงแรก แต่สิ่งที่เขาทำคือการอ่านหนังสือและมันทำให้เขาได้เห็นโลกกว้างขึ้นกว่าเดิม เขารู้มาว่านักร้องคนดังอย่าง เอ็มมิเน็ม และ จัสติน ทิมเบอร์เลก ต่างก็เคยโดยแกล้งและรังแกในวัยเด็ก ทว่าทั้งสองคนก็ใช้ความสามารถที่มีทำให้ทุกคนเห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขายิ่งใหญ่แค่ไหน

 

สนามบาส-สนามชีวิต

แม้ แอนโธนี่ จะมีไอดอลทางบาสเกตบอลเป็นผู้เล่นสายทำแต้มอย่าง ไมเคิล จอร์แดน และ อัลเลน ไอเวอร์สัน ทว่าความจริงแล้วมันคงเป็นไปได้ยากที่เขาจะทำได้แบบ เอ็มเจ และ เอไอ เพราะ แอนโธนี่ นั้นมีสมองส่วนคิดที่ค่อนข้างช้า การเข้าทำแต้มแบบต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และปฏิกิริยาที่รวดเร็วคือสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้

แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็หาสไตล์ของตัวเองเจอ นั่นคือในเมื่อเขาสร้างสรรค์เองไม่ได้เขาก็จะทำตามที่โค้ชสั่งทุกอย่าง แอนโธนี่ จะเกาะกับแท็คติกที่ได้มาแบบไม่มีหลุด ดังนั้นเขาจึงเป็นคนสำคัญของทีมเสมอ เพราะมีผู้เล่นวัยรุ่นไม่กี่คนนักที่สามารถเล่นได้ตามแผนมากกว่าตามใจตัวเอง ความผิดปกติของเขาคือคุณสมบัติพิเศษที่ไม่มีใครในทีมทำได้


Photo :  www.macombdaily.com

"ตอนแรกเขาจะเลิกเล่นบาสเกตบอลตั้งแต่ระดับจูเนียร์แล้ว เพราะเขาได้ลงเล่นแค่ 8 นาทีตลอดซีซั่น แต่ที่ผมจะบอกคือ แอนโธนี่ เป็นคนที่ทำงานหนักมาก" โค้ช ทอม อิซโซ่ ที่เคยร่วมงานกับเขาในระดับมหาวิทยาลัยพูดถึงลูกทีมคนโปรด "สำหรับเขาแล้ว การทำในสิ่งที่เขาทำในสนามอาจจะไม่ถูกใจคนดูนัก แต่มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการคิดจะทำอะไรสักอย่างแบบจริงจัง สามารถบรรลุจุดประสงค์ได้แม้มีอุปสรรคมากมาย"

การเล่นให้กับทีมมัธยมโอเกมอสนั้น ความสูง 6 ฟุต 9 นิ้ว (205 เซนติเมตร) ของ ยานนี่ บวกกับการจับจดอยู่กับคำสั่งของโค้ชทำให้เขากลายเป็นคนสำคัญของทีม เคียงข้างกับดาราเด่นอย่าง โจนาธาน โจนส์, ไมค์ เคเบลอร์ และ ทราวิส เบเดอร์ ส่วนสถิติเฉลี่ยของ แอนโธนี่ ยานนี่ ตลอดฤดูกาล 2006-07 คือทำแต้มเฉลี่ย 10.8 แต้ม, 8.0 รีบาวด์ และ 3.0 บล็อก ต่อ 1 เกม

ความโดดเด่นนี้ทำให้เขาได้สิ่งที่หมอและผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเขาไม่มีวันจะได้ นั่นคือโอกาสการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพราะในอเมริกานั้นการเรียนระดับนี้มีความยากกว่าระดับมัธยมเยอะ ทั้งด้วยเนื้อหาในการเรียนรู้และที่สำคัญคือค่าเทอมที่แพงมาก แต่สุดท้ายมหาวิทยาลัย แกรนด์วัลเลย์ สเตท มอบทุนการศึกษานักกีฬาให้กับเขาหลังจากที่จบระดับไฮสคูล แต่หลังจากเรียนได้ 2 ปี มหาวิทยาลัย มิชิแกน สเตท ก็มอบโอกาสและทุนการศึกษาให้กับเขา โดยเป้าหมายของการได้รับทุนคือเขาต้องย้ายเข้ามาเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของทีม มิชิแกน สเตท สปาร์ตันส์ หรือทีมประจำมหาวิทยาลัยนั่นเอง

การได้โอกาสนี้สำคัญกับเขามากเพราะมันทำให้ แอนโธนี่ กลายเป็นนักกีฬาของทีม สปาร์ตันส์ คนที่ 3 ในตระกูลของเขาตามรอยพ่อและพี่สาว ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่การเป็นนักบาสของทีมมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่แค่การออกมาเล่นบาสเพียงอย่างเดียวหากคุณคิดจะอยากจะจบการศึกษาและรับปริญญาให้พ่อแม่ภูมิใจ


Photo : cbsnews.com

"เรื่องการเรียนคือปัญหาของ แอนโธนี่ เลย ผมต้องเรียกเขาเข้ามาคุยถึงความจริงที่เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะต้องช็อคและเสียน้ำตาก็ตาม" ทอม อิซโซ่ เล่าถึงวันที่เขาเรียกแอนโธนี่ มาถกเครียดแบบตัวต่อตัวตอนอยู่ปี 3

"ตอนนั้นผมเหมือนกับว่าสติหลุดไปเลย ผมไม่เข้าใจว่าปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับผม ผมสารภาพกับโค้ชด้วยน้ำตาและยอมรับว่าตัวเองสับสนมาก ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะเรียนหนังสือให้จบเหมือนกับคนอื่นได้หรือเปล่า" แอนโธนี่ เล่าสถานการณ์ในห้องเย็นห้องนั้น ก่อนที่เขาจะได้กำลังใจจากโค้ชกลับมาเป็นการตบท้าย

"โค้ชมองตาผมและบอกว่า 'เอไอ ผมจะบอกคุณอีกครั้งเดียวนะ ผมรู้ว่าคุณเป็นใครและเจออะไรมาบ้างตั้งแต่ยังเด็ก ผมรู้ว่าผู้คนพูดถึงคุณยังไง แต่คุณฟังผมให้ดี คุณมีเวลาอีกเพียงแค่ปีเดียวนับตั้งแต่วันนี้เพื่อพยายามให้มากที่สุดในชีวิต ผมอยากจะเห็นคุณเดินข้ามสะพานแห่งปัญญา และไปปรับปริญญาบัตรมาซะ ถ้าถึงวันนั้นคุณจงมั่นใจได้เลยว่าผมจะเป็นคนแรกที่เข้าไปรอกอดคุณหลังจากลงเวที'" โค้ชอิซโซ่ ผู้เปรียบเหมือนพ่อคนที่ 2 มอบพลังให้กับลูกชายของเขา เท่านั้นยังไม่พอเขายังทำให้ แอนโธนี่ เชื่อว่ากำลังมีแมวมองจาก NBA จับตาเขาอยู่ เพื่อให้ แอนโธนี่ เร่งฟอร์มในสนามขึ้นพร้อม ๆ กับด้านการเรียนคณะสังคมศึกษา


Photo : msuspartanscom2

หมากที่โค้ชอิซโซ่วาง ทำให้ชีวิตของ แอนโธนี่ ลงตัวจนแทบจะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นออทิสติก ในฤดูกาล 2011-12 เขาได้ลงเล่นถึง 21 เกม ทำ 3 แต้มและอีก 7 รีบาวด์ จนได้เข้าชิงรางวัล Unsung Player Award หรือ ผู้เล่นปิดทองหลังพระ

"สำหรับพวกผู้เล่นที่มีแววได้ไป NBA หลายคนทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่เล่นในระดับมหาวิทยาลัย คนพวกนี้คุณเห็นแว่บเดียวก็รู้แล้วว่าเก่งโคตร ๆ แต่คนอย่าง เอไอ นี่คือสิ่งที่เหล่าแมวมองไม่เคยเห็นผู้เล่นสไตล์แบบเขา เขาไม่ได้ลงเล่นมากเหมือนใคร แต่พอเขาลงเล่นแล้วคุณจะสงสัยจนบรรยายไม่ถูกว่าหมอนี่ผ่านการซ้อมแบบไหนมากันแน่ ... เขาเหมาะสมกับ MVP มากพอ ๆ กับเหล่าตัวท็อปที่ทำกัน 19 คะแนนต่อเกมเลย นั่นคือสิ่งที่ผมคิดล่ะ" ผู้ช่วยโค้ช ไมค์ การ์แลนด์ กล่าวถึงความต่างที่เป็นประโยชน์ของ แอนโธนี่

1 ปีหลังจากห้องเย็นของโค้ช อิซโซ่ ... แอนโธนี่ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนทั้งการเล่นกีฬาและการเรียน เขาสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้สำเร็จด้วยการได้เป็นนักบาสตัวแทนไปแข่งระดับ NCAA และกลายเป็นผู้มีอาการออทิสติกคนแรกในโลกที่ทำได้ นอกจากนี้ยังได้ไปเล่นถึงศึกใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง ไฟนอล โฟร์ ที่รวมทีมที่ดีที่สุด 4 ทีมของประเทศมาแข่งกันอีกด้วย

ที่สำคัญที่สุดเลยคือในปีการศึกษานั้น แอนโธนี่ เร่งสปีดทำเกรดได้มากที่สุดในคณะของตัวเองและนั่นทำให้เขาจบการศึกษาทันภาคฤดูใบไม้ผลิ และได้รับปริญญาบัตรในท้ายที่สุด ท่ามกลางความประทับใจของทุกคนในครอบครัวและโค้ช อิซโซ่ ชายผู้ทรงอิทธิพลและเป็นไอดอลที่แท้จริงของผู้เล่นออทิสติกคนนี้


Photo : www.lansingstatejournal.com

ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายอะไรเลย ที่แม้ที่สุดแล้วเขาจะไม่ได้เป็นนักบาสเกตบอล NBA เพราะการแข่งขันในระดับสูงนั้นต้องการผู้เล่นในระดับที่มีพรสวรรค์ตัวกลั่นตัวท็อปจริง ๆ ซึ่ง แอนโธนี่ ต้องยอมรับแบบเต็มหัวใจว่าเขาไม่ใช่ผู้เล่นประเภทนั้น อย่างไรก็ตามเขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าชีวิตคนเรานั้นจะมีค่าก็ต่อเมื่อการได้เป็นผู้ให้ โดยเฉพาะการให้พังและกำลังใจในการสู้ต่อไปเหมือนที่ พ่อ-แม่ และโค้ช ทอม อิซโซ่ ได้มอบมันให้กับเขา มันทำให้เขารู้ว่าประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาสามารถทำมาบอกเล่าเป็นวิทยาทานให้สังคมอเมริกันได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการศึกษาตอนนี้

แอนโธนี่ กลายเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจหลังจากที่เขามีลูกชาย 1 คน ... ประเด็นที่เขาเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องของการรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าหรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่าการ "บูลลี่" นั้นส่งผลต่อชีวิตคนที่โดนกระทำมากแค่ไหน ขณะที่อีกมุมหนึ่งเขาจะไปพบกับเด็ก ๆ ที่เหมือนกับเขาและทำให้รู้ว่าแม้ใครจะบอกว่าหมดหวังแต่ขอให้ตนเองนั้นจงเชื่อมั่นเสมอว่าสามารถทำในสิ่งที่แตกต่างได้ เหมือนกับที่เขาทำมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้


Photo : www.michiganradio.org

"ทุกวันนี้ครอบครัวของผมมีความสุขมาก ผมหวังว่าผมจะเป็นพ่อที่ดีเหมือนกับที่พ่อผมเป็น และนอกจากเป็นพ่อแล้วผมอยากจะเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนชีวิตของคนอื่นด้วย"

"ผมเรียนรู้จากพ่อของผมเสมอมา และจะส่งมันต่อให้กับลูกชายของผมด้วย วันหนึ่งหากเขาโตมาผมจะบอกว่าปู่ของเขาเป็นคนที่สอนผมมากที่สุดในชีวิต และมองผมด้วยความภาคภูมิใจเสมอ ปู่ของเขาคือคนที่ทำให้ผมเป็นผมได้แบบทุกวันนี้"

 

แหล่งอ้างอิง

https://depth.rocks/anthony-ianni/
https://www.lansingstatejournal.com/story/sports/college/msu/mens-basketball/2015/02/21/msu-basketball-ianni-player/23819231/
http://www.pressandguide.com/news/he-shoots-he-scores-former-msu-basketball-player-anthony-ianni/article_4d1ce520-d099-11e8-a30d-9fe8a9dc4ed9.html
https://www.michiganradio.org/post/former-msu-basketball-player-autism-leads-anti-bullying-campaign
https://www.mlive.com/spartans/2013/06/anthony_ianni_speaks_out_on_an.html
https://www.pobpad.com/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x